NSOME's FICTION

ตอนที่ 14 : [sf] we are bearster vol.1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 598
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    5 ธ.ค. 58

warning: จินตนาการของผู้เขียนไม่สามารถทำให้เรื่องแต่งกลายเป็นเรื่องจริง




(ฟิคแก้บนค่ะ)





ชีวิตคนเราไม่ได้โชคร้ายไปซะทุกเรื่องหรอก

 

 

จองฮยอนแทชื่นชอบการเต้น ตั้งแต่เด็กเมื่อไหร่ที่ได้ยินเสียงเพลงร่างกายก็จะขยับตามทันที มันเป็นไปเองโดยธรรมชาติ จำได้ว่าแม่จะมีกล้องวิดีโอตัวหนึ่งติดมือไว้เสมอ และคอยบันทึกภาพของเขา ไม่ว่าจะเป็นปาร์ตี้เล็กๆที่บ้าน งานรวมญาติ หรือการแสดงชุดลูกหมีสามตัวที่เขาเต้นบนเวทีครั้งแรก ถึงแม้จะเป็นเวทีของโรงเรียนอนุบาลแต่ครอบครัวของเขาก็ดูภูมิใจ พ่ออุตส่าลางานครึ่งวันเพื่อมาร่วมงาน ส่วนแม่ดูจะชอบชุดหมีมาก ชมว่าลูกแม่น่ารักไม่ขาดปากและถ่ายภาพไม่หยุด... อ้อ อีกสิ่งที่จำได้คือวันนั้นแม่ของเขาปรบมือเสียงดังมาก และรอยยิ้มของพ่อก็กว้างกว่าทุกวัน


จากที่เคยเป็นแค่ความชื่นชอบ ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่เขาหันมาเอาจริงเอาจังด้านการเต้นและทำมันได้ดี รู้ตัวอีกทีก็อยู่ในกลุ่มนักเต้นเสียแล้ว ฮยอนแทแค่รู้สึกว่าเมื่อไหร่ที่เสียงดนตรีดังขึ้น ร่างกายของมนุษย์สามารถไหลไปกับจังหวะจนเป็นหนึ่งเดียวกันมันช่างวิเศษ ทุกครั้งที่ซ้อมจนเสียเหงื่อแล้วเพื่อนๆในกลุ่มทรุดตัวลงนอนบนพื้นห้องซ้อมและหัวเราะออกมาพร้อมกัน ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่เขาชอบที่สุด

 

ถือเป็นความโชคดีที่ครอบครัวเขาสนับสนุน แม่ส่งเขาเรียนคลาสเต้นเพิ่มเติมและอนุญาตให้กลับดึกได้ในวันที่มีซ้อม เขาเริ่มแข่งเต้นจริงจังตั้งแต่ช่วงประถมปลาย ทักษะและพรสวรรค์ที่เตะตาพวกรุ่นพี่ ฮยอนแทจึงถูกชักชวนให้ไปเข้าร่วมกลุ่มนักเต้นบีบอยที่มีชื่อเสียงประจำจังหวัดและเขาก็เป็นสมาชิกที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่ม การแข่งครั้งแรกกับกลุ่มนักเต้นบีบอยครั้งนั้นแม่ก็ตามไปดูและอัดวิดีโอเหมือนเดิม ส่วนพ่อที่เริ่มก้าวหน้าในหน้าที่การงานจึงไม่มีเวลาแต่ท่านก็คอยให้กำลังใจเขาทุกครั้งที่เจอกันที่บ้าน และเมื่อโตขึ้น ความชอบที่เขามีต่อการเต้นไม่ได้ลดน้อยลง จุดมุ่งหมายของฮยอนแทเริ่มใหญ่และชัดเจนขึ้น ถึงคราวเลือกสายการเรียนในชั้นมัธยมปลายที่เพื่อนในห้องต่างก็เคร่งเครียดกันเพราะนี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเลือกเส้นทางในอนาคต ทั้งห้องก็เห็นจะมีแค่เขาที่ไม่ได้รู้สึกเครียดหรือกดดันอะไร


จองฮยอนแทเลือกอย่างมั่นใจ 


เขายังยืนยันความรักที่มีต่อการเต้น

 

ฮยอนแทเลือกที่จะศึกษาต่อในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเอกการเต้น ที่นี่หลายคนอาจรู้จักในชื่อที่เด็กโรงเรียนอื่นเรียกกันว่าโรงเรียนไอดอล เพราะมีไอดอลชื่อดังไปจนถึงเด็กฝึกหัดจากค่ายเล็กค่ายใหญ่เรียนอยู่ที่นี่และจบจากที่นี่เต็มไปหมด ฮยอนแทไปได้สวยในโรงเรียนแห่งนี้ ที่นี่มีเรียนเพียงวันละสามคาบแล้วนอกนั้นก็ให้นักเรียนเข้าชมรมหรือเข้าคลาสตามเอกของตัวเอง โรงเรียนมีงานค่อนข้างบ่อย กิจกรรมเยอะจนจัดกันไม่หวาดไม่ไหว เวทีใหญ่ใจกลางโรงเรียนที่จะมีขึ้นทุกสิ้นเดือนเพื่อให้ตัวเด่นของแต่ละเอกมาโชว์ความสามารถ บางทีก็จะมีแมวมองจากค่ายดังมาร่วมดูการแสดงด้วยเพื่อคัดเลือกเด็กที่เข้าตาไปเป็นเด็กฝึกของทางค่าย การขึ้นเวทีใหญ่ของโรงเรียนจึงเป็นเป้าหมายย่อยๆที่พวกผู้หญิงหรือแม้กระทั่งผู้ชายที่มีความฝันอยากเป็นไอดอลต่อสู้เพื่อให้ได้ขึ้นกันเหลือเกิน

 

 

แต่เป้าหมายของฮยอนแทต่างออกไป

 

เขามาที่นี่ไม่ใช่เพื่อการเป็นไอดอลหรือเป็นนักร้องนักแสดงเหมือนคนอื่น เขาแค่อยากเต้น อยากทำให้สิ่งที่เขาชอบกับคนที่ชอบสิ่งเดียวกันกับเขา ที่นี่มีชมรมเต้นหลายรูปแบบเรียกได้ว่าแทบจะครบทุกแขนง แน่นอนว่าฮยอนแทอยู่ชมรมบีบอย และด้วยประสบการณ์ที่เขาสั่งสมมาตั้งแต่เด็ก วันออดิชั่นเข้าชมรมรุ่นพี่เปิดเพลงของแร็ปเปอร์ผิวสี บีทที่คุ้นเคยทำให้ร่างกายของเขาขยับไปอย่างลื่นไหล ฮยอนแทโชว์ท่ากังหันลม เทคนิคแฮนด์แสตนแบบมือเดียว และจบด้วยท่าหนอนสุดฮิตในยุค90 อาจารย์ถึงกับปรบมือให้และรับเขาเข้าชมรมตามคาดหมาย

 

แต่ที่เหนือกว่านั้น

                                            

            “จองฮยอนแท” เสียงอาจารย์หนุ่มประจำชมรมที่แต่งตัวด้วยแบรนด์เสื้อผ้าสตรีทสุดฮิพเรียก ฮยอนแทละมือที่กำลังเก็บของเตรียมตัวกลับบ้าน เงยหน้ามาฟัง       

“สิ้นเดือนนี้เธอว่างมั้ย?”

“เอ่อ มีซ้อมกับรุ่นพี่ตอนเย็น แต่เวลาอื่นก็ว่างครับ”

“ยังไงก็... ทำตัวให้ว่างแล้วกันนะ”

 

.

 

“ไปขึ้นเวทีใหญ่กัน”

 

..

 

            ไม่รู้ว่าเรียกว่าข้ามหน้าข้ามตารึเปล่าที่ตอนนี้จองฮยอนแทขึ้นเป็นศิษย์รักของอาจารย์ประจำชมรมเต้นฮิพฮอพและบีบอยไปเป็นที่เรียบร้อย ข่าวเรื่องเด็กม.ปลายปีหนึ่งอย่างเขาจะได้ขึ้นโชว์กับทีมใหญ่ประจำชมรมที่มีแต่รุ่นพี่ปีสามแพร่กระจายไปทั่วในหมู่เด็กเอกเต้น มีหลายคนที่ไม่ชอบหน้าเขา แน่สิ เข้ามาปีแรกก็ได้อยู่ทีมใหญ่ของชมรมเลย เทียบกับบางคนที่อยู่มาตั้งนานแต่ก็ไม่ได้ฟอร์มทีมซักที ยอมรับว่าช่วงแรกฮยอนแทเครียดมาก เขาไม่เคยเจอสายตากดดันที่รุนแรงขนาดนี้มาก่อน แต่พี่ๆที่อยู่ในทีมใหญ่ก็ให้กำลังใจเขา คอยสอนท่าที่เขายังตามไม่ทัน จุดที่เขายังทำไม่ได้ หรือแม้กระทั่งปลอบใจเขาเมื่อโดนต่อว่าเสียๆหายๆ

            “แม่งก็ปากหมาไปเรื่อย ไม่ต้องไปใส่ใจหรอก ตอนแรกๆกูก็โดนแบบมึงเนี่ยแหละ”

            “แกเจ๋งมากนะเว้ย ไอ้ท่าที่ลงไปเอาหัวหมุนๆนั่นพี่ฝึกตั้งนานกว่าจะเป็น แต่แกทำได้เฉยเลย”

            “เอาหน่า ไม่ต้องไปเครียด มาๆซ้อมกันต่อดีกว่า”

 

            “ก็แค่พิสูจน์ให้พวกมันเห็นสิวะ ว่าที่มาอยู่ตรงนี้เพราะความสามารถของมึงจริงๆ”

 

..

 

            หลังจากงานสิ้นเดือนจบไป ชื่อของจองฮยอนแทก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าเป็นไปในทางบวก เด็กเอกเต้นที่เคยหมั่นไส้เพียงเพราะได้ยินข่าวลือไม่ดีเกี่ยวกับเขาต่างก็มาขอโทษที่มองฮยอนแทผิดไป เวทีของเอกเต้นวันนั้นเรียกเสียงเฮจากคนดูได้มากมาย อาจารย์ถึงกับชมว่าพร้อมเพรียงและดูเป็นทีมเวิร์คมากกว่าทุกครั้ง ฮยอนแทที่เข้ามาทีหลังแต่สามารถกลมกลืนไปกับพวกรุ่นพี่ได้เป็นอย่างดี วันนั้นแม่ของเขาก็มา แต่กล้องวิดีโอตัวนั้นหมดอายุใช้งานของมันไปแล้ว แม่เปลี่ยนเป็นสมาร์ทโฟนในการถ่ายวิดีโอเขาแทน สีหน้าแม่ดูภูมิใจทุกครั้งไม่ว่าจะเวทีเล็กหรือเวทีใหญ่ จริงๆเขาแอบบอกแม่ไม่ให้ส่งเสียงดังเกินไปตอนที่เขาเต้น... แม่รู้ทันเลยบอกว่า

 

“ตอนเด็กๆแม่มาดูไม่เห็นจะอายเลย โตขึ้นทำมาอาย”

 

..

 

            ฮยอนแทชอบการไปโรงเรียน หลังจากบางคนในชมรมที่เคยไม่ชอบหน้าเขาเริ่มกลับมาเป็นปกติ ชีวิตจากที่แฮปปี้อยู่แล้วก็ยิ่งแฮปปี้สุดๆ ผ่านไปหนึ่งเทอมอย่างรวดเร็ว เทอมที่สองจะมีการเข้าค่ายของเด็กม.ปลายปีหนึ่ง ที่ทั้งระดับชั้นต้องไปเข้าพร้อมกัน จริงๆเขาแอบตื่นเต้นนิดหน่อยเพราะว่าชีวิตในโรงเรียนนอกจากเพื่อนในห้องและพี่ๆน้องๆในชมรมแล้วเขาก็แทบไม่เคยรู้จักใครเลย ด้วยความที่เขาเป็นคนพูดน้อยบวกกับหน้านิ่งๆด้วยหละมั้งเลยไม่ค่อยมีใครอยากจะเข้ามาทำความรู้จักเสียเท่าไหร่ ฮยอนแทก็ได้แต่หวังว่าการเข้าค่ายนี้จะละลายพฤติกรรมของเขาให้เข้ากับเพื่อนๆได้มากขึ้น... 


คงจะมีแต่เรื่องๆดีนะ

 



 

 

.

.

 

ดีกับผีหนะสิ!

 

เป็นความผิดของเขาเองที่วันนี้ดันตื่นสาย โอเค ยอมรับว่าเมื่อคืนตื่นเต้นที่จะไปเข้าค่ายจนไม่ได้นอน กว่าจะหลับก็ปาไปตีสาม รู้ตัวอีกทีนาฬิกาปลุกก็บอกว่าเขาสายแล้ว อยากจะโทษแม่ที่ไม่มาปลุกเหมือนกัน แต่ก็ความผิดของเขาอีกนั่นแหละที่ไม่ได้บอกแม่ล่วงหน้าว่าวันเข้าค่ายต้องไปโรงเรียนเร็วกว่าปกติ

 


จองฮยอนแทตกรถ...


 

รถของเอกเต้นทั้งหมดสามคันออกไปแล้ว คันสุดท้ายเพิ่งขับผ่านหน้าเขาไปหยกๆ

ไม่มีเพื่อนคนไหนบอกอาจารย์บนรถให้รอเขารึไงกัน

ช้าแค่ห้านาทีเองนะ! แค่ห้านาที...

รู้สึกเจ็บปวด รู้สึกรวดร้าว  รู้สึกอยากจะทิ้งกระเป๋าสัมภาระและทรุดเข่าลง 


ใครก็ได้เพิ่มซีจีฝนตกให้เขาที


 

            “เฮ้!นาย”

 

            “ห..หือ??”

 

ในขณะที่จองฮยอนแทกำลังยืนคอตกเพราะคิดว่าตัวเองคงพลาดการเข้าค่ายครั้งนี้ อยู่ๆก็มีเสียงทุ้มใหญ่เรียกเขาจากทางด้านหลัง...

            “มาไม่ทันรถหรอ”

            “เอ่อ.. อือ”

            “งั้นไปกับคันห้องฉันมั้ย รถเอกเอนฯคันสุดท้ายยังไม่ออก พอดีเพื่อนฉันมันปวดอึหนะ”

 

โห้... สวรรค์

 

ไม่น่าเชื่อเลย

 

การปลดทุกข์ของใครบางคนกลับกลายเป็นเรื่องโชคดีของเขา จองฮยอนแทพยักหน้าหงึกหงักแล้วเดินตามเพื่อน? ใหม่คนนี้ไป รูปร่างสูงพอๆกันกับเขาแต่สีผิวเข้มกว่า น่าจะเรียนเอกเอนเตอร์เทนเพราะเห็นพูดเมื่อกี๊ว่ารถเอกเอนฯ... 


ว่าแต่หมอนี่อะนะเรียนเอกเอนเตอร์เทน? สูงๆ ขรึมๆ หน้าโหดๆแบบมันเนี่ยนะ?

 


หลังจากนั้นจองฮยอนแทก็ได้รู้...

 

มินโฮเหมาะสมกับการเรียนเอกเอนเตอร์เทนมากกว่าสิ่งอื่นใด หมอนี่มีความสามารถในการละลายพฤติกรรม ทำให้คนพูดน้อยอย่างเขาโต้ตอบกับมันได้หลายประโยคภายในพริบตา  อ้อ ลืมบอกไปว่าหมอนี่ชื่อซงมินโฮ คุยกันซักพักพาขึ้นมาบนรถเรียบร้อย มินโฮก็ตะโกนบอกคนในรถเสียงดังว่าเขาจะขอติดรถไปด้วย ฟังจากเสียงหยอกล้อและการปล่อยมุกโต้ตอบ ห้องนี้เขาดูสนิทกันดี มีผู้หญิงบางคนที่เข้ามาทักเพราะจำเขาได้จากการแสดงบนเวทีใหญ่ครั้งนั้นว่าอยู่ทีมบีบอยของโรงเรียน เพื่อนห้องนี้มีความเป็นมิตรสูง ชวนเขาคุยได้อย่างไม่ขัดเขินเหมือนสนิทกันมานาน ที่เขาบอกว่าคนประเภทเดียวกันจะโคจรมาเจอกันนี่เป็นเรื่องจริงสินะ

 

            “โทษทีหวะ เมื่อคืนกินกิมจิสูตรใหม่ของแม่เข้าไป เห็นผลทันตาเลย” โฉมหน้าผู้ช่วยชีวิตของจองฮยอนแทก็ได้ปรากฏขึ้น เพื่อนของมินโฮที่ไปปลดทุกข์กลับมาด้วยสีหน้าซีดเซียวเล็กน้อย มินโฮหัวเราะก่อนจะเข้าไปประคองเพื่อนคนนั้นมานั่ง พวกเขานั่งเบาะหลังสุดกันสามคน เพราะเด็กเอกเอนเตอร์เทนส่วนใหญ่ก็ได้เป็นนักร้องนักแสดงบ้าง ตารางงานทำให้คนพวกนั้นไม่มีเวลามาเข้าค่ายรถคันนี้จึงมีที่ว่างหลายที่

            “เอ้อ จะแนะนำให้รู้จักเพื่อนใหม่ ฮยอนแทนี่จีฮุนนะ ส่วนจีฮุนนี่ฮยอนแท” จีฮุนและฮยอนแททักทายกันอย่างงุ่มง่าม มินโฮเห็นดังนั้นจึงพยายามทำให้บรรยากาศดีขึ้นด้วยการชวนคุย ทั้งสองเข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ยจนฮยอนแทเองก็ยังแปลกใจ เขาไม่ได้ตอบอะไรมากแค่เออออตามมารยาท จนมินโฮและจีฮุนหยิบเครื่องฟังเพลงขึ้นมาเสียบหูฟังคนละข้าง สิ่งนั้นก็ดึงความสนใจของฮยอนแทได้มากทีเดียว

            “นายฟังเพลงฮิพฮอพมั้ย” มินโฮถาม

            “ก็ฟังนะ”

            “จริงหรอ!? เฮ้ยยย ตื่นเต้นอะ นานๆทีจะเจอคนชอบเพลงแนวเดียวกัน” จีฮุนเข้ามาเสริมทัพ

            “อื้อ ชอบฟังแนวโอลสกูล แต่พวกบีทตื้ดๆก็ชอบนะ ฉันฟังบ่อยเพราะเต้นบีบอย พวกรุ่นพี่เปิดตอนซ้อมเต้น ก็ฟังมาตั้งแต่ตอนเด็กๆ รู้ตัวอีกทีก็ฟังแต่เพลงแนวนี้ไปแล้ว”

คำตอบเรียบๆของฮยอนแททำให้จีฮุนและมินโฮตาลุกวาว หาไม่ง่ายกับคนที่จะชอบแนวเพลงฮิพฮอพเหมือนกัน เพราะเดี๋ยวนี้ใครๆก็ชอบฟังแต่เพลงป็อปไปเสียหมด พวกผู้หญิงบอกว่าฟังไม่รู้เรื่องบ้างหละ เนื้อหาหยาบคายบ้างหละ ทำนองปวดหูบ้างหละ

            “โห้ โคตรเจ๋งเลย แบบนี้นายก็ได้ฟังมาเยอะแยะเลยอะดิ”

            “ก็เยอะนะ แต่จำชื่อเพลงไม่ค่อยได้หรอก เพราะตอนเต้นก็เปิดจากแผ่นเอา”

            “เออนี่ งั้นนายลองฟังนี่หน่อย เป็นเพลงที่ฉันกับจีฮุนเขียนด้วยกันจะเอาไปรวมในมิกซ์เทปใหม่ของพวกเราหนะ ให้นายฟังคนแรกรองจากเราเลยนะ!

มินโฮยื่นหูฟังให้เขาอย่างกระตือรือร้น พร้อมจีฮุนที่ส่งสายตาคาดหวังมาให้

 

ฮยอนแทเสียบหูฟัง จากนั้นมินโฮก็กดปุ่มเล่นเพลง บีทจังหวะกลางๆที่คุ้นว่าน่าจะเป็นของแร็ปเปอร์ชื่อดังคนหนึ่งไหลเข้ามาในหู จากนั้นตามมาด้วยเสียงทุ้มนุ่ม... น่าจะเป็นเสียงมินโฮ? เนื้อแร็ปเป็นภาษาเกาหลีแทนที่จะเป็นภาษาอังกฤษแบบต้นฉบับนั่นก็เจ๋ง สละสลวยจนเหมือนคำกลอน และมีการเล่นคำที่ดูเป็นเอกลักษณ์เหลือเกิน ทำให้ฮยอนแทดำดิ่งไปกับเนื้อหาที่ผู้แต่งปรารถนาจะนำพาไป หลังจากฮุคแรกเวิร์สต่อมากลายเป็นเสียงทุ้มเช่นกันแต่ติดจะแหบกว่า อันนี้ก็น่าจะเป็นเสียงจีฮุน? สไตล์การแร็ปสองคนนี้ใกล้เคียงกันมาก เนื้อของจีฮุนดูจะก้าวร้าวและตรงไปตรงมามากกว่ามินโฮที่เฉือดแบบนิ่มๆ ฮยอนแทขยับหัวไปมาตามจังหวะตอนที่ทั้งสองคนแร็ปด้วยกันในฮุคสุดท้าย


            “เอ่อ... เป็นไง?”


            “เชี่ย! แม่งโคตรเจ๋ง พวกนายทำได้ไงอะ!


ฮยอนแทถึงกับหลุดคำหยาบออกไป สิ่งที่เขาชมนั้นออกมาจากใจจริงและไม่ได้ชมตามมารยาท หัวใจของเขายังเต้นตุบๆเป็นจังหวะบีทที่ได้ฟังเมื่อครู่อยู่เลย อาจจะเร็วกว่าด้วยซ้ำ เขาเพิ่งรู้ว่าเด็กอายุเท่ากับเขามีคนที่ทำอะไรแบบนี้ได้ด้วย ซึ่งนั่นมันเป็นเรื่องแปลกใหม่และน่าทึ่งมากๆ

            “ไม่ขนาดนั้นหรอก นายก็ชมเกินไป ฮ่าๆ” มินโฮและจีฮุนพูดประโยคนั้นออกมาพร้อมกัน ทั้งสองคนหันมองกันแล้วหัวเราะ จนฮยอนแทหัวเราะตามไปด้วย

            “ถ้านายชอบก็อย่าลืมรอฟังเวอร์ชั่นเต็มในบล็อกของฉันนะ จีฮุนกับฉันใช้ไอดีเดียวกันเลย”

            “ห๊ะ? บล็อกคืออะไรหรอ”

            “เอ้า นี่นายไม่ได้เล่นโซเชียลหรอ ปกติฉันลงเพลงในบล็อกหนะ ตอนนี้มีคนฟังหลายพันแล้วนะ”

            “เออ... จริงๆแล้วฉันไม่ค่อยเล่นโซเชียลหนะ”

            “ได้ไง? นายยังอยู่ยุคอนาล็อกอยู่รึเปล่าเนี่ยห๊ะ”

หน้างงๆของฮยอนแทเรียกเสียงหัวเราะจากสองคนนั้นได้มาก เขาจึงให้เหตุผลว่าเพราะต้องซ้อมเต้นทุกเย็นกลับบ้านมาก็เหนื่อย อาบน้ำแล้วก็แทบจะนอนทันที มินโฮกับจีฮุนร้องอ้อและพยักหน้าพร้อมกัน จากนั้นสองคนก็เปิดนู่นเปิดนี่ให้เขาดู เข้าเว็บสังคมของแร็ปเปอร์ใต้ดินเกาหลี เอาเนื้อแร็ปให้เขาอ่าน เอามิกซ์เทปคนนู้นคนนี้ให้เขาฟัง มินโฮและจีฮุนเหมือนเปิดโลกใหม่ให้เขา สังคมคนทำเพลงพวกนี้ที่เขาไม่เคยรู้ว่ามันมีนึกว่าการทำเพลงนั้นเป็นเรื่องไกลตัวทั้งๆที่อยู่ใกล้แค่ปลายนิ้ว เขาด่ำดิ่งไปกับเสียงเพลง เพลิดเพลินและสนุกกับมันจนฮยอนแทคิดว่าระยะทางระหว่างโรงเรียนไปถึงสถานที่เข้าค่ายนั้นสั้นเหลือเกิน...

 

การตกรถวันนี้ก็ไม่ได้แย่ซะหน่อย

 

 

 

 

เพราะเขาได้เพื่อนเจ๋งๆเพิ่มมาตั้งสองคนแหนะ

 

..

 

 

            นอกจากการซ้อมเต้นแล้วตอนนี้ฮยอนแทมีกิจกรรมให้ทำเพิ่มอีกหนึ่งอย่าง

 

            “เป็นไงมึง เขียนถึงไหนแล้ววะ”

 

ใช่

 

หลังจากวันนั้นฮยอนแท มินโฮ และจีฮุนก็สนิทกันอย่างรวดเร็ว จากเมื่อก่อนที่ไม่เคยเห็นหน้ากันที่โรงเรียนก็เจอกันบ่อยขึ้น บางทีสองคนนั้นก็มาชวนฮยอนแทไปกินข้าวด้วยกันบ้าง หรือแม้กระทั่งไปร้องคาราโอเกะหลังเลิกเรียน พากันไปกินต็อกโบกิกับออมุกร้านประจำของจีฮุนที่กินจนซี้กับป้าคนขาย พูดได้ว่าตอนนี้ฮยอนแทสนิทกับทั้งสองคนมากกว่าเพื่อนในห้องเสียอีก และเมื่อตอนที่ไปบ้านจีฮุนครั้งก่อนทำให้เขาเห็นขั้นตอนการทำเพลงของสองเพื่อนซี้ แค่คอมตั้งโต๊ะกับไมค์สองตัวเท่านั้นที่ใช้สร้างผลงาน แต่น่าแปลกใจตรงที่เวลาทำเพลงทั้งสองดูจริงจังขัดกับบุคลิกขี้เล่นโดยสิ้นเชิง ตอนนั้นทั้งมินโฮและจีฮุนเกิดไอเดียตันแต่งท่อนฮุคไม่ได้ ฮยอนแทเลยลองไปเอากระดาษเนื้อเพลงมาอ่านแล้วขีดๆเขียนๆลงไปและยื่นคืนให้

 

            “ลองแบบนี้ดูเป็นไง”

 

มินโฮรับกระดาษมาแบบงงๆ กวาดสายตาอ่านแล้วจากนั้นก็ยิ้มออกมา

 

            “นี่มันโอเคเลยนะ จีฮุนมาดูนี่ๆๆๆ”

            “เออ... เข้าท่าหวะ นั่งตันกันมาตั้งหลายชั่วโมง ไอ้หมีขาวนี่มาแปปเดียวได้เลย”

            “ฮยอนแท มึงก็เขียนเนื้อเพลงได้นี่หว่า มาลองทำเพลงกับพวกกูดูมั้ย”

 

นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาก้าวเข้ามาในอีกสังคมที่เรียกว่าฮิพฮอพใต้ดินอย่างเต็มตัว ทำให้ฮยอนแทได้พบอีกหนึ่งสิ่งที่เขาทำแล้วมีความสุขพอๆกับการเต้น ตอนนั้นพวกเรายังไม่มีทุนขนาดสามารถทำดนตรีขึ้นมาด้วยตัวเองเลยต้องใช้แบคกิ้งแทร็กของคนอื่นก่อน แต่เราก็ยังพอที่จะตัดต่อหรือมิกซ์เพลงให้จังหวะมันแปลกใหม่กว่าเดิมได้ หลังจากที่เริ่มสนใจการทำเพลง ทุกครั้งที่ซ้อมเต้นพอได้ยินเสียงบีทขึ้นมา ในหัวเมื่อก่อนจะมีท่าเต้นไลน์ที่หนึ่งไปจนถึงไลน์สุดท้าย จากที่เคยฟังแต่เสียงกลองที่เหมือนเป็นตัวนับจังหวะ แต่ตอนนี้เมื่อได้ยินบีท อยู่ๆเนื้อเพลงก็โผล่ขึ้นมาในหัวของเขาแทน จะว่าเป็นอุปสรรคก็ไม่ใช่เพราะมันไม่ได้ทำให้ทักษะหรือสมาธิในการเต้นของเขาแย่ลง

 

เขาทำสองสิ่งควบคู่กันมาเรื่อยๆและมันก็ไปได้ดี

 

เผลอแปปเดียวฮยอนแทใช้ชีวิตในโรงเรียนนี้มาจะครบสามปีแล้ว ตอนนี้เขาอยู่ม.ปลายปีสุดท้าย และได้ขึ้นเป็นกัปตันทีมเต้นบีบอยของโรงเรียนต่อจากรุ่นพี่ที่จบไปแล้วตามที่หลายคนคาดเอาไว้ ช่วงนี้เขากับมินโฮและจีฮุนไม่ค่อยได้ติดต่อกันเลย อ้อ ลืมบอกข่าวดี สองคนนั้นผ่านการออดิชั่นและได้เข้าเป็นเด็กฝึกกับค่ายค่ายหนึ่ง จริงๆพวกนั้นก็มาชวนเขาไปด้วยแต่ฮยอนแทไม่ถูกโรคกับการเป็นไอดอลมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว

 

            “Do it for fun หนะ พวกมึงเข้าใจมั้ย”

 

คำปฏิเสธแสนกวนโอ้ยเรียกเสียงด่าจากมินโฮและจีฮุนได้เป็นอย่างดี แต่นั่นคือสิ่งที่เขาอยากสื่อจริงๆนะ ไม่ใช่ว่าไม่เคยคิดเรื่องการเป็นไอดอล แต่เพราะว่าคิดมากไปต่างหากเลยพาลให้ไม่อยากเป็น ที่เป็นตอนนี้มันก็ดีอยู่แล้ว ทำเพลงสนุกๆกับเพื่อน ซ้อมท่าเต้นใหม่ ไปเที่ยวสถานบันเทิงบ้างตามโอกาส(จริงๆอายุไม่ถึงแต่เข้าได้เพราะรุ่นพี่ใต้ดินที่รู้จักพาเข้า) ฮยอนแทโอเคกับวงเวียนชีวิตเหล่านี้ เขาไม่พร้อมรับสัญญาผูกมัด และไม่พร้อมให้ใครมามีส่วนได้ส่วนเสียในชีวิตของเขาขนาดนั้น แต่พอรู้ข่าวว่าเพื่อนทั้งสองคนผ่านการออดิชั่นเขาก็ดีใจด้วย

 

ดีใจอยู่แล้วสิ พยายามกันมาตั้งเท่าไหร่

 

ก็มันเป็นฝันของไอ้สองคนนั้นนี่หน่า

 

เป็นไอดอลนั้นไม่ง่าย เพราะต้องผ่านการเป็นเด็กฝึกที่ใครๆก็รู้ว่าเป็นระบบสุดโหด ทำให้ทั้งมินโฮและจีฮุนมาเจอฮยอนแทน้อยลง นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรตราบใดที่พวกเขายังมีอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์ก็ยังส่งข้อความหากันตามปกติ แต่พักหลังตัวฮยอนแทเองที่ยุ่งอยู่กับงานจบการศึกษาที่ใกล้จะมาถึง เขาที่เป็นกัปตันทีมเต้นบีบอยได้เข้าไปคุยกับอาจารย์ประจำชมรมเรื่องโชว์ที่จะแสดงในงาน อาจารย์ให้โจทย์มาว่าต้องการอะไรที่มันแปลกใหม่กว่าเดิมเพราะตอนนี้การเต้นบีบอยดูจะเป็นเรื่องปกติที่ใครๆก็ทำได้ไปเสียแล้ว โจทย์ของอาจารย์ยากยิ่งกว่าข้อสอบมิดเทอมเสียอีก ฮยอนแทถึงกับโทรหารุ่นพี่ในกลุ่มเต้นบีบอยสมัยที่เขาอยู่ประถม ได้แรงบันดาลใจมามาก แต่นั่นแหละ... บีบอยเป็นศิลปะการเต้นที่ต้องอาศัยทักษะความชำนาญ ถ้าพลาดก็อาจเกิดอันตรายได้ แต่หากเป็นท่าธรรมดาๆที่พบเห็นได้ทั่วไปคนดูก็คงไม่ตื่นเต้นอะไร เพราะฉะนั้น...

 

มันต้องผาดโผนขึ้น?

 

พอเริ่มตีโจทย์ออกฮยอนแทก็ลองคิดท่าใหม่ไปเรื่อยๆ ท่าเต้นไหนที่เกินขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์สามารถทำได้ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องปลอดภัยและเซฟที่สุด เพราะในโชว์นี้เขาไม่ได้ทำคนเดียวแต่มีรุ่นน้องและเพื่อนในชมรมคนอื่นด้วย ก่อนจะสอนให้น้องทำท่าไหนฮยอนแทต้องทำท่านั้นเป็นร้อยครั้งจนมั่นใจว่าไม่ว่าเขาหรือใครก็จะไม่พลาดจนบาดเจ็บ และไหนจะเป็นเรื่องบล็อกกิ้งที่ต้องเป๊ะ จังหวะการโยนตัวที่เพิ่มเข้ามาอีก การเป็นกัปตันทีมนั้นไม่ง่ายเลย ความรู้สึกตอนนี้คือเครียดมากกว่าตอนที่โดนหมั่นไส้สมัยเข้ามาใหม่ๆเสียอีก เพราะมีทั้งน้องๆเพื่อนๆอีกหลายชีวิตที่คาดหวังและรอเขาอยู่

 

“ที่โรงเรียนเป็นไงบ้างหละลูก” สีหน้าของเขาคงจะบ่งบอกชัดเจนเกินไปจนแม่ถามขึ้น

“ก็ดีครับ มีช่วงนี้ที่เตรียมทำโชว์งานจบเลยเครียดๆนิดหน่อย”

“มานี่มา มาหาแม่ซิ”

ฮยอนแทเดินไปหาแม่อย่างว่าง่าย เขานั่งลงข้างเธอ แม่หาอะไรบางอย่าง สักพักก็ถือกล้องวิดีโอตัวเก่ามา เธอยิ้มขำเมื่อเห็นลูกมองด้วยสีหน้าสงสัย

            “จำเจ้านี่ได้มั้ย” ลูกชายพยักหน้าตอบเธอเบาๆ

            “แม่มีความสุขมากเลยนะเวลาที่เห็นหนูอยู่บนเวที”

            “ไม่ใช่เพราะลูกแม่เต้นเก่งที่สุด ไม่ใช่เพราะลูกแม่เป็นตัวเด่นที่สุด ไม่ใช่เพราะลูกแม่ไม่เคยเต้นพลาด แต่เพราะอะไรรู้มั้ย?”

 

 

            “เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่ลูกแม่มีความสุขที่สุด แม่เห็นรอยยิ้มของหนูทุกครั้งที่เต้น หนูเคยบอกแม่ว่าการเต้นคือสิ่งที่หนูรักและทำมันได้ดีไม่ใช่หรอ”

            “ที่แม่ถ่ายวิดีโอเก็บเอาไว้เพราะวันนึงถ้าหนูเริ่มรู้สึกไม่โอเคกับสิ่งที่ทำอยู่ อย่างน้อยก็จะได้ย้อนกลับไปดูว่าเราเริ่มต้นจากอะไร และเราเคยมีความสุขกับมันมากแค่ไหน”

 

           

            “มั่นใจในศักยภาพของตัวเอง และอย่ากดดันจนทำให้สิ่งที่รักกลับมาทำร้ายเรานะลูก”

 

..

 

 

            วันนี้เป็นวันซ้อมใหญ่ก่อนที่จะขึ้นแสดงในงานวันจบ ได้ซ้อมกับเวทีจริง การจัดไฟและเครื่องเสียงเป็นสิ่งที่ใช้วันจริงทั้งหมด ฮยอนแทบรีฟกับคนในทีมอีกครั้งก่อนจะเริ่มทำการซ้อม รอบแรกผ่านไปอาจารย์ที่ยืนอัดวิดีโออยู่มองเห็นจุดบกพร่องที่เด็กใหม่บางคนยังตามจังหวะไม่ทัน พวกเขาจึงทำการซ้อมกันอีกรอบ จนไปถึงกลางเพลงที่ฮยอนแทต้องกระโดดหมุนตัวผ่านเด็กที่ต้องนั่งเป็นฐาน แต่เด็กนั่นลุกขึ้นผิดจังหวะทำให้ฮยอนแทที่หมุนตัวอยู่กลางอากาศลงมาผิดท่า หัวเข่ากระแทกพื้นจนรู้สึกร้าวเหมือนจะแตกออกจากกัน

 

แต่ไม่มีใครรับรู้ถึงความเจ็บปวด

 

เพราะเขายังกัดฟันเต้น

 

ความเจ็บร้าวยิ่งทวีคูณเมื่อเขายังฝืนร่างกายตัวเองต่อไป... จนถึงขีดจำกัดของมัน

 

ร่างของกัปตันทีมเต้นล้มทั้งยืนกลางเวที ผู้คนตื่นตระหนกเพราะไม่มีใครรู้สาเหตุ แต่การกัดฟันกลั้นความเจ็บปวด และเสียงร้องออกมาอย่างทรมาณทำให้อาจารย์วิ่งขึ้นมาบทเวทีและพาจองฮยอนแทไปส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด

 

อุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้เขาเข้าโรงพยาบาลเป็นเดือน แต่การแสดงวันจบต้องมีต่อไป...


            “อยากฟังข่าวดีหรือข่าวร้ายก่อน” อาจารย์เดินเข้ามาถามเขาด้วยน้ำเสียงจริงจัง

            “ข่าวดีครับ”

            “เธอปลอดภัย อาจจะหายไม่ทันโชว์ในวันพรุ่งนี้... แต่ไม่ต้องห่วงนะ ครูจะเป็นคนเต้นตำแหน่งของเธอแทนเอง”

            “แล้ว...ข่าวร้าย?”

            “ข่าวร้ายคือ...”

 

 

 

 

 

            “หมอสั่งให้เธอหยุดพักการเต้นไปอีกนานเลย”

 


เหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน ในหัวของฮยอนแทว่างเปล่า


ไม่มีอะไรที่บ่งบอกความรู้สึกของเขาได้นอกจากน้ำที่ไหลออกจากตาช้าๆ...


 

            “แล้ว.. แม่ผม แม่.. รู้เรื่องหรือยังครับ”

            “ครูบอกท่านแล้วหละ ตอนนี้คงกำลังเดินทางมา”

 

            “น.. น่าเสียดายนะครับ...”

            “เวทีสุดท้ายของผม..”

“ความสุขครั้งสุดท้าย”

 


 

“เสียดายที่แม่ผมมาไม่ทันถ่ายวิดีโอเก็บไว้...”

 

 

 

..

 

มาคุยกัน

ฟิคแก้บนค่ะ จริงๆบนไว้ว่าจะเขียนมิโนฮยอนแท แต่ไปๆมาๆ
กลายเป็นไดอารี่ของหมีขาวไปซะได้ ฮ่า คือจริงๆเราได้แรงบันดาลใจ
มาจากอ่านสัมภาษณ์ของฮยอนแท รู้สึกว่าคนคนนี้คาแรคเตอร์ชัดเจนดีจัง
แต่ก็มีบางสิ่งที่ลึกล้ำเกินกว่าเราจะเข้าใจ กร๊ากกกก
บทสัมภาษณ์สิบเปอร์เซ็นแต่เราเอามาเขียนซะล้าน มโนล้วนๆไม่มีอะไรผสมเลยค่ะ
เอาเป็นว่าขอให้สนุกนะคะ คำผิดมีทักได้เพราะไม่ได้พรูฟเลย ง่วงแล้ว ฮอลลล
เจอกันแท็กเดิมค่ะ
#nsomefiction




104 ความคิดเห็น

  1. #73 สาวก LSK (@nightsuki) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2558 / 20:43
    สงสารหมีขาว T^T

    แอบมีฮยอนแทกับมิ เล็กๆ (เล็กจริงๆ ฮ่าๆ)
    แต่ถึงอย่างนั้น ก็ดีงามมากเลยค่ะ ฟิคเรื่องนี้ อ่านแล้วอินจริง

    บอกไม่ถูกค่ะ

    ขอบคุณที่แต่งให้อ่านนะคะ
    #73
    0