ร้อยรักดลใจ (ตีพิมพ์กับ สนพ. Sugar beat)

ตอนที่ 4 : สมดุลของสมองและหัวใจ 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,641
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    1 พ.ค. 63

 

 

 

บุริศร์เงยหน้ามองคุณเสมียนอย่างอ่อนอกอ่อนใจ แต่นอกจากจะไม่กริ่งเกรงกันแล้ว คุณเสมียนยังพยักพเยิดให้บุริศร์มองออกไปนอกห้อง เพื่อจะพบกับร่างสมส่วนของนักศึกษาสาวคนหนึ่งเพราะหันมาช้า บุริศร์จึงไม่ทันได้เห็นหน้า เห็นเพียงเรือนผมยาวสลวยสีน้ำตาลที่ทิ้งตัวอย่างมีน้ำหนัก ซึ่งนั่นก็ทำให้คุณเสมียนถอนหายใจดังเฮือกอย่างขัดอกขัดใจ

“ขอดินสอผมคืนด้วยครับ” บุริศร์แบมือขอพลางยิ้มใจดีให้คุณเสมียนดังเช่นทุกครั้ง แต่คำพูดต่อจากนั้นทำให้คุณเสมียนรู้ตัวว่าเธอจะไม่รู้จักคำว่า‘ว่าง’ ไปอีกนาน

 

 

“พี่เพียงเปิดไดร์ฟกลางแล้วนำข้อมูลยอดขายย้อนหลังสามปีมาใส่ในไฟล์เอ็กเซลนี้นะครับ ผมทำตัวอย่างเอาไว้แล้ว แต่ถ้าสงสัยก็เดินมาถามได้ ส่วนยอดสต็อกสต๊อกวัตถุดิบของสัปดาห์นี้ วานพี่เพียงนัดทางบัญชีไปสอบทวนนับร่วมกันทีครับอ้อ!ฝากรวบรวมไคเซ็น[1]ไคเซ็นจากทุกคนในแผนกมาส่งภายในศุกร์นี้ด้วยของพี่เพียงผมจำได้ว่าเดือนที่แล้วส่งไม่ครบ ฉะนั้นทบรวมเดือนนี้เป็นสามเรื่องนะครับ” เขาพูดถึงไคเซ็น กิจกรรมที่องค์กรสนับสนุนให้พนักงานเสนอแนวคิดเพื่อเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงกระบวนการทำงาน มุ่งเน้นไปที่การลด เลิก และเปลี่ยน โดยมุ่งหวังให้งานเร็วขึ้น สูญเสียน้อยลงและเพิ่มผลผลิต

บุริศร์ยิ้มอ่อนโยนให้คุณเสมียนที่ทำหน้างอง้ำ วันนี้เธออาจไม่พอใจเขาที่สั่งงานเสียมากมาย แต่บุริศร์เชื่อว่างานที่มอบหมายไปจะช่วยพัฒนาทักษะความรู้ของคุณเสมียนและช่วยให้เธอห่างไกลจากวงนินทาเพราะการนินทานั้น ความทุกข์มิใช่อยู่ที่ผู้ถูกนินทา หากแต่อยู่กับคนนินทาว่าร้ายผู้อื่น

 

 

 

ความเพียรสร้างระยะห่างต่ออิสตรีของบุริศร์ประสบผลสำเร็จดีเรื่อยมา จนกระทั่งมีหญิงสาวปริศนาโทรศัพท์โทรศัพท์หาเขา โดยระบุธุระว่าขอสนทนากับเขาทุกวันเป็นเวลาหนึ่งเดือน

“สวัสดีค่ะ ขอสายคุณบุริศร์ค่ะ”

เสียงหวานใสที่ได้ยินทำให้บุริศร์เลิกคิ้วอย่างแปลกใจ ใครโทร.โทร.มาหาเขาในยามวิกาลอย่างนี้

“สวัสดีครับ ผมบุริศร์ครับ” บุริศร์ขานรับตอบ ก้มมองเบอร์โทรศัพท์โทรศัพท์เผื่อจะนึกออกว่าใครโทร.โทร.มา อึดใจหนึ่งจึงได้ยินเสียงสั่นพร่าถามคล้ายคนขาดความมั่นใจ

 

 

“สะดวกคุยไหมคะ”

“ครับ ติดต่อจากไหนครับ”บุริศร์คิดว่าปลายสายโทร.มาเรื่องงาน เพราะนอกจากงาน ครอบครัว และเพื่อนพี่น้องในชมรมกล้าพันธุ์บุญแล้ว บุริศร์ก็ไม่ได้ติดต่อกับผู้หญิงคนไหนอีก

“ฉัน...เอ่อ ฉันโทร.มาหาคุณเพราะอยากคุยด้วยค่ะ”คำพูดคนพูดนั้นตะกุกตะกักตอนต้นก่อนจะพูดเร็วปรื๋อตอนปลาย แต่กระนั้นบุริศร์ก็ยังคิดว่าวัตถุประสงค์ของคนที่โทร.มาคือเรื่องงาน

“ได้ครับ แต่ช่วยบอกหน่อยว่าคุณโทร.จากที่ไหน บริษัทอะไรหรือใครแนะนำมา”

“ฉัน...ไม่ได้โทร.มาเรื่องงานค่ะ ไม่ใช่ประกันชีวิตและก็ไม่ได้ชวนทำธุรกิจขายตรงค่ะ

 

 

คำอธิบายนั้นทำให้บุริศร์ยิ้มขันกับโทรศัพท์โทรศัพท์แต่เสียงที่กรอกไปยังคงราบเรียบเคร่งขรึม “ถ้าอย่างนั้น...คุณโทร.หาผมทำไมครับ”

“ฉัน...ฉันอยากรู้จักคุณค่ะ และก็อยากให้คุณได้รู้จักฉันด้วย”

“ครับ ยินดีที่ได้รู้จัก คุณชื่ออะไรครับ”ปลายสายเงียบไปนาน จนบุริศร์ต้องก้มดูหน้าจอโทรศัพท์โทรศัพท์ว่าอีกฝ่ายยังคงอยู่ในสายหรือไม่ และคำตอบที่ได้ก็ทำให้บุริศร์งงหนักกว่าเก่า

“ฉันไม่บอกได้ไหมคะ คือ...ฉันมาดีนะคะ แต่ไม่สะดวกจะบอกชื่อจริงๆ”

 

 

น้ำเสียงแผ่วหวิวนั้นทำให้บุริศร์รับรู้ได้ถึงความประหม่าของอีกฝ่าย และน่าแปลกที่ความประหม่านั้นคล้ายจะแผ่กำจายมาถึงเขาด้วย“ไหนว่าอยากให้ผมรู้จักคุณไง ถ้าไม่รู้ชื่อกันจะเรียกว่ารู้จักได้รึ?”

“ถ้ารู้จักของคุณคือการรู้ชื่อ ฉันจะหาสักชื่อก็ได้ค่ะ แต่...ฉันอยากให้คุณรู้จักนิสัยใจคอของฉันผ่านการสนทนาค่ะ ถ้าเป็นไปได้ ฉันอยากขอเวลาวันละสิบห้านาทีให้เราได้ทำความรู้จักกัน”

บุริศร์เข้าใจเจตนาของอีกฝ่ายแต่ก็มั่นคงต่อความรู้สึกของตนเองเช่นกัน สิบห้านาทีของเธออาจไม่ได้ยาวนาน แต่สำหรับเขาสิบห้านาทีสำหรับเขานั้น สามารถทำประโยชน์ได้อีกมากมาย “แล้วผมจะได้อะไรจากเรื่องนี้ล่ะ”

 

 

เสียงร้อง‘เยส’ เบาๆ ทำให้บุริศร์นึกภาพออกว่าปลายสายกำลังดีใจ ซึ่งเพราะรู้ว่าคำตอบของเขาจะสร้างความสุขชั่วครู่ชั่วคราวให้เธอได้นี่ล่ะบุริศร์จึงยอมสละเวลาส่วนตัวของตัวเอง

“อย่างน้อยก็ได้เพื่อนคุยค่ะ ฉันรับรองว่า...ฉันเป็นคู่สนทนาที่ดี”

ฟังน้ำเสียงใสโอ่นิดๆ แล้วบุริศร์ก็ยิ้มขัน คาดเดาว่าอีกฝ่ายน่าจะยังอยู่ในวัยเรียนหรือไม่ก็เพิ่งเรียนจบ

“แล้วอย่างมากล่ะ” บุริศร์ห้ามปากตัวเองไม่ทันจริงๆ ตอนที่ถามออกไป และกลายเป็นสร้างความประดักประเดิดให้ตัวเองเสียเองเมื่อเสียงใสตอบกลับมาว่า

“สุดแล้วแต่ใจของคุณ”

 

 

อัปต่อแล้วค่า

 

“สะดวกคุยไหมคะ”

ทันทีที่บุริศร์กดรับสาย เสียงใสจะเอ่ยถามอย่างมีมารยาททุกครั้ง ซึ่งมันก็ทำให้คนใจอ่อนอย่างเขาอดเห็นใจเธอไม่ได้ อย่างน้อยครั้งหนึ่งเขาก็เคยอยู่ในสถานะแอบชอบใครคนหนึ่ง

“ครับ”

“วันนี้จะเริ่มนั่งสมาธิกี่โมงคะ”

น้ำเสียงที่คนถามที่เต็มไปด้วยความเกรงอกเกรงใจนั้นทำให้บุริศร์อมยิ้ม เมื่อวานเธอโทรศัพท์โทรศัพท์มาขณะที่เขากำลังนั่งสมาธิเขาจึงไม่ได้รับสาย แล้วเมื่อโทร.โทร.กลับหาเธอพร้อมแจ้งว่าเขากำลังนั่งสมาธิอยู่ เธอก็ขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ ก่อนจะขอวางสายไปทันที

 

 

“ต่อไปผมจะเริ่มนั่งสมาธิตอนสามทุ่มครึ่ง” อะไรบางอย่างทำให้บุริศร์ตอบออกไปอย่างนั้น และมันคงทำให้เธอพอใจเพราะเขาได้ยินเธอหัวเราะเบาๆ แล้วบอกว่า

“ขอบคุณนะคะ...สำหรับโอกาส"

“ครับ” บุริศร์ตอบรับสั้นๆเป็นการประหยัดทั้งถ้อยคำและคาดหวังให้เธอเบื่อหน่ายความเฉยชาของเขา แต่เธอก็ไม่เป็นอย่างนั้น หญิงสาวปริศนาคนนี้มีวิธีการพูดคุยซักถามที่ทำให้เขาต้องเปิดปากพูดมากกว่าปกติ ที่สำคัญคือการพูดคุยกับเธอไม่น่าเบื่ออย่างที่คิด

 

 

เสียงหัวเราะและการแลกเปลี่ยนความเห็นด้านปรัชญาของเธอทำให้เขารู้สึกเพลิดเพลินไม่น้อย แม้หญิงสาวจะไม่ใช่คนเคร่งศาสนาและค่อนข้างมีความเห็นแตกต่างกับเขาตามประสาคนห่างวัด แต่เธอก็เป็นคนมองโลกในแง่ดีคนหนึ่ง

“เคยฟังเรื่องมวลวิกฤติ หรือCritical mass ไหม[1]”บุริศร์ถามเธอในวันหนึ่ง หลังจากที่ทั้งสองคุยเรื่องทั่วๆ ไปและประวัติชีวิตจนหมดแล้ว

“ไม่เคยค่ะ”

บุริศร์ไม่แปลกใจเลยที่เธอตอบอย่างนี้ เพราะเพื่อนๆ เขาทุกคนก็ไม่รู้จักและทุกคนก็มักรำคาญที่เขาพร่ำพูดแต่เรื่องพวกนี้ บางที... หัวข้อการสนทนานี้อาจทำให้เธอนึกเบื่อก็ได้

“แต่ไม่เคยก็ใช่ว่าไม่อยากฟังนะคะ มันคืออะไรคะ มวลวิกฤติที่ว่า” คนเสียงใสถามเอาใจ

 

 

“มวลวิกฤติคือข้อสรุปของการศึกษาพฤติกรรมของนักวิจัยชาวญี่ปุ่น โดยเขาทำทดลองนำเม็ดข้าวโพดไปโยนให้ลิงที่อยู่บนเกาะ วันแรกๆ ลิงทุกตัวก็กินเม็ดข้าวโพดที่เปื้อนทรายแล้วค่อยคายทรายทิ้ง หลายวันต่อมาก็เริ่มมีลิงที่เอาเม็ดข้าวโพดไปล้างน้ำก่อนกิน แต่ก็ยังมีลิงที่กินทั้งที่มีทรายเปื้อน นานวันผ่านไปจำนวนลิงที่เอาเม็ดข้าวโพดไปล้างน้ำก็มากขึ้น จนเมื่อลิงตัวหนึ่งนำแอปเปิ้ลเปิลไปล้างน้ำ ลิงทุกตัวก็ทำตามามกันทั้งหมด ปรากฏการณ์นี้คือการเปลี่ยนจากปริมาณเป็นคุณภาพ”

“อืม...แล้วทีมวิจัยเขาจะได้อะไรจากการศึกษาพฤติกรรมนี้คะ หรือว่าเขาสามารถผลิตเม็ดข้าวโพดผิวลื่นที่ทรายไม่เกาะได้”

บางทีคำถามไร้สาระของเธอก็ทำให้บุริศร์ทั้งขำและอ่อนใจ แต่เขาก็ยังตอบด้วยความใจเย็นว่า“พฤติกรรมนี้ถูกนำมาเปรียบเทียบกับพฤติกรรมทำตามอย่างกันของมนุษย์เราครับ นักวิจัยพบว่าเมื่อสังคมเกิดภาวะมวลวิกฤติขึ้นมา คนในสังคมจะตัดสินใจเปลี่ยนตามคนหมู่มาก ข้อมูลนี้ทำให้หลายหน่วยงานนำไปใช้ในการประชาสัมพันธ์ รณรงค์หรือสร้างกระแสเพื่อให้พฤติกรรมของคนเปลี่ยน”

 

 

“เหมือนอย่างแฟชั่น หรือพฤติกรรมกินดื่มน่ะหรือคะ”

บุริศร์ฟังแล้วอมยิ้ม อย่างน้อยเธอก็รู้จักเปรียบเทียบกับเรื่องใกล้ตัว“ครับ และในส่วนของผมคือการหาแนวร่วมทำดี ทำประโยชน์ต่อสังคมโดยมีความคาดหวังว่าเมล็ดพันธุ์ความดีของเราจะมากพอที่จะถึงมวลวิกฤติจนคนทุกคนในสังคมเปลี่ยนมาทำความดี”

“น่าสนใจดีนะคะอยากเห็นจังว่าคนที่เป็นมวลวิกฤติจะหน้าตาเป็นอย่างไร”

เสียงหัวเราะคิกเบาๆ นั้นทำให้บุริศร์รู้ทันว่าเธอคิดถึงลิงอยู่แน่ๆ แต่ไม่ทันได้ถาม เธอก็เอ่ยถามเสียงใสก็เอ่ยว่า

 

 

“การโน้มน้าวให้คนเปลี่ยนรสนิยมการกินอยู่ใช้เวลาไม่นาน คนก็เปลี่ยนตามโดยง่าย แต่น่าแปลกว่า เรื่องพื้นฐานอย่างการ‘ทำดี’ ที่ต่างก็เล่าเรียนมาและถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เยาว์วัย คนกลับเลือกจะเชื่อว่าการทำดีคือการก่อสร้างโบสถ์วัด บริจาคเงินทองสิ่งของเท่านั้นทั้งที่นิสัยคนไทยเอื้อต่อการทำดีอยู่แล้วเพราะเรามีจิตใจโอบอ้อมอารี มีน้ำใจ เห็นอกเห็นใจช่วยเหลือกันและกัน ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองของเราคงไม่เป็นเมืองในฝันที่คนชาติอื่นอยากเข้ามาพักพิงอาศัยหรอกค่ะ”

คำกล่าวของหญิงสาวทำให้บุริศร์รู้สึกทึ่งและพึงพอใจหากแต่

ไม่ทันได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพิ่มเติม หญิงสาวก็บอกลาไปพร้อมเสียงหัวเราะสดใสเสียงหัวเราะที่ทำให้เขายิ้มกว้างอยู่นานแม้จะวางโทรศัพท์ไปแล้ว

“ครบสิบห้านาทีแล้ว ฉันควรตรงต่อเวลาค่ะ เผื่อว่าคะแนนความดีนี้จะเป็นมวลวิกฤติให้คุณสนใจฉันบ้าง” ไม่ทันได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพิ่มเติม หญิงสาวก็บอกลาไปพร้อมเสียงหัวเราะสดใสเสียงหัวเราะที่ทำให้เขายิ้มกว้างอยู่นานแม้จะวางสายแล้ว

 

[1]ที่มาหนังสือเท่าดวงอาทิตย์ (คุยกับประภาส ลำดับที่ 7)โดยคุณประภาส ชลศรานนท์

 

 

Talk 1

ฮ้า!!! ผู้หญิงที่ไหนหนอใจกล้า มั่นหน้าโทรมาจีบพี่ริศร์ ไม่สปอยเนาะ เชื่อว่าเดากันได้555

ชื่อตอนนี้ มาจากหนังสือธรรมะ ชื่อว่า'วิถีธรรม นำไปสู่คำคม' นามปากกาอจินไตย โดยผู้เขียนให้ความหมายไว้ว่า'การมีโอกาส แต่ไม่มีวาสนา' หรือที่เรียกว่า วาสนายังมาไม่ถึงนั่นเอง อ่านแล้วเศร้าจังT T

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

125 ความคิดเห็น