ร้อยรักดลใจ (ตีพิมพ์กับ สนพ. Sugar beat)

ตอนที่ 25 : พายุอารมณ์ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 773
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    29 พ.ค. 63

Credit : ภาพจาก Pinterest

 

 

8

ยามทะเลาะกัน อารมณ์และคำพูดไม่ต่างจากพายุร้าย

 

 

 

ระหว่างเป็นคนที่เขาไม่รู้จักกับเป็นคนที่ถูกเมินเฉย ปรีชญาณ์ลงความเห็นว่าเจ็บพอกัน หลังกลับจากทำบุญบุริศร์ก็เงียบขรึม พูดน้อยลงและปลีกวิเวกมากขึ้นจนปรีชญาณ์ร่ำๆร่ำร่ำจะสอบถามให้รู้ความ แต่มาริษาห้ามเอาไว้โดยให้เหตุผลว่า‘แกขยับเข้าใกล้เขามากไปแล้วเปรียว ลองอยู่นิ่งๆ เฉยๆ เว้นระยะบ้าง ประเดี๋ยวถ้าเขาใจตรงกันกับแก เขาก็เป็นฝ่ายขยับเข้ามาหาเองนั่นแหละ’

“ขยับจริงด้วยไอ้เหมียว...แต่ขยับออกห่างมากกว่าเดิมเสียอีก”

ปรีชญาณ์บ่นพึมพำบ่นเมื่อสามวันผ่านไปแล้วบุริศร์ก็ยังไม่คลายท่าทีเย็นชา การอยู่ร่วมบ้านแต่ไม่มองหน้า ไม่พูดคุยทำให้ปรีชญาณ์หงุดหงิด ความอ้างว้างทำให้เธอเริ่มคิดถึงบ้าน อยากยกเลิกแผนการแล้วปล่อยให้บุริศร์จำศีลต่อไปแต่จักรินทร์และมาริษาไม่ยอมให้จบง่ายๆ สองเพื่อนสาวผลัดกันปลุกปลอบและแนะนำกิจกรรมแก้ฟุ้งซ่านให้แก่เธอเสมอ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการฝึกโยคะ

 

 

โยคะนี้ปรีชญาณ์เริ่มฝึกโยคะเมื่อสองปีก่อน แรกสนใจเพราะจักรินทร์แนะนำว่าช่วยทำให้สัดส่วนดีขึ้น แต่พอได้ฝึกแล้วปรีชญาณ์ก็พบข้อดีอีกนานัปการ หนึ่งในนั้นคือเธอได้ฝึกลมหายใจ ฝึกสมาธิในแบบที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของตัวเองและโดยปราศจากความตั้งใจยั่วยวนเขาอย่างแท้จริง (เฉพาะวันนี้)

บุริศร์ที่กลับจากทำงานก็กลับเข้ามาพบปรีชญาณ์ระหว่างทอดร่างโน้มทำท่าสะพานโค้งอีกครั้ง ในองศาที่มองเห็นเขากลับหัว ปรีชญาณ์เห็นสายตาเคร่งดุนั้นมองกวาดใบหน้าเรื่อยไปยันลำคอจนถึงรูปร่างอันเปิดเผยของเธอแล้ววกกลับมาที่ใบหน้า แม้นปรีชญาณ์จะมั่นใจในรูปร่างของตัวเองมากแค่ไหนแต่พอถูกมองอย่างพินิจพิจารณาเธอก็อดประหม่าไม่ได้ ร่างบางทรุดตัวลงนอนราบแล้วลุกขึ้นนั่งในที่สุดเพื่อเอ่ยทักทายเขา

 

 

“วันนี้กลับไวจังค่ะ” ส่งเสียงทักและเปิดยิ้มอำพรางความขัดเขินของตัวเองไปแล้วก็ต้องทำหน้ามุ่ยเมื่อบุริศร์ไม่ยิ้มตอบใบหน้าขรึมนั้นกำลังทำให้ปรีชญาณ์เข้าใจว่าเขาไม่พอใจเธอแน่ๆ

“ผมบอกคุณแล้วไม่ใช่หรือว่าถ้าจะฝึกโยคะให้ทำในบ้าน”

“คะ?” ปรีชณาณ์คิดว่าตัวเองถามเขาเพราะเธอไม่เข้าใจสักนิดว่าทำไมจะฝึกโยคะนอกบ้านไม่ได้ แต่บุริศร์เข้าใจว่าเธอย้อนที่เขาถาม ดวงตาเคร่งดุนั้นจึงวาบขึ้นแล้วบอกเสียงเข้ม

“รู้แล้วก็กลับเข้าในบ้านเดี๋ยวนี้ ปริศนา”

 

 

แม้ปรีชญาณ์จะหลงใหลได้ปลื้มบุริศร์สักเพียงไหน แต่เธอก็ยังมีความเป็นตัวของตัวเองอยู่เต็มเปี่ยม โดยเฉพาะความดื้อรั้นเอาแต่ใจดังนั้นเมื่อบุริศร์ออกคำสั่งที่เธอไม่ยอมรับ ปรีชญาณ์จึงขยับตัวลงนอนคว่ำแล้วเริ่มต้นฝึกโยคะต่อ แต่ทันทีที่ปรีชญาณ์ใช้ข้อมือดันร่างตัวเองขึ้นให้อยู่ในแนวระนาบกับพื้นผ้าห่มผืนใหญ่ก็คลุมลงมาบนร่าง ปรีชญาณ์หญิงสาวชะงักมองผ้าห่มที่เธอซักตากไว้ด้วยโทสะที่เริ่มกรุ่น ‘คิดว่ารักแล้วจะทำอย่างไรก็ได้งั้นหรือ รู้จักเปรียวศรีน้อยไปแล้ว’

“มันจะเกินไปแล้วนะ...”

ทันทีที่ปรีชญาณ์ตวัดสายตาขุ่นขวางเพื่อมองบุริศร์ เธอก็เห็นว่าที่หน้าต่างชั้นสองของบ้านข้างๆ มีกล้องส่องทางไกลกำลังจับจ้องมาที่หน้าอกเธออยู่ ลดสายตาลงมองตามกล้องนั้นก็พบว่าเสื้อยืดที่สวมอยู่บัดนี้คอเสื้อได้เปิดออกจนเห็นเนื้ออิ่มเรื่อยไปถึงหน้าท้องแบนราบ “อ๊ะ!” ร้องได้แค่นั้นก็ต้องรีบตะปบคอเสื้อตัวเองปิดและเมื่อเงยหน้ากลับมาเงาที่หน้าต่างกับกล้องส่องทางไกลก็หายไปแล้วเหลือไว้เพียงสายตาระอาของคนตรงหน้าเท่านั้น

 

 

ปรีชญาณ์รู้สึกร้อนสลับเย็นที่ผิวหน้าจนอธิบายไม่ถูกว่าอัตราส่วนใดจะมากกว่า ระหว่างอับอาย โมโห หรือหงุดหงิด แม้ว่าไอ้ถ้ำมองนั่นจะเป็นผู้กระทำความผิดและตัวเธอเองก็เลินเล่อไม่ระมัดระวังตัวแต่ปรีชญาณ์ก็ยังอดโมโหสายตาตำหนิของบุริศร์ไม่ได้ คนอะไร...ใจร้ายได้ทุกสถานการณ์

“จะลุกได้หรือยังปริศนาหรือจะรอให้เด็กนั่นกลับมาส่องกล้องคุณอีก”

เพราะเสียงเรียบเย็นนั้นแท้ๆ เชียวที่ทำให้ปรีชญาณ์นับหนึ่งได้ถึงแค่ห้า ร่างปราดเปรียวยืนเต็มความสูงของตนเองขึ้นและเชิดหน้าถาม

“พี่ริศร์จะตำหนิฉันเพื่ออะไร ฉันรู้...ว่าตัวเองไม่สำรวม ไม่ระวังตัว ประมาท แต่แล้วไง...ผู้ชายควบคุมอาการหื่นของตัวเองไม่ได้แล้วจะยัดให้เป็นความผิดของผู้หญิงอย่างฉันเหรอ”

 

 

 

 

 

อัปต่อละจ้า

 

 

 

ปรีชญาณ์ก้าวประชิดร่างสูงของบุริศร์โดยไม่สนใจอีกแล้วว่าเธอต้องปั้นหน้าเป็นสาวหวานใส ดวงตาวาวเรืองฉายความขุ่นข้องและคับแค้นใจ ริมฝีปากบางยิ้มหยันใส่เมื่อบอกว่า “หรือที่ตำหนิ เพราะพี่ริศร์คิดว่าฉันจงใจแต่งตัวโป๊มายั่วให้ผู้ชายสนใจ ฉันดูเป็นผู้หญิงแย่ขนาดนั้นเลยใช่ไหม ในสายตาของพี่”

สบดวงตาขึ้งโกรธของหญิงสาวผู้สร้างปริศนามากมายในหัวใจแล้วบุริศร์ก็ได้แต่ถอนหายใจยาวออกมา เขารู้ดี ยามทะเลาะกัน ‘อารมณ์และคำพูด’ ไม่ต่างจากพายุร้าย ดังนั้นบุริศร์จึงใช้ความเงียบสยบจบเรื่องราวทุกอย่าง ซึ่งมันอาจได้ผลดีกับคนอื่นที่ไม่ใช่ปรีชญาณ์

 

 

ตาจ้องตา ใจวัดใจ ปรีชญาณ์สานสบกับสายตาเคร่งดุที่มองคล้ายเธอเป็นตัวปัญหาแล้วความบ้าดีเดือดที่มีเป็นทุนเดิมก็ระเบิดออกมาตอนนั้น

“ได้... ย่อมได้” 

พูดจบปรีชญาณ์ก็ยัดผ้าห่มที่อุตส่าห์ซักและแช่น้ำยาปรับผ้านุ่มเป็นอย่างดีใส่มือเจ้าบ้าน ก่อนจะเดินย่ำเท้าไปยังบ้านหลังข้างๆ ปรีชญาณ์ไม่สนใจเสียงเรียก ‘ปริศนา’ ที่ดังไล่หลัง ยามนี้โทสะโหมกระหน่ำพอๆ กับเฮอร์ริเคนที่พร้อมกวาดล้างทำลายทุกสิ่งอย่าง ร่างบางปราดเปรียวถือวิสาสะเดินเข้ารั้วบ้านข้างๆ พลางร้องเรียก ‘น้าพิณ’ ผู้เป็นเจ้าของบ้านและเป็นแม่ของเด็กแสบ 

 

 

“น้าพิณคะ น้าพิณ รบกวนด้วยค่ะ” ปรีชญาณ์เรียกพลางเดินผ่านประตูเข้าไปเพราะเจ้าของบ้านเพียงคล้องกุญแจไว้เท่านั้น 

“กลับมาเดี๋ยวนี้ปริศนา ได้ยินที่ผมเรียกไหม” บุริศร์เรียกเสียงเข้มและก้าวตามมาหวังจะดึงตัวปรีชญาณ์กลับไป แต่ช้ากว่าร่างปราดเปรียวที่ก้าวพรวดเข้าไปในตัวบ้านเรียบร้อยแล้ว

“ว่าอย่างไรจ๊ะ หนูปริศนา อ้าว!... คุณริศร์ก็มาด้วย มีอะไรให้น้าช่วยหรือเปล่าคะ” น้าพิณถามสีหน้างุนงง มองปรีชญาณ์ที บุริศร์ทีอย่างผิดสังเกต 

“ปริศนา...  กลับไปคุยกันที่บ้าน” บุริศร์รั้งแขนปรีชญาณ์ไว้ ไม่อยากให้หุนหันพลันแล่นจนทำให้น้าพิณตกใจ แต่ปรีชญาณ์โกรธจนขึ้นหน้าจึงสะบัดมือบุริศร์ออกด้วยความโกรธบุริศร์เขาเห็นดังนั้นก็รู้ตนว่าน้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือเข้าขวาง เพราะดูท่าแล้วปรีชญาณ์จะเป็นน้ำป่าที่พร้อมพัดพาให้พังพินาศ

 

 

“น้าพิณคะ หนูมีเรื่องรบกวนค่ะ หนูอยากชวนคุณน้าขึ้นไปที่ห้องน้องกีตาร์กับหนูสักครู่” ปรีชญาณ์บอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่ทำให้เจ้าของบ้านมองหน้าด้วยความไม่เข้าใจ ปกติบุริศร์และแม่ของเขาอาจจะเคยทักทายปราศรัยด้วยไมตรีจิตก็จริง แต่ด้วยความเป็นสังคมเมืองทำให้ต่างฝ่ายต่างไม่เคยย่างกรายเข้าบ้านของเพื่อนบ้าน ฉะนั้นการที่ผู้อาศัยของบ้านข้างๆ ต้องการพบลูกชายเธอถึงในห้องนอนจึงเป็นเรื่องผิดปกติ

“เกิดอะไรขึ้นจ๊ะ หนูปริศนา ถ้ากีตาร์ทำอะไรให้หนูไม่พอใจบอกน้ามาได้เลยนะ เดี๋ยวน้าจัดการน้องให้” บอกด้วยน้ำเสียงปรานี แต่จงใจกางปีกปกป้องลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเอาไว้ เพราะต่อให้ลูกชายทำผิดจริง นางก็ไม่ต้องการให้ใครมาลงโทษบุตร

“วันนี้น้องเล่นซนมากไปหน่อยค่ะ หนูเลยอยากมาบอกน้องด้วยตนเอง รบกวนน้าพิณหน่อยนะคะ” ปรีชญาณ์บอกเสียงเรียบ ดวงตาที่สานสบกันนี้เองที่ทำให้พิณเริ่มเอะใจ เรื่องอะไรที่ลูกชายเธอทำผิด?

 

 

“หนูไม่ได้มาเพื่อทำโทษหรือดุว่าน้องหรอกค่ะ น้าพิณอย่าห่วงเลย แค่อยากมาพบน้องเพื่ออธิบายว่าน้องกำลังทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมเท่านั้น นะคะ ขอหนูคุยกับน้องสักหน่อย”

“บอกก่อนไม่ได้หรือว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายใช่ไหม”

บุริศร์ยิ้มอ่อนโยนให้เมื่อเห็นว่าพิณมีสีหน้าไม่ดีนัก เธอทำงานเป็นพยาบาลในโรงพยาบาลของตัวจังหวัดจึงไม่ค่อยมีเวลาอยู่บ้าน ประจวบกับสามีทำงานโรงงานจึงเข้างานเป็นกะ บ่อยครั้งที่ทั้งสองต้องปล่อยให้กีตาร์อยู่บ้านตามลำพังกับโทรโทรทััศน์และโทรศัพท์โทรศัพท์มือถือ

“อย่าเพิ่งกังวลครับน้าพิณ มาครับ เชิญน้าพิณร่วมฟังด้วย พวกผมสัญญาว่าจะไม่ลงโทษน้องโดยพลการเด็ดขาด” 

    

 

พิณสบตาบุริศร์อย่างชั่งใจ เธอไว้ใจเขา เพราะรู้ว่าชายหนุ่มเป็นคนดี และมีน้ำใจต่อครอบครัวของเธอเสมอ อีกทั้งเขาไม่เคยก้าวก่ายเสียมารยาทกับเธอสักครั้ง คิดแล้วพิณที่อยากรู้ต้นสายปลายเหตุก็ยอมเดินนำหญิงชายทั้งสองขึ้นไปยังชั้นสองของบ้าน ก่อนจะหยุดที่ประตูห้องของลูกชาย

    “กีตาร์ เปิดประตูให้แม่หน่อย กีตาร์ เปิดประตูเร็วลูก” 

เสียกเรียกดังซ้ำอยู่สามครั้ง เด็กชายผอมสูงอายุราวสิบสี่ปีก็เปิดประตูออกมา ดวงตาอ่อนเยาว์เบิกกว้างเมื่อเห็นชัดว่าด้านหลังของมารดาคือปรีชญาณ์และบุริศร์ จะงับประตูห้องปิดก็ไม่ทันเสียแล้วเมื่อปรีชญาณ์ก้าวพรวดเข้าไปในห้อง แถมยังเจาะจงเดินไปยังโต๊ะหนังสือที่อยู่ติดกับหน้าต่าง แล้วหยิบหลักฐานชิ้นสำคัญสองชิ้นขึ้นมา

 

 

 

สารภาพว่า นอกจากจะเอาเวลาเขียนนิยายไปนอนแล้ว ยังมัวเพลินใน Pinterest ดูภาพวาดไปเรื่อยเปื่อย และเพ้อๆ ว่าอยากให้ปกนิยายเป็นภาพวาดจัง ถึงกับคุ้ยเรื่องเก่าๆ ขึ้นมาว่าอยากได้ฉากไหนเป็นปก ใคร่ครวญอยู่นานก็ได้ข้อยุติว่า.... ก่อนจะทำปกควรกลับไปเขียนให้จบก่อน นั่นล่ะค่ะ ความฟุ้งซ่านจึงสงบลง

ที่เล่ามาทั้งหมดนี่ ต้องการสื่อความว่าจาจะอัปรักชนะเลิศต่อแล้วค่ะ ฝากติดตามด้วยนะคะ ^___^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

125 ความคิดเห็น