[ปรมาจารย์ลัทธิมาร] พันธวิญญาณข้ามภพ (OC)

ตอนที่ 35 : ตอนที่ 33 เบาะแสของกำลังพล /ถุงหอม และหวี (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,931
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 367 ครั้ง
    21 ต.ค. 62






     ซู้ดด...แค่กๆๆๆ!!

 
     เสียงไอของทุกคนดังทั่วห้องหลังจากที่ได้กินโจ๊กข้าวเหนียวที่แดงจัดของเว่ยอู๋เซี่ยนเข้าไป นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกอยากจะทำลูกอมขอบคุณเซวียหยางเป็นภูเขา ถ้าไม่ได้ยาของเขาฉันก็คงไอหน้าดำหน้าแดงเพราะเผ็ดจนจะร้องไห้แน่ๆ  ขนาดกินส้มตำฉันยังกินลิมิตสูงสุดไดแค่ 5 เม็ดเอง กินทำลาวแต่ละทีต้องกับข้าวเยอะๆเพื่อบรรเทาความเผ็ดลง แล้วดูโจ๊กที่เขาทำ ไม่ว่าจะคนก็เจอพริกอย่างน้อยเม็ดหนึ่งแถมแดงอย่างกับลาบเลือด ยาพิษของฉันชัดๆเลยนะนั่นน่ะ

     "ไหวไหมพี่จิ่งอี๋?" ฉันยิ้มแห้งแล้วลูบหลังเขาโดยมีจื่อเจินช่วยอีกแรง เขาพยักหน้าแล้วไอต่อจนฉันเห้นแล้วทรมานแทน

     "จริงสิ หยางหยาง ทำไมเจ้าถึงมาที่นี่ได้? เล่าให้พวกข้าฟังอย่างละเอียดด้วยล่ะ" เว่ยอิงพูดขึ้นฉันเลยถอนหายใจแล้วพยักหน้า ทุกคนหันมามองฉันเป็นตาเดียวแล้วตั้งใจฟัง

     "หลังจากที่พวกพี่ออกเดินทาง เมื่อวานนี้ขณะที่ข้ากับศิษย์คนอื่นๆกำลังฝึกซ้อมกัน ค่ายกลลูกดอกพิษก็เริ่มทำงานขังพวกข้ากับศิษย์ตระกูลเจียงไว้ ด้วยฝีมือของเยว่ซิ่ว"

     "เยว่ซิ่ว! แล้วเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น!" ซือจุยขมวดคิ้วกังวลแล้วถามต่อ

     "นางปล่อยให่ความแค้นครอบงำจนถูกปีศาจยึดและดัดแปลงร่างของนางเป็นครึ่งอสูร...เราสู้กันอยู่นาน แต่โชคยังดีที่ประมุขเจียงและประมุขหลานมาช่วยไว้ได้ทัน ปีศาจในตัวเยว่ซิ่วถูกกำจัดทันทีด้วยจื่อเตี้ยนของประมุขเจียง ส่วนเยว่ซิ่วนางถูกกัดกินพลังชีวิตจนทำให้นาง...ไม่หลงเหลือพลังจินตานอีกต่อไป"

     "...นั่นคงเป็นสาเหตุที่ทำให้เจ้าได้แผลพวกนี้" ฉันพยักหน้า แต่ว่าในตอนนั้นก็ได้ยินเสียงไม้ไผ่ดังขึ้น เว่ยอิงก็ได้ยินก่อนจะรีบรุดไปที่หน้าต่าง ทุกคนต่างเตรียมชักกระบี่ออกมาทันที 

     มีเพียงแต่ฉันคนเดียวที่รู้ว่าใครกำลังมา...


     "เจ้าเห็นอะไร?" จินหลิงเอ่ยถามแต่เว่ยอิงก็ยกนิ้วเรียวทาบริมฝีปากส่งเสียงชู่วแล้วยืนดูต่ออีกสักพัก


     "โอ๊ะ! ยอดไปเลย...."  จนกระทั่งเขาอุทานออกมาจนฉันได้แต่หัวเราะแห้งๆในใจ จินหลิงที่อยากรู้สุดขีดผลักเว่ยอิงออกไปให้พ้นทางแล้วส่งผ้าหน้าต่างบ้าง 

     ไม่นานนักเขาก็ผละถอยห่างด้วยใบหน้าซีดเผือกตวัดมองเว่ยอิงที่กลั้นขำตาเขียวปั๊ดแล้วชี้เหมือนจะต่อว่า 

     "เป็นอย่างไร...งดงามไหมล่ะ?"

     "ไอ้!....มิเท่าไหร่ ก็พอดูได้นี่" แต่ก็เหลือบไปเห็นซือจุยแล้วพูดตามน้ำเขาเสียเฉยๆ ทำให้ซือจุยที่อยากรู้สุดๆแล้วแอบดูบ้าง ก่อนที่เขาจะผงะถอยมาแล้วพูดปากสั่น

     "อะๆๆ! เจ้าไม่ต้องพูด ถ้าพูดมันก็ไม่ลุ้นสิ....มีใครอยากจะดูอีกไหม?" ทุกคนต่างส่ายหน้าหวือไม่อยากดูแล้ว เว่ยอิงยิ้มขำส่วนจินหลิงก็ต่อว่า

     "ยังมีหน้ามาเล่นอีก!"

     "แต่เจ้าก็เห็นดีเห็นงามด้วยมิใช่หรือ?" เว่ยอิงเถียงจนจินหลิงพูดไม่ออกแล้วกอดอกสะบัดหน้าไปทางอื่น ฉันถอนหายใจแล้วพูดขึ้นบ้าง

     "ก็หลอกเล่นกันทั้งคู่นี่...ถือว่าหายกันนะ พี่โม่ จินหลิง" จินหลิงถอนหายใจส่วนเว่ยอิงก็ยิ้มแล้วพยักหน้าให้ก่อนจะเอ่ยกับพวกเขา

     "ทีนี้ พวกเจาดูอีกครั้ง ดูให้แน่ใจว่านางเป็นตัวอะไรกันแน่ ดูให้ละเอียดล่ะ" ซือจุยทำหน้าแหยแล้วจำใจดูอีกครั้งโดยมีจื่อเจินดูด้วย

     "ตาสีขาว ผู้หญิง เตี้ยๆผอมๆ รูปร่างไม่เลว ถือไม้ไผ่ลำหนึ่ง"

     "อายุราวสิบห้าสิบหก หน้ารูปไข่ หน้าตาสะสวย มีพละกำลังมีปิ่นปักผมรูปสุนัขจิ้งจอก รูปร่างผอมลีบบอบบาง ไม่สะอาดแต่ก็ไม่ได้สกปรกมาก ถ้าขัดสีฉวีวรรเสียหน่อย นางก็คงเป็นเด็กสาวคนหนึ่งที่น่ารักมากคนหนึ่งเลย" จื่อเจินว่าแล้วอมยิ้ม เว่ยอิงพยักหน้าพอใจแล้วเอ่ยชม

     "ไม่เลวๆ สังเกตละเอียดดี ในอนาคตเจ้าคงเป็นหนุ่มนักรักที่ดีแน่" จื่อเจินเขินจนหันหน้าเข้ากำแพง ใบหูแดงจัดคนอื่นต่างพากันขำเหมือนจะแซ็ว ฉันเองก็อดขำไม่ได้เหมือนกัน

     "นางสูงประมาณแผ่นอกข้า หรืออาจจะเตี้ยกว่าฟูหยางไปเล็กน้อย สวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งเหมือนกับ...ขอทาน นางถือกระบองไม้เท้าเหมือนเป็นคนตาบอด นางเคาะไม้ไผ่เหมือนจะพูดบางอย่างแต่พูดไม่ได้ ต้นคอของนางมีลายเส้นสีดำ"

     ก็เอาตามจริง อาจิงไม่ได้ตาบอดแต่แรก...แต่เพราะการกระทำโหดร้ายของเซวียหยางทำให้เธอกลายเป็นแบบนี้ และกลัวถูกจับไปเป็นหุ่นเชิดจึงต้องซ่อนตัวมาตลอด


     ตึกๆๆๆ!!

 
     เสียงไม้ไผ่ดังรัวก่อนมันจะดังไกลห่างออกไปเรื่อยๆ มือฉันขยุ้มผ้าไว้แน่นเพื่อตั้งสติตัวเองก่อนจะผุดลุกขึ้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าที่กำลังดังเข้ามาใกล้ก่อนจะลุกขึ้นแล้วถอยออกมาให้ห่างที่สุด


    กริ๊งงงงง!


     เสียงบางอย่างดังแว่วมาตามลม มันคล้ายกับจะกระซิบบอกอะไรบางอย่างจนต้องเพ่งสมาธิตัดขาดจากโลกภายนอกแล้วฟังเสียงนั้นอีกครั้ง

      มาแล้ว...หยุดเขา...ช่วยพี่ชายชุดขาว...หยุดเขาที

     "เสียงนี่...ของอาจิงงั้นเหรอ?"

     ปึง!!

     "ผู้อาสุโสโม่!"

     "อย่าเข้ามา! ตัวข้ามีผงพิษอยู่อย่างเพิ่งเข้ามาใกล้...ซือจุยไปตักโจ๊กมา เร็วเข้า!" เว่ยอิงที่ยกมือกันทุกคนที่จะพุ่งเข้าหาก่อนจะค่อยๆวางร่างของคนๆหนึ่งลงนั่งแล้วสั่งซือจุยให้ไปในครัว 

      ริมฝีปากเม้มแน่นเมื่อได้เห็นคนตรงหน้า ยังรู้สึกได้เลยว่าเขาแอบยิ้มอยู่ในใจแน่ๆ จนไม่อยากจะเข้าใกล้เลย


     หนีไป...


     "เอ๊ะ!"

     ตึกๆๆ! เพล้งงงงง!!

     "ระวังข้างบน!" เสียงตะโกนของเว่ยอิงทำให้ทุกคนต่างหลบหลังคาที่ถล่มลงมาพร้อมกับร่างของชายหนุ่มที่ฉันเพิ่งเจอก่อนเข้าเมืองอี้

     ซ่งหลาน!

     ทุกคนชักกระบี่แล้วพุ่งเจ้าโจมตีทันที เสียงเป่าขลุ่ยของเว่ยอิงก็คลอไปกับเสียงกระบี่ที่ฟาดฟันกันแต่ว่าซ่งหลานนั้นมีฝีมือเหนือกว่าพวกเขาชนะได้ยากนั้นก็ไม่แปลกเลย

     "หยางหยาง ช่วยข้าที" เว่ยอิงว่าก่อนจะเป่าขลุ่ยต่อ ฉันมองเขาก่อนจะมองซ่งหลานแล้วทรดลงนั่งขัดสมาธิกำหนดลมหายใจแล้วเพ่งมองชายตรงหน้า

     หยุดก่อนเถอะค่ะ...ระงับตนให้ได้!


     กึก!

     ซ่งหลานชะงักนิ่งเหมือนฉันจะสื่อไปถึงก่อนจะปล่อยที่เหลือให้เว่ยอิงจัดการ และเขาก็สงบลงก่อนที่พวกเด็กๆจะมัดตัวเขาเอาไว้ ฉันถอนหายใจโล่งอกไปได้เปราะหนึ่ง

     "ลิ้นถูกตัด...ใครกันถึงได้โหดเหี้ยมเพียงนี้"

     "...มีใครฝึกวิชาถามไถ่วิญญาณมาบ้าง?"

     "ข้า ข้าเคยฝึกขอรับ!" ซือจุยตอบรับทันทีก่อนเขาจะทรุดลงนั่งแล้วเรียกฉินออกมา เว่ยอิงปรายตามองแล้วเอ่ยถาม

     "เคยใช้ในการต่อสู้หรือไม่? เสียงฉินถามไถ่ของเจ้าเป็นอย่างไรพูดเท็จได้หรือไม่?"
     
     "ท่านหานกวงบอกว่าเสียงฉินของซือจุยใช้ได้"

     "เขาบอกให้ข้าฝึกส่วนสำคัญ ไม่ฝึกเยอะ ถึงแม้จะไม่ตอบแต่ก็จะไม่พูดเท็จ" เว่ยอิงพยักหน้าก่อนจะเบนสายตาสบมองร่างสูง

     "เริ่มกันเลย คำถามข้อแรก...ถามนามของเขา" ซือจุยตั้งสมาธิก่อนที่ปลายนิ้วจะดีดฉินอย่างนุ่มนวล

     วิ๊ดดดดดดดดดดดดด!

     "อึ่ก!" เสียงหวีดแหลมดังแทรกเข้ามาจนฉันนิ่วหน้าแล้วยกมือขึ้นปิดหูข้างที่สวมยินเชิงฮัวไว้ มันเหมือนมีบางอย่างงเสียงแทงเข้ามาจนสะดุ้งตกใจ

     ซ่ง..หลาน

     เสียงทุ้มดังขึ้นพร้อมกีบเสียงฉิน ซือจุยตอบทุกคนทันที

     "ซ่งหลาน"

     "ดี เสียงฉินของเจ้าไม่เลว...ตอบได้ถูกต้อง คำถามข้อที่สอง...ใครทำร้ายเขา" เสียงฉินดังขึ้นอีกครั้งฉันจึงกัดฟันรับเสียงหวีดแหลมแทงหูตามมาด้วยเสียงพูดคุยที่ดังพร้อมเสียงฉิน

     เสี่ยว...ซิง...เฉิน

     "เป็นไปไม่ได้!" ซือจุยตาเบิกโพล่งเมื่อได้รับคำตอบ

     "เขาว่าอย่างไร?"

     "เสี่ยวซิงเฉิน..." 

     "เป็นไปไม่ได้! ซ่งหลานตามหาเสี่ยวซิงเฉินมาตลอด เหตุใดเพื่อนสนิทอย่างเสี่ยวซิงเฉินถึงทำร้ายเขาได้ล่ะ?" จินหลิงแจ้งเสียงแข็ง ทุกคนต่างก็พยักหน้าตามที่จินหลิงพูด

     มีเพียงแค่ฉันที่ไม่พูดเถียงอะไรพวกเขาก่อนจะเหลือบไปมองเซวียหยางที่ปลอมตัวเป็นเสี่ยวซิงเฉินอยู่ตรงนั้น และเหมือนอีกฝ่ายจะรู้ตัวว่ามีคนจ้องมอง ริมฝีปากได้รูปยกยิ้มแสยะน่าขนลุกแล้วยกนิ้วเรียวแตะที่ริมฝีปากบอกให้เงียบเอาไว้ มือฉันกำแน่นจนสั่นระริกเมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีตของพวกเขาทั้งสี่ ในเมืองอี้แห่งนี้..

    
     แย่แล้ว แค่คิดน้ำตาก็พาลจะไหลแล้ว

     "คำถามข้อที่สาม....ผู้ใดควบคุมเขา" เสียงฉินถามขึนอีกครั้งฉันหลับตายอมรับความจริงที่เกิดขึ้นแล้วกระชับหนิงอันให้พร้อมเปลี่ยนสภาพ

     "คน...ควบ...คุม...อยู่...ข้าง...หลัง!"



     อ๊ากกกกกกกกกกกกกกก!!



      "ถอยออกมา เดี๋ยวนี้!!"







====== 25% ======  

     
    ปึดๆๆๆๆ!!


     เชือกเซียนที่มัดซ่งหลานขาดสะบั้น ทุกคนเตรียมเข้าปะทะอีกครั้งแต่เว่ยอิงก็ยกมือขึ้นกันไว้
 
     "ไม่ต้อง! ถึงพวกเจ้าจะมีมากกว่า...แต่ก็มิอาจใช้คู่ปรับของเขา" ทุกคนหยุดนิ่งและฟังเขาทันที เสียงของบุคคลที่สามจึงดังขึ้น

     "ผู้ใหญ่จะคุยกัน พวกเด็กๆออกไปก่อน..."

     "พวกเจ้าออกไปก่อน ถึงอยู่ด้วยพวกเจ้าก็ทำอะไรไม่ได้ หมอกพิษน่าจะจางหายแล้ว อย่าวิ่งเที่ยวเพ่นพ่านก็แล้วกัน...ค่อยๆหายใจล่ะ" เว่ยอิงว่าทุกคนจึงค่อยๆลดปลายดาบลงแล้วเปิดประตูกันออกไป

     "ฟูหยาง ไปกันเถอะ"

     "อือ" ฉันพยักหน้าเมื่อจิ่งอี๋ตบบ่าเรียก ก่อนจะปรายตามองเว่ยอิงด้วยความเป็นห่วง แต่ก็ต้องยอมรับว่าเราทำอะไรไม่ได้จริงๆ

     ถึงแม้จะมีเกราะแขนหนิงอัน แต่ยังควบคุมพลังของมันยังไม่ได้เสถียร...อยู่ไปก็ป่วยการเปล่า

     ตึกๆๆ

     "ฟูหยาง นามของเจ้า ข้าจะจำไว้" เสียงกระซิบข้างหูของเซวียหยางทำให้ฉันหนาวไปทั้งสันหลัง หันขวับไปมองอีกฝ่ายด้วยความหวาดระแวง อีกฝ่ายได้แต่ยิ้มให้เพียงเท่านั้น







     เมื่อพวกเราออกมากันจนครบแล้วจึงไปตระเวนหาบ้านที่น่าจะพอหลบพวกหุ่นเชิดได้บ้าง จนกระทั่งเจอบ้านหลังหนึ่งที่ดูจะหนาแน่น และแข็งแรง

     "พี่ซือจุย บ้านหลังนั้นเป็นอย่างไร?" ฉันกระตุกชายเสื้อซือจุยแล้วชี้ไปที่บ้านหลังนั้น ทุกคนเหลือบมองแล้วพยักหน้าพร้อมกัน

     "อืม มั่นคงแข็งแรง อยู่ใกล้กับที่พวกผู้อาวุโสโม่ด้วย"

     "เข้าไปกันเถอะ!"





     พอเราเข้ามาได้ไม่นานนัก เสียงการปะทะก็ดังขึ้นใกล้ๆ พวกเด็กหนุ่มรีบวิ่งไปออกันที่หน้าต่าง มองซ่งหลานและเวินหนิงสู้กันอยู่ด้านนอก ฉันที่รู้สึกมึนๆเพราะตามไม่ทันพวกเขาก็ถูกลากออกมาข้างนอกอีกเมื่อเห็นว่าเว่ยอิงได้มาหาพวกเขาแล้ว

     "พวกเจ้าปลอดภัยดีทุกคนใช่ไหม?" ทุกคนพยักหน้า เว่ยอิงยิ้มพอใจแล้วพูดขู่ที่ทำเอาทุกคนถึงกับส่ายหน้าหวือ

     "ถ้าพวกเจ้าคนใดไม่เชื่อฟังข้าอีก...ข้าจะให้กินโจ๊กข้าวเหนียวนะ"

     "หยางหยาง เจ้ายังไม่เคยกินโจ๊กของข้า เหตุใดถึงทำสีหน้าเช่นนั้นเล่า?" เว่ยอิงเอ่ยถามฉัน ฉันหุบปากส่ายหน้ารัว

     "มันแดงเถือกปานนั้น หากข้ากินคงได้ข้ามสะพานไน่เหอแน่เลย"

     "เอาล่ะ พวกเราไปกันเถอะ...ที่นี่ปล่อยให้หานหวงจวินจัดการไป" พวกเราตอบรับก่อนจะเดินตามเขาไป





     "จากที่เห็น แม่นางผู้นั้นกับเซวียหยางต้องมิใช่พวกเดียวกันแน่ พอเซวียหยางมานางก็หายตัวไป"

     "เซวียหยางโผล่มาจากไหนล่ะ? มิใช่เสี่ยวซิงเฉินหรอกหรือ?" จินหลิงแย้ง เว่ยอิงส่ายหน้าแล้วพูดต่อ

     "ไว้ข้าจะอธิบายให้ฟังทีหลัง ตอนนี้คนที่สู้อยู่กับหานกวงจวินมิใช่เสี่ยวซิงเฉิน แต่เป็นเซวียหยางปลอมตัวมา" ไม่นานนักเสียงบางอย่างก็ดังขึ้น

    ต๊อกๆๆๆ!
     
     "...ไม้ไผ่"

     ทุกคนเดินตามเว่ยอิงมาจนถึงเมืองป่าช้าก่อนที่เราจะเข้าไปด้านใน ฉันที่เดินอยู่รั้งท้ายหันกลับไปมองยังทางที่เราเดินผ่านมา...ไม่มีหุ่นเชิดเลยสักตัว

     "ฮึก ฮือๆๆ" เสียงร้องไห้ดังขึ้นทำให้ฉันละความสนใจแล้วเดินไปรวมกับพวกเขา เธอร้องไห้อยู่ที่หน้าโลงของคนๆหนึ่งพอฉันจะขยับเข้าไปใกล้ มือของจิ่งอี๋ก็ห้ามไว้

     "ฟูหยาง อย่าดูเลย...มันมิน่าดูเท่าไหร่"

     "..."

     "ผู้อาวุโสโม่ หากนางพูดไม่ได้ เราถามวิญญาณนางดีไหม?" เว่ยอิงส่ายหน้า

     "ไม่จำเป็น...พวกเรามิสามารถถามในสิ่งที่นางอยากให้ถามได้ คำตอบอาจจะซับซ้อนเกินไป"

     "แล้วเราจะทำยังไง?"

     "...เชื่อมจิต"

     "ไม่ได้นะ! มันอันตรายเกินไป วิชานอกรีตนี้หากใช้แล้วออกไม่ได้จะทำอย่างไร!" จินหลิงแย้งขึ้นทันทีอย่างไม่เห้นด้วย น้ำเสียงของเขาดูกระวนกระวายปนห่วงใย

     "เรามีเวลาไม่มากแล้ว...เหลือแค่วิธีนี้เท่านั้น เริ่มกันเถอะ!"

     ระหว่างที่ทุกคนกำลังจัดเตรียมของ ฉันที่ยืนอยู่ข้างอาจิงก็ได้แต่คว้ามือเธอไปกุมไว้อีกฝ่ายรู้สึกแล้วกระชับมือกลับมา

     "ข้าได้ยินเสียงของเจ้านะ...ไม่ต้องห่วง พวกเราจะช่วยเจ้าเอง"

     กริ๊งงงง

     'ขอบคุณแม่นาง ข้า...'

     "เจ้าชื่ออาจิงใช่ไหม? ข้าชอบชื่อของเจ้านะ..." เธอเลิ่กคิ้วเหมือนกับประหลาดใจแล้วยกยิ้มน้อยๆ

     'เจ้าได้ยินเสียงของข้าได้อย่างไร? ในเมื่อตอนนี้ข้า...'

     "ข้ามีของวิเศษน่ะ ข้าชื่อฟูหยางนะ" ฉันตอบก่อนจะจับมือเธอสัมผัสยินเชิงฮัวแล้วตอบกลับ

     'แม่นางฟูหยาง ขอบคุณที่ท่านมีน้ำใจ...แต่ท่านไม่ต้องทำเพื่อข้ามากถึงเพียงนั้นหรอก'

     "หมายความว่ายังไง? บางทีอาจมีหมอรักษาเจ้าได้นะ" อาจิงส่ายหน้าหวือแล้วกระชับมือข้างนั้นไว้แน่น น้ำตาโลหิตอาบแก้มอีกครา

     'ได้โปรด หยุดชายคนนั้นเสีย ข้ารู้ว่าเขาอยู่ที่ใด...ข้าจะบอกพวกเจ้าเอง'

     "อย่าทำแบบนั้น อาจิง อย่าทิ้งชีวิตไปทิ้งแบบนั้น"

     'ในยามนี้...ข้าก็เหมือนตายทั้งเป็นอยู่แล้ว ข้าไม่อยากเห็นเขาก่อกรรมทำเข็ญอีกแล้ว ข้าขอร้องแม่นางฟูหยาง หยุดเขาที'

     "อาจิง..."

     "หยางหยาง พานางมาทางนี้" เสียงของเว่ยอิงเรียกขึ้น ฉันก็จำต้องจูงมือเธอมานั่งที่เสื่อตรงข้ามกับเว่ยอิงก่อนที่ทั้งสองจะเริ่มทำพิธีเชื่อมจิต




     

     พอหลังจากที่ทั้งสองหลุดออกจากวิชาเชื่อมจิต เว่ยอิงก็เดินหน้าทมึนออกไปด้วยความโกรธจัด ทุกคนต่างสงสัยก่อนจะเดินตามเข้าออกไป เหลือแค่ฉันกับอาจิงเท่านั้น

     ฉันจับดูชีพจรก่อนจะรู้สึกได้ถึงบางอย่าง 

     "อาจิง พลังเจ้าอ่อนมากเลย..." ฉันกุมมือเธอข้างหนึ่งไว้ก่อนที่แสงสีเขียวอ่อนๆจะส่องประกายรอบมือ

     ขอบคุณมาก แม่นาง ข้าต้องไปแล้ว...

     "เดี๋ยวก่อนอาจิง อาจิง!" เธอหายตัวไปทันทีที่ฉันถ่ายพลังให้กับเธอเพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้น 

     ฉันรีบผุดลุกขึ้นก่อนจะวิ่งออกจากเมืองป่าช้าเพื่อตามหาทุกคน เสียงหัวเราะของเซวียหยางดังมาแต่ไกลจึงได้รีบวิ่งไปยังต้นเสียง แต่ทันทีที่ไปถึง ฉันได้แต่โกรธตัวเองที่ห้ามอาจิงไว้ไม่ได้

     "ฟูหยาง...ไปกันเถอะ" หลานจ้านเอ่ยเรียก ฉันจึงทำได้แต่พยักหน้าแล้วสูดลมหายใจเข้ากลืนก้อนสะอื้นลงคอแล้วเดินตามพวกเขาออกไปยังนอกเมืองอี้




     หลังจากที่เว่ยอิงเล่าเรื่องไปจนกระทั่งเราฝังร่างของอาจิงเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทุกคนต่างพากันโศกสลดกับเรื่องราวโศกนาฏกรรมเมืองอี้แห่งนี้ จิ่งอี๋กับจื่อเจิน อินมากถึงขั้นร้องไห้เลยทีเดียว

     เธอทำสำเร็จแล้วนะ อาจิง...

     "เจ้าเซวียหยาง เลวนัก! ตายง่ายเกินไป หากเซียนจื่ออยู่ล่ะก็...ข้าจะให้กัดเขาให้ตาย!!" จินหลิงก็โมโหร้าย แต่คำว่าเซียนจื่อทำเอาเว่ยอิงยกมือทาบอกปลอบขวัญตัวเอง

     "พี่จิ่งอี๋ เก็บอาการหน่อยก็ได้เจ้าค่ะ" ฉันเศร้าก็จริง แต่พอเห็นน้ำตาของเด็กหนุ่มที่ร้องไห้เป็นเผาเต่าแล้วก็อดขำไม่ได้

     "เจ้าไม่เศร้าหรือไง ฟูหยาง! แม่นางอาจิงต้องเจอเรื่องอะไรมาบ้างเจ้าก็รู้"

     "...เจ้าค่ะ แต่การที่พวกพี่ร้องไห้แล้วหน้าตาเช่นนี้  อาจิงนางคงกำลังหัวเราะพวกพี่อยู่เป็นแน่" ได้แต่พูดปลอบพวกเขาให้หยุดร้อง

     "พวกเจ้ารออยู่ที่นี่ก่อน พวกข้าจะรีบไปรีบกลับ" พวกเราพยักหน้าตอบรับก่อนที่ทั้งสองจะเดินกลับเข้าเมืองอี้อีกครั้ง ส่วนเวินหนิง ยังไม่ทันที่จะได้ทักทายเขาก็หายตัวไปซะแล้ว

     

     "จื่อเจิน เจ้าคิดว่าแม่นางอาจิงเหมาะกับดอกไม้อะไร?" ฉันเอ่ยถามทำลายความเงียบ จื่อเจินรีบเช็ดน้ำตาแล้วยืนนึก

     "ทานตะวัน...ข้าเคยคิด ว่าถ้าหากแม่นางอาจิงยิ้ม คงสดใสเหมือนกับดอกทานตะวัน...เจ้าถามทำไมหรือ?"

     "ของขวัญแด่ผู้กล้า ขอให้ภพชาติหน้าของนางเจอแต่ความสุข" พออวยพรแล้วก็หยิบเศษใบไม้มาขยำจนแหลกก่อนจะเป่ามันลงบนเนินดิน

     พรึ่บๆๆ!!

     "นี่มัน!" ทุกคนต่างตกใจก่อนจะหันมามองฉันที่กำลังยิ้มให้กับท้องฟ้า ถึงพวกเขามองไม่เห็นแต่ฉันเห็นว่าอาจิงกำลังตื่นตาตื่นใจกับดอกไม้รอบหลุมศพของเธอไม่น้อย

     ฟิ้วววววว
    
     'ขอบคุณมากนะ มันสวยมากเลย'


     เธอว่าก่อนจะหายไปพร้อกกับสายลมเอื่อย ก่อนจะหันไปมองทุกคนแล้วยกนิ้วทาบริมฝีปาก
 
     "เรื่องนี้อย่าบอกใครนะ" ถึงทุกคนจะอึ้งแต่ก็พยักหน้ารับโดยดีจนฉันรู้สึกโล่งใจ จึงเดินไปดูรอบๆป่าระหว่างที่รอพวกเว่ยอิงกลับมา






     แซ่กๆๆ!


      ชายคนหนึ่งเดินออกมาพร้อมกับสะพายกระบี่ทั้งสองไขว้กัน เขาหลุบมองฉันแล้วคำนับทักทายฉันตอบรับกลับแทยไม่ทันด้วยความตกใจ

     "นักพรตซ่งหลาน..." เขาไม่พูดอะไรก่อนจะยกมือสัมผัสที่ยินเชิงฮัวของฉัน กระทั้งได้ยินเสียงกระดิ่งดังขึ้น

     กริ๊งงงงง

     เจ้าคือตระกูลหลิวเลือดผสมใช่หรือไม่?

     "คุณรู้?" เขาพยักหน้าแล้วพูดต่อผ่านทางกระแสจิต

     ซิงเฉิน เคยเล่าเรื่องของตำนานตระกูลหลิวให้ข้าฟังครั้งหนึ่ง....การที่เจ้าปรากฏตัวขึ้นมา แสดงว่ามันคงใกล้เวลาที่วันแห่งการชำระใกล้มาถึงแล้ว

     "...ฉันต้องทำยังไงบ้างคะ?" เขานิ่งก่อนจะหยิบกระดาษม้วนหนึ่งมาให้

     จงตามหาสัตว์เทพทั้ง 4 ทิศให้พบ และปลดปล่อยพวกเขาจากผนึก...ยามนั้นขอให้เจ้าจงแสดงตนว่าเป็นเลือดผสม แล้วพวกเขาจะช่วยเจ้า

     "จะหาพวกเขาเจอจากแผนที่นี้เหรอคะ?" เขาส่ายหน้าแล้วอธิบาย

      สัตว์ทั้ง 4 ล้วนมีจุดอ่อน...มีเพียงแค่เจ้าเท่านั้นที่ทำลายมันได้ สิ่งที่ข้าให้เจ้าไปคือแผนที่ตำแหน่งของสัตว์ทั้งสี่ แต่มิอาจระบุไว้ว่าทิศไหนเป็นอะไร

     "...ขอบคุณมากค่ะ" เขายิ้มบางแล้วคำนับอำลาก่อนจะเดินจากไป  ฉันได้เพียงแต่กำม้วนกระดาษไว้แล้วนึกอยู่เพียงลำพังแล้วเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มีเมฆลอยแต้มอยู่กับสีคราม


     ฟิ้ววววววววว

     "ขอให้ไปสู่สุขตินะ เซวียหยาง ถ้าหากนายได้เกิดใหม่อีกครั้ง..."





     "ขอให้นายพบเจอแต่ความสุข  และได้กินลูกอมมากจนเบื่อเลย..."








     เราเข้ามาในเมืองก็ค่ำแล้ว แต่ว่าโชคยังดีที่มีเทศกาลพวกเราจึงเดินเล่นกันอย่างสนุกสนานโดยที่ฉันกับพวกเด็กหนุ่ม 4 คนอย่าง ซือจุย จินหลิง จื่อเจิน และจิ่งอี๋มาด้วย     

     "ฟูหยาง ผมเจ้ายุ่งแน่ะ" จื่อเจินทักก่อนจะช่วยฉันจัดปลายผมให้ดี ซือจุยจึงทักขึ้นบ้าง

     "ฟูหยาง เจ้ามิได้พกหวีมาหรือ?"

     "มันหักไประหว่างทางที่ข้าเข้าเมืองอี้เจ้าค่ะ" ฉันว่าก่อนจะลูบๆจัดๆผมให้ดีนิดหน่อย สงสัยต้องซื้อหวีใหม่ด้วยสินะเนี่ย

     "ฟุดฟิดๆ ให้ตายสิ ไปจับอะไรมาเนี่ย เหม็นชะมัด!" จิ่งอี๋บ่นลั่นก่อนจะมองมือตัวเองที่เปื้อนบางอย่าง จินหลิงหัวเราะลั่น

     "ฮ่าๆ เจ้าเซ่อซ่าชะมัด! ไปจับโดนมูลสัตว์ได้มาล่ะ?"

     "ข้าไปล้างมือก่อนนะ!"

     "พี่จิ่งอี๋ ข้าไปด้วย!" จื่อเจินว่าก่อนจะเดินตามเขาไป ฉันกับจินหลิง และซือจุยได้แต่หัวเราะกันแล้วเดินทางต่อเพื่อหาโรงเตี๊ยม


     ตึกๆๆ!


     "ซือจุย ท่านเจ๋ออู๋อยู่ข้างใน กำลังอท่านหานกวงกับผู้อาวุโส่โม่อยู่"

     "พวกเขามาหรือยัง?" ศิษย์คนนั้นส่ายหน้าหวือ พวกเราจึงได้ยืนรอจนกระทั่งจิ่งอี๋และจื่อเจินกลับมา ฉันเลยถามเขา

     "เป็นอย่างไรพี่จิ่งอี๋?"

     "สะอาดแล้ว แต่กลิ่นติดแน่นยิ่งกว่าอะไรดี!" เขาบ่นแล้วมองฝ่ามือของตัวเอง ไม่นานนักหลานจ้านและเว่ยอิงก็มาถึงพร้อมกับโคมไฟกระต่าย พอรายงานแล้วหลานจ้านก็ยื่นโคมให้กับซือจุยแล้วเดินเข้าไป

     ฉันแอบยิ้มเพียงลำพังกับโคมไฟกระต่างสองตัวนั้นสลับกับเว่ยอิงที่เดินตามหลานจ้านเข้าไป  น่ารักกกกกก!



     พอพวกผู้ใหญ่เข้าไปกันหมดแล้ว พวกเราจึงแยกกันจะไปทานข้าวบ้างฉันและจิ่งอี๋ที่อยู่รั้งท้าย จนกระทั่งก่อนจะก้าวเข้าโรงเตี๊ยมเขาก็เรียกไว้ซะก่อน

     "ฟูหยาง!"

     "หืม? อะไรเหรอพี่จิ่ง---" จิ่งอี๋ไม่รอให้ถามจบประโยคเขายิ้มแล้วหยิบบางอย่างออกมาจากอกเสื้อ มันคือห่อผ้าขนาดเล็กฉันสงสัยก่อนจะรับมาแล้วเปิดดูด้านใน

     หวีพกพาขนาดเล็กทำจากไม้สลักรูปดอกไม้สีเขียวและขาวดูเรียบง่าย แต่ลวดลายไม้ที่ถูกเคลือบขัดเงานั้นมันถูกใจฉันเอามากๆเลย

     "ข้าซื้อให้ เจ้าเก็บไว้ดีๆล่ะ ครั้งหน้าข้าไม่ซื้อให้แล้วนะ"

     "พี่จิ่งอี๋ ข้าซื้อเองก็ได้ ไม่เห็นต้องลำบากพี่เลยนี่" เขายิ้มบางแล้วเอื้อมมือมาลูบหัวฉันพลางปัดเศษใบไม้ออก

     "ไม่เลย ข้าเต็มใจ..."

     "ถ้าอย่างนั้น อ่ะ แลกกับถุงหอมของข้านะ" ฉันว่าแล้วหยิบถุงหอมที่เก็บไว้ในอกเสื้อยัดใส่มืออีกฝ่าย เขายืนนิ่งแล้วถามกลับ

     "ทำไมล่ะ?"

     "ผงเครื่องหอมข้าทำเอง ถึงจะมีกฏห้ามพกเครื่องหอมแต่ข้าทำไว้..หากมันไม่โดนน้ำก็จะไม่ได้กลิ่นหรอก พี่เก็บไว้นะ" จิ่งอี๋อึ้งก่อนจะพยักหน้ายิ้มๆแล้วเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยม










     "จิ่งอี๋...เจ้ารู้ไหมว่าการซื้อหวีให้อีกฝ่ายหมายความว่าอย่างไร?" ซือจุยที่ยืนหลบมุมด้านในเอ่ยถามเพื่อนสนิท จิ่งอี๋ที่ก้มหน้าก้มตากินข้าวพลางนึกไปพลาง กว่าจะรู้ตัวและเข้าใจความหมาย


     หน้าก็แดงเถือกเป็นมะเขือเทศไปเสียแล้ว






     ฉันนั่งนิ่งภายในห้องแล้วมองหวีที่ได้มาจากอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกตะหงิดใจ กว่าจะนึกถึงความหมายของการที่มอบหวีให้แล้วนั้น....

 

     ฉ่าาาาาาาาาาา!   



     "เจ้าเด็กนั่น จะรู้มั้ยเนี่ย!"











เห่อๆ  ไม่มีไรมาก

เม้น-กัน-หน่อย!!


ความสุขของเตี้ย = การเห็นรีดเดอร์อินกับฟิค และเม้นมาให้อ่าน








ขอแค่นี้จริงๆ กราบล่ะค่ะ



รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 367 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,619 ความคิดเห็น

  1. #1609 Rosemarie (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 25 มีนาคม 2564 / 16:00
    มันแปลว่าไรอะ
    #1,609
    0
  2. #1573 icesupicha (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 14 มีนาคม 2564 / 19:51

    โอ้ยย สองคนนี้ รู้สึกตัวช้าไปแล้วว

    #1,573
    0
  3. #1500 เพื่อนผักชี (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 21:33
    หยางเออร์ของช้าน ค่าตัวแพงนัก ออกมาตอนเดียวตาย....
    #1,500
    0
  4. #1449 รากต้นโพธิ์ (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 20 มีนาคม 2563 / 09:40
    ฮืออออสุดท้ายก็เหลือแค่ซ่งหลาน เฮ่อ....
    #1,449
    0
  5. #1050 chanagarn2002 (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 / 18:10

    อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกก
    #1,050
    0
  6. #789 TTFUN (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2562 / 19:55
    ซื้ิอหวี=มีใจ​

    ให้ของกลับ=มีใจให้กว่า55555

    น่ารักกก

    โศกนาฏกรรม​เมืองอี้เป็าอะไรที่เศร้าจริงๆอะ​ แบบใจหายชอบทั้ง3คนเลย​ เส้า
    #789
    0
  7. #771 Nat-Sap (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2562 / 20:55

    ของหวานตบท้ายตอน
    #771
    0
  8. #770 ppatteera (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2562 / 12:03
    รออ่านต่อไปเด้อไรท์
    #770
    0
  9. #769 Isis-524 (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2562 / 10:17

    นึกว่าเซวียหยางกับอาจิงจะรอด...สุดท้ายก็...ไม่รอดดดTTATT

    #769
    0
  10. #768 RAY MII (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2562 / 09:27
    น่ารักจริงๆคู่นี้! เมืองอี้ทำเราเศร้ามากเลยค่ะ ร้องไห้TT รอติดตามตอนต่อไปนะคะ สู้ๆ
    #768
    0
  11. #767 554910140 (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2562 / 06:38
    ในเรื่องนี้การซื้อหวีให้จะเหมือนการบอกรักป่ะหว่าา~~ ส่วนการให้ถุงหอมคือการตอบรับ!!555555
    #767
    0
  12. #766 -NatJeeRa- (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2562 / 04:25
    อ่าเด๊ะ....ซื้อหวีให้มีความหมายหรอ...(*เสิร์ช*) //งงเพราะยังดูไม่ถึงเลยก่ะ...//จะรอนะคะ สู้ว ๆ ค่า~
    #766
    5
    • #766-4 ไม่ระบุชื่อน้าาา(จากตอนที่ 35)
      21 ตุลาคม 2562 / 07:09
      เก่าเล่าไป ใหม่บอกมา : ของสื่อรักมัดใจ ( Chinese Gift of Love )

      ของขวัญบอกรักแทนใจคุณคืออะไร? เป็นกุหลาบแดง ตัวแทนความรักร้อนแรง หรือเป็นช็อกโกแลตรูปหัวใจสอดไส้คาราเมล แทนความรักที่หวานหอมนุ่มละมุน หรือจะเป็นแก้วน้ำสักใบ ที่ภาษาจีนพ้องเสียงแทนความนัยว่าทั้งชีวิตนี้ขอมอบให้เธอ ...หนุ่มสาวจีนในปัจจุบันมีของขวัญสื่อรักให้กันมากมาย แต่สมัยโบราณของสื่อรักมัดใจที่หนุ่มสาวจีนจะมอบให้กันเป็นอะไรบ้าง

      1. หวี (梳子)

      สมัยโบราณสังคมจีนยังไม่เปิดกว้าง คนหนุ่มสาวจะบอกรักกันตรงๆ ไม่ได้ ต้องบอกผ่านสายลมแสงแดดแฝงไปในบทกวีแทน เพราะฉะนั้นจะสื่อให้ชัดให้มัดใจกันได้ชัวร์ ควรต้องมีอะไรที่จับต้องเอาไว้ให้คิดถึงแทนตัวได้ด้วยถึงจะดี ซึ่ง " หวี " เป็นอีกหนึ่งของสื่อรักมัดใจเอาไว้มอบให้กัน ซึ่งจะแทนถึงการหมั้นหมายว่าจะขอครองคู่กันไปจนแก่เฒ่า

      และเนื่องจากหวีเป็นอุปกรณ์ใกล้ตัว จึงช่วยเตือนใจให้คอยระลึกถึงกันและกันอยู่เสมอ ซึ่งหญิงจีนในสมัยโบราณ เมื่อต้องแต่งงานออกเรือนไปจะมีธรรมเนียมที่คนในครอบครัวหวีผมให้เจ้าสาว " หวีหนึ่งให้ราบรื่นถึงปลายสุด หวีสองให้รักใคร่ปรองดองไปจนแก่เฒ่า หวีสามให้ลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง " ถือเป็นการอวยพรให้แก่ลูกหลานที่จะออกเรือน นอกจากนี้ การหวีผมในแต่ละวันยังทำให้ดูดีมีสง่าราศี เพิ่มความเชื่อมั่นในตัวเองได้ด้วย หวีจึงยังเป็นตัวแทนถึงความแข็งแรงและมีความสุขสดใส

      2. หยก (璐)

      นับแต่โบราณ ชาวจีนนำหยกมาแกะสลักเป็นข้าวของเครื่องใช้เยอะแยะมากมาย รวมถึงทำเป็นเครื่องประดับเครื่องรางเพื่อพกติดตัวด้วย ซึ่งเป็นที่นิยมของคนจีนสมัยโบราณอย่างมาก โดยเฉพาะเป็นเครื่องประดับชิ้นสำคัญของชายจีนที่ห้อยเอวให้เห็นได้ชัดเจนด้วย ถึงกับมีคำกล่าวที่ว่า " หากไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย หยกจะพกติดกายไม่มีห่าง " และ " ความงามของหยก เปรียบได้กับคุณธรรมของสุภาพชน " เมื่อห้อยหยกพกติดตัวไม่ห่างกาย การจะนำไปมอบให้หญิงสาว จึงเปรียบเสมือนเครื่องแสดงความจริงใจ และให้ไว้คอยคุ้มครองสาวคนรักแทนตัว

      นอกจากนี้ ยังมีคำกล่าวอีกว่า "เห็นหยกเหมือนเห็นคน" เพราะหยกที่พกประดับนี้ เป็นเสมือนเครื่องแสดงฐานะบอกระดับของผู้ที่พกพาด้วยว่า เป็นคนจากตระกูลผู้ดีมีฐานะ มีวิชาความรู้ติดตัว หรือเป็นถึงเชื้อพระวงศ์ เป็นต้น

      3. ถุงหอม (香囊)

      ชาวจีนสมัยโบราณให้ความสำคัญกับเครื่องหอมมาก โดยเริ่มขึ้นตั้งแต่ก่อนราชวงศ์ฉิน (ราชวงศ์ฉิน 221 -206 ปีก่อนคริสตศักราช) ไม่ว่าจะชนชั้นปกครองหรือสามัญชนคนทั่วไป จะเป็นชายหรือหญิง ต่างนิยมพกของหอมติดตัว ในบันทึกโบราณเกี่ยวกับมารยาททางสังคมก่อนยุคฉินที่ชื่อว่า " หลี่จี้ " ระบุว่าหากผู้เยาว์จะพบผู้ใหญ่ต้องทำการบ้วนปาก ล้างมือ หวีผมจัดเสื้อผ้าอาภรณ์ให้เรียบร้อย และยังต้องห้อยถุงหอมติดตัวด้วย เพื่อหลีกเลี่ยงกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ล่วงเกินผู้หลักผู้ใหญ่

      กล่าวได้ว่าวัฒนธรรมเกี่ยวกับเครื่องหอมของจีนเริ่มขึ้นตั้งแต่ก่อนสมัยฉิน เรื่อยมาจนได้รับความนิยมเฟื่องฟูอย่างถึงที่สุดในสมัยราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ. 960-1279) และเนื่องจากถุงหอมเป็นของที่พกติดกายไว้ตลอด การเย็บปักมอบถุงหอมให้แก่กัน จึงเป็นเสมือนตัวแทนถ่ายทอดความในใจให้กันของหนุ่มสาวจีนโบราณ

      4. ปิ่นปักผม (发夹)

      ปิ่นปักผม ถือเป็นของใช้งานประจำกายชาวจีนสมัยโบราณ เพื่อใช้ยึดรวบผม ขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องตกแต่งเพื่อความสวยงามชิ้นสำคัญของสตรีจีนด้วย รูปแบบก็มีความหลากหลาย ทั้งแบบขาเดียว สองขา หรือแบบมีพู่ห้อยระย้าเพิ่มความพิเศษงดงาม มีการพัฒนาต่อเนื่องจนได้รับความนิยมเฟื่องฟูสูงในสมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ.618-907) และซ่ง (ค.ศ.960-1279) จะเห็นได้จากภาพวาดสตรีสมัยถังบนผนังถ้ำโม่เกาคู เมืองตุนหวง ที่มีการติดปิ่นประดับผมให้เห็นได้มากมาย

      ในสมัยโบราณพิธีบรรลุนิติภาวะของเด็กชายตระกูลสูงศักดิ์จะมีพิธีสวมกวาน(มงกุฏเล็ก) ซึ่งก็จะใช้ปิ่นเสียบยึดไม่ให้เลื่อนหลุด ส่วนเด็กหญิง โดยทั่วไปพออายุ 15 ปี จะมีพิธีเกล้าผมปักปิ่น แสดงถึงการโตเป็นผู้ใหญ่ สามารถแต่งงานออกเรือนได้แล้ว ดังนั้น ปิ่นจึงเป็นตัวแทนความทรงเกียรติด้วย และหากฝ่ายชายปิ๊งสาวนางไหนเข้า ก็จะซื้อปิ่นปักผมมอบเป็นของขวัญแทนใจ ยิ่งสวยยิ่งล้ำค่าก็เหมือนแทนน้ำหนักความในใจของผู้ให้ที่มีต่อผู้รับ

      5. เชือกถัก (双喜结) / (草花结) / (团员结) / (万字结)

      จงกั๋วเจี๋ย หรือศิลปะการถักเชือกของจีน เป็นงานหัตถกรรมที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ความเป็นจีนแรกเริ่มมีขึ้นเพื่อประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก คือใช้มัดปมเย็บเครื่องนุ่งห่มในยุคหินเก่า แล้วค่อยๆ เพิ่มบทบาทมากขึ้น ทั้งเป็นตัวช่วยในการจดบันทึก และพัฒนารูปแบบความซับซ้อนจนกลายเป็นเครื่องประดับตกแต่ง

      ในสมัยราชวงศ์โจว (1,066 - 256ปีก่อนค.ศ.) จะมีการถักเชือกเงื่อนแบบต่างๆ เป็นเครื่องตกแต่งสำหรับห้อยหยกพกด้วย ความนิยมมีต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงราชวงศ์ชิงการถักเชือกก็กลายเป็นศิลปะพื้นบ้านที่แพร่หลายทั่วไป ด้วยภาพลักษณ์ที่สวยงามสมดุลและผูกพันกับชีวิตผู้คนมาแต่เก่าก่อน จึงเป็นอีกหนึ่งของสื่อแทนใจของหนุ่มสาวจีนในโบราณด้วย

      โดยคำว่า เจี๋ย (结) ที่หมายถึง ถัก หรือผูกเงื่อน ถูกนำมาสร้างเป็นคำที่เกี่ยวพันกับความรู้สึกทางใจที่หลากหลาย อาทิ คำว่าแต่งงาน คือ "เจี๋ยฮุน" หากเป็นความผูกพันลึกซึ้งแบบมิตรสหาย อย่างในเรื่องสามก๊กที่ เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ผูกสาบานเป็นพี่น้องกัน คือ " เจี๋ยอี้ " หรือ " เจี๋ยไป้ " เป็นต้น ซึ่งศิลปะการถักเชือกของจีน เงื่อนหลากแบบเหล่านี้ล้วนแฝงความหมายดีมีมงคล โดยเงื่อนจีนที่เห็นทั่วไปอันที่จริงแล้วก็คือ " เงื่อนถงซินเจี๋ย " ที่หมายถึงว่ามีใจเป็นหนึ่งเดียวกัน เพราะเป็นการนำปลายเชือกสองข้างมาสอดเกี่ยวพันกัน จึงเป็นสัญลักษณ์แทนความว่าให้รักใคร่กลมเกลียวกันตลอดไป ถูกนำมาใช้ในงานแต่ง โดยเป็นเงื่อนปมบนผืนผ้าแดงที่บ่าวสาวถือจับคนละข้าง โยงสองคนเชื่อมต่อกันระหว่างประกอบพิธีแต่งงานตามธรรมเนียมจีนโบราณ

      6. ต่างหู (耳环)

      สตรีจีนมีค่านิยมใส่ต่างหูเป็นเครื่องประดับเพื่อความสวยงามมาเนิ่นนานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแบบหมุด ห่วง แป้น หรือห้อยระย้า มีหลากแบบมากมาย โดยถูกเอ่ยถึงในบันทึกโบราณของจีนหลายแห่งเช่นกัน ที่พบเก่าแก่สุดคือในบันทึกโบราณซานไห่จิง ซึ่งเป็นบันทึกเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ สมัยก่อนฉิน (ราชวงศ์ฉิน 221-206 ปีก่อนค.ศ.)

      " หลี่อี๋ว์ (李渔) " นักประพันธ์ นักเขียนบทละครชื่อดังสมัยต้นราชวงศ์ชิง ก็เคยกล่าวถึงค่านิยมความงามของสตรีจีนไว้ว่า "หนึ่งปิ่นหนึ่งต่างหู ของคู่เคียงกายตลอดชีวิต" แสดงถึงความสำคัญของต่างหู ที่ถูกใช้เป็นเครื่องประดับชิ้นสำคัญของสตรีจีนมาแต่เก่าก่อน ซึ่งสมัยโบราณการหมั้นหมายถือเป็นการกำหนดความสัมพันธ์ชายหญิงสำคัญรองจากการแต่งงานเท่านั้น โดยจะต้องผ่านความยินยอมจากพ่อแม่ และมีแม่สื่อมาทาบทามสู่ขอ

      ดังนั้น การมอบของสื่อรักแทนใจให้กันของหนุ่มสาว จึงเป็นการทำกันลับๆ รู้กันระหว่างสองคน ปกติเมื่อฝ่ายหนึ่งให้ อีกฝ่ายหนึ่งหากใจตรงกันก็จะให้ของแทนใจตอบกลับไป โดยไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นของล้ำค่าราคาแพงเท่านั้น แต่พิจารณาถึงที่มาเป็นสำคัญด้วย เช่น เป็นมรดกตกทอดประจำตระกูล หรือมีความสำคัญทางใจกับเจ้าของเป็นต้น เรียกว่ายิ่งใกล้ชิดยิ่งผูกพันก็แสดงถึงความจริงใจที่มีให้กันมากเท่านั้น ดังนั้น ต่างหูจึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่กลายเป็นของสื่อรักแทนใจในสมัยโบราณของจีน

      cr. เว็บไซด์ไชน่าเรดิโออินเตอร์เนชั่นแนล
      #766-4
    • #766-5 ไม่ระบุชื่อน้าาา(จากตอนที่ 35)
      21 ตุลาคม 2562 / 07:11
      หวี (梳子)

      สมัยโบราณสังคมจีนยังไม่เปิดกว้าง คนหนุ่มสาวจะบอกรักกันตรงๆ ไม่ได้ ต้องบอกผ่านสายลมแสงแดดแฝงไปในบทกวีแทน เพราะฉะนั้นจะสื่อให้ชัดให้มัดใจกันได้ชัวร์ ควรต้องมีอะไรที่จับต้องเอาไว้ให้คิดถึงแทนตัวได้ด้วยถึงจะดี ซึ่ง " หวี " เป็นอีกหนึ่งของสื่อรักมัดใจเอาไว้มอบให้กัน ซึ่งจะแทนถึงการหมั้นหมายว่าจะขอครองคู่กันไปจนแก่เฒ่า

      และเนื่องจากหวีเป็นอุปกรณ์ใกล้ตัว จึงช่วยเตือนใจให้คอยระลึกถึงกันและกันอยู่เสมอ ซึ่งหญิงจีนในสมัยโบราณ เมื่อต้องแต่งงานออกเรือนไปจะมีธรรมเนียมที่คนในครอบครัวหวีผมให้เจ้าสาว " หวีหนึ่งให้ราบรื่นถึงปลายสุด หวีสองให้รักใคร่ปรองดองไปจนแก่เฒ่า หวีสามให้ลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง " ถือเป็นการอวยพรให้แก่ลูกหลานที่จะออกเรือน นอกจากนี้ การหวีผมในแต่ละวันยังทำให้ดูดีมีสง่าราศี เพิ่มความเชื่อมั่นในตัวเองได้ด้วย หวีจึงยังเป็นตัวแทนถึงความแข็งแรงและมีความสุขสดใส
      #766-5
  13. #765 Dark_Sheen (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2562 / 04:12
    ให้หวี หมายถึงอะไรอ่ะ ทำไมต้องหน้าแดงกันด้วย!?
    #765
    1
    • #765-1 Phatusanime(จากตอนที่ 35)
      21 ตุลาคม 2562 / 06:57
      https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1946303505586273&id=1507185356164759
      #765-1
  14. #764 gcudjehsijdh (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2562 / 02:26

    น้อววงงอาจิงงงงอาหยางงงงงน้องซิงเฉินนนนนแงงงงงงงรออยู่ค่ะสู้ๆน้าาาาา
    #764
    0
  15. #763 NaomiSama (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2562 / 01:56

    เด็กเขาเพิ่งรู้ววว คริๆๆๆๆๆๆ
    #763
    0
  16. #761 Aimi soulsaver (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2562 / 01:41
    งื้อ อันนี้ไม่รู้จริงๆนะ การซื้อหวีให้เนี่ยหมายความว่าไงเหรอ?
    #761
    3
    • #761-2 CsC1142(จากตอนที่ 35)
      21 ตุลาคม 2562 / 10:40
      ถ้าเป็นจีนโบราณก็อารมณ์ประมาณบอกรัก หรือสารภาพรักอะไรแบบนี้
      #761-2
    • #761-3 -NatJeeRa-(จากตอนที่ 35)
      21 ตุลาคม 2562 / 17:21
      โอเค แก้ข่าวหน่อย...ความหมายของการให้หวี(แบบจีนโบราณ)มันก็คือการขอหมั้นอะ...แบบ ขอให้ครองคู่กันจนแก่เถ้า //ขอโทษที่ตอนแรกให้ข้อมูลผิดค่ะ! (*ไหว้*)
      #761-3
  17. #760 กุหลาบสีเขียวเพชร (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2562 / 01:09
    รออออต่อออไปปปค่าาาาเดี๋ยววนกลับไปอ่านใหม่อีกรอบเพื่อรอไรท์
    #ฉันจะรอเธอที่ท่าน้ำนะ
    #760
    0
  18. #759 Artidtaya (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2562 / 00:47

    ฮืออออออออออออค้างอ่าาาาาา

    #759
    0
  19. #758 0913592910 (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2562 / 14:47
    แง มาอัพเร็วๆน้าา
    #758
    0
  20. #756 554910140 (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2562 / 11:44
    ถ้าตามบทก็จะเซวียหยางก็ต้องตาย แล้วหยางหยางของเราจะช่วยอาจิงไหม? รึว่าไงต่อ???
    #756
    0
  21. #754 NaomiSama (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2562 / 09:21
    รออยู่นะคะ โอ้ยยยยย ทำไมอ่านแค่นี้ก็ลุ้นจนขนลุกไปทั้งตัวแล้ววว ฮึยยยย
    #754
    0
  22. #753 Omiao (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2562 / 08:21
    สนุกค่ะ รอออนะค่ะ
    #753
    0
  23. #752 Fuang_0594 (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2562 / 08:12
    โศกนาฏกรรมเมืองอี้..เนี่ย!แค่คิดก็น้ำตาจะไหล..ฮือออ
    #752
    0
  24. #750 ppatteera (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2562 / 07:43
    โอ้ย...อยากอ่านต่อ
    #750
    0
  25. #748 Wilawan Chumwanid (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2562 / 06:28
    อ่าาค้างสุดๆๆ มาต่อหน่อยค่า
    #748
    0