[ปรมาจารย์ลัทธิมาร] พันธวิญญาณข้ามภพ (OC)

ตอนที่ 46 : ตอนที่ 44 ความสิ้นหวังก็เหมือนกับตายทั้งเป็น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,917
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 226 ครั้ง
    8 พ.ย. 62




     เมื่อร้องไห้จนพอใจแล้วเธอก็เดินมาส่งฉันที่ท่าน้ำ โดยที่เธอกลายร่างเป็นงูเหมือนเดิมแล้วมองฉันด้วยความเป็นห่วง


 

     "นี่ก็ดึกแล้ว เดี๋ยวคนอื่นเป็นห่วง...ฟึดดดด! ฝันดีนะ ไป๋เหลียน" ฉันสูดน้ำมูกแล้วโบกมือลา ก่อนที่งูขาวจะว่ายลงไปยังทะเลสาบ


 

      ส่วนฉันที่เสื้อผ้าท่อนล่าง ไม่สิ เอาจริงๆก็เปียกทั้งตัวนั่นแหละ พาร่างเดินทอดน่องกลับไปสำนัก โดยที่ฉันหิ้วรองเท้าไปเพราะว่ามันกัดเท้าเลยกลายเป็นว่าเดินเท้าเปล่า


 

     ตึกๆๆๆ!


 

     "ฟูหยาง!!" เสียงของคนๆหนึ่งดังขึ้นจากอีกทาง เขารีบฝ่าฝูงชนวิ่งมาหาฉันด้วยใบหน้าโทรมด้วยเหงื่อ


 

     "พี่จิ่งอี๋?"


 

     "เจ้าร้องไห้ทำไม ใครรังแกเจ้าเหรอ?" ฉันส่ายหน้าแล้วได้แต่สะอื้นไม่พูดอะไรกับเขา  


 

     "ข้าตามหาเจ้าทั้งคืน เจ้าหายไปไหนมา? พอกลับไปที่สำนักโคมของเจ้าก็ยังไม่ได้ปล่อย..."


 

     "..."


 

     "ฟูหยาง เจ้าโกรธอะไรข้ารึเปล่า?" เขาถามก็ส่ายหน้าแต่ไม่สบตากับเขา ได้แต่ก้มมองพื้นแล้วเช็ดน้ำตาอยู่อย่างนั้น มันซึมจนไม่อยากจะทำอะไรแล้ว


 

     "ข้าง่วงแล้ว..." ฉันบอกเสียงเนือยๆ เพราะร้องไห้จนเหนื่อยแล้วแทบไม่มีเสียงพูด แล้วจะเดินกลับแต่จิ่งอี๋ก็รั้งไว้ก่อน


 

     "เดี๋ยวสิ เจ้ายังไม่ได้ปล่อยโคมเลยนะ ถ้าเจ้าไม่ได้ปล่อยโคมเจ้าก็มาไม่ถึงงานเทศกาลน่ะสิ"


 

     "แต่ข้าเหนื่อย ไม่มีแรงแล้ว...โคมของข้าก็อยู่ในสำนัก จะให้เข้าไปแล้วมาปล่อย---"


 

     "ข้าเอามาให้เจ้าแล้วนี่ไง" เขาว่าก่อนจะยื่นโคมของฉันมาให้ ฉันมุ่นคิ้วรับมาอย่างงงๆ ก่อนที่จะถูกเขาลากไปยังลานกว้างซึ่งมีคนที่กำลังจุดโคมอยู่ประปราย


 

     เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง จุดไฟให้แล้วทำกระดาษให้พองเข้าไว้ ฉันเพิ่งแอบสังเกตเห็นว่าเขาวาดนกไว้ข้างๆใบไม้ของฉันด้วย


 

     "มาสิฟูหยาง มาลอยด้วยกัน" ฉันนิ่งแล้วถามเขาหน้าเหลอหลา


 

     "ล แล้วของพี่ล่ะ?"  เขามองหน้าฉันแล้วยิ้มหน้าบานเป็นกระด้งก่อนจะพูดออกมาได้หน้าตาเฉย


 

     "ตกน้ำไปแล้วน่ะ เร็วเข้า มันจะไหม้เสียก่อนนะ" ฉันหน้าเหวอรีบไปช่วยประคองโคมลอยก่อนที่เราจะปล่อยขึ้นฟ้า  โคมลอยของฉันค่อยๆเล็กลงจนรวมเป็นดวงดาวสีส้มรวมกับโคมไฟดวงอื่นๆ


 

     มือยกขึ้นกางบังท้องฟ้า มองมันด้วยความโล่งใจแปลกๆ


 

     "แค่นี้ก็พอแล้ว..."


 

     "ฟูหยาง"


 

     "หืม?" ฉันขานรับแล้วหันไปตามเสียงเรียก 


 

    มือหนาของคนตรงหน้ายกมือทาบหน้าผากฉันก่อนจะลูบขึ้นมาบนหัว แต่ยังไม่ทันจะได้ถามอะไรบางอย่างที่มันนุ่มๆอุ่นๆก็สัมผัสลงบนหน้าผาก ฉันนิ่งค้างไปจนกระทั่งเขาผละออกก่อนที่อีกฝ่ายจะเลื่อนลงมาสบตาฉันแล้วเอาหน้าผากชนกัน มือข้างที่วางบนหัวลูบปลอบประโลมแล้วผละออก ก่อนที่มือข้างนั่นจะเลื่อนต่ำลงมาจับมือฉันแล้วกระตุกเบาๆ


 

     "ดึกแล้ว  กลับกันเถอะ..."


 


 


 


 


 

     

     เมื่อเรามาถึงประตูทางเข้ามันก็พอเหมาะพอดีกับที่ซือจุยจูงมือจินหลิงมาพอดี แต่ว่าโดยภาพรวมนั้น ตาบวมแดงของฉันก็สังเกตเห็นว่ามีบางอย่างที่มันแปลกไปจากเดิม


 

     "ซือจุย นี่เจ้า..." เขาพูดอะไรก่อนจะยิ้มแล้วเดินเข้าสำนักไปก่อน ผ้าสีขาวที่พลิ้วไปมาบนข้อมือของจินหลิงข้างหนึ่งทำเอาตาบวมๆของฉันต้องโตมากกว่าเดิม


 

     ฉันกับจิ่งอี๋ยืนอึ้งอยู่อย่างนั้น แต่เพิ่มเติมคือฉันยกมือปิดปากจะกลั้นเสียงกรีดร้องเป็นผีโดนน้ำมนต์เจ็ดวัด ได้แต่เม้มปากแน่นกลั้นยิ้มไว้อย่างนั้น


 

     "แม่เจ้า..."


 

     "ม เมื่อกี้..."


 

     "รีบเข้านอนพี่จิ่งอี๋ เข้านอนๆๆๆ!!" ฉันพูดตัดบทแล้วดันหลังเขาไปทันที  แต่แค่นั้นมันก็มากพอ ไม่ต้องให้ซือจุยหรือจินหลิงอธิบายแล้ว


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 

    วันต่อมา


 

 

     พวกเรามาทานข้าวเช้ากันพร้อมหน้า โดยมีเจียงเฉิงนั่งอยู่หัวโต๊ะโดยที่พวกเราก็กินกันอย่างมีความสุข ไม่ได้เงียบเหงาเหมือนกับตอนที่อยู่ และเป็นช่วงล่าราตรีพอดีจินหลิงจึงได้ชวนพวกเราไปล่าราตรีด้วยกัน


 

     "แล้วจะไปล่าแถวไหนล่ะ?" ฉันว่าแล้วยกชาขึ้นดื่มไปพลางๆ


 

     "เขตชิงเหอ เห็นประมุขเนี่ยบอกว่าปีศาจเริ่มอาละวาดมากกว่าเดิมน่ะ...อีกทั้งพวกศพเดินก็ร้ายกาจขึ้นด้วย" พวกเราพยักหน้ารับจนฉันึกถึงอีกคนหนึ่งขึ้นมาได้


 

     "นี่ๆ! จินหลิง เจ้าชวนจื่อเจินมาด้วยสิ!"


 

     "ทำไมต้องชวนด้วยล่ะ?"


 

     "จื่อเจินก็เคยล่าราตรีกับพวกเรานี่นา ไปหลายคนมันสนุกดีจะตาย อีกอย่างนะ ข้าไม่ได้เจอกับเขาตั้งแต่เหตุการณ์ที่วัดกวนอิมเลย...คิดถึงเขาเหมือนกันนะเนี่ย" พอพูดคำว่าคิดถึงพวกเด็กหนุ่มก็ถึงกับพ่นน้ำชาสำลักกันเป็นแถว


 

     พรวดดด!!


 

     "แค่กๆๆ! จ เจ้าพูดว่าอะไรนะ?"


 

     "หืม? คิดถึงน่ะหรือ ทำไมล่ะ เขาคุยสนุกดีนะ...อีกทั้งเขาจะได้ช่วยข้าห้ามเวลาที่พวกพี่ๆกับจินหลิงทะเลาะกันด้วยไง" ทุกคนถึงกับอ้าปากค้างแล้วตบหน้าผากกันเป็นแถว


 

     ฉันพูดอะไรผิดเหรอ?


 

     "ฟูหยาง เจ้าอย่าพูดถึงชายอื่นในทำนองนี้อีกนะ คนอื่นจะเข้าใจผิดเอาได้" ซือจุยเอ่ยปากเตือนฉันด้วยความหวังดี ฉันก็ได้แต่ขานรับส่งๆไปอย่างนั้น


 

     ตูมมมม ซ่าาาาา!!


 

     เสียงบางอย่างตกน้ำละความสนใจจากพวกเราให้หันไปมองเป็นตาเดียว ก็เห็นว่าห่างไปไม่ไกลมีสะพานซึ่งพวกเด็กๆกำลังกระโดดลงเล่นน้ำและเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ


 

     "พวกเขา..."


 

     "อ๋อ ช่วงนี้ทะเลสาบจะน้ำเย็นกำลังดี แล้วก็มีพวกฝักบัวอยู่มาก...พวกเด็กๆของชาวบ้านเลยจะเล่นน้ำกัน" จินหลิงเท้าเอวว่าก่อนจะมองพวกเด็กๆเล่น


 

     "เจ้าเคยเล่นรึเปล่า?" ฉันถามจินหลิงเขาก็ส่ายหน้าแล้วบอกเหตุผล


 

     "ท่านน้าข้าไม่ยอมให้ข้าเล่น บอกว่าน้ำมันลึก อันตรายข้าจะไม่สบายเอาได้" ก็พยักหน้าเพราะเข้าใจอารมณ์คนเป็นห่วงหลานอ่ะนะ


 

     แต่ภาพพวกนี้มันทำให้ฉันนึกถึงสมัยก่อนตอนที่เรายังเป็นเด็ก และโลกยังไม่ได้มีเทคโนโลยีมากเหมือนปัจจุบัน...โดนลงคลอง ขี่วัวควาย จับปูในทุ่งนา เล่นน้ำฝน


 

     "ฝักบัวใหญ่ๆก็เยอะเหมือนกันนะเนี่ย..."


 

     "ถ้าเจ้าอยากกิน ข้าว่าไปหาซื้อในตลอดจะดีกว่านะ"


 

     "ไม่อ่ะ แค่ดูเฉยๆเท่านั้น ถ้าข้าอยากจะทำอะไรในตอนนี้ล่ะก็..." ฉันว่าก่อนจะเดินไปนั่งที่ขอบราวกั้นท่ามกลางความสงสัยของสายตาทั้งสามคู่


 

     "..."


 

     "ทำแบบนี้ต่างหาก!" ว่าแล้วก็กระโดดบนราวแล้วตีลังกากลับหัวลงทะเลสาบท่ามกลางเสียงร้องลั่นของทั้งสาม


 

      ตูมมมม ซ่าาาา!!


 

     "ฟูหยาง!!"  ฉันว่ายขึ้นมาแล้วลูบน้าออกจากหน้าเงยมองพวกเขาที่มองบนศาลา แล้วยิ้มกว้างให้


 

     "น้ำเย็นสบายดีจริงๆด้วยจินหลิง! ลงมาสิ ใต้น้ำนี่ใสมากเลยนะ!"


 

     "เจ้าบ้าไปแล้วหรือไง ฟูหยาง!"


 

     "ก็แล้วแต่เจ้าจะคิดแล้วกัน เอ้า! จะลงมาหรือไม่ น้ำมันลึกแค่คอของข้า พวกเจ้าตังสูงกว่าข้าคงเพียงหน้าอกล่ะ!" จินหลิงกัดฟันกรอดคล้ายจะด่า แต่พอเขาเห็นฉันลงแล้วก็ทำบ้าง


 

     ตูมมมม ซ่าาาาา!!


 

     "บรื๋ออออ! เย็นจัง!"


 

     "พวกพี่ก็ลงมาสิ! สนุกนะ" ฉันว่าก่อนจะกวักมือเรียกทั้งซือจุยและจิ่งอี๋ลงมา แต่ว่าพวกเขากลับอึกอักอยู่ที่ริมขอบรั้ว


 

    ปึกๆ!


 

     "หืม?" อยู่จินหลิงก็สะกิดแล้วกระซิบบางอย่าง 


 

     ฉันยกยิ้มแล้วพยักหน้า ก่อนที่พวกเราจะวักน้ำแล้วสาดใส่พวกเขาทันทีจนพวกเขาเปียกไปหมด


 

     


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 

     เจียงเฉิงที่เพิ่งเสร็จจากงานของประมุขเพื่อมาดูเหล่าลูกศิษย์ เสียงหัวเราะก็ดังขึ้นทางศาลาริมน้ำ ด้วยความสงสัยจึงเดินทางไปดู คิ้วที่เคยขมวดมุ่นมาตลอดเพราะงานที่รัดตัวต้องเลิ่กขึ้นด้วยความแปลกใจ


 


 

     เมื่อเห็นหลานชายตัวดีของเขากำลังเล่นสาดน้ำกับลูกของชาวบ้าน โดยที่มีพวกศิษย์สกุลหลานและเด็กสาวคอยร่วมด้วย พวกเขาต่างสนุกสนานและเต็มไปด้วยรอยยิ้มมันทำให้เจียงเฉิงกอดอกมองพวกเขาแล้วอดยิ้มตามไม่ได้ ก่อนจะสั่งให้สาวใช้เตรียมชุดและผ้าให้พวกเด็กๆด้วย ร่างโปร่งมองพวกเขาเล่นน้ำกันอยู่อีกพักใหญ่ก่อนจะกลับไปยังงเรือนประมุขเพื่อทำงานต่อ


 


 

      


 


 


 


 


 

     ช่วงเย็นของวันนั้น


 


 

     เขตชิงเหอ


 


 

     พวกเราเล่นน้ำจนพอใจแล้วก็รีบขึ้นเพื่อไปเปลี่ยนเสื้อผ้า โชคดีมากที่แสงแดดในวันนั้นแรง ทำให้เสื้อผ้าของพวกเราแห้งเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ ในเมื่อเรามายังชิงเหอ ก็ต้องไปทักทายประมุขเนี่ย(ผู้ไม่รู้อะไรเลย)ก่อน ประมุขเนี่ยร่างโปร่งต้อนรับพวกเราอย่างดี และจัดเรือนรับรองไว้ให้ เพราะเราเล่นน้ำกันในช่วงสายๆ  และรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะเหาะกระบี่มายังชิงเหอก่อนค่ำ 


 

     พอมาถึงทุกคนก็หมดสภาพนอนหลับไปทันทีที่มาถึงห้องของตัวเอง ส่วนฉันที่ยังพอมีแรงเหลือเลยเดินเล่นทั่วเรือนรับรอง จนกระทั่งนึกถึงบางอย่างเมื่อเห็นหน้าผาหินสูงตระหง่านได้


 

     ตามหาสัตว์เทพ!


 

     "เห็นว่าอยู่ที่ชิงเหอ...เขตภูเขาสินะ"


 

     ตึกๆๆ!

     

     "ไม่พักผ่อนหรือ คุณหนูหลาน" เสียงเอ่ยทักของหวายซังทำให้ฉันเบนสายตามามองเขา ก่อนจะก้มหัวคำนับแล้วตอบกลับ


 

     "ฟูหยางยังมีแรงเหลือเจ้าค่ะ ประมุขเนี่ย ฟูหยางมีเรื่องอยากจะถาม"


 

     "ว่ามาสิ หากข้ารู้ข้าจะตอบเจ้า" เขาคลี่พัดแล้วปิดใบหน้าครึ่งล่างแล้วพูด ฉันลอบยิ้มมุมปากแล้วพูดออกไปตามตรง


 

     "เขตภูเขาแถบนี้...มีที่ใดที่มีแท่นศิลาวางผลึกสีดำอยู่หรือไม่เจ้าคะ?" มือที่โบกพัดชะงักนิ่ง หลบตาฉันแล้วตอบประโยคที่เขาพูดประจำ


 

     "ข้าไม่รู้หรอก ข้าไม่รู้จริงๆนะ"


 

     "จะรู้หรือไม่? ท่านรู้ดีแก่ใจ...หากท่านยืนยันความสัตย์จริง ฟูหยางขอเสียมารยาทจับชีพจรของท่านด้วยเจ้าค่ะ" ดวงตาคู่นั้นผินกลับมามองฉันด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป


 

     ฟึ่บ!


 

     "เจ้า...ต่างจากเด็กสาวทั่วไป" เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ต่างจากเดิม ฉันนิ่งแล้วยกยิ้มมุมปาก


 

     "ใช่ค่ะ"


 

     "..."


 

     "ถ้าบอกแบบนี้คุณจะเชื่อรึเปล่าล่ะคะ?" ฉันบอกออกไปตามตรง มันทำให้เขาตกใจอยู่บ้างแต่ก็นิ่งไปก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ต่างจากเดิม


 

     "ทางเหนือของชิงเหอ ห่างจากที่นี่ไป 6 ลี้ (3 กิโลเมตร) จะเจอถ้ำๆหนึ่งที่นั่นมีสิ่งที่เจ้าตามหาอยู่"


 

     "ขอบคุณที่บอกค่ะ..."


 

     "ข้าขอถามแม่นางอย่างหนึ่ง ได้หรือไม่?" พอจะหมุนตัวเดินออกไปเสียงของหวายซังก็รั้งขึ้น จึงหันมามองข้างแล้วพยักหน้า


 

     "ได้ค่ะ"


 

     "เรื่องที่เจ้าถามข้า...มันเกี่ยวข้องการพวกศพเดินที่ร้ายกาจขึ้นหรือไม่?" ฉันเลิ่กคิ้วแปลกใจ ดูเหมือนว่าความคิดของเนี่ยหวายซังจะดีเกินคาดจากที่อ่านมาในนิยายเลยแฮะ


 

     น่าสนุก...


 

     "ลองคนที่ไม่รู้อะไร..."


 

     "..."


 

     "หาคำตอบดูเอาเองสิคะ...ขอตัวก่อนค่ะ" ฉันถอนสายบัวงามๆหนึ่งทีแล้วเดินไปยังทางทิศเหนือตามที่เนี่ยหวายซังบอก


 


 


 


 


 

    ฉันรู้...ว่าเขาไม่มีทางบอกใครหรอก เขาเจ้าความลับจะตายไปนี่นา


 


 


 


 


 

     ตุบ!


 


 

     ฉันกระโดดลงที่หน้าถ้ำลึกแห่งหนึ่งในหินผา แต่ด้านในมืดมากจนต้องหยิบยันต์ขึ้นมาเพื่อจุดไฟให้แสงว่างก่อนจะทำคบเพลิงเพื่อเข้าไปยังด้านใน


 

     ด้านในถ้ำนั้นลึกมากจนฉันกังวลว่าจะมีทางออกอีกหรือเปล่า และในตอนนั้นเองที่เสียงกระดิ่งจากยินเชิงฮัวดังขึ้นพร้อมกับเสียงร้องเพลงที่มันแหลมเหมือนเสียงของ...


 

     "เด็ก..." มือกำคบเพลิงแน่นและเดินเข้าไปเรื่องๆ จนมาถึงที่แห่งหนึ่งที่เหมือนกับจะเป็นลานโล่งๆ จึงมองหาเศษหญ้าก่อนจะขยี้แล้วเป่าลงพื้นตามด้วยจุดไฟเผาจนภายในถ้ำสว่างขึ้นมาทันที


 

     พรึ่บบๆๆๆ!!


 

     "..." แท่นศิลาตรงกลางเป็นสีดำสนิท บนแท่นวางผลึกสีนิลวาวใสจึงไม่ลังเลที่จะเดินเข้าไปก่อนจะบีบมันจนแหลก


 

     เพล้ง!! ซ่าาาาาาาาาาาาาาาาา!!!


 

     "ว้ายยยย!!" ฉันร้องแล้วยกมือกำบังน้ำที่แตกออกมาจากผลึก จนมันดับไฟให้ภายในถ้ำนั้นมืดสนิทอีกครั้ง


 

      วิ้งงงง!


 

      แต่ไม่นานนัก บางอย่างก็ส่องสว่างมันคือลำตัวของบางอย่างที่คล้ายกับเกล็ด เรืองแสงสีครามอ่อนๆลำตัวของมันยาวมากจนฉันต้องเงยหน้ามอง แล้วยิ้มกว้าง


 

     "ชินหลง..." ใบหน้าของกิเลนแต่ลำตัวเป็นงูที่มีเท้าเหมือนเหยี่ยวตามที่เคยอ่านในหนังสือตำราจีนอยู่บ่อยๆ นวดขยับไปมาก่อนที่ใบหน้าจะเลื่อนมาใกล้แล้วสัมผัลยินเชิงฮัว


 

     กริ๊งงงงงง!


 

     "ขอบคุณนายน้อยมากขอรับ ที่ปลดปล่อยข้า" เสียงดังกังวานออกมาจากมังกรตรงหน้าก่อนที่มันจะเปล่งแสงและเปลี่ยนรูปลักษณ์เป็นมนุษย์


 

     เป็นเด็กหนุ่มอายุประมาณ 12-14 ปี มีหางเป็นปลาและเขามังกรกิ่งเล็กๆ สวมชุดสีน้ำเงินครามลวดลายมังกร


 

     "เธอรู้จักฉันเหรอ?"


 

     "ข้าน้อยมีนามว่า 'เหลียนโป' ผู้สืบสายเลือดของชินหลง ยินดีที่ได้พบนายน้อยขอรับ...ข้าเฝ้ารอการมาของท่านในวันแห่งการชำระใกล้จะมาถึง" เขาพูดด้วยน้ำเสียงฉะฉาน แต่มันทำให้ฉันเศร้าขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก


 

     เพราะเขาเด็กมาก การทำสงครามมันโหดร้ายไม่เลือกหน้าเสมอ


 

     "...คงต้องรบกวนเธอด้วยนะ อาโป จริงสิ การเรียกหาล่ะ?" เขายิ้มก่อนจะดึงเกล็ดที่หางของตัวเองเอามาให้ฉันแล้วยื่นให้


 

     "นำสิ่งนี้เคาะกับกระพรวนของท่านน้าเฟิงหวงขอรับ แล้วข้าจะมาหาท่านพร้อมกับกองทัพของข้า" ฉันรับมาแล้วพยักหน้าให้เขา


 

     เหลือแค่ที่หลันหลิงอีกที่เดียวเท่านั้น...เสวียนอู่


 

     "ขอบคุณมากนะ อาโป..."


 

     "นายน้อย เหลียนโปผู้นี้ของถามท่านได้หรือไม่ขอรับ?"

     

     "อืม ได้สิ"


 

     "พี่ลี่เฮย นายน้อยรังเกียจนางหรือไม่ขอรับ?" ฉันเลิ่กคิ้วเมื่อเด็กคนนี้เรียกชื่อของลี่เฮยด้วยสายตาที่ทอประกายสับสน และกังวล


 

     "ไม่เลย ไม่รังเกียจสักนิด...อีกอย่าง เพราะว่าเธอคนนั้นอาจจะเป็นพลังของฉันในอนาคต และมีอีกหลายอย่างที่ต้องเป็น'ลี่เฮย'เท่านั้น ถึงจะทำได้"


 

     "...แต่การเรียกพี่ลี่เฮยออกมา มันเสี่ยงต่อชีวิตของท่านนะขอรับ"


 

     "รู้ขนาดนั้นเลยเหรอ?"


 

     "ต แต่ว่านายน้อยนั้นมีจิตใจเข้มแข็ง ท่านต้องเอาชนะได้แน่ขอรับ" เด็กน้อยยังคงพูดให้กำลังใจ แต่ฉันยิ้มเศร้าแล้วย่อตัวลงลูบหัวของเขา


 

     "อาโป ฟังฉันนะ..."


 

     "..."


 

     "ความสิ้นหวังก็เหมือนคนตายทั้งเป็น..."


 

     "..."


 

     "เรามองไม่เห็นหรอกว่ารอบข้างของเรา...ใครจะเป็นยังไง ไม่ว่าใครก็ตามจะเข้าใจแล้วพยายามเพื่อแก้ไขก็ตาม มันไม่ได้ผลหรอก"


 

     "..."


 

     "แต่หากว่าคนเราสิ้นหวังไปแล้วครั้งหนึ่ง กว่าจะฉุดให้ขึ้นมาได้..."


 


 


 


 


 


 

     "มันก็อาจจะสายเกินไปแล้วนะ"


 


 


 


 


 


 


 


 


 


 

เห่อๆ  ไม่มีไรมาก


 

เม้น-กัน-หน่อย!!


 


 

ความสุขของเตี้ย = การเห็นรีดเดอร์อินกับฟิค และเม้นมาให้อ่าน


 


 


 


 


 


 


 


 

ขอแค่นี้จริงๆ กราบล่ะค่ะ


 


 


 

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง


 


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 226 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,619 ความคิดเห็น

  1. #1458 รากต้นโพธิ์ (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 20 มีนาคม 2563 / 14:39
    วาจาช่างคมคายน่าพินิจหายิ่งนัก!
    #1,458
    0
  2. #932 akazeyujin (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 / 20:12

    ลึกซึ้งคมคาย
    #932
    0
  3. #931 -NatJeeRa- (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 / 18:04
    จิ่งอี๋นี่ยังไง...รักดาเสียดายหยาง(?)ไง้? //จะรอนะคะ สู้ว ๆ ค่า~
    #931
    0
  4. #930 Sea45678 (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 / 13:35
    เห~คู่น้องเมื่อไหร่จะมีแบบพี่ซือจุยบ้างค่าาาา>_<
    #930
    0
  5. #929 Omiao (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 / 11:30
    สู้ๆๆๆค่ะ
    #929
    0
  6. #928 554910140 (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 / 11:09
    ตอนที่กินข้าวกันอย่างมีความสุข(?)มีเสียงพูดคุย(?)ไม่เหมือนที่อยู่ จุด จุด จุด กูซู รึเปล่า????555555 แบบว่าจำประโยคมาได้มันก้เลยเม้นงงๆอ่านาา
    #928
    2
  7. #927 ratima4494 (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 / 10:27

    ยัยน้องต้องมีหลุดแน่เลย ถ้าแบดแอนด์คือโกรธจริงงงงง ส่วนคนพี่ก็คือคลุมเครือมากสรุปคิดไงกับน้อง อีกนิดจับคู่จื่นเจินละนะ
    #927
    0
  8. #926 NaomiSama (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 / 08:23

    อู้ววววววววว ผมนี้ขนลุกเลย!?
    #926
    0
  9. #925 MyMint-W (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 / 01:13
    โถๆ เอ็นดูน้องผักกาดจริงๆเลย
    #925
    0
  10. #924 Dor_dream (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 / 00:40
    รอตอนต่อไปคับ ฮึบๆ
    #924
    0
  11. #923 Aimi soulsaver (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 / 00:37
    กริ๊ดดดดดดด ขุ่นแม่ขา!!! หนูตายตาหลับแล้วค่าาาา(>////<)
    #923
    0