ร้อยรักดลใจ (ตีพิมพ์กับ สนพ. Sugar beat)

ตอนที่ 22 : การไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 626
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    22 พ.ค. 63

 

 

7

การไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก

 

 

 

“ไข่ตุ๋นอีกแล้วหรือ”

บุริศร์ถามพลางมองปรีชญาณ์นำชามเซรามิกเนื้อดีเข้าเตาไมโครเวฟ ถ้าจำไม่ผิดสัปดาห์นี้เขากินไข่ตุ๋นมาห้ามื้อแล้วถึงอาหารจะจำเจ แต่บุริศร์ก็เห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวคนทำ จากที่เคยตื่นสายกลายเป็นเธอตื่นเช้ากว่าเขาเพื่อจัดเตรียมมื้อเช้าให้ทุกวัน งานในบ้านก็สะอาดเรียบร้อยขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และยังสำรวมคำพูดมากขึ้นด้วย

“ค่ะ...วันนี้ฉันลองใส่เห็ดและก็ลดซีอิ๊วขาวลง วานชิมให้ทีสิคะ ยังเค็มอยู่อีกไหม” เมนูไข่ตุ๋นนี้เป็นมาจากคำแนะนำของมาริษาที่ให้เธอหัดทำอาหารง่ายๆ ด้วยไมโครเวฟ ซึ่งอย่างที่เห็น เธอทำได้สำเร็จถ้าไม่นับรวมวันแรกที่เธอทำไข่ยังดิบอยู่เล็กน้อย และวันที่สองที่เธอทำไหม้ไปกว่าครึ่ง

 

 

 

บุริศร์มองไข่ตุ๋นเนื้อเนียนที่มีแครร์รอตทหั่นรูปหัวใจตกแต่งไว้อย่างชั่งใจ แต่พอสบแววตาสุกใสราวกับเด็กรอครูตรวจการบ้าน มือแข็งแรงก็หยิบช้อนขึ้นมาตักไข่ตุ๋นใส่ปากและเริ่มต้นรับประทานอาหารคำแล้วคำเล่าจนหมดจาน ซึ่งเพียงแค่นั้นก็ทำให้ใบหน้าสะสวยเปิดเป็นกิดรอยยิ้มกว้าง ดวงตาพราวระยับอย่างมีความสุข

“วันนี้พี่ริศร์จะไปไหนหรือเปล่าคะ”ปรีชญาณ์ถามขึ้นระหว่างลำเลียงจานไปยังอ่างล้าง วันนี้เป็นวันหยุด เธอจึงหวังว่าจะมีโอกาสได้ออกไปนอกบ้านกับเขาบ้าง เธอจึงหวังว่าจะมีโอกาสได้ออกไปนอกบ้านกับเขาบ้าง

“ช่วงเช้ากับบ่ายผมจะไปช่วยงานเจ้าอาวาสที่วัด น่าจะกลับเข้าบ้านช่วงค่ำ มีอะไรหรือ”

 

 

 

คำว่า‘วัด’ ทำให้ปรีชญาณ์นึกได้ว่าวันนี้เป็นวันพระ และทุกวันพระที่ตรงกับวันหยุดบุริศร์จะถือศีลกินเจที่วัด ฉะนั้นการที่เธอคะยั้นคะยอให้เขากินไข่ตุ๋นเป็นมื้อเช้าจึงเท่ากับทำให้เขาเสียความตั้งใจ

“วันนี้วันพระ พี่ริศร์ก็ต้องทานเจสิคะ โอย...ฉันขอโทษนะคะที่ให้พี่ทานไข่ตุ๋นเสียได้”

มองแววตาสำนึกผิดของคนที่หน้ามัน หัวยุ่ง ยอมตื่นนอนแต่เช้ามาทำอาหารให้แล้วบุริศร์ก็ซ่อนยิ้มในสีหน้า นึกขันตัวเองที่ชอบมองใบหน้ามอมแมมเหมือนเด็กจอมซนมากกว่าตอนที่เธอผัดหน้านวล อาจเพราะท่าทางตอนไม่ห่วงสวยดูเป็นธรรมชาติและน่ารักกว่าเดี๋ยวนะ...น่ารักหรือ?

 

 

ปรีชญาณ์เลิกคิ้วเมื่อจู่ๆ บุริศร์ก็กระแอมไอขึ้นมา เสียงไอโขลกดังเพียงสองครั้ง บุริศร์ก็หันหน้าไปทางอื่นและบอกด้วยเสียงเรียบๆ ของเขา

“ไม่ต้องขอโทษหรอก ผมเต็มใจกินเอง และก็ไม่ได้เคร่งครัดอะไรขนาดนั้น ตั้งใจจะกินเพื่อสุขภาพเสียมากกว่า อย่ามากังวลเพราะผมเลย อยากทำอะไรก็ทำเถอะ ถ้าอันไหนผมไม่กิน ผมจะบอกเอง”

ปรีชญาณ์ฟังคำตอบพลางคิดว่าประเดี๋ยวหลังจากบุริศร์ออกจากบ้านแล้ว เธอจะโทรโทร.ไปหาจักรินทร์และมาริษาเพื่อขอคำแนะนำเมนูเจที่ไม่ยากจนเกินไป ซึ่งเพราะคิดเพลินนี่ล่ะละปรีชญาณ์จึงคิดไม่ทันตอนที่บุริศร์หันมาถาม

“อยากไปทำบุญไหม ถ้าจะไปต้องรีบหน่อยนะ เพราะผมนัดคนอื่นๆ ไว้ก่อนเจ็ดโมงเช้า”

 

 

 

อาการชะงักค้างอย่างแปลกใจทำให้บุริศร์อดขำคนตรงหน้าไม่ได้ ครู่หนึ่งเชียวละใบหน้าเรียวใสจึงพยักเร็วๆ ตามด้วยเสียงตอบตะกุกตะกัก

“ไป...ไป...ไปค่ะ ขอเวลาอาบน้ำเปลี่ยนชุดสิบนาทีนะคะ” บอกแล้วปรีชญาณ์ก็รีบหมุนตัวเตรียมวิ่งเข้าห้อง แต่ติดว่าจานยังไม่ได้ล้าง ครัวยังไม่ได้เก็บ ร่างบางจึงดูยึกๆ ยักๆ ห่วงงานบ้านก็ห่วง อยากไปก็อยากไป

“ไปแต่งตัวเถอะ เดี๋ยวผมเก็บกวาดในครัวให้ อ้อ...สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาวไปวัดนะ”

“เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว รับทราบค่ะ” ปรีชญาณ์ตะเบ๊ะรับคำแล้ววิ่งปร๋อออกไป มัวดีใจที่ได้ออกนอกบ้านจนไม่ทันสังเกตว่าบุริศร์มองเธอแล้วยิ้มขัน

 

 

 

ปลายทางที่บุริศร์พาปรีชญาณ์ไปคือวัดแห่งหนึ่งซึ่งเปิดศาลาด้านหน้าให้เป็นโรงเจ ปรีชญาณ์มองป้ายผ้าสีเหลืองขลิบแดงแล้วก็นึกท้อ ก็เธอน่ะไม่ชอบอาหารเจ ไม่ชอบเต้าหู้ ไม่ชอบโปรตีนเกษตร ไม่ชอบธัญพืช ปรีชญาณ์ชอบกินเนื้อ หมู ไก่ ปลา กุ้ง หรืออย่างน้อยอาหารที่อร่อยก็ควรใส่กระเทียม แต่...เธอจะมีสิทธิ์สักเท่าไรกันนะ

เพราะมัวแต่ห่วงกิน ปรีชญาณ์จึงไม่ได้สังเกตว่าบุริศร์หยุดยืนเพื่อทำความเคารพคนกลุ่มหนึ่งอยู่ เท้าบางเรียวพาเจ้าของร่างเดินไปจนชนบุริศร์ ดีที่เขายืนปักหลักแข็งแรงจึงไม่เซล้มและยังช่วยพยุงเธอไว้ด้วย

“มีสติหน่อยปริศนา”

 

 

คำเตือนที่ฟังคล้ายคำดุทำให้ปรีชญาณ์พูดไม่ออก ซึ่งอาการกิริยากะพริบตาปริบๆ ของเธอก็ทำให้ใบหน้าเรียวใสดูน่ารักน่าเอ็นดูในสายตาของบรรดาผู้สูงวัยที่ยืนสนทนาอยู่กับบุริศร์

“ฮั่นแน้แน่พาใครมาด้วยน่ะริศร์ แฟนเหรอ” คนถามเป็นหญิงวัยกลางคนสวมคาดผ้ากันเปื้อน ซึ่งนับจากนี้ปรีชญาณ์จะขอเรียกว่า‘คุณป้าตาถึง’

 

 

อัปเพิ่มจ้า

 

 

 

“ฮั่นแน้ แน่ พาใครมาด้วยน่ะริศร์ แฟนเหรอ” คนถามเป็นหญิงวัยกลางคนสวมคาดผ้ากันเปื้อน ซึ่งนับจากนี้ปรีชญาณ์จะขอเรียกว่า ‘คุณป้าตาถึง’

“ไม่ใช่หรอกครับ แค่มาด้วยกันเท่านั้น” บุริศร์ปฏิเสธโดยจงใจไม่ลงรายละเอียดเพื่อเลี่ยงการซักถามให้มากความ แต่กลายเป็นทำให้หลายคนมองอย่างสนใจ

คุณป้าตาถึงไม่เชื่อถือในคำตอบของบุริศร์นัก ก็เห็นกันอยู่โต้งๆ ว่าแม่สาวหน้าใสคนนี้มองบุริศร์ตาเชื่อม ไหนจะท่าประคองกอดกันเมื่อกี้อีก ดูกะหนุงกะหนิงสมกันใช่หยอก เชื่อมั่นดังนั้นคุณป้าจึงแซวต่อว่า 

“นี่ถ้าแม่เขารู้ว่าริศร์พาสาวหน้าตาน่ารักมาวัดนะ ต้องรีบตีรถด่วนมาจากสุราษฎร์แน่ๆ ขานั้นน่ะ อยากมีสะใภ้เต็มแก่แล้ว”

 

 

ปรีชญาณ์แทบจะวิ่งเข้าไปสวมกอดและหอมแก้มคุณป้าตาถึงสักสองฟอดซ้อนค่าที่พูดถูกใจ ผิดกับบุริศร์ที่มีสีหน้าเครียดขรึม

“ไม่เป็นอย่างนั้นหรอกครับ แม่เขารู้ดีว่าผมไม่คิดเรื่องนี้ และผมกับคุณคนนี้ก็ไม่ได้สนิทสนมกัน คุณป้าอย่าแซวผมกับเขาเรื่องนี้อีกเลยนะครับ”

ปรีชญาณ์หุบยิ้ม ตีหน้าบึ้งใส่ทันทีทันควัน ไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องปฏิเสธแข็งขัน ไม่ชอบใจที่เขาประกาศชัดเจนว่าไม่สนิทสนมกัน และนึกชังสรรพนาม ‘คุณคนนี้’ ที่เขาใช้เรียกแทนชื่อ หึ!ขีดกรอบให้เธอนักใช่ไหม ได้สิ!

 

 

“จริงอย่างที่พี่ริศร์บอกค่ะป้า...  หนูไม่ใช่แฟนเขา ไม่ได้สนิทสนมกัน” ทอดเสียงหวานก่อนจะช้อนตามองบุริศร์ “หนูแค่นอนบ้านเดียวกับพี่ริศร์เท่านั้นค่ะ” 

คำตอบของปรีชญาณ์ทำให้หลายคนในโรงทานหยุดกิจกรรมของตัวเองลง คุณป้าคนถามถึงกับอ้าปากค้างมองบุริศร์อึ้งๆ ในขณะที่คนอื่นๆ หันมองกันเลิ่กลั่ก มีเพียงปรีชญาณ์เท่านั้นที่ยังเปิดยิ้มหวานฉ่ำโปรยให้ทุกคนเหมือนไม่รู้สึกรู้สา ในขณะที่บุริศร์นั้น หน้าเขียวสลับแดงจนน่าจับไปทำหน้าที่แทนสัญญาณไฟจราจร

อึดใจต่อมา คุณป้าช่างถามหันไปสนใจกับเครื่องปรุงตรงหน้าในขณะที่คนอื่นๆ ก็ผัด ทอด หั่น ล้าง กันไปตามกิจกรรมเดิมที่ทำอยู่ 

ปรีชญาณ์มั่นใจว่าลับหลังบุริศร์เมื่อไหร่ เมื่อไร สมาชิกในครัวต้องวิจารณ์เรื่องนี้กันอย่างสนุกปาก แต่ที่มั่นใจกว่านั้นคือ บุริศร์คงอยากจะจับเธอขังในโบสถ์จะแย่แล้ว!

 

 

“ตามผมมา!” 

ปรีชญาณ์ลากขาเดินตามคนตัวสูงอย่างไม่ใคร่เต็มใจนัก รู้ตัวเหมือนกันว่าเมื่อครู่เธอคะนองปากมากเกินไป แต่ใครใช้ให้เขาทำเหมือนเธอเป็นคนแปลกหน้าล่ะ

“นึกอย่างไรถึงแนะนำตัวอย่างนั้น” เสียงกระซิบถามเรียบกริบพอๆ กับดวงตา แววตา และเมื่อเธอไม่ยอมตอบ บุริศร์ก็ตำหนิเสียงเครียด “กล้าพูดก็ต้องกล้ายอมรับสิ อย่าขี้ขลาด”

คำว่าขี้ขลาดทำให้ปรีชญาณ์เม้มริมฝีปาก ในใจเต็มไปด้วยไฟโทสะ ใครกันแน่ที่ขี้ขลาด รักษาภาพตัวเองด้วยการผลักไสเธอให้เป็นคนแปลกหน้าฮะอีตาบุริศร์!

 

 

“ก็ฉันเห็นคุณลำบากใจที่จะพูด แล้วที่ฉันบอกก็ไม่ได้โกหกสักคำ หรือคุณจะให้ฉันบอกว่าคุณเลี้ยงฉันไว้ล่ะ” ปรีชญาณ์ตีหน้าซื่อตอบ ซึ่งท่าทีทอดถอนใจของบุริศร์ก็ทำให้เธอสะใจไม่น้อย ‘เอาใจเราไปทั้งดวงแล้ว ยังกล้าบอกใครๆ ว่าไม่รู้จักกันอีก พี่ริศร์นะพี่ริศร์ ใจดำอำมหิตที่สุด’

บุริศร์มองปรีชญาณ์ด้วยสายตาเย็นเยียบ และถ้อยคำของเขาก็แสนจะเย็นชา “อย่าคิดแทนผม และอย่าคะนองปากนัก มันไม่ใช่เรื่องดีหรอกนะ ที่ใครๆ จะเข้าใจความสัมพันธ์ของเราสองคนผิดไปจากความจริง”

ท่าทีมึนตึงของบุริศร์ทำให้ปรีชญาณ์ถึงองศาเดือด ดวงตาเรียวรีจ้องนิ่งที่ใบหน้าของบุริศร์ก่อนเอ่ยชัด “ฉันไม่แคร์ปากคนหรอกค่ะ แต่ถ้าคุณแคร์... ฉันจะไปบอกป้าๆ เองว่า ฉันเป็นแค่คนเร่ร่อนที่คุณสงเคราะห์ไว้ ซึ่งคุณก็กำลังหาวิธีไล่ฉันออกจากชีวิตอยู่เหมือนกัน ดีไม่ดี... ป้าคนใดคนหนึ่งในครัวนั่น อาจจะยอมรับฉันไปสงเคราะห์ต่อก็ได้” ปรีชญาณ์ก้าวไปได้เพียงสองก้าว เสียงเรียกเฉียบขาดก็รั้งเธอไว้ก่อน 

“หยุดเดี๋ยวนี้นะปริศนา!” บุริศร์ไม่ชอบดุใครด้วยเชื่อว่าการพูดด้วยเหตุผลจะสื่อสารได้ดีกว่าอารมณ์ แต่กรณีปริศนาคงต้องยกเว้นไว้บ้าง ผู้หญิงอะไร ดื้อรั้น เอาแต่ใจ! 

 

 

อันที่จริง บุริศร์ไม่ใช่คนกลัวการนินทา เพราะการไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก ให้เราทำดีแค่ไหน วางตนเหมาะสมเพียงไร จิตใจอันเต็มไปด้วยอคติของคนก็ยังสามารถปั้นคำขึ้นมากล่าวร้ายได้ ทางเดียวที่จะแก้ไขคืออุเบกขา วางเฉยและมีสติอยู่กับปัจจุบัน ไม่โต้แย้ง ไม่โกรธเคืองแต่ให้ตั้งหน้าตั้งตารับผิดชอบและทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ซึ่งในกรณีของผู้หญิงตรงหน้า การที่เขาพูดตัดรอนว่าเธอไม่ใช่แฟน ก็เพราะต้องการรักษาเกียรติของเธอไว้ หากแต่ดูเธอดูจะไม่เข้าใจความปรารถนาดีของเขานัก

เสียงเรียกดังไม่ได้ทำให้ปรีชญาณ์ชะงักเท่านั้น แต่ยังทำให้ใครอีกคนที่เดินเข้ามาสังเกตเห็นบุริศร์ได้ง่ายขึ้น 

“อ้าวริศร์ มาขลุกตัวอยู่นี่เอง เรานึกว่าแกจะมาไม่ทันเสียอีก”

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

125 ความคิดเห็น