ร้อยรักดลใจ (ตีพิมพ์กับ สนพ. Sugar beat)

ตอนที่ 2 : วาสนาอธิษฐาน 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,939
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 37 ครั้ง
    30 เม.ย. 63

 


 

 

บุริศร์ให้เหตุผลกับตัวเองในการแวะซื้อนมจืดไขมันศูนย์เปอร์เซ็นต์ทุกวันว่าเพราะเขาเองก็ดื่มอยู่แล้ว และการซื้อเพิ่มอีกหนึ่งกล่องก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรนัก แถมยังได้ลับสมองประลองคารมกับเด็กหญิงแก่แดดที่ยิ่งรู้จัก ยิ่งรู้สึกมันเขี้ยวมากขึ้น

“ซื้ออะไรมาบ้างคะวันนี้” ร้องถามพลางหยิบถุงพลาสติกใบเล็กใบน้อยมาเปิดดูอย่างถือวิสาสะโดยเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ภายในก็ทำหน้าเบ้ “แหวะ! ขนมห่อใบตองอีกแล้ว พี่ริศร์นี่โบราณชะมัด”

“เขาไม่ได้เรียกขนมห่อใบตอง อันนี้เรียกข้าวต้มมัด อันนี้ใส่ไส้ และนี่ก็ตะโก้เผือก ลองชิมดู แล้วจะรู้ว่าโบราณน่ะมีดีกว่าที่คิด”

เด็กหญิงมองหน้าเขานิ่งไปครู่ ก่อนหัวเราะเบาๆ พลางบอก “เอ้า...ลองดูหน่อยก็ได้ เพราะผู้ชายโบราณแถวนี้ก็มีดีกว่าที่คิดเหมือนกัน”

 

 

แม้จะรู้แก่ใจว่าไม่ได้คิดอะไรกับ ‘เด็ก’ ออกจะระอาปนขำขันในความ‘เยอะ’ ของเจ้าตัวเสียด้วยซ้ำ แต่การได้ยินคำพูดเกินวัยบ่อยๆ ก็ทำให้บุริศร์อดไม่ได้ที่จะปรามตามวิสัยคนจริงจังกับทุกเรื่อง

“อย่าเที่ยวไปพูดกับใครอย่างนี้นะยายหนูเปีย คนอื่นเขาจะมองเราเป็นผู้หญิงไม่ดีรู้ไหม” บุริศร์ยิ้มอย่างคลายใจเมื่อเด็กหญิงฟังตาแป๋ว แต่พอฟังคำตอบของเด็กหญิง บุริศร์ก็อยากถอนหายใจดังๆ สักสามรอบ

“ได้สิ หนูจะไม่พูดแบบนี้กับใคร สัญญาว่าจะพูดกับพี่ริศร์แค่คนเดียว ไว้ใจได้เลยค่ะ”

 

 

แรกที่ได้ฟังวาจาลดเลี้ยวก็มีบ้างที่บุริศร์รู้สึกฉุนและอยากตีตัวออกหาก หากแต่ดวงตาใสแจ๋วที่ส่องกระจ่างราวกับกระจกสะท้อนความคิดอันใสซื่อก็ทำให้บุริศร์มองข้ามความล้นของเด็กหญิงไป เพื่อจะได้พบว่าฉากหลังความแก่นกล้า ความร้ายกาจสารพัดคือความอ้างว้าง เพราะแม้จะมีพี่เลี้ยงและนางพยาบาลเฝ้าดูแลไม่ห่าง หากแต่บิดากลับไม่ว่างมาเยี่ยมบุตรสาวคนเดียว

“พ่อไปเกาหลีค่ะ มีประชุมสำคัญ บอกว่าถ้าเคลียร์งานได้จะรีบกลับมา”เด็กหญิงบอกเล่าด้วยใบหน้ายิ้มแย้มราวกับไม่รู้สึกรู้สา แต่ไม่วายประชดประชันตัวเองเพิ่ม “แต่งานคงยุ่งมาก เพราะสองอาทิตย์แล้วที่พ่อยังประชุมอยู่”

 

 

“น้อยใจสิเรา?” บุริศร์ถามยิ้มๆ จะไม่แปลกใจเลยหากเด็กหญิงจะร้องไห้โฮแสดงความอ่อนแอออกมาบ้าง แต่

เด็กหญิงฟังแล้วกลับยักไหล่ใส่

“ไม่หรอกค่ะ หนูรู้ว่าพ่อไปทำงาน ไปหาเงินมาให้ใช้ และพ่อก็รักก็ห่วงหนูมากด้วย เพียงแต่หนูยังเด็กไงคะ อยากได้รับการเอาอกเอาใจตามประสาลูกคนเดียว”

ได้ฟังอย่างนี้แล้วบุริศร์ก็ยิ้มพึงพอใจ เด็กที่รู้ตัวว่าเป็นเด็กนับว่ามีความเป็นผู้ใหญ่ในตนเพียงพอแล้ว “ถ้าอย่างนั้นระหว่างที่พ่อของเรายังไม่มา จะให้พี่ช่วยหรืออยากได้อะไรก็บอกมานะ ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง พี่จะทำให้แทนท่าน” บุริศร์อาสาด้วยน้ำใจแต่คนฟังย่นจมูกใส่แล้วบอกหน้าตาเฉย

 

 

“ชิ! ใครเขาอยากให้ตัวมาเล่นบทพ่อกัน อย่างพี่ริศร์น่ะเขาอยากให้เป็นอย่างอื่นต่างหาก”

“แฮ่ม” บุริศร์กระแอมปรามเด็กหญิงที่ชอบพูดไถลลงคูคลอง

แต่เด็กหญิงปรีชญาณ์หรือจะกลัว ดวงตารีเล็กพริบพราวไปด้วยความเจ้าเล่ห์เมื่อบอก“แน้! พี่ริศร์คิดอะไรน่ะ เขากำลังจะบอกว่าอยากให้พี่ริศร์เป็นบุรุษพยาบาล เป็นพี่เลี้ยงที่ปรึกษาแบบนี้ต่างหาก”

ฟังเด็กแก่แดดแถไปน้ำขุ่นๆ แล้วบุริศร์ก็ทั้งขำทั้งฉุนแต่ไม่อยากพูดให้เข้าตัวมากกว่านี้จึงทำเสียงเข้มเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

 

 

 

“นอนได้แล้ว” คนตัวโตกว่าว่าเมื่อคนป่วยกินทานยาไปกว่าชั่วโมงแล้วแต่คนป่วยก็ยังไม่ยอมพัก เตรียมพร้อมจะหาเรื่องซนได้ตลอด

“ไม่อยากนอน เมื่อเช้าหนูตื่นเกือบเก้าโมง อาบน้ำแต่งตัวไม่ทันไรก็ต้องกินยาแล้วนอนใหม่ น่าเบื่อจะตาย” คำว่าเบื่อมาพร้อมกับอาการยื่นริมฝีปากออก ทำให้บุริศร์อดรู้สึกเห็นใจไม่ได้ ฝ่ามือใหญ่ควานลงในกระเป๋า หาอุปกรณ์ชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่เตรียมไว้ใช้เล่นเกมในงานรับน้องออกมา

 

 

“เอ้านี่...ไข่วิเศษ สนใจหัดทำไหม”

เด็กหญิงมองอย่างไม่เชื่อถือสักนิด และปากก็ไม่รอช้าที่จะเถียง “ไข่วิเศษที่ไหน เห็นกันอยู่ว่าไข่ไก่ อ้อ... ไม่ใช่ไข่ดิบแต่เป็นเปลือกไข่ต่างหาก”

บุริศร์จุปากดุเมื่อเด็กหญิงยื่นเปลือกไข่คืนอย่างไม่ใส่ใจ มือใหญ่จงใจหมุนเปลือกไข่ให้เห็นรอยเจาะขนาดเล็ก “นี่ไงความวิเศษของมัน ส่องดูดีๆ ซิ จะเห็นว่ามันมีพรวิเศษซ่อนอยู่”

“หือ?” เด็กหญิงเหล่ตามองอย่างไม่เชื่อถือนัก แต่พอบุริศร์พยักหน้ายืนยันก็ยอมเชื่อ ก็...พี่ริศร์น่ะไม่มีทางโกหกหรอก พูดเล่นสักครั้งยังไม่เคย ว่าคิดแล้วเด็กหญิงปรีชญาณ์ก็ส่องมองตามรอยเจาะที่ว่า เพื่อจและะพบว่าภายในมีกระดาษใบแผ่นเล็กม้วนอยู่

 

 

“พี่ริศร์ยัดกระดาษอะไรไว้อะ” ถามด้วยเขย่าด้วย เผื่อว่ากระดาษที่ว่านั่นจะร่วงลงมา

“เฮ้! เบาๆ ซิ ไข่ใบนี้พี่เตรียมไว้ให้น้องรหัสนะ” บุริศร์ว่าพลางยื้อแย่งคืน

“อ้าว...ไหนว่าจะให้เค้า” เด็กหญิงว่าหน้าง้ำ ในใจคิดขย้ำไข่ไก่ใบนั้นไปเรียบร้อย มีอย่างที่ไหน เอาของที่เตรียมไว้ให้คนอื่นมาอวด นิสัยไม่ดี!

“ไม่ได้บอกว่าจะให้ แต่ถามว่าอยากหัดทำไหม ถ้าจะทำ พี่ก็จะสอน”

สบแววตาจริงจังจริงใจของพี่ชายใจดีแล้วเด็กหญิงปรีชญาณ์ก็พยักหน้า อย่างน้อยการทำเปลือกไข่วิเศษที่ว่าก็คงน่าสนุกกว่านอนหลับตาแน่ๆ

...

 

 

ราวครึ่งชั่วโมงต่อมา จรรยาที่ถูกเด็กสาวใช้ให้ไปหาไข่ไก่มาให้ก็ได้ไข่มาร่วมสิบฟอง บุริศร์สาธิตวิธีทำให้ปรีชญาณ์ดูก่อนโดยจงใจเขียนข้อความในกระดาษไม่ให้เธอเห็น ก่อนจะเร่งให้เธอทำไข่วิเศษของตัวเองบ้าง ซึ่งเด็กหญิงปรีชญาณ์ที่มีทักษะด้านศิลปะเป็นอย่างดีก็สามารถระบายสีออกมาได้สวยงามไม่แพ้คนสอน โดยระหว่างที่เธอกำลังรอให้สีแห้งนั้นเอง บุริศร์ก็ยื่นเปลือกไข่ที่เขาเพิ่งทำเสร็จให้

“เอ้า...นี่ของเรา”บอกและพยักหน้าซ้ำให้รู้ว่าให้จริงๆ ซึ่ง

เด็กหญิงก็รีบตะครุบไว้และละล่ำละลักขอบคุณด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

“พี่ริศร์ อวยพรเค้าว่าอะไรมั่งอะ” ถามพลางส่องดูกระดาษภายใน ทั้งๆ ที่ก็รู้ดีแล้วว่าไม่มีทางอ่านได้หรอก

บุริศร์ยิ้มขำอาการเห่อของเด็กหญิงก่อนบอก “อยากรู้ก็ตอกไข่ซิสิอ่านหนังสือออกไม่ใช่รึ”

 

 

“ตอกไข่!” เด็กหญิงทวนคำเสียงดังแล้วก็ส่ายหน้าหวือ ตีหน้าบึ้งใส่ “เรื่องอะไร... เขาเค้าทำลายของที่พี่ริศร์ทำให้ไม่ลงหรอก พี่ริศร์นั่นแหละบอกมาว่าเขียนว่าอะไร ถ้าไม่ยอมบอก เค้าจะตอกไข่ของน้องรหัสพี่แทน”

บุริศร์ส่ายหน้าระอาเมื่อเด็กหญิงไม่ได้แค่ขู่แต่คว้าเปลือกไข่ของเขาไปเงื้อง่าเตรียมตอกจริงๆ และแม้คำอวยพรที่เขียนจะออกจากใจและไม่ได้มีนัยยะซับซ้อนแต่การอวยพรกันต่อหน้าก็ทำเขาเขินพิลึก

“ตอกไปเสียก็สิ้นเรื่อง แล้วถ้าอยากได้ใหม่พี่ทำให้อีกสองฟองเลยเอ้า”

 

 

“ไม่เอา...ชอบฟองนี้แล้ว และก็อย่างที่บอก หนูทำลายของที่พี่ริศร์ให้หนูไม่ลงหรอก พี่ริศร์อย่ามาต่อรอง บอกมาว่าเขียนอะไรไว้ บอกรักเขาละสิ ถึงได้เขินจนหูแดงเลยอ่ะเลยอะ” ปรีชญาณ์แซวขำๆ ตามประสาเด็กสาวที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง แต่อีกฝ่ายกลับไม่ขำด้วยแถมถลึงตาดุใส่

“เหลวไหล พี่เขียนอวยพรให้เราสุขภาพดี แข็งแรงไวๆ ต่างหาก รู้แล้วก็ช่วยทำให้คำอวยพรของพี่เป็นจริงด้วยการกินยาให้ตรงเวลาและนอนพักได้แล้ว”

เสียง ‘ชิ’ ดังจากปากเล็กอย่างจงใจแต่ถึงกระนั้นบุริศร์ก็ได้เห็นว่าคนป่วยจอมร้ายกาจยอมนอนโดยง่าย แน่นอนว่าไข่วิเศษของเขาถูกวางไว้เหนือศีรษะโดยมีผ้าขนหนูผืนเล็กห่อหุ้มเป็นอย่างดี

 

 

ตลอดหนึ่งสัปดาห์เต็มที่มี‘พี่ริศร์’ เป็นเพื่อนคุยและพี่ชายใจดี พี่เลี้ยงจรรยาและนางพยาบาลต่างเห็นพ้องกันว่าเด็กหญิงปรีชญาณ์เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น กล่าวคือยังคงเอาแต่ใจเหมือนเก่า หากแต่ฟังเหตุผลมากขึ้นและยอมเข้ารับการบำบัดอาการป่วยและยอมกินยาตามเวลา จะมีงอแงบ้างก็ตอนที่พี่ริศร์ของเธอไม่สนใจและไปช่วยดูแลผู้ป่วยคนอื่นๆ

“มาช้า”

แก้มป่องจากการพองลมเข้าไปทำให้บุริศร์เลิกคิ้ว แต่มีหรือที่คนดุอย่างเขาจะง้อเด็กดื้อ

“ไม่ต้องมาโยกโย้ ไป...ได้เวลาไปทำกายภาพบำบัดแล้ว และหลังจากทำกายภาพบำบัดแล้ว เราต้องมากินข้าวให้หมด”

เด็กหญิงเบ้หน้าเมื่อพูดถึงข้าวกลางวัน นอกจากจะมีอาการสำลักข้าวเป็นบางครั้งแล้วเด็กหญิงยังไม่ชอบกินอาหารจืดๆ ของโรงพยาบาลนัก “ข้าวอีกแล้ว ใจคอพี่ริศร์จะขุนให้เป็นหมูหรือไง ไม่เอาล่ะละหนูไม่อยากทำกายภาพบำบัดและก็ไม่อยากกินข้าวด้วย”

 

 

บุริศร์กลั้นยิ้มไว้เมื่อเห็นหน้างอง้ำและอาการปากยื่นของเด็กหญิง แสร้งทำทีขึงขังและเสียงเข้มใส่เหมือนทุกครั้ง “คนป่วยไม่มีสิทธิ์บ่น บ่ายวันนี้เรานัดกันไว้ว่าจะทำข้อสอบสอบเทียบมอสาม ม.3จำได้ไหม”

ฟังโปรแกรมหฤโหดของบุริศร์แล้วเด็กหญิงปรีชญาณ์ก็ทำหน้ายู่ ตัดพ้อให้ได้ยินว่า “พี่ริศร์โหดกับทุกคนอย่างนี้หรือเปล่าเนี่ย”

บุริศร์หัวเราะหึๆ คำว่านั้นก่อนบอก “เรียกว่าเข้มงวดกับทุกคนและทุกอย่างนั่นแหละ แต่ต้องทั้งบ่นและดุมากเป็นพิเศษเนี่ยมีเราคนเดียว”

 

 

ใบหน้าจ๋อยของเด็กหญิงกลายเป็นรอยยิ้มกระจ่างตา และไม่ทันให้บุริศร์ได้ไหวตัว มือบางเฉียบของเด็กหญิงที่น้ำหนักตัวเพียงสามสิบห้ากิโลกรัมก็ยื่นถึงแก้มพี่ริศร์และบีบแน่น“พี่ริศร์น่ารักอะ โอเค ขอแค่ได้เป็นคนพิเศษของพี่ริศร์ จะดุจะว่าอย่างไร หนูก็ยอมล่ะละไปค่ะ จะให้ทำอะไรก่อนว่ามาเลย”

บุริศร์ส่ายหน้าทั้งขำทั้งระอาไม่เก็บเอาคำของเด็กไปถือสา คิดเพียงว่าเป็นเรื่องราวสนุกสนานในช่วงปิดเทอมเท่านั้น แต่สำหรับเด็กหญิงปรีชญาณ์...เธอเหมาว่าตนเองเป็นคนพิเศษของบุริศร์นับแต่นั้น

 

 

 

หากแต่เวลาแสนพิเศษมักจะสั้นและรวดเร็วเสมอ เพราะหลังจากรับยาต่อเนื่องและทำกายภาพบำบัดสม่ำเสมอ ร่างกายปรีชญาณ์ที่อ่อนเปลี้ยก็กลับมามีเรี่ยวแรงมากขึ้น อาการดีวันดีคืนจนแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ แต่กลายเป็นว่าเด็กหญิงปรีชญาณ์ดื้อดึงไม่ยอมกลับ อ้างว่าอยู่บ้านแล้วแรงใจไม่ดีเท่าอยู่โรงพยาบาล ร้อนถึงบุริศร์ต้องเข้ามาเกลี้ยกล่อม

“ทำไมไม่กลับบ้าน ไม่คิดถึงบ้าน ไม่คิดถึงเพื่อนที่โรงเรียนหรือไง” บุริศร์ว่า ทำหน้าไม่ถูกนักกับการถูกเรียกตัวมาด่วนเพราะทั้งหมอและพยาบาลต้องการความช่วยเหลือ

“คิดถึง...แต่คิดถึงพี่ริศร์มากกว่า ไปอยู่บ้านแล้วก็จะไม่ได้เจอกับพี่ริศร์น่ะสิ” เด็กหญิงปรีชญาณ์ว่าหน้าตาเฉย ดื้อตาใสจนบุริศร์ร่ำร่ำๆอยากจะหาก้านมะยมแถวนั้นมาหวดสักสามที แต่เพราะทำไม่ได้จึงจำต้องใช้น้ำเย็นเข้าลูบ

 

 

“ทำไมจะไม่ได้เจอ รู้ไหม คนที่ทำดีต่อกันไว้ ผลบุญก็จะเกื้อหนุนให้ได้พบ ให้มีวาสนาต่อกันอยู่เรื่อยๆ นั่นแหละ ไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้า”

เด็กหญิงปรีชญาณ์ทำหน้าเบ้ใส่คำว่า ‘ชาติหน้า’ เบรกโดยไม่เกรงใจคนที่ตั้งท่าจะถือกัณฑ์เทศน์ “หนูไม่ได้อยากเจอพี่ชาติหน้า หนูอยากมีวาสนาร่วมกับพี่ในชาตินี้”

บุริศร์กลืนน้ำลายลงคอดัง ‘อึก’ เริ่มหมดคำแย้ง แต่เสียงหัวเราะคิกของเพื่อนสนิทกับเสียงซุบซิบของนางพยาบาลทำให้บุริศร์ฮึดอีกหนึ่งครั้ง เรื่องอะไรจะปล่อยให้เด็กตัวเท่าเมี่ยงไล่ต้อนเอาได้

 

 

“อยากเจอพี่ชาตินี้ก็ต้องเร่งทำบุญ และบุญเรื่องแรกที่เราควรทำก็คือการทำให้คุณพ่อสบายใจ ทำตามที่ท่านปรารถนา เห็นคุณพยาบาลเล่าว่าน้องควรกลับบ้านตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่ก็ดื้อไม่ยอมกลับ ไม่รู้หรือว่าทำให้พ่อแม่ไม่สบายใจถือเป็นบาป”

เด็กหญิงปรีชญาณ์ดื้อแต่ไม่โง่ ในเมื่อดูท่าแล้วว่า‘พี่ริศร์’ คงไม่ยอมอ่อนข้อให้เธอแน่ เธอก็จำต้องยอมรับวาสนาที่เขาว่า แต่ไม่รอถึงชาติหน้าแน่นอน

“ก็ได้ค่ะ หนูจะกลับบ้าน จะเป็นเด็กดี จะเร่งทำบุญเพื่อให้เรามีวาสนาต่อกัน” ร่ายยาวก่อนจะยิ้มตาใสพร้อมแบมือ “ว่าแต่...พี่ไม่มีเบอร์โทรศัพท์โทรศัพท์ให้หนูไว้หน่อยหรือคะ แบบว่า...เผื่อวาสนามันช้า จะได้พึ่งสายเคเบิลไปก่อน”

 

 

ถ้าไม่ติดว่ามีผู้ชมร่วมรับฟังด้านหลังจำนวนมาก บุริศร์คงเขกหน้าผากของยายเด็กเปียไปสักหน แต่เมื่อทำไม่ได้และก็ทำไม่ลง จึงเลือกทำหน้านิ่งบอกไปตามตรงว่า “พี่ไม่มีใช้หรอกโทรศัพท์โทรศัพท์ที่เราว่า ยังเรียนอยู่จึงไม่เห็นความสำคัญที่จะพก เอาล่ะละ...หมดเรื่องแล้วพี่ไปก่อน แล้วเจอกันนะหนูเปีย”

บอกจบ ‘พี่ริศร์’ ก็เดินดุ่มแทรกตัวหายไป ปล่อยให้เด็กหญิงปรีชญาณ์ร้องเรียกซ้ำๆ ก่อนจะตั้งสติและล็อกตัวเพื่อนสนิทของบุริศร์ที่เห็นว่าไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ แทน แน่นอนว่าเด็กหญิงปรีชญาณ์ไม่ได้ข้อมูลใดๆ เพิ่ม นอกจากรู้ว่า‘พี่ริศร์ของเธอ’ มีชื่อจริงนามสกุลจริงว่าอย่างไร รู้และจำขึ้นใจเพราะเชื่อมั่นว่าจะสืบหาทุกอย่างต่อจากนี้ได้จากเทพเจ้ากูเกิล

 


Talk 


เอาของที่จะให้คนอื่นมาอวด นิสัยไม่ดี! 5555 มีใครจอมซน จอมแสบอย่างเปรียวศรีบ้าง อยากได้ของเขานั่นละประเด็น แล้วพอไม่ได้ก็โกรธเขาเสียอย่างนั้น ถถถถ

 

โถ พี่ริศร์ น้องลงทุนจีบขนาดนี้ พี่ยังจะใจร้าย บอกไว้เจอกันชาติหน้า ดีว่านางเอกเรื่องนี้คือยายเปรียวจอมดื้อนะคะ ถ้าเป็นจานี่ กรวดน้ำคว่ำขัน ไม่ต้องเจอกันแล้วค่ะ ขุ่นพี่ (ถถถถถ ใส่อารมณ์)

ถ้าพี่ริศร์คือพระเอกสายหิน ยายเปรียวก็เป็นนางเอกสายตื๊อค่ะ วาสนามันช้า เพิ่งสายเคเบิลก่อนได้ม้าย 5555 อ้อนเบอร์นี้ก็ยังไม่ได้ อารมณ์นางคงแบบอยากลงไปดีดดิ้นกับพื้น จะอาวคนเน้ๆ

สรุปว่า ยกแรก ยายเปรียวจีบพี่ริศร์ไม่ติดนะคะ และแน่นอนว่า เมื่อนางโตขึ้นพอที่จะมีความรัก นางจะกลับมาใหม่ ในรูปร่างหน้าตา (ยกเว้นนิสัย) ที่ไฉไลกว่าเก่า มาเอาใจช่วยให้ยายเปรียวกันในยกต่อไปค่ะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 37 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

125 ความคิดเห็น