ร้อยรักดลใจ (ตีพิมพ์กับ สนพ. Sugar beat)

ตอนที่ 13 : ผู้ชายใจงาม 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,107
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    8 พ.ค. 63

 

 

4

ช้าๆ ได้ผู้ชายใจงาม

 

ปรีชญาณ์กวาดสายตามองรอบบ้านด้วยความพึงพอใจ บ้านของบุริศร์เป็นบ้านสองชั้นขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่อายุเกินสิบปี หากแต่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีดูจากตัวบ้านที่เพิ่งทาสีใหม่และสนามหญ้าที่ได้รับการตัดแต่งสม่ำเสมอ เฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านส่วนใหญ่ทำจากไม้ แม้จะโปร่งโล่งตกแต่งด้วยหลักน้อยแต่มาก แต่ก็เห็นได้ชัดว่ามีรายละเอียดยิบย่อยซ่อนอยู่ ตามตู้กระจกตั้งโชว์มีสิ่งละอันพันละน้อยที่คงไม่มีค่านักในสมัยเก่า หากแต่เมื่อวันเวลาช่วยขัดเกลา สัญลักษณ์แห่งความทรงจำเหล่านั้นก็มากค่าขึ้นมา

“งานอดิเรกของแม่ผมเอง ท่านชอบสะสมงานกระเบื้อง เซรามิก โลหะเก่าๆ บางชิ้นก็ซื้อเพราะชอบ บางชิ้นก็ได้มาจากของที่ระลึกในงานต่างๆ และมีไม่น้อยที่เป็นของฝาก” เสียงบุริศร์บอกมาเมื่อเห็นว่าปรีชญาณ์หยุดอยู่หน้าตู้เก็บจานรองแก้วและตุ๊กตาเซรามิกนิ่งนาน

 

 

จากเงากระจกปรีชญาณ์เห็นว่าร่างสูงใหญ่ของบุริศร์ยืนเยื้องเธอไปไม่มากนัก เงาทาบทับสร้างความรู้สึกชิดใกล้ จนทำให้เธอโหยหาวันเวลาเก่าๆ จะดีเพียงใดหากเขาจำเธอได้ หากเขาทักทายเธอด้วยไมตรีดังเดิม แต่... บุริศร์ไม่ใช่เพียงบุริศร์ไม่รู้ แต่เขาไม่เอะใจ ไม่จดจำเธอไว้เลยต่างหาก คิดเพียงเท่านี้ปรีชญาณ์ก็ฝืนยิ้มออกมา ปั้นแววตาใสแจ๋วถามตอบเขาในเรื่องที่กำลังคุยกันอยู่

“แม่ของพี่ริศร์ไม่ได้อาศัยที่นี่หรือคะ”

จากการสืบเสาะหาข้อมูลของมาริษาทำให้เธอทราบแล้วว่าบ้านนี้มีเขาอยู่เพียงลำพัง ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ปรีชญาณ์ตัดสินใจทำตามแผนของมาริษาด้วยเธอไม่อยากหลอกลวงผู้ใหญ่ และกลัวว่าจะเผลอแสดงพิรุธ

 

 

 

“ไปๆ มาๆ ครับ ตอนนี้ท่านไปเยี่ยมคนรู้จักที่สุราษฎร์ ซึ่งผมได้แจ้งคุณแล้วล่วงหน้าว่าผมอยู่คนเดียว”

เพราะความเคร่งขรึมของคนตรงหน้าแท้ๆ เชียวที่่ทำให้ปรีชญาณ์เกิดความหมั่นไส้ขึ้นมา ย้ำอยู่นั่นแหละว่าอยู่คนเดียว อยู่คนเดียว อยากให้เรากลัวละสิท่า นี่ถ้าไม่ห่วงว่าไก่จะตื่นเสียก่อน จะลอยหน้าบอกให้รู้เลยว่า‘ปล้ำไม่กลัว กลัวไม่ปล้ำ’

“ฉันจำได้ค่ะว่าพี่ริศร์อยู่คนเดียว แล้วก็...เชื่อใจพี่ริศร์ค่ะ แต่ย้ำบ่อยแบบนี้ก็เริ่มระแวงแล้วเหมือนกัน” บอกด้วยรอยยิ้มหวานแล้วปรีชญาณ์ก็ทำเป็นไม่เห็นว่าบุริศร์สีหน้าเครียดทันควัน ลอบยิ้มขันว่าสิบสองปีที่แล้วหัวโบราณอย่างไร ปัจจุบันเขาก็ยังคร่ำครึอยู่อย่างนั้น น่ารักเหลือเกินพี่ฤๅษี

 

 

 

เพราะคิดเพลินปรีชญาณ์จึงก้าวขึ้นบันไดไปชั้นสองโดยไม่รู้ตัว แต่ก้าวได้เพียงสามขั้น เสียงห้าวเรียบกริบก็เตือนว่า “ด้านบนเป็นพื้นที่ส่วนตัว ผมขอสงวนสิทธิ์ ไม่อนุญาตให้ขึ้นไปครับ ห้องนอนของคุณอยู่ชั้นล่างมีห้องน้ำในตัวเรียบร้อย”

ได้ยินคำว่า‘ส่วนตัว’ แล้วปรีชญาณ์ก็เม้มริมฝีปากแน่น ความน้อยอกน้อยใจที่พยายามเก็บซ่อนพากันกระโจนออกมาทางสีหน้า เรื่องจำเธอไม่ได้ก็ว่าร้ายแล้วนะ แต่ถึงกับกีดกันเธอไว้เป็นคนนอกนี่มันน่าให้จับมาทำความสนิทสนมให้รู้แล้วรู้รอดจริงๆ

“โอ...ขออภัยค่ะ ขาของฉันมันทำไปโดยอัตโนมัติ ไม่ได้มีเจตนาละลาบละล้วงเลย” ยิ้มฝืนๆ บอกไปแล้ว ปรีชญาณ์ก็ได้แต่ท่องคาถาประจำใจ ‘ช้าๆ ได้ผู้ชายใจงาม’ ปลอบตัวเองให้ตามแผนไปก่อน เอาเถอะ เรื่องอื่นแย่ไม่เป็นไร ขอแค่น้ำจิตน้ำใจยังดีงามเหมือนเดิมก็พอแล้ว พี่บุริศร์ของหนูเปรียว!

 

 

 

เมื่อเกินกว่าครึ่งชั่วโมงแล้วหญิงสาวยังไม่ออกมาจากห้อง บุริศร์ก็เกิดความกังวลขึ้นมา ความเข้าใจว่าเธอเป็นคนป่วยทำให้เขาอดห่วงไม่ได้ว่า เธออาจหน้ามืดเป็นลม หรือวิงเวียนศีรษะ จึงตัดสินใจเคาะประตูเรียกในจังหวะเดียวกับที่คนข้างในเปิดประตูออกมา บุริศร์พบว่าร่างโปร่งบางเปียกชุ่มไปด้วยน้ำ

“...” สายตาของเขาตั้งคำถามแทนปากและ

เธอก็บอกอ้อมแอ้มว่า

“ฉันจะล้างเท้าแต่เปิดก๊อกผิด น้ำจากฝักบัวเลยรดตัวแล้วพอฉันจะปิดก๊อกก็หลุดออกมาและตอนนี้น้ำก็ไหลไม่หยุดเลยค่ะ”

 

 

 

บุริศร์เผลออุทานอะไรสักอย่างแล้วตรงเข้าไปในห้องน้ำ สถานการณ์ตรงตามที่เธอบอกทุกอย่าง บุริศร์จึงพยายามปิดก๊อกน้ำแต่ก็พบว่ามันชำรุดไปแล้ว สุดท้ายเขาจึงตัดสินใจวิ่งออกไปหน้าบ้านเพื่อปิดวาล์วน้ำใหญ่ซึ่งกว่าเหตุการณ์ชุลมุนจะจบลงบุริศร์ก็พบว่าตัวเขาเองก็เปียกปอนไม่แพ้เธอ

บุริศร์เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าพยาบาลเล่าว่าผู้หญิงตรงหน้าโดยสารรถตู้ประจำทางเข้ากรุงเทพฯแล้วประสบอุบัติเหตุ ข้าวของและเอกสารสำคัญของเธอหายไปทั้งหมดมีเพียงกระเป๋าเป้ใบเล็กใส่ของกระจุกกระจิกเท่านั้นและนั่นก็ทำให้เขาพบข้อแตกต่างระหว่างผู้หญิงกับแมวว่าแมวไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าแต่ผู้หญิงต้องสวมใส่ และคงดีไม่น้อยถ้าเสื้อผ้าที่เธอสวมจะปกปิดมิดชิด

 

 

 

อัปต่อนะคะ

 

 

“รอเดี๋ยวนะ ผมจะลองหาเสื้อผ้าของแม่มาให้คุณผลัดเปลี่ยน” บอกแล้วบุริศร์ก็รีบหันหลังเดินดุ่มขึ้นไปยังห้องนอนของผู้เป็นมารดา เพื่อจะแต่พบว่าชุดลำลองส่วนใหญ่มีเนื้อผ้าบางเบาหรือไม่ก็เป็นเสื้อลูกไม้ลายฉลุที่ไม่เหมาะต่อการสวมใส่เป็นอย่างยิ่ง ส่วนชุดนอนนั้นก็ตัวใหญ่และคอกว้างมากเกินไป เมื่อไม่มีทางเลือกบุริศร์จึงต้องไปที่ห้องของตัวเองแล้วหยิบเสื้อยืดกับกางเกงวอร์มตัวยาวมาให้เธอ

ด้วยคิดไปเองว่าหญิงสาวยังคงรอเขาอยู่ในสภาพชุดเปียกและเพราะเนื้อใจบริสุทธิ์ที่เต็มไปด้วยความห่วงใย บุริศร์จึงไม่ได้เอะใจว่าประตูห้องที่เขาเปิดทิ้งไว้ตอนขาไปขณะนี้กลับปิดสนิท มือเรียวแข็งแรงคว้าลูกบิดเปิดประตูห้องนอนของแขกออกเพื่อส่งเสื้อผ้าให้

“ใส่ชุดนี้ก่อนได้...”

 

 

เสียงพูดค้างคล้ายมีก้อนอะไรบางอย่างจุกอยู่ที่หลอดลม พร้อมกันนั้นบุริศร์ก็รู้สึกเหมือนเลือดที่หมุนเวียนในร่างกายทวีองศาจนร้อนไปหมด น่าจะแค่เสี้ยววินาทีหรือหากนานกว่านั้นก็ไม่เกินสิบวินาทีที่สติไม่ทำงาน แต่เพียงใจตื่นรู้ บุริศร์ก็ตัดสินใจปิดประตูบานนั้นลงพร้อมถอนหายใจหนักๆ กำชับกำชากับตัวเองว่า‘ห้ามเปิดประตูบานนั้นโดยไม่ได้รับอนุญาตอีก’

ใช้สองมือลูบหน้าเพื่อลบภาพแผ่นหลังเปลือยเปล่าขาวนวลเนียนออกจากความทรงจำแล้วบุริศร์ก็ตะโกนบอกคนในห้องด้วยน้ำเสียงที่คิดว่าเรียบปกติ “ขอโทษที่เปิดประตูโดยพลการ ถ้าไม่รังเกียจก็สวมเสื้อผ้าผมก่อนนะ ผมวางไว้ให้แล้วที่หน้าห้อง และตอนเย็นผมจะพาคุณไปหาซื้อชุดใหม่”

เสียงห้าวที่ตะโกนพูดเร็วปรื๋ออยู่หน้าห้องทำให้ปรีชญาณ์ต้องปิดปากกั้นเสียงหัวเราะไม่ให้หลุดออกมา อ๊ะๆอย่าใส่ร้ายกันเชียวนะ เธอยังไม่เก่งกาจถึงขนาดทำท่อประปาแตกได้ด้วยมือเปล่าหรอก ของมันจะพังเองบวกกับเหตุการณ์พาไปมากกว่า ก็ใครจะไปคิดว่าเขาจะเดินกลับมาไวขนาดนั้น แถมไม่รู้จักเคาะประตูอีกด้วย แต่เอาล่ะละ...จะสารภาพนิดก็ได้ว่าเธอได้ยินตอนเขาบิดลูกบิดเปิดประตูแล้ว แต่ที่ยังยืนโชว์แผ่นหลังขาวๆ ก็เพราะอยากทดสอบอะไรบางอย่าง หากจะติดเรทเรตไปนิด แก่นซ่าไปบ้าง ก็โปรดจงอภัยนะคะคุณฤๅษี

 

 

เหตุการณ์ในช่วงบ่ายสร้างความอิหลักอิเหลื่อให้กับบุริศร์มากพอดู ยิ่งเมื่อต้องเดินวนรอบห้างสรรพสินค้าโดยมีจุดมุ่งหมายเป็นเสื้อผ้าหลากชนิดของผู้หญิง บุริศร์ก็พบความจริงข้อที่สอง นั่นคือผู้หญิงต้องสวมเสื้อผ้าและเสื้อผ้าของผู้หญิงก็มีมากชิ้น มากชนิดจนน่าเวียนหัว โดยเฉพาะอาภรณ์ชิ้นบางๆ ที่เรียกขานกันในนาม‘ชุดชั้นใน’

ปรีชญาณ์มองเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาวสลับกับมองหน้าบุริศร์ และเมื่อเขาพยักพเยิดให้เธอเข้าไปในห้องลองเสื้อผ้า หญิงสาวก็กระซิบบอกเสียงเบา“แค่ชุดเดียวก็พอมั้งคะ คือ ฉัน... ”

บุริศร์เห็นท่าทีของหญิงสาวแล้วก็ส่งยิ้มอารีให้ “ไม่ต้องเกรงใจหรอก เลือกซื้อไปให้พอใช้ แล้วดูชุดนอนผ้าหนาๆ ติดไปด้วยสักสองชุด”

 

 

ปรีชญาณ์รีบโบกมือ แล้วแก้ว่า “ไอ้เกรงใจฉันก็เกรงใจอยู่หรอกค่ะ แต่ที่จะให้ซื้อชุดแขนยาวชุดเดียวเนี่ย เป็นเพราะฉันคิดว่าเสื้อกับกางเกงพวกนี้ไม่เหมาะกับสภาพอากาศ ถ้าจะกรุณา ฉันขอเสื้อยืดธรรมดากับกางเกงขาสั้นสักสามชุดนะคะ”

ปรีชญาณ์ยิ้มออกเมื่อบุริศร์พยักหน้า แต่รอยยิ้มก็จืดจางลงเมื่อเขาเดินไปหยิบเสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงเจ็ดส่วนขากระบอกมาส่งให้ เห็นแล้วขัดตาขัดใจสาวแฟชั่นนิสต้านิสตาเป็นที่สุดซึ่งอาการหน้างอทำปากคว่ำของเธอนี่้เองที่ทำให้บุริศร์อธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นราวกับเทศนา

 

 

“ถึงเราจะบริสุทธิ์ใจในการอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน แต่ด้วยเพศสภาพที่แตกต่างทำให้เราต้องสำรวมกาย วาจา และใจให้มากครับ ซึ่งการนุ่งห่มมิดชิดจะเหมาะสมกว่า และอยากให้เข้าใจว่าเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มมีไว้เพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายและป้องกันการอุจาดตาเท่านั้น หากต้องการความโก้เก๋ตามสมัยนิยม ผมคงไม่สะดวกสนับสนุน”

ปรีชญาณ์เกือบจะยกมือขึ้น‘สาธุ’ ดีว่ายั้งไว้ทัน ยิ้มจืดเจื่อนตามคำแนะนำแล้วมือบางก็รับกางเกงที่บุริศร์เลือกให้มาใส่ตะกร้า ก่อนจะหยิบเสื้อยืดตัวโคร่งใส่ตามลงไป และไม่ลืมคว้ากระโปรงยาวกรอมเท้ากับเสื้อแขนสามส่วนเพิ่มอีกชุด มองเสื้อผ้าในตะกร้าแล้ว ปรีชญาณ์หญิงสาวก็หายใจเข้าลึก

มิดชิดกว่านี้ก็แม่ชีแล้วละ!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

125 ความคิดเห็น