ร้อยรักดลใจ (ตีพิมพ์กับ สนพ. Sugar beat)

ตอนที่ 14 : ผู้ชายใจงาม 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 940
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    9 พ.ค. 63

 

 

“ผมไปรอตรงนั้นนะ เลือกเสร็จแล้วให้พนักงานมาเก็บเงินที่ผมละกัน”

ปรีชญาณ์ยืนงงเพราะเมื่อพูดจบบุริศร์ก็เดินดุ่มออกไป ก่อนจะเริ่มเข้าใจเมื่อหันไปเห็นว่าตรงหน้าเธอคือแผนกขายชุดชั้นในที่มีให้เลือกหลายแบบหลายสไตล์และหลากสีสัน ชะเง้อมองร่างสูงที่หนีไปยืนรอในร้านหนังสือแล้วปรีชญาณ์ก็หรี่ตา ยิ้มร้าย

...

 

 

“คุณบุริศร์คะ...คุณผู้หญิงให้มาเชิญค่ะ”

บุริศร์ที่เดินเตร่อ่านหนังสือในร้านหนังสือนานกว่าครึ่งชั่วโมงหันตามคำเรียก คนที่ยืนตรงหน้าเขาคือพนักงานขายวัยกลางคน แต่ก่อนที่บุริศร์จะสอบถาม ฝั่งฝ่ายนั้นก็ชี้มือไปที่ร้านจำหน่ายชุดชั้นในแทนการบอกว่าเธอเป็นพนักงานขายที่ร้านนั้น

“อ้อ...ครับ เท่าไรครับ”ถามพลางล้วงหยิบบัตรเดบิตจะส่งให้ จงใจทำเหมือนไม่ได้ยินคำบอกว่าหญิงสาวต้องการให้เขาไปพบ

“ยังไม่ได้คิดเงินค่ะ คุณผู้หญิงให้มาเชิญคุณไปที่ร้านก่อน”

บุริศร์นิ่วหน้าเมื่อได้ยินดังนั้น แต่ไม่ทันได้สอบถามเพิ่ม พนักงานวัยห้าสิบกว่าก็รีบเดินจ้ำกลับไปยังช็ยังชอปของตัวเอง เป็นธุระเหตุให้คนที่ตั้งมั่นว่าจะไม่เฉียดกรายเข้าไปใกล้ร้านจำหน่ายชุดชั้นในสตรีต้องเสียความตั้งใจ

 

 

 

เดินมาหยุดกลางชั้นแขวนชุดชั้นในสารพัดสีแล้วบุริศร์ก็พยายามจะรักษาระดับสายตาให้สูงเข้าไว้ กำหนดลมหายใจประกอบไม่ให้ไขว้เขวไปกับความบางเบาของผ้าลูกไม้และดีไซน์เย้ายวน

“เธออยู่ไหนครับ?” บุริศร์ถามเสียงขรึม กวาดตามองหาหญิงสาวไปทั่วร้าน

“คุณผู้หญิงน่าจะอยู่ในห้องลองชุดค่ะ แต่เธอเลือกแล้วว่าต้องการแค่นี้ก่อน”แค่นี้ของพนักงานขายคือชุดชั้นในหลากสีสันเจ็ดชุดเจ็ดวันและปรีชญาณ์ยังกำชับกำชาให้พนักงานขายวางซีทรูสีแดงเพลิงเทินไว้ด้านบนอย่างต้องการแกล้งเพื่อยั่วอีกฝ่ายซึ่งเมื่อบุริศร์เห็นก็รีบตวัดสายตาไปทางอื่นแล้วบอกเสียงขรึม

“ถ้าเขาเลือกครบแล้วก็คิดเงินเลยครับ” พูดจบบุริศร์พูดพลางก็หยิบกระเป๋าสตางค์ของตนเองออกมา คาดหวังให้การซื้อขายครั้งนี้จบลงให้เร็วที่สุด

 

 

“ทั้งหมดราคาสี่พันห้าร้อยเจ็ดสิบห้าบาทค่ะ รอสักครู่นะคะ” พนักงานบอกราคาเพียงหนึ่งในสามของทั้งหมดตามที่ตกลงกับปรีชญาณ์ไว้ โดยปรีชญาณ์ใช้บัตรเดบิตที่มาริษาให้ไว้ชำระส่วนต่าง ถึงบุริศร์จะมีเงินเดือนสูงเพราะเป็นพนักงานระดับผู้บริหาร แต่ปรีชญาณ์ไม่อยากรบกวนเขามากนัก เธอตั้งใจว่าเมื่อครบกำหนดสามเดือนแล้วจะจ่ายเงินคืนให้บุริศร์ทุกบาททุกสตางค์

“เรียบร้อยแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะ”

บุริศร์มองถุงใส่ชุดชั้นในในมือพนักงานอึ้งๆ ก่อนจะหายใจเข้าลึกเมื่อพนักงานขายส่งถุงให้เขาอีกครั้ง ดวงตาคมดุหรี่มองถุงพลาสติกพิมพ์ยี่ห้อชุดชั้นในแล้วเพียรบอกตัวเองว่าเครื่องนุ่งห่มคือปัจจัยสี่ของมนุษย์และเขากำลังสงเคราะห์ให้ใครคนหนึ่งมีอาภรณ์ห่อหุ้มร่างกาย และชุดชั้นในก็เป็นรสนิยมส่วนบุคคลที่ไม่ควรก้าวก่ายแสดงความคิดเห็น

 

 

 

ปรีชญาณ์ที่แอบดูอยู่หัวเราะคิกคักชอบใจเมื่อเห็นว่าบุริศร์รับถุงใส่ชุดชั้นในไปถือด้วยสีหน้าเครียด ถึงจะไม่มีอาการหงุดหงิดให้เห็น แต่ปรีชญาณ์ก็เชื่อว่าเขาคงอยากโยนถุงชุดชั้นในของเธอทิ้งเต็มแก่ ยิ่งเมื่อกลุ่มนักศึกษาสาวเดินเข้ามาในร้านแล้วพากันมองเขาแล้วพร้อมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ใบหน้าคมเข้มก็ยิ่งทวีความดุ

“เรียบร้อยแล้วค่ะ ขอโทษที่ให้รอนานนะคะ” ปรีชญาณ์ตีหน้าซื่อขออภัย แต่ลับหลังบุริศร์นั้นเธอยิ้มเย้ยใส่บรรดาสาวๆ ที่มองบุริศร์เขา

“ถ้าอย่างนั้นก็ไปกัน เหลือซื้อของใช้อีกสองสามอย่างก็จะเสร็จแล้ว” พูดแล้วบุริศร์ก็ก้าวยาวๆ ออกจากร้าน เดินเร็วราวกับกลัวว่าพนักงานสาวจะมาตามเข้าไปในนั้นอีก

 

 

“ฉันขอโทษนะคะที่ทำให้คนอื่นๆ เข้าใจพี่ผิด คือ...ฉันเห็นว่าราคาค่อนข้างสูง เลยอยากให้พี่ทราบก่อนจ่าย” เมื่อเร่งฝีเท้ามาทันบุริศร์ ปรีชญาณ์ก็บอกเสียงอ่อย ทั้งที่ในใจนั้นกำลังลิงโลดด้วยความพึงพอใจ เพราะพนักงานคิดว่าเธอกับบุริศร์เป็นคู่สามีภรรยา

“อย่าคิดมาก ก่อนตกลงรับคุณมาอยู่ด้วย ผมก็ทำใจแล้วว่าจะต้องมีคนเข้าใจผิด เอาเป็นว่าเรารู้ตัวเองก็พอว่าต่างอยู่ในสถานะไหน และที่ผมช่วยคุณ ผมก็ช่วยโดยไม่ได้เลือกปฏิบัติ ต่อให้เป็นเด็ก คนแก่ หรือกระทั่งหมาแมวจรจัด หากช่วยสงเคราะห์ได้ผมก็ยินดีทำ”

ปรีชญาณ์อ้าปากค้างเมื่อถูกนำไปเทียบกับแมว จากที่เดินตัวปลิวราวกับมีแก๊สวิเศษอัดในอก ก็กลายเป็นเดินลากเท้าหนักอึ้งไปทั้งใจ แต่คนข้างตัวอย่างบุริศร์ไม่ละเอียดอ่อนพอจะจับสังเกต ยังคงตั้งใจพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงเนิบเป็นงานเป็นการ

 

 

อัปต่อจ้ะ

 

 

“วันจันทร์ถึงศุกร์ผมต้องไปทำงาน คงไม่มีเวลาดูแลคุณนัก แต่ถ้าขาดเหลืออะไร คุณสามารถบอกกับน้าพิณที่อยู่ข้างบ้านเราได้ เอาไว้กลับถึงบ้านแล้วผมจะพาไปแนะนำอีกที ส่วนเรื่องความทรงจำของคุณ ผมคิดว่าวันเสาร์นี้จะพาไปตรวจที่โรงพยาบาล เผื่อหมอจะมียาหรือวิธีฟื้นความทรงจำที่เร็วขึ้น คุณจะได้กลับบ้าน ป่านนี้ครอบครัวหรือเพื่อนๆ ของคุณคงเป็นห่วงแย่แล้ว”

บุริศร์หยุดพูดเมื่อก้าวออกจากประตูห้างสรรพสินค้าเพียงลำพัง ส่วนหญิงสาวเจ้าปัญหานั้นยังคงเดินตาลอยอยู่ “คุณ” บุริศร์เรียกเสียงเข้มจากด้านหลัง และเมื่อปรีชญาณ์ยังคงเดินห่างออกไป เขาก็เร่งฝีเท้า “คุณจะไปไหน หยุดก่อน”เสียงห้าวร้องดังจนคนในห้างพากันหันมา ยกเว้นปรีชญาณ์ที่ถูกเรียก เมื่อเรียกเท่าไรก็ไม่มีทีท่าจะได้ยิน บุริศร์ก็ตัดสินใจคว้าแขนหญิงสาวไว้และยื้อให้หยุด

“คุณ... ไม่ได้ยินที่ผมเรียกหรือไง เป็นอะไรหรือเปล่า”

 

 

ปรีชญาณ์กะพริบตาถี่ อยากบอกใจจะขาดว่าเธอไม่ได้เป็นอะไร แต่เธอกำลังงอนและน้อยใจมากๆ ต่างหาก เคยเห็นแต่พระเอกตะลึงโฉมนางเอกจนนำไปเปรียบกับดอกไม้หรือพระจันทร์ เพิ่งมีอีตาบุริศร์นี่แหละที่เปรียบเธอเป็นหมาแมว

อาการฝืนยิ้มแล้วส่ายหน้าแต่ไม่ยอมพูดอะไรออกมาของปรีชญาณ์ทำให้บุริศร์ตีความตามที่เข้าใจแล้วเปรยขึ้นว่า “ระหว่างที่คุณจำอะไรไม่ได้ เรามาตั้งชื่อให้คุณใหม่ดีไหม เวลาผมเรียกคุณ คุณจะได้หันมา”

ปรีชญาณ์ยิ้มบาง พยายามตอบโดยไม่ใส่อารมณ์ลงไปว่า “ใช้ชื่อเดียวกับหมาแมวจรจัดที่พี่ริศร์เคยเลี้ยงไว้ก็ได้ค่ะ จะได้ไม่เป็นภาระให้พี่ริศร์ต้องคอยจดจำ”

 

 

 

ผู้อ่านนิยายจะคาดหวังอะไรบ้างเมื่อรู้ว่าค่ำคืนที่ผ่านมาหญิงชายอยู่ร่วมชายคากันเพียงสองต่อสอง อย่างหวานแหววพาฝันก็ต้องต่างฝ่ายต่างนอนไม่หลับแล้วพากันนั่งมองแสงจันทร์ หรือหากร้อนแรงอีกนิด พระเอกต้องหน้ามึนตีขลุมยัดเยียดตัวเองเข้ามานอนร่วมเตียงกับนางเอก และแม้ว่าผู้อ่านจะไม่คาดหวังอะไรเลย แต่นางเอกอย่างปรีชญาณ์วาดฝันเธอหวังจะได้รับความห่วงใยของบุริศร์ผ่านทางผ้าห่มอุ่น แล้วบอกราตรีสวัสดิ์เขาอย่างอ่อนหวาน ไม่ใช่กินข้าวมื้อค่ำเสร็จแล้วเขาก็ปลีกตัวเข้าห้องพระไปอย่างนี้!

“ไงยะหล่อน มีความคืบหน้าอย่างไรบ้างรายงานมาให้ละเอียด ห้ามเซ็นเซอร์ห้ามตัดตอน ขอจัดเต็มทุกฉากทุกเม็ดเลยนะจ๊ะ”เสียงแปร๋นของจักรินทร์ดังผ่านโทรศัพท์โทรศัพท์เครื่องเล็กที่ปรีชญาณ์ซ่อนไว้ ดูจากจอโทรศัพท์โทรศัพท์จักรินทร์กับมาริษาอยู่ด้วยกัน ส่วนทิฆัมพรไม่ได้เข้าร่วมสนทนา

“แผนแรกประสบความสำเร็จดีมาก ฉันได้เข้ามาอยู่ร่วมชายคากับพี่ริศร์แล้ว และอยู่กันสองต่อสองตามที่ไอ้เหมียวสืบมาทุกอย่าง เมื่อเย็นเขาก็เพิ่งพาฉันไปชอปปิ้งซื้อของเข้าบ้านกันกระหนุงกระหนิง”

 

 

“คืบหน้าสิยะ ฉันได้เข้ามาอยู่บ้านเขาแล้ว สองต่อสองด้วย แถมวันนี้ยังได้โชว์เนื้อหนังมังสาตามที่แกสอนมาเป๊ะๆ” พูดจบแล้วปรีชญาณ์ก็กลั้นยิ้มเมื่อเพื่อนตอบรับเป็นเสียง อู้ว และเฮ้ย ตามนิสัยของแต่ละคน และเป็นจักรินทร์เช่นเคยที่ปากไวถาม

“ฉันดีใจด้วยนะนังเปรียว พี่ริศร์ใจดีอย่างที่แกว่าจริงๆ นั่นละ เห็นทำหน้านิ่งๆ คิ้วขมวดตลอดเวลา ฉันกับนังเหมียวยังห่วงว่าเขาจะเอาแกไปทิ้งสถานสงเคราะห์ อ้อ...แล้วนี่แกนอนยังไง อยู่ยังไง อย่าบอกนะว่านอนห้องเดียวกับเขาด้วย อุ๊ย คิดตามแล้วจักจี้จั๊กจี้”

 

 

ปรีชญาณ์หัวเราะร่วนเมื่อเห็นท่าทางสนใจใคร่รู้ของจักรินทร์ ก่อนจะดับจินตนาการติดเรตของเพื่อนด้วยการเล่าความจริงทั้งหมด “ถ้าได้อย่างที่แกว่า ฉันไม่เสียเวลามานั่งเม้าท์เมาท์หรอกย่ะ พี่ริศร์เขาให้ฉันพักที่ห้องรับรองแขกชั้นล่าง ส่วนตัวเขาเองนอนที่ชั้นสอง แถมยังออกกฎห้ามฉันขึ้นไปชั้นบนเด็ดขาด บอกว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัว ขีดเส้นกันชัดเลยว่าฉันเป็นแค่คนแปลกหน้า” ปรีชญาณ์เล่าลงรายละเอียดว่าบุริศร์พูดอะไรกับเธอบ้าง และแสดงท่าทีห่างเหินอย่างจงใจ โดยเฉพาะเรื่องที่เขานำเธอไปเปรียบกับแมวจรจัด

มาริษากับจักรินทร์ฟังปรีชญาณ์เล่าแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจกันคนละเฮือกสองเฮือก มองไม่เห็นหนทางชนะใจจักรินทร์ถึงกับเปรยว่า

“เฮ้อ! เปรียวศรีนะเปรียวศรี ผู้ชายมีเกลื่อนเมืองดันไม่รัก กลับมาหลงรักฤๅษีเสียนี่นี่ถ้าฉันเป็นหล่อนนะ หอบเสื้อผ้ากลับบ้านดีกว่า นิสัยดีแต่ปากร้ายก็ไม่ไหวนะ บั่นทอนจิตใจ”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

125 ความคิดเห็น