คุณชายห้าเทพแห่งการรักษา

ตอนที่ 21 : บทที่ 21:“ ยั่วยุ”

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,579
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 256 ครั้ง
    23 ส.ค. 62


ซือหม่ายูเยว่โล่งใจมากหลังจากที่เฟิงจิ๋วซิงไม่คิดจะสนทนากับนางต่อ นางเดินกลับห้องเรียนอย่างผ่อนคลาย ความเงียบสงบปกคลุมได้ไม่นานก็ต้องรู้สึกราวกับว่าร่างทั้งร่างหนักอึ้ง เมื่อได้ยืนเสียงของภูติวิญญาณดังขึ้น

“ท่านต้องระวังคนผู้นั้นให้ดี เขาอาจสัมผัสถึงพลังปราณของท่านได้แล้ว”

            ร่างกายซือหม่ายูเยว่แข็งค้างไปเกือบหนึ่งเค่อก่อนจะเอ่ยปากถาม “เจ้าบอกว่าไม่ต้องเป็นกังวลว่าผู้คนจะรับรู้ถึงพลังปราณของข้าได้มิใช่หรือ”  

            “เป็นเช่นนั้น” เขาแน้นย้ำ “ข้าสามารถปกติความเปลี่ยนแปลงของพลังปราณที่ปล่อยออกมาจากร่างกายท่านได้ และผู้คนส่วนใหญ่จะมิอาจรับรู้ถึงการมีอยู่ของพลังปราณท่าน แต่คนผู้นั้นมีพลังมากนัก ในยามที่เขาจับข้อมือท่านเพื่อตรวจสอบ ข้าคิดว่าเขาค้นพบพลังปราณของท่านแล้ว”

            “ทำไมเขาต้องตรวจสอบข้า?”

            ซือหม่ายูเยว่ใช้เวลาคิดเพียงครู่จากนั้นนางก็โยนความคิดนั้นออกไป ตอนนี้สิ่งที่นางต้องการมากที่สุดคือเวลา เพราะนางเริ่มต้นช้ากว่าคนอื่นอยู่มาก นางจึงต้องการเวลาเพิ่มมากขึ้นสำหรับการเพิ่มพลังปราณตัวเองให้สูงขึ้น

            ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าในห้องเรียน สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องนางอย่างมิเป็นมิตร มีร่องรอยความสนุกสนานปะปนอยู่ในสายตาทุกคู่ที่มองมา  หลังจากเฟิงจิ๋วซิงพานางออกจากห้องเรียนไป พวกเขานั้นมีความอยากรู้อยากเห็นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงส่งสายย่อมตามร่างบางไป

            ซือหม่ายูเยว่ไม่ให้ความสนใจกับสายตานับสิบคู่นั้นแต่อย่างใด นางเดินกลับไปที่นั่งตัวเองแต่ระหว่างทางกลับมีขาข้างหนึ่งยื่นมาขว้างทางไว้ ทุกคนต่างจับจ้องนางด้วยความยินดีหวังว่านางจะล้มลงไป แต่สิ่งที่พวกเขาเห็นคือร่างเพียวบางเดินผ่านเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขาเรียวก้าวเหยียบขาคนผู้หนึ่งที่ยื่นออกมาขว้างทาง นางเดินอย่างเป็นธรรมชาติราวกับก้าวเหยียบลงบนม้านั่ง

            “โอ๊ย!” เสียงกรีดร้องดังลั่นจากด้านหลัง ขณะเดินผ่านนางรวบรวมน้ำหนักทั้งหมดที่มีลงไปในตอนที่ก้าวเท้าเหยียบขาข้างนั้น

            “ซือหม่ายูยว่! เจ้าจะไปไหน เจ้าไม่รู้หรือว่าต้องเดินอย่างไร!!” นักเรียนคนนั้นพูดเสียงดังด้วยความโกรธแค้น

            “ปกติ ข้าก็เดินเช่นนี้” นางไม่ให้ความสนใจกับคนผู้นั้น อีกไม่แม้หันกลับไปมองแต่ก้าวเดินกลับไปที่นั่งตัวเองอย่างสงบ

            “เจ้า...!” นักเรียนคนนั้นลุกขึ้นยืน กำลังจะพุ่งเข้าไปสั่งสอนนางแต่ต้องชะงัก เมื่อนักเรียนคนอื่นกล่าว “คุณหนูเหมย อาจารย์เฟิงกำลังมา”

            เมื่อเหมยชิงเห็นอาจารย์เฟิงเดินเข้ามาในห้องเรียน นางไม่มีทางเลือกจึงนั่งลงอย่างไม่เต็มใจ นางหันหน้ากลับไปมองซือหม่ายูเยว่อย่างโกรธแค้น

            “คุณหนูเหมย เจ้าไม่ต้องห่วง มีโอกาสตั้งมากมายที่จะให้บทเรียนแก่เขา” อี๋ฉู่ชวีกล่าว

            “ใช่แล้ว แม้ซือหม่ายูเยว่จะมีท่านแม่ทัพกำราบแคว้นคอยหนุนหลังอยู่ ทว่าตระกูลเขาก็มิได้รับการสนับสนุนการตระกูลใหญ่อื่น ๆ และไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่าตระกูลที่มีความชอบและชื่อเสียง อย่างตระกูลเหมยแห่งชินชิงของเจ้า ” อี๋ฉู่ชวีเย้นหยัน

            “เงียบ...” เฟิงจิ๋วซิงกล่าวขณะมองไปที่นักเรียนทั้งสามสิบห้าคน “วันนี้ ข้าจะสอนเรื่องที่ค้างไว้จากเมื่อวาน”

            ซือหม่ายูเยว่เอนกายอย่างผ่อนคลายพลางเงี่ยหูฟังด้วยความสนใจ ขณะนักเรียนคนอื่นต่างพากันจดบันทึกอย่างขมักเขม้น นางทำเพียงประสานมือไว้อย่างสงบนิ่ง

            “เหตุใดเจ้าไม่จดบันทึกเล่า?”

            เมื่อไป๋กงฉางจดบันทึกสิ่งที่เฟิงจิ๋วซิงบรรยายเสร็จสิ้น นางสังเกตว่าซือหม่ายูเยว่ไม่แม้จะแตะพู่กันเลยสักนิด ด้วยความสงสัยใคร่รู้นางจึงเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนากับซือหม่ายูเยว่ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากจากนาง

            “หืม?” ซือหม่ายูเยว่หันมามองไป๋กงฉางด้วยความแปลกใจเพียงครู่ “ข้าบันทึกไว้เรียบร้อยแล้ว”

            ไป๋กงฉางหันไปมองสมุดบันทึกที่ว่างเปล่าปราศจากตัวอักษรใด ๆ และเลื่อนสายตาไปมองซือหม่ายูเยว่

            ซือหม่ายูเยว่ชี้ไปที่หัวของนาง พลางเคาะเบา ๆ “อยู่ในนี้”

            พอเห็นท่าทีที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่า ไม่เชื่อของไป๋กงฉาง นางพูดเสียงเรียบ “ตั้งแต่เด็ก เมื่อข้าเห็นบางสิ่ง ข้าสามารถจดจำได้ทันที และไม่เคยลืมแม้ว่าจะเห็นเพียงผ่าน ๆ ตา ข้าจดจำได้ทุกสิ่งที่อาจารย์เฟิงสอน”

            ไป๋กงฉางไม่ให้ความสนใจเขาอีก ใบหน้างามยังคงไว้ซึ่งความไม่เชื่อ แม้นางจะหันกลับไปแก้ไขเนื้อหาในบันทึกที่จดไว้แล้วก็ตาม

            ซือหม่ายูเยว่ไม่คิดว่าไป๋กงฉางจะนั่งแถวสุดท้ายเช่นดียวกัน นางอ่านบันทึกของตัวเองอย่างขยันขันแข็ง และตั้งใจฟังสิ่งที่อาจารย์เฟิงสอนเงียบ ๆ ทว่านางก็ยังแผ่ออร่าเย็นยะเยือกดุจน้ำแข็งเช่นเคย เพื่อกีดกันคนอื่นออกจากตัวนาง ซือหม่ายูเยว่มองนางด้วยความสังสัย นางพบเจอสถานกาณ์เช่นใดกันที่ทำให้นางกลายเป็นคนเช่นนี้ แม้แววตานางจะนิ่งสงบแต่มันก็มิอาจปิดบังระรอกครึ่งสายหนึ่งได้ ราวกับนางมีความเกลียดชังฝังลึกภายในจิตใจ

            วันแรกของการเรียนผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ส่วนใหญ่เรียนเกี่ยวกับทฤษฎีการฝึกฝนพลังปราณที่หลากหลาย สำหรับภาคปฏิบัติก็มีให้เรียนตลอดทั้งวัน

            หลังจากเลิกเรียนซือหม่ายูเยว่และชิงฟางฉี ก็เดินทางกลับไปที่ยังเรือนพักของพวกเขา นางสัมผัสได้ถึงเสียงร้องประท้วงที่ดังมาจากท้อง นางมุ่งตรงไปห้องครัวอย่างรวดเร็ว ขณะกำลังทำอาหารอยู่นางอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย ต้องทำอาหารมากมายเพียงนี้นางจะเอาเวลาใดไปฝึกฝนพลังปราณ?

            “มิต้องห่วง ขณะรับประทานอาหารท่านสามารถฝึกฝนพลังปราณได้” ภูติน้อยเอ่ยออกมาเมื่อเขาสัมผัสได้ถึงความหนักใจของนาง

            “ข้าสามารถฝึกฝนพลังไปด้วยกินข้าวไปด้วยได้เช่นนั้นหรือ ข้าไม่เคยได้ยินว่ามีเช่นนี้มาก่อน”

            “เพราะท่านโง่เขลา” ภูติน้อยตอบอย่างสัตว์จริงโดยไม่มีความลังเลสักนิด

            ซือหม่ายูเยว่แม่มริมฝีปากบางแน่น คนผู้นี้ช่างไม่มีไหวพริบเสียบ้าง

            ดี นางเป็นผู้ใหญ่ ส่วนเขาเป็นเพียงเด็กเหลือขอตัวเล็ก ๆ นางไม่ควรโต้เถียงกับเด็ก นางข่มใจตัวเองไว้อย่างเงียบ ๆ “ข้าต้องทำเช่นไร”

            “พืชที่ดูดซับพลังจิตวิญญาณในอากาศได้สำเร็จ และเก็บพลังไว้ภายในเรียกว่าพืชวิญญาณ เดิมเป็นเพียงพืชสมุนไพรธรรดาเท่านั้น ทว่าบางคนก็สามารถซึมซับพลังแห่งจิตวิญญาณและเก็บมันไว้ได้เช่นเดียวกัน” ภูติน้อยอธิบาย

            นึกถึงความรู้ในอดีต เกี่ยวกับการสังเคราะห์ด้วยแสง โดยการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อเปลี่ยนเป็นก๊าซออกซิเจน นางคิดว่าอาจจะเหมือนกับการดูดซับพลังของพืชวิญญาณ

            “ตราบใดที่ท่านกินอาหารที่อุดมไปด้วยพืชวิญญาณ พลังวิญญาณก็จะถูกเก็บไว้ภายในร่างกายของท่าน” ภูติน้อยยังคงอธิบายต่อไป

            “จริงหรือ?” คิ้วเรียวเลิกขึ้นสูงเต็มไปด้วยความสงสัย “หากง่ายดายเช่นนี้ ทำไมไม่มีผู้ใดค้นพบวิธีนี้เล่า?”

            “เป็นเพราะพลังจิตวิญญาณบนโลกนี้มีพลังน้อย ไม่มีพลังมากพอทำให้พืชสมุรไพรที่นี่ดูดซับและเปลี่ยนเป็นพืชวิญญาณที่สมบูรณ์ได้ ดังนั้นพืชสมุรไพรบนโลกนี้จึงเป็นเพียงพืชธรรมดาเท่านั้น แน่นอนว่าไม่มีใครค้นพบความวิเศษข้อดีได้” ภูติน้อยตอบอย่างเหยียดหยาม

            ซือหม่ายูเยว่หันมามองเขาทันทีหลังจากได้ยินว่า พืชบนโลกนี้เป็นเพียงพืชธรรมดาเท่านั้น นางรู้สึกคล้ายเลือดในกายกำลังเดือด นางตะโกนกลับไปอย่างหัวเสีย “ถ้าเป็นเช่นนั้น เจ้ามาบอกข้าทำไม!!

            “ควรเป็นเช่นนั้น” ภูติน้อยหัวเราะเยาะ “แม้ว่าภายนอกจะเป็นเพียงพืชธรรมดา ทว่าก็มิได้หมายความว่าพืชที่ปลูกในไข่มุกวิญญาณจะเป็นเช่นเดียวกัน”

            “หะ!!” หลังจากตระหนักอะไรบางอย่างได้ นางรีบหลบเข้าไปในเรือนของตนเอง พร้อมปิดประตูอย่างแน่นหนา จากนั้นก็พุ่งเข้าไปในไข่มุกวิญญาณ

            ทันทีที่นางมายังสถานที่ที่คุนเคย นางจึงส่งเสียงเรียกภูติวิญญาณด้วยเสียงตื่นเต้น “เจ้าหมายความว่าอย่างไร เจ้าภูติน้อย”

            “ลองสัมผัสพลังจิตวิญญาณที่นี่” ภูติน้อยปรากฎตัวออกมาช้า ๆ

            ซือหม่ายูเยว่หลับตาคู่สวยนั้นลง และจดจ่ออยู่เพียงครู่ นางลืมตาขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น โห่ร้องออกมาเสียงดัง “พลังจิตวิญญาณที่นี่แน่นหนามาก”

            “อืม” ภูติน้อยยืดอกตัวเองขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ

            “แน่นอน ตามข้ามา” ภูติน้อยพูดขึ้นขณะหันกลับมา และพานางเดินไปตามเส้นทางเล็ก ๆ รอยยิ้มนั้นกว้างขึ้นเมื่อเขาหันหลังให้นาง

            นางเดินตามเขาไปติด ๆ อย่างรวดเร็ว สายตามองไปรอบ ๆ กายเพื่อตรวจสอบสถานที่แปลกใหม่ ตรงหน้าปรากฎฟาร์มขนาดเล็ก ที่มีแปลงปลูกพืชมากมายหลายชนิดอยู่ด้านหนึ่ง ส่วนอีกฝั่งนั้นมีสัตว์อยู่มากมายหลายชนิด

            ดวงตากลมสวยเบิกกว้าง พลางอ้าปากค้างด้วยความสับสน “เป็นไปได้อย่างไร สัตว์พวกนี้อาศัยอยู่ในนี้ได้อย่างไร”

            “สัตว์พวกนี้เป็นเพียงสัตว์ระดับต่ำ ไม่อาจจะเรียนรู้อันใดได้แม้อยู่ในสภาพแวดล้อมสมบูรณ์เช่นนี้ พวกเขามิสามารถฝึกฝนให้เป็นสัตว์วิญญาณได้ พวกเขารู้เพียงวิธีผสมพันธุ์เท่านั้น ข้าค่อนข้างลำบากใจในการควบคุมประชากร” เขาตอบอย่าหงุดหงิด

            “สัตว์บางชนิดข้าไม่เคยเห็นบนโลกมาก่อน มีสัตว์มากมายอยู่ที่นี่ได้อย่างไร” นางมิอาจปกปิดความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองได้ นางยังคงเอ่ยปากถามอย่างต่อเนื่อง พลางมองดูสัตว์ที่คุ้นเคยมากมายตรงหน้า

            “เป็นอดีตท่านผู้อาวุโสที่ทิ้งไว้ ข้ามิทราบว่าเขาไปจับพวกมันมาจากไหนเช่นกัน เนื่องจากพวกมันเหล่านี้อาศัยอยู่ที่นี่มานาน แน่นอนว่าร่างกายยังคงอุดมไปด้วยพลังจิตวิญญาณที่มีจำนวนมากมายที่ถูกเก็บไว้ภายใน พวกพืชผักเหล่านี้ก็เช่นเดียวกัน พวกมันคือพืชวิญญาณที่อุดมไปด้วยพลังวิญญาณ เจ้ามาสามารถนำไปทำอาหารได้”

            ซือหม่ายูเยว่มองดูส่วนผสมสำหรับการทำอาหารที่คุ้นเคย รวมถึงพวกเครื่องเทศ และยี่หร่า “ไม่ใช่ว่าอดีตผู้อาวุโสของเจ้าไปปล้นชาวบ้าน มาหรอกใช่ไหม”

            “ใครจะรู้ว่าเขาทำอันใดได้บ้าง เขาอาจเป็นเพียงคนที่ชอบชิมอาหารเท่านั้น ท่านสามารถใช้ทุกอย่างได้ตามที่ต้องการ” หลังจากภูติน้อยพูดจบก็หายไป

            ซือหม่ายูเยว่มองตามร่างภูติน้อยที่หายไป นางสามารถรับรู้ได้ถึงความรู้สึกเหงา โดดเดี่ยวที่แฝงอยู่ภายในจิตใจ นางรับรู้ว่าเขาคงมิได้พบกับอดีตผู้อาวุโสอย่างแน่นอน

            เมื่อมองไปยังส่วนผสมสำหรับการทำอาหารตรงหน้า ซือหม่ายูเยว่รู้สึกตื่นเต้น นางรู้สึกว่าอะดรีนาลีนตัวเองกำลังหลั่งด้วยความยินดี ตอนนี้นางสามารถลิ้มรสอาหารอร่อย ๆ อีกทั้งยังฝึกฝนพลังวิญญาณได้ในเวลาเดียวกัน

            ในตอนนางออกจากไข่มุกวิญญาณ ก็มีเสียงเคาะประตูอย่างรุนแรง


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 256 ครั้ง

163 ความคิดเห็น

  1. #91 *--*ยินดี (@rula) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2562 / 08:22

    เวลาข้างในมิติกับเวลาปกติมันเดินไล่ๆกัน เข้ามิติทีหายที คนจะจับความผิดปกติได้เน้อ
    #91
    0