[ปรมาจารย์ลัทธิมาร] พันธวิญญาณข้ามภพ (OC)

ตอนที่ 31 : ตอนที่ 30 ถามไถ่วิญญาณ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,632
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 288 ครั้ง
    14 ต.ค. 62



    
     ในช่วงสายของวันต่อมาหลังจากที่ทำกิจวัตรยามเช้าเรียบร้อยแล้ว  ฉันก็มุ่งหน้าไปยังเรือนวิเวกทันทีโดยที่ไม่ให้ใครรู้ และเมื่อมาถึงฉันก็เคาะประตูจนไม่นานนักเว่ยอิงก็เปิดประตูออกมาต้อนรับด้วยสีหน้าที่ดูอ่อนเพลียหน่อยๆ อีกทั้งยังสวมแค่เสื้อสีขาวเพียงชั้นเดียว แถมท่าทางยังคงปล่อยตัวแบบไม่สนโลกนั่น มันทำใหฉันยืนนิ่งเป็นรูปปั้นเพราะหลังต้นคอขาวนั้น....

 
     มีรอยแดงจ้ำสองสามรอย....แม่เจ้า เลือดจะไหลอีกแล้ววววว(=.,=)
 

     "หลานจ้าน ข้าพานางมาแล้ว" เว่ยอิงว่าก่อนจะกวักมือเรียกฉันให้ไปนั่งที่เบาะข้างๆทั้งสอง ฉันก็ได้แต่เลิ่กลั่กแล้วทำความเคารพทั้งคู่เพื่อลดความประหม่า

     "คารวะท่านหานกวง พี่เว่ย..."

     "มาๆนั่งเถอะ" ฉันพยักหน้าก่อนจะนั่งลงที่ตรงหน้าโต๊ะของทั้งสอง ส่วนเว่ยอิงก็ย้ายตัวไปนั่งข้างร่างสูงแล้วยิ้มให้ ได้แต่มองตาปริบๆด้วยความสงสัย

     และยิ่งสงสัยมากกว่าเดิมเมื่อหลานวั่งจีเรียกพิณพิฆาตออกมาวางไว้บนโต๊ะ  มือใหญ่ลูบไล้มันแผ่วเบาแล้วเอ่ยขึ้น

     "นั่งสมาธิ ตั้งจิตให้มั่น"

     "ท่านหานกวงจะทำอะไรเจ้าคะ?"

     "ถามไถ่วิญญาณ..." ฉันตกใจเมื่อได้ยินคำตอบ หมายความว่ายังไงหรือว่าเขาสงสัยอะไรในตัวของเรางั้นเหรอ? ได้แต่หันไปเอาคำตอบจากท่านปรมาจารย์อี๋หลิง

     "หยางหยาง ข้าเล่าเรื่องที่เจ้ามิใช่คนของโลกนี้ให้หลานจ้านฟังแล้ว ที่ให้เจ้าทำสมาธิก็เพราะในร่างของเจ้า...มีวิญญาณอีกดวงหนึ่งสิงอยู่"

     "..."

     "วิญญาณดวงนั้นอยู่กับเจ้าตั้งแต่ตอนที่เจ้าถูกแรงอาฆาตควบคุม ทำอย่างไรก็ขับไล่ไม่ได้ จึงได้แต่สะกดไว้และรอถามไถ่" เว่ยอิงอธิบายทำให้ฉันเพิ่งจะรู้ตัว

     "...เจ้าค่ะ แต่ก่อนอื่นข้าต้องขอบคุณทั้งสองที่ช่วยข้าไว้ หากไม่ได้พวกท่านข้าก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น"

     "อืม หยางหยางเรามาเริ่มกันเถอะ" ฉันหลับตาทำใจสักพักก่อนจะหายใจเข้าออกช้าๆแล้วพยักหน้าให้กับทั้งสอง 







    เสียงดีดฉินบรรเลงแผ่วเบาทำให้เรารู้สึกง่วง จนเผลอหลับไปทั้งๆอย่างนั้นเพราะไม่รู้ว่าทำไมถึงฝืนไม่ได้กันนะ?  กว่าจะรู้ตัวเสียงเพลงบรรเลงขับกล่อมนั้นก็หายไปแล้ว








     ฟิ้ววววววววววววว


     คลื่นพลังงานบางอย่างกำลังโอบล้อมร่างเล็กเอาไว้ แรงอาฆาตจางๆที่แผ่ออกมาจนสามารถมองเห็นรูปร่างเป็นกลุ่มควันสีดำทมิฬล่องลอยไปมา เว่ยอู๋เซี่ยนกระชับขลุ่ยไม้ไผ่ในมือเมื่อสิ่งนั้นเริ่มปรากฏ ส่วนหลานวั่งจีก็เปลี่ยนมาบรรเลงบทเพลงถามไถ่วิญญาณทันที

     แต่ยังไม่ทันที่จะได้ดีดสาย เรียวปากเล็กก็เปล่งวาจาออกมาด้วยน้ำเสียงที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

     "หากจักถาม...เหตุใดถึงมิเอ่ยวาจาเล่า" มือใหญ่หยุดนิ่งก่อนจะเงยหน้ามองร่างเล็กที่นั่งอยู่ตรงหน้าของพวกตน

     ดวงหน้าเล็กที่ก้มลงคอพับเมื่อครู่เริ่มขยับเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มบางประดับบนใบหน้า ลูกแก้วภายใต้เปลือกตาสีมุขเปิดกว้างจนเต็มดวงมองทั้งสองด้วยท่าทีสงบนิ่ง

     "...เจ้าเป็นคะ---"

     "เจ้าคือปรมาจารย์อี๋หลิงผู้สร้างตราพยัคฆ์ทมิฬขึ้นมาใช่หรือไม่?...หึๆ ไม่นึกเลยว่าจะได้พบกัน" น้ำเสียงของหญิงสาวที่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าพูดขึ้น รอยยิ้มละเมียดละไมนั้นต่างจากรอยยิ้มของฟูหยางอย่างชัดเจน

     "..."

     "ส่วนเจ้าก็คงจะเป็นหานกวงจวิน หนึ่งในหยกคู่สกุลหลานผู้น้องล่ะสิ  ช่างสง่างามสมคำร่ำลือเหลือเกิน" ลูกแก้วสีประหลาดเบนมามองหลานวั่งจีแล้วยกยิ้มให้

     "เหตุใดถึงยังคงสิงสู่ในร่างของนาง แล้วเจ้าเป็นใคร?" อีกฝ่ายยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะผุดลุกขึ้นยืนแล้วขยับมือเพื่อเรียกกลุ่มควันสีดำมาอยู่ในมือ

     "ข้ามีนามว่า 'ซือจิง' และการที่ข้ายังคงอยู่กับแม่นางผู้นี้...ก็เพื่อรอเวลา"

     "รอเวลาอะไร?" รอยยิ้มที่มีเลือนลายไปในพริบตา ลูกแก้วสีเข้มคู่สวยแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มเจือสีแดงสลับกันไปมา มือเรียวขยี้กลุ่มควันนั้นจนมลายหาย

     คำพูดที่เปล่งออกมาทำให้ทั้งสองถึงกับเย็นวาบไปทั้งกาย

     "สมดุลของพลังทั่วยุทธภพกำลังปั่นป่วน...เพราะมนุษย์อย่างพวกเจ้ามีกิเลศมากเกินไปนั่นทำให้พลังมืดเริ่มควบคุมทุกสรรพสิ่ง และรอวันที่จะกลืนกิน"

     "...จงรักษานางไว้ให้ดี อย่าให้นางเดินทางผิดเป็นอันขาด มิเช่นนั้น"

     "มิเช่นนั้น? จะเกิดอะไรขึ้นกับหยางหยางกัน?!"

     "อสูรในตัวนางจะตื่นขึ้น นางจะไม่กลับมาหาพวกเจ้าอีก...ที่ข้ายังคงอยู่กับนาง ก็เพื่อคอยสะกดพลังของมัน ต่อให้มีพวกเจ้าสักพันคนหมื่นคนก็มิอาจจะทำได้"

     "..."

     "ที่พวกเจ้ายังสะกดพลังได้นั้น เพราะว่าพลังหยางในตัวของนางยังคงอยู่เหนือกว่า แต่หากพวกเจ้าทำได้อย่าให้นางดูดซับพลังหยินส่งเดช!"

     "...แม่นาง ข้ามีข้อสงสัย อยากให้ท่านชี้แนะ"


     "เชิญถาม"


     "นามของอสูรตนนั้น...คืออะไร"


     "มันมีนามว่า ลี่เฮย ที่แปลว่า อำนาจสีดำ...หากเหม่ยเจี้ยน คือเทพธิดาแห่งสรรพชีวิต ตัวข้าคือเทพีแห่งการดับสูญ 'ซือจิง' อสูรในตัวของนางคือการล่มสลาย 'ลี่เฮย' ยามใดที่ลี่เฮยออกอาละวาด เมื่อนั้นพลังหยางทั่วยุทธภพจะต้องหายไป"


     "..."


     "ข้าออกมานานคงไม่ดีเท่าไหร่กับร่างของนาง...คงต้องไปก่อน" ทั้งสองพยักหน้าก่อนที่ร่างเล็กจะหลับตาลงอีกครั้ง แรงอาฆาตที่อยู่รอบตัว และกลุ่มควันสีดำเลือนหายไป


     ตุบ!


    ร่างเล็กโงนเงนล้มลงนอนกับพื้น เว่ยอู่เซี่ยนรีบลุกไปดูแล้วจับชีพจรก่อนจะถอนหายใจโล่งอกที่เห็นว่านางนั้นยังอยู่ในห้วงนิทรา ก่อนจะช้อนตัวนางขึ้นแล้วพาออกมายังนอกเรือนเพื่อพาไปยังที่พักของนาง 

















     ซ่าาาาาา ตุ๋มมมม! 

 
     ฉันลืมตาขึ้นมาพบว่าไม่ได้อยู่ในที่ๆควรจะอยู่  รู้ตัวได้ทันทีว่ายังไม่ตื่นจากฝันแต่ภาพที่ฉันมายืนอยู่ในที่ๆเคยมาครั้งหนึ่งแล้ว

     "คุณอีกแล้วเหรอ?" ฉันขมวดคิ้วแล้วพูดออกไปอย่างไม่เกรงใจ เมื่อคนที่อยู่ตรงหน้าฉันคือ 'หลิวซิ่นซือ' เขากำลังดื่มเหล้าแล้วทำหน้ายียวนกวนเบื้องล่างแบบสุดๆ

     "ใช่...อา เจ้าอนุชนของหลานอันนี่ช่างเก่งกาจดีแท้ ถึงขนาดเรียก 'ซือจิง' ให้ออกมาคุยได้"
     
     "ซือจิง? ใครกัน"

     "อีกหนึ่งตัวตนของอาเจี้ยนน้องสาวข้า...เป็นเทพีแห่งการดับสูญ"

     "ที่คุณพูด....คล้ายกับปางต่างๆขององค์เทพอะไรแบบนี้เหรอ?" อีกฝ่ายพยักหน้าก่อนจะจะขยับนิ้วเรียกให้ฉันมานั่งข้างๆ เขายกเหล้าดื่มอีกอึกใหญ่แล้ววางไหเหล้าลง

     "มิผิด หลังจากที่ข้ากลายเป็นอสูร นางจึงแยกร่างนั้นออกจากตัวเองเพื่อจะสะกดพลังหยินของข้าไว้ ก่อนที่นางจะสลายไปเป็นส่วนหนึ่งของสตรีตระกูลหลิวทุกคน เพื่อป้องกันการเกิดเหตุที่คล้ายกัน...จนกระทั่งเจ้าปรากฏตัวขึ้นมา นางจึงได้ตื่นขึ้นอีกครั้ง และดูท่าว่าวันแห่งการชำระใกล้จะมาถึงแล้ว"

     "วันแห่งการชำระ?"

     "เจ้าจงพึงระวัง 'ลี่เฮย' ให้ดี...มันคืออสูรที่มีมานับตั้งแต่การเกิดโลก อสูรแห่งการชำระล้าง มันจะถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อพลังหยินบนโลกมีมากเกินไป หากมันตื่นขึ้นมา มันจักทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้าโดยไม่สนมิตรหรือศัตรู เป็นอสูรที่มีมากพลังอำนาจ ฤทธิ์เดชร้ายกาจ และที่สำคัญ"

     "ที่สำคัญ..."

     "มันคือธรรมชาติ"

     "ไม่เห็นจะเข้าใจเลย ที่คุณพูดมาแบบนี้ให้อธิบายยาวๆเป็นชั่วโมงจะยังอ๋อซะกว่าอีก" ฉันมุ่ยหน้าแล้วนั่งกอดอกมองอีกฝ่ายที่ทำหน้าเคร่ง

     "เฮ้อ เอาเถอะ เจ้ายังไม่เข้าใจยามนี้ก็ไม่เป็นไร แต่จงจำคำเตือนข้าไว้ก็พอ"

     "..."

     "ดา เจ้าอยากได้อาวุธวิเศษหรือไม่?" คำถามของซิ่นซือทำเอาฉันหูผึ่งเงยหน้ามองเขาทันที แล้วพยักหน้าด้วยความตื่นเต้น

     "อยากสิ! อยากมากๆเลย คุณจะให้ฉันเหรอ?!" อีกฝ่ายยกยิ้มแล้วตอบกลับทันควันทำให้เอาหุบยิ้มทันที

     "หามันสิ"

     "อะไรของคุณเนี่ย เล่นลิ้นเก๊งเก่ง!"

     "ข้าไม่ได้เล่นลิ้น...เจ้าก็รู้ ว่าตระกูลหลิวนั้นมีเพลงกระบี่ที่แตกต่างจากสำนักอื่น อีกทั้งไม่ยึดวิชากระบี่เป็นหลัก แต่ให้กายเป็นอาวุธแทน" ฉันพยักหน้าแล้วถามกลับบ้าง

     "ก็พอรู้มาบ้างค่ะ อย่าบอกนะคะว่าจะให้สนับฉันน่ะ?"

     "มันดีกว่านั้นหลายเท่าอีก...ที่เจ้าเคยพูดกับประมุขสองตระกูลเรื่อง...อะไรนะ นะๆ วุดๆ นี่แหละ"

     "นวอาวุธ?"

     "เออ ใช่ๆ!...ข้าว่ามันน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียวเชียว และคงเหมาะกับคนที่มือเท้าคล่องแคล่วเช่นเจ้าด้วย" เขาลูบปลายคางแล้วมองฉันด้วยความพอใจ

     "แล้วที่ว่าให้ฉันหาเนี่ย มันไม่ได้อยู่กับคุณหรอกเหรอ?"

     "ก็...ข้าทำตกไว้ที่แทบกูซูตอนไปปราบปีศาจกับอาเจี้ยนน่ะสิ" ฉันยกมือตบหน้าผากแล้วลูบหน้าทันที  ทำไมคนๆนี้โคตรติ๊งต๊องเลยเนี่ย ไม่เข้าใจเลย!

     "ฉันอยากจะบ้าตาย คุณนี่ซื่อบื้อผิดกับหน้าตาเลยนะ"

     "อาเจี้ยนก็พูดอย่างเดียวกับเจ้า อาวุธนั้นเคยมีลูกหลานของอาเจี้ยนตามหานับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ไม่มีผู้ใดที่มันยอมรับเลย"

     "...เฮ้อ ฉันไม่ขอรู้ก็ได้ว่ามันคืออะไร แต่อย่างน้อยก็บอกชื่ออาวุธมาสักหน่อยก็ยังดี" ฉันยกมือยอมแพ้แล้วเท้าเอวมองคนตรงหน้า อีกฝ่ายจึงดันจานขนมมาให้ฉันกินก่อนจะตอบ

     "หนิงอัน 宁安  ที่แปลว่า ความสงบสุขแห่งสันติภาพ..." พอกัดขนมเพียงหนึ่งคำ มันก็เหมือนกับว่าต้องรีบกลับไปแล้วจึงลุกขึ้นยืนแล้วยกมือไหว้ขอบคุณก่อนจะหันหลังเดินออกไป

     สิ่งที่เขาพูดทิ้งท้ายนั้น มันเหมือนกับว่าเขาได้ฝากความหวังไว้ในมือ

     "หากเป็นเจ้า มันต้องยอมรับเจ้าแน่ๆ"














     หลังจากที่ได้สติขึ้นมา ก็พบว่าฉันนอนอยู่ในห้องนอนของตัวเองก็รู้สึกแปลกใจ พอลองไปถามคนอื่นๆพบว่าทั้งสองออกเดินทางไปเพื่อตรวจสอบอะไรบางอย่าง 

     หรือว่าเพราะแขนซ้ายของชื่อเฟิงจุนออกอาละวาด

     หนิงอัน...ความสงบสุข สันติภาพ ก็เหมาะกับคำสอนของตระกูลดีแฮะ ทุกคนเท่าเทียม ไม่มีลำเอียงฝ่ายใด

     "แต่ทำตกในกูซู แล้วคิดว่ากูซูมันแคบนักรึไงเนี่ย" ได้แต่บ่นพึมพำก่อนจะเดินออกาจากห้องเพื่อไปเล่นกับพวกกระต่าย
    

     



     จนกระทั่ง...

     "พวกพี่จะไปล่าราตรีเหรอ แล้วทำไมไม่ชวนข้าล่ะ?"

     "ร่างกายเจ้ายังต้องพักฟื้นนะ ฟูหยาง...ธาตุไฟเข้าแทรกจนเจ้าปางตาย จะให้เจ้ากลับไปเผชิญหน้าหลังจากที่เจ้าเพิ่งหายป่วยก็คงไม่ดี" ซือจุยอธิบายด้วยเหตุผล จนฉันต้องหันไปขอความเห็นใจจากจิ่งอี๋

     "พี่จิ่งอี๋..."

     "ครั้งนี้ข้าเห็นด้วยกับซือจุยนะ  พวกข้าไปไม่นานเดี๋ยวก็กลับมาแล้ว ไว้ข้าจะซื้อของมาฝากเจ้าดีไหม?" จิ่งอี๋ว่าก่อนจะหันไปมองเพื่อของตัวเองที่พยักหน้าให้

     "พวกพี่ทิ้งข้าอีกแล้ว..."

     "ไม่ได้ทิ้งเจ้า แต่พวกข้าเป็นห่วงเจ้าต่างหากเลยไม่ให้เจ้าไป ที่ที่พวกข้าไปมีแรงอาฆาตรุนแรงมาก เจ้าอาจถูกครอบงำอีก" ศิษย์อีกคนพูดเสริมก่อนที่พวกเขาจะหันหลังแล้วเดินลงไป

    
     ประโยคสุดท้ายนั้น มันแทงใจดำฉันมากจนอยากจะร้องไห้ซะตอนนั้นเลยด้วยซ้ำ...และคงจะโกรธพวกเขาแน่ถ้าจิ่งอี๋ที่ยังคงยืนอยู่ตรงหน้าไม่ไปไหนย่อตัวลงมาให้สายตาเราอยู่ในระดับเดียวกัน

     "ไม่ใช่ว่ากลัวเจ้าถูกทำร้าย  แต่ข้ากลัว...ที่จะต้องเห็นเจ้าในสภาพเช่นนั้นอีก ข้าทนไม่ได้หรอก" มือที่ยกขึ้นวางบนศีรษะ และรอยยิ้มที่เจือไปด้วยความเจ็บปวดถูกส่งมาให้ก่อนที่เขาจะผละออกแล้วหันหลังเดินจากไป






     กลัว...นอกจากผีแล้ว เขายังมีอย่างอื่นที่กลัวอีกเหรอ



     "..." ฉันยกยิ้มแล้วหมุนตัวเดินกลับไปยังสำนักเพื่อไปหาหนังสือมาอ่านสักเล่ม หรือไม่ก็ไปซ้อมที่ลานฝึกดีกว่าแฮะ

     "ฟูหยางๆ! เจ้ามาพอดีเลย มีคนถามหาเจ้าแน่ะ" ในขณะที่กำลังเข้าลานฝึกศิษย์คนหนึ่งก็เหลือบมาเห้นฉันแล้วเดินเข้ามาทักทันที 

     "ใครหรือ?"

     "ไม่รู้สิ แต่เป็นคนของอวิ๋นเมิ่งที่ติดตามประมุขเจียงมาที่แห่งนี้ พวกเขาบอกว่าอยากเจอเจ้าสักครั้งหนึ่งน่ะ" ฉันพยักหน้าอ๋อแล้วมองหาคนสวมเครื่องแบบสีม่วงบงกชด้วยความสนใจ

     "โอ๊ะ มาโน่นแล้วๆ!" พอหันไปมองก็เห็นคนของตระกูลเจียงวิ่งมาหาด้วยความตื่นเต้น ในมือของพวกเขายังคงถือกระบี่ไว้อยู่เลย

     "เจ้าคือฟูหยางหรือ?! ที่โค่นเทียนโย่วเหม่าลงได้"

     "ช ใช่หรอก"

     "สอนพวกข้าบ้างสิ! การต่อสู้ด้วยมือเปล่าของเจ้าน่ะ คุณชายจินเขาเล่าให้พวกข้าว่าสุดยอดมาก...อยากลองประมือกับเจ้าดูสักครั้ง" ดวงตาของเหล่าเด็กหนุ่มเป็นประกายวิบวับจนฉันมองหน้าเจื่อน

     "อ เอ่อ...แค่นิดเดียวนะ"

     "ได้!"








    เวลาผ่านไป

  
     ปึ่ก! ผลั่ก! ผัวะ! ตุบ!

     "โอ๊ย! ย ยอมแล้ว ข้ายอมแล้ว!" เด็กหนุ่มคนที่ 6 ถึงกับทิ้งกระบองไม้ยาวในมือแล้วล้มลงยกมือห้ามฉันไว้แล้วบอกยอมแพ้

     "...อะไรกันน่ะ นี่เจ้าเป็นศิษย์ตระกูลเจียงจริงหรือเปล่าเนี่ย"

     "ก็พวกข้าเพิ่งเข้ามาได้แค่ไม่กี่เดือนเอง! ก็หลังจากงานชุมนุมพวกข้าก็เพิ่งได้เข้ามาเป็นศิษย์นี่..." เด็กหนุ่มอีกคนว่าก่อนจะยันตัวลุกขึ้นยืนแล้วปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า

     "ไม่นานจริงๆด้วย อือ...เอาอย่างนี้ ข้าให้เจ้าเล่นกับข้าก่อนเป็นการปรับตัวให้เข้ากับอาวุธ"

     "เล่น? เล่นอะไร?"
     
     "เอาเถอะน่า หยิบกระบองขึ้นแล้วทำตามข้านะ" พวกเขาว่าก่อนจะหยิบกระบองขึ้นมาคนละอัน ฉันหลับตาแล้วยกมือไหว้ก่อนจะจับกระบองไว้มั่น

     "ก่อนอื่น พวกเจ้าลองควงมันไปมาเหมือนพายเรือช้าๆแล้วค่อยเร่งจังหวะนะ" ฉันว่าก่อนจะควงมันเป็นเลขแปดแนวนอนให้พวกเขาดู ก่อนจะเปลี่ยนมาควงมือเดียว

     "ของพวกนั้นพวกข้าทำได้แล้วน่า! จะให้เล่นอะไรก็บอกมาสิ เดี๋ยวพวกข้าก็กลับแล้ว!" เด็กหนุ่มใจร้อนคนหนึ่งพูดขึ้นแล้วไม่ทำตามฉัน ฉันหยุดควงแล้วสบมองเขาก่อนจะถอนหายใจ

     "เฮ้อ ก็ได้...เข้ามาสิ" ฉันปล่อยกระบองแล้วบอกกับเขา เขาถึงกับตกใจที่ฉันท้าแต่ก้ไม่แย้งพร้อมกับพุ่งเข้ามาทันที

     "ฉิงเฮอ อย่านะ!"

     "ย้ากกกกก!"  ไม้ยาวที่ง้างจนสุดแขน แค่มองดูก็รู้แล้วว่าเขาต้องฟาดแนวตรงแน่นอน ฉันถอนหายใจก่อนจะเบี่ยงหลบมาด้านข้างจับข้อมือของเขาแล้วเหวี่ยงให้อีกฝ่ายม้วนตัวหลังกระแทกพื้น

     หมับ! ควับ ตุบบบบ!

     "...อ อะไร?"

     "เจ้าอ่านทางง่ายนี่ ไม่พลิกแพลงเอาเสียหน่อยเหรอ? แค่ดูก็รู้เลยว่าเจ้าจะฟาดหัวข้าแน่ๆน่ะ" ฉันว่าด้วยความเบื่อหน่ายก่อนจะฉุดให้อีกฝ่ายลุกขึ้นยืน

     "จ เจ้า..."

     "งั้นเจ้าลองทำท่าเดียวกันกับข้าเมื่อครู่นี้อีกรอบสิ...แต่ครั้งนี้ข้าจะตีเจ้านะ" ว่าแล้วก็แย่งกระบองยาวไปก่อนจะพุ่งเข้าหาแล้วง้างไม้จนสุดแขน

     พอฉันเหวี่ยงไม้จะฟาดลงมา เขาก็ตั้งท่าจะรับ ฉันจึงขยับมือที่จับแล้วเหวี่ยงมันจากด้านข้างทันที เขาตกใจและคิดว่าคงหลบไม่ทันแต่ฉันหยุดมันไว้ที่สีข้างก่อนเพียงนิดเดียว

     ตุบ!

     "...เห็นไหม? ง่ายนิดเดียวเอง" ฉันยิ้มแล้วยื่นด้ามให้เขาถือ เขาอึ้งเอ๋อไม่ต่างกับคนอื่นๆ ก่อนที่เขาจะผุดลุกขึ้นแล้วเอ่ยชมด้วยความตื่นเต้น

     "ยอดเลย! การทดสอบคราวหน้าข้าอาจชนะก็ได้ ขอบใจเจ้ามากนะ!"

     "ไม่เป็นไร ยังไงเสียนั่นก็ไม่ใช่วิชาอะไร แค่ป้องกันตัวเท่านั้นเอง" ต้องขอบคุณวิชากระบี่กระบองสมัยเรียนมากๆที่ได้เอามาใช้ในเวลานี้

     "ไว้หากพวกข้าผ่านการทดสอบ จะเขียนจดหมายมาบอกนะ"

     "ขอให้โชคดีนะ" พวกเรายิ้มหัวเราะด้วยกันอย่างสนุกสนาน จนกระทั่งเสียงของเสี่ยวโม่ตะโกนขึ้นมาในกระแสจิต

      พี่หยาง ระวังข้างหลัง!

     ชิ้งงงง!! เก๊งงงง!!

     ฉันผลักเด็กหนุ่มคนหนึ่งออกแล้วชักกระบี่สกัดวิถีของกระบี่ปริศนาที่พุ่งตรงมายังพวกเรา ทุกคนในลานฝึกตกใจและชักกระบี่ออกมา ฉันหลุบตามองกระบี่ที่ปักกับดินด้วยความไม่สบอารมณ์เพราะมันเป็นกระบี่ที่ฉันคุ้นเคย

     "...ไปตามผู้อาวุโสเร็ว! มีผู้บุกรุก!" ศิษย์คนหนึ่งพยักหน้าแล้วกำลังจะวิ่งออกนอกลานฝึก แต่ในตอนนั้นก็มีบางอย่างผ่านพวกเราไปและแทงเข้าที่ขาของศิษย์คนนั้น

     ฉึก!

     "อั่ก!" คนอื่นรีบวิ่งมาดูก่อนจะห้ามเลือด ฉันเห็นว่ามันเป็นลูกดอกและไม่น่าจะแค่ลูกดอกธรรมดาด้วย

      ไม่นานนักมันเริ่มบวมและสีออกม่วงคล้ำจนน่ากลัว และไม่มีใครที่จะกล้าขยับเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของหญิงคนหนึ่งดังขึ้น พร้อมกับร่างระหงที่ปรากฏตัวขึ้นมา

     "ฮึๆๆ โชคไม่ดีเสียจริงๆ...ที่โดนลูกดอกพิษของข้าเข้าจนได้"

     "ปวด...ปวดเหลือเกิน!" เสียงร้องด้วยความทรมานทำให้หญิงสาวยิ้มกว้างกว่าเดิม ก่อนที่หล่อนจะค่อยๆย่างกรายเข้ามาแล้วหยิบกระบี่สีชมพูอ่อนขึ้น

     "ค่ายกลคุกลูกดอกพิษ(ชื่อสมมติ)...."

     "ถูกต้องแล้ว" ทุกคนต่างกำกระบี่ในมือไว้แน่นแต่ก็ไม่มีใครกล้าที่จะบุกเพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายซ่อนอะไรไว้อีก ฉันจ้องหน้าหล่อนสักพักก่อนจะหันหลังกลับมาแล้วฉีกกางเกงของเขาที่ถูกลูกดอกแทงออก

      แคว่กกกกก!

     มันบวมมากจนผิวตึงไปหมด แต่ว่านอกจากอาการปวดจนเหมือนจะขาดใจแล้วก็เหมือนว่าจะไม่อันตรายถึงชีวิตแฮะ

     "...อย่าขยับมาก ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าพิษร้ายแรงแค่ไหน...อยู่นิ่งๆไว้" ศิษย์คนนั้นพยักหน้าเมื่อฉันว่าพร้อมกับดึงลูกดอกออกจากขาของเขา ก่อนจะผุดลุกขึ้นเดินมาเผชิญหน้ากับหล่อนใกล้ๆ

     ตึก!

     "ไม่ได้เจอกันเสียนานเลยนะ อาเฟย...ท่าทางเจ้ายังสบายดีนี่" อีกฝ่ายยกยิ้มเหยียดเหมือนอย่างเคย ฉันก็ได้แต่ส่ายหน้าขำๆแล้วตอกกลับไปบ้าง

     "นั่นสิ ไม่ได้เจอกันนาน...ตกต่ำลงมากเลยนะ เยว่ซิ่ว" อีกฝ่ายหุบยิ้มทันควันก่อนที่หล่อนจะฉวยบางอย่างออกมาแล้วเหวี่ยงมันใส่ฉัน แต่ก็รู้ตัวแล้วกระโดดหลบทัน

     ฟึ่บ! วืด!

     "..."

     "แก...ทำให้พี่เหม่าต้องตาย! ข้าจะล้างแค้นให้พี่ของข้า!" พอหล่อนเงยหน้าขึ้นมา ดวงตาของหล่อนกลายเป็นสีแดงฉาน แขนทั้งสองข้างกลายเป็นเคียวคล้ายตั๊กแตนตำข้าวแต่เป็นสีดำ มีหางยาวเหมือนแมงป่อง จนฉันเห็นแล้วยังต้องตาโต




     "ไปขอขมาพี่ข้าในนรกเสียเถอะ นังสารเลว!!"










เห่อๆ  ไม่มีไรมาก

เม้น-กัน-หน่อย!!


ความสุขของเตี้ย = การเห็นรีดเดอร์อินกับฟิค และเม้นมาให้อ่าน








ขอแค่นี้จริงๆ กราบล่ะค่ะ



รูปภาพที่เกี่ยวข้อง


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 288 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,619 ความคิดเห็น

  1. #1608 Rosemarie (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 25 มีนาคม 2564 / 15:46
    พอถามไถ่วิญญาณถึงพึ่งนึกขึ้นได้ แล้ววิญญาณประมุขเทียนล่ะ หายไปไหน
    #1,608
    0
  2. #1518 BonusRaklok (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 11:20
    งืมมม กลับมาแก้ไขตรงคุณ ฉัน ค่ะ คะ ด้วยได้มั้ย อีกฝ่ายพูดข้าพูดเจ้า อีกฝ่ายพูดฉันพูดคุณ มันไม่เข้ากันเลยอ่ะะ อ่านแล้วแปลกๆ แต่โดยรวมแล้วเนื้อเรื่องสนุกมากค่ะ อ่านเพลินดีติดขัดแค่ตรงฉันๆคุณๆนี่ล่ะ555
    #1,518
    0
  3. #1234 NongZaRa (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 22:53
    โว้ะ ทามไมรุ้สึกเหมือนอ่านพาวเวอร์เรนเจอร์เจอสัตประหลาด555555555555 ไร้ท รี้ดขำตัวรี้ดเองง่ะ55555
    #1,234
    0
  4. #665 RAY MII (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2562 / 14:02
    จิ่งอี๋อบอุ่นมากเลยค่ะแงง สนุกมากๆ หมั่นไส้สองพี่น้องจริงวุ้ยย
    #665
    0
  5. #660 AISORIN (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2562 / 18:18
    "ไปขอขมาพี่ข้าในนรก"

    ว้าาา~~ รุ้ด้วยว่าพี่ตัวเองเลวจนไม่ได้ขึ้นสวรรค์ เก่งวุ้ยย!
    #660
    0
  6. #656 Kistsune-siro (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2562 / 10:26
    ใครสารเลวกันแน่คะ ถ้าพวกคุณทั้งคู่ไม่ฆ่าพ่อแม่ตัวเองแล้วมายุ่งกับฟูหยาง หยางหยางคงไม่ฆ่าไม่ไปยุ่งกับพวกคุณหรอกค่ะ ^^*
    #656
    0
  7. #645 Maidii (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2562 / 16:34
    อู้ววววว ดุเดือดจิมๆ
    #645
    0
  8. #644 Reconcile -. (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2562 / 09:30
    อห. อินังจิตไม่ปกติโผล่มาอีกแล้ว คราวก่อนโดนอัดไปยังไม่เข็ดสินะนังเย่ว!

    จิ่งอี๋น่ารักมากกกกกก เทออ ละมุนเว่อๆ
    แอบเห็นใจเหล่าหนุ่มๆตระกูลเจียงนะ อยู่ดีๆก็อยากมาเป็นนวมให้น้อนอัดเฉยเลย
    #644
    0
  9. #643 554910140 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2562 / 07:56
    จิ่งอี๋รีบกลับมาเร็วๆนะ
    #643
    0
  10. #642 chyanin (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2562 / 04:38
    นังเด็กปริศนาเยอะ หมั่นไส้จริงๆ ดา ถ้าเธอไม่ใช่นางเอกนะ ปริศนาเยอะแบบนี้ เราจะ จะ จะตาทอ่านต่อไป 5555

    ปล.พี่เว่ย ใส่เสื้อตัวในชั้นเดียว ของใครกันน้า แล้วรอยแดงๆมีแค่ต้นคออย่างเดียว หรือมีในร่มผ้าด้วยคะ อิอิ

    ปล.2 ทำไมฟูหยางไม่เรียกอาเตี่ย อาเหนียงละ หลานจ้านอนุญาตแล้วนิ อิอิ
    #642
    1
    • #642-1 Phatusanime(จากตอนที่ 31)
      12 ตุลาคม 2562 / 16:59
      ขอตอบปล. 2 นะคะ เดี๋ยวพี่เว่ยจะตกใจ
      #642-1
  11. #641 คนหลับมืออาชีพ (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2562 / 02:32
    ค้างงงง
    #641
    0
  12. #640 sakuranene (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2562 / 01:12
    ค้างมาก
    #640
    0
  13. #639 -NatJeeRa- (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2562 / 00:57
    ทำไมมันจองเวรจองกรรมกันขนาดนี้... //จะรอนะคะ สู้วๆค่า~
    #639
    0
  14. #638 魏玲 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2562 / 00:47
    อิพี่น้องนรกคู่นี้เมี่อไหร่มันจะหาบไป๊
    #638
    2
    • #638-1 Phatusanime(จากตอนที่ 31)
      12 ตุลาคม 2562 / 00:48
      พี่หายละค่าาา เหลือแค่น้องง
      #638-1
    • #638-2 chyanin(จากตอนที่ 31)
      12 ตุลาคม 2562 / 04:35
      น่าจะหายไปตอนน้า อาจจะตายหมดไม่เหลือ หุหุ
      #638-2