ร้อยรักดลใจ (ตีพิมพ์กับ สนพ. Sugar beat)

ตอนที่ 5 : สมดุลของสมองและหัวใจ 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,583
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    2 พ.ค. 63

 

 

 

วันหนึ่งหลังจากสนทนากันเรื่องสัมเรื่องสัพเพเหระแล้ว หญิงสาวปริศนาก็เป็นฝ่ายตั้งคำถาม “คุณบุริศร์คิดว่าความรักเป็นเรื่องของสมองหรือหัวใจคะ”

ในฐานะที่เคยริรักในวัยเรียนมาก่อน บุริศร์ตอบได้ทันทีว่าหัวใจ เพราะในห้วงอารมณ์ลุ่มหลง รักใคร่ปรารถนานั้น สมองไม่ได้ถูกใช้งานเท่าไร เรียกว่าอารมณ์พาไปไหน ชักโยงใยอย่างไรก็ก้าวตามไปอย่างไม่เสียเวลาครุ่นคิด แต่ ณ เวลานี้ที่เติบโตมากขึ้นทั้งสติและจิตใจ บุริศร์มีคำตอบว่า

“ความรักเป็นเรื่องของหัวใจที่ต้องให้สมองบงการครับ เพราะหัวใจคืออารมณ์ คือความรู้สึก ส่วนสมองคือ เหตุผล คือสติสัมปชัญญะ คือมโนธรรมที่จะรั้งหัวใจของเราไว้ให้อยู่กับร่องรอย อยู่บนจารีตอันดีงามของสังคม ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าคนที่เรารักเป็นของเราและพร้อมยอมรับต่อการพลิกผันที่อาจเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้” บุริศร์บอกตามที่เคยฟังคำสอนของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธีเรื่องความรักในพระพุทธศาสนา

 

 

“แล้วสมดุลระหว่างสมองและกับหัวใจอยู่ตรงไหนเล่าคะ เพราะเมื่อมีความรักมาเป็นเป้าล่ออยู่ตรงหน้าหัวใจมันมักจะทำงานรวดเร็วกว่าสมองเสมอ เหมือนที่...ฉันรู้ว่าไม่เหมาะสมที่จะโทร.โทร.หาคุณ รบกวนเวลาของคุณ แต่...ก็อดใจไว้ไม่ได้”

คำบอกรักอ้อมๆ นั้นทำให้บุริศร์นิ่งงันไปครู่ ซึ่งในเสี้ยววินาทีนั้นบุริศร์เขาก็พบความจริงข้อหนึ่งว่า เราไม่รู้เลยว่าสมองทำงานตอนไหน แต่เรารู้ได้แน่ๆ ว่าหัวใจเรากำลังทำงานเพราะรับรู้จังหวะการเต้นของชีพจรนั้นเรารับรู้ได้ และตามประสาคนรักษาศีลข้อสี่อย่างเคร่งครัด บุริศร์ยอมรับกับตนเองว่าประโยคคำถามเชิงบอกเล่าของเธอคนนี้กำลังทำให้ชีพจรเขาเต้นเร็วขึ้นกว่าเดิม

 

 

“สมดุลของหัวใจและสมองอยู่ที่ความเคารพในตัวตนของตนเอง ของคนรัก ของครอบครัวทั้งสองฝ่ายและสังคมครับ เพราะคนที่เรารักไม่ใช่สิ่งของ ไม่ใช่วัตถุ หากแต่แต่มีหัวจิตหัวใจเหมือนเราและเขาก็มีคนที่เขารักและรักเขาอีกมากมาย ดังนั้นเราจะยึดมั่นถือมั่นว่าเขาเป็นของเราแต่เพียงผู้เดียวไม่ได้ ขณะเดียวกัน เราต้องยอมรับเมื่อรักนั้นเกิดกับเราแต่เพียงผู้เดียว”

จากวันล่วงเป็นสัปดาห์ที่บุริศร์ได้คุยโทรศัพท์โทรศัพท์กับหญิงสาวผู้เป็นปริศนาในเวลาสามทุ่มตรง แรกๆ เมื่อครบสิบห้านาทีแล้วเธอยังไม่วางสาย เขาต้องคอยปรามด้วยการบอกเธอว่าถึงเวลานั่งสมาธิของเขาแล้ว แต่พอพูดคุยกันถูกคอมากขึ้นบุริศร์กลับรู้สึกว่าเวลาสิบห้านาทีน้อยเกินไป และหลายครั้งที่เขาแสร้งทำเป็นไม่เห็นว่าเข็มยาวของนาฬิกาวิ่งหมุนเลยกรอบเวลาที่กำหนด

 

 

 

“ทำตัวเป็นเด็กติดละครเลยนะริศร์”

มารดาของเขาเย้าขึ้นในวันหนึ่งที่เห็นว่าลูกชายเหลือบตามองนาฬิกาติดฝาผนังเป็นระยะบุริศร์สบดวงตาเอื้อเอ็นดูของมารดาแล้วส่ายหน้า บอกเพียงว่า “ไม่ใช่อย่างที่แม่เข้าใจหรอกครับ”

คุณบงกชพิจารณาลูกชายที่ใส่ใจรอโทรศัพท์โทรศัพท์แล้วอมยิ้ม คิดว่าจะไม่มีโอกาสได้เห็นภาพอย่างนี้เสียแล้วเพราะลูกชายของเธอทำเหมือนเห็นผู้หญิงเป็นเพียงลิงค่าง ไม่เคยมองจนเหลียวหลัง ไม่เคยพูดถึงใครแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่และยังหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดสตรีเพศราวกับเป็นนักบวช

 

 

“นี่ก็ใกล้จะครบหนึ่งเดือนแล้วใช่ไหมที่ริศร์คุยกับยายหนูในโทรศัพท์โทรศัพท์” คุณบงกชถามยิ้มๆ เธอเคยรับโทรศัพท์โทรศัพท์แทนลูกชายหนึ่งครั้ง และนึกชอบใจที่ปลายสายกล่าวทักทายเธออย่างมีมารยาทและยังเป็นคนร่าเริงช่างจำนรรจา รู้จักหาหัวข้อมาสนทนากับผู้ใหญ่

บุริศร์เลิกคิ้วมองคุณบงกชนิ่งก่อนถาม “แม่กำลังหมายถึงอะไรครับ”

นางบงกชยิ้มน้อยๆ ในหน้า อดคาดหวังไม่ได้ว่าสาวน้อยที่โทร.โทร.หาลูกชายทุกคืนจะช่วยเปลี่ยนใจเรื่องออกบวชของลูกชายได้ “ก็หมายความว่าถ้าครบกำหนดแล้วริศร์คิดจะทำอย่างไรต่อไป จะคบเป็นแฟนกับเขาไหม”

บุริศร์ส่ายหน้าในทันทีแล้วปฏิเสธ“แม่ก็รู้ว่าผมไม่คิดเรื่องแต่งงาน”

 

 

คำตอบของบุริศร์ทำให้คุณบงกชเงียบไปอึดใจก่อนบอกว่า “แม่ก็ยังไม่ได้หมายถึงแต่งงาน แม่แค่อยากให้ริศร์ลองคบใครบ้าง เผื่อริศร์จะค้นพบความสุขในอีกรูปแบบของชีวิต”

บุริศร์ถอนหายใจให้ได้ยินชัด ก่อนจะบอกเสียงขรึม “คบกันก็ต้องมีเป้าหมายครับ และผมก็ไม่คิดว่าเขาเป็นบททดสอบของผม”

คุณบงกชฟังลูกชายที่เธอปั้นสอนให้เป็นสุภาพบุรุษมาตั้งแต่เล็กแล้วก็ถอนหายใจยาว ก่อนแนะนำว่า “ถ้าริศร์คิดอย่างนั้น ริศร์ก็ควรบอกสิ่งที่ตั้งใจให้เขารับรู้ อย่าทำให้ผู้หญิงเขาตั้งความหวัง”

 

 

 

 

อัปต่อเด้อค่า

 

คืนนี้เป็นคืนแรกที่บุริศร์ไม่รับโทรศัพท์สายของเธอ เขาปล่อยให้เสียงเรียกเข้าดังขึ้นซ้ำๆ แล้วเฝ้ามองปลายสายถอดใจไป ทิ้งระยะห่างราวห้านาที โทรศัพท์โทรศัพท์ก็ดังขึ้นใหม่ ‘สามรอบ’ บุริศร์บอกกับตัวเองในใจและอดไม่ได้ที่จะอ่อนข้อว่า‘ถ้ามีรอบที่สี่ก็จะรับ’ แต่ก็ไม่มี เธอผู้เป็นปริศนาไม่โทร.โทร.หาเขาอีกในค่ำคืนนั้นรวมทั้งอีกสองวันถัดมา

ถ้ากระวนกระวายคืออาการที่ใจจดจ่อรอคอยสิ่งหนึ่งและคิดกังวลและฟุ้งซ่าน บุริศร์ก็คิดว่าตัวเองกำลังกระวนกระวายแต่เมื่อเข็มนาฬิกาชี้เวลาสามทุ่มตรง ดีที่เขาไม่ต้องรอเก้อเหมือนหลายวันที่ผ่านมา‘เธอ’ โทรโทร.หาเขาตรงเวลาดังเคย บุริศร์กดรับโดยไม่รั้งรอและพยายามไม่สบตากับมารดาที่ยิ้มขำเขาอยู่

 

 

“สวัสดีค่ะ” เสียงปลายสายสดใสเกินกว่าที่คาดไว้ บุริศร์คิดว่าเธอโกรธที่เขาไม่รับโทรศัพท์โทรศัพท์ของเธอเมื่อวันนั้นเสียอีก

“ครับ” ถึงจะ‘ดีใจ’ ที่เธอโทรโทร.มาแต่บุริศร์ก็ยังอุตส่าห์ทำเสียงเรียบเฉยได้

“ฉันไปธุระกับพ่อที่ต่างจังหวัดค่ะ ที่นั่นสัญญาณโทรศัพท์โทรศัพท์ไม่มี เลยไม่ได้โทรโทร.หาคุณเลย คิดถึงกันบ้างหรือเปล่าคะ” น้ำเสียงถามนั้นติดจะอ้อนในตอนท้าย เป็นเสียงหงุงหงิงที่ทำให้คนฟังเผลอยิ้มกว้างออกมา

“ไม่ได้ทำในสิ่งที่คุ้นเคยก็รู้สึกแปลกๆ เหมือนกันครับ”

“แปลกนี่... ดีหรือไม่ดีคะ” น้ำเสียงกระเซ้านั้นทำให้บุริศร์ครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนตอบว่า

“กลางๆ มากกว่าครับ ไม่ใช่ทั้งดีและไม่ดี เพราะถึงคุณไม่โทรโทร.มาผมก็ยังอยู่ได้”

เมื่ออีกฝ่ายไม่เห็นหน้า เธอจึงไม่มีโอกาสรู้ว่าบุริศร์มีสีหน้าเก้อเขินอย่างไร ได้ยินเพียงน้ำเสียงราบเรียบกับถ้อยคำไร้เยื่อใยเท่านั้นความเงียบดำเนินอยู่นานกว่าอึดใจ ก่อนจะมีเสียงหัวเราะแผ่วๆ ของปลายสาย ตามด้วยการเปลี่ยนหัวข้อสนทนา โดยเมื่อฝ่ายพูดพูดน้อยลง บุริศร์ที่ฟังมานานก็พยายามชวนคุยบ้าง แต่มันก็ช่างกร่อยจนน่าใจหาย ก่อนจะบอกเลิกการสนทนาในอีกไม่กี่นาทีถัดมา

 

 

 

หญิงสาวปริศนาหายไปอีกสามวัน จนบุริศร์ร่ำๆ จะเป็นฝ่ายโทร.โทร.ไป ติดแต่ว่าเขาเก้อกระดากเมื่อเห็นว่ามารดากำลังจับตาดูอยู่ หรือจะเรียกว่ารอหัวเราะเยาะก็ได้ สำคัญกว่านั้นคือ...เขาเพิ่งบอกไปว่าถึงเธอไม่โทรโทร.มาเขาก็อยู่ได้ ดังนั้น บุริศร์จึงข่มใจให้สงบและกระทำตนให้เป็นปกติ

เช่นเคย เมื่อเธอหายไปจนพอใจ เธอก็กลับมาอีกครั้ง กลับมาพร้อมความสดใสร่าเริงและมุกตลกขบขันที่บางครั้งก็ทำให้เขาบุริศร์คิดภาพใบหน้าของเธอซ้อนกับนักแสดงตลกหญิง

“มันแย่มากหรือ?”

“คะ?” ปลายสายดูงงงันเมื่อจู่ๆ เขาก็พูดลอยๆ ขึ้นมาโดยไม่มีประธานของประโยคบุริศร์จึงอธิบายว่า

“ก็หน้าตาของคุณไง...ถ้าไม่แย่ ทำไมถึงไม่กล้าพบหน้าผม ไม่กล้าบอกว่าคุณคือใคร” พูดจบ บุริศร์ก็เบี่ยงตัวหลบเมื่อแม่ของเขาที่นั่งดูโทรโทร.ทัศน์อยู่หันมาแจกมะเหงกลูกใหญ่พร้อมกับทำมือทำไม้ให้เขาหยุดพูดแต่นอกจากปลายสายจะไม่โกรธแล้ว เธอยังหัวเราะขัน

 

 

“ไม่รู้สิคะ ของแบบนี้มันแล้วแต่คนมอง ฉันมองตัวเองก็เห็นว่าสวยดี” คำตอบของเธอทำให้บุริศร์อยากเห็นคนหลงตัวเองเป็นกำลังไม่ใช่เพราะอยากเห็นว่าเธอสวยจริงหรือไม่ แต่อยากเห็นสีหน้าและรอยยิ้มระหว่างที่พูดเสียมากกว่า

“บางเรื่องเข้าข้างตัวเองนักก็ไม่ดีต้องใช้สายตาคนนอกช่วยตัดสิน ผมช่วยได้นะ” บุริศร์ไม่รู้ตัวหรอกว่าวาทะของเขาทำให้มารดาหันไปยิ้มกว้างให้หมอนและเก้าอี้

“ไม่รบกวนดีกว่าค่ะ สัญญาต้องเป็นสัญญา ฉันถือวาจาสัตย์แล้วว่าจะไม่บอกคุณว่าฉันคือใคร ถ้าคุณจะรักฉัน ก็ขอให้รักจากนิสัย จากบทสนทนา” คำตอบกึ่งเล่นกึ่งจริงของเธอทำให้บุริศร์ชะงัก ตระหนักว่าเธอสนทนากับเขาเพราะเธอต้องการความรัก ต้องการในสิ่งที่เขาให้ไม่ได้

“จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อครบหนึ่งเดือนแล้ว”

 

 

 

จากจุดเริ่มต้นที่เขาสองคนเจอกัน ผ่านมาถึงบทนี้ก็แปดปีแล้ว พี่ริศร์พัฒนาจากพี่ชายใจดีเป็นชายหนุ่มผู้เคร่งครัดศีลธรรม หญิงไม่มอง กิเลสไม่สน มุ่งแต่จะทำบุญทำทาน และยังตั้งใจจะออกบวชเสียด้วย สาธุค่ะพี่ริศร์^^

เดี๋ยว!!! เปิดนิยายมาแค่ตอนครึ่งแล้วจะยกมืออนุโมทนาบุญให้พระเอกบวชเลยไม่ได้ พี่ริศร์แกยังต้องชดใช้กรรมเก่า เอ๊ย ต้องเจอกับเปรียวศรีก่อน ซึ่งครั้งนี้เปรียวศรีเป็นสาวแล้ว และก็มั่นใจมากว่าพี่ริศร์จะต้องตกบ่วงเสน่ห์ที่ขุดไว้ แต่จะสำเร็จจริงหรือไม่ มารอดูกัน

 

นิยายยังไม่มีกำหนดวางแผงนะคะ ฉะนั้น ระหว่างนี้จาจะอัปให้อ่านกันไปเรื่อยๆ ก่อน

อัปวันละ 1 - 3 ครั้งนะคะ ^^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

125 ความคิดเห็น