คุณชายห้าเทพแห่งการรักษา

ตอนที่ 2 : บทที่ 2:“ ความทรงจำที่หายไป”

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,995
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 417 ครั้ง
    21 ส.ค. 62

มิมีคำพูดใดจะสามารถอธิบายได้ว่าเวลานี้นางรู้สึกเช่นไร ขณะที่ซือหม่ายูเยว่นอนอยู่บนเตียง นางรู้สึกสำลักความซับซ้อนของอารมณ์ที่หลากหลาย มันกำลังคืบคลานเข้ามาภายในจิตใจ

“เฮ้อ . . . .”

หลังจากถอนหายใจเป็นครั้งที่ยี่สิบแปด ในที่สุดนางก็ยินยอมรับตัวตนใหม่ของนางได้เสียที ยอมรับร่างกายที่ไร้ประโยชน์อันใหม่เอี่ยมของตน แต่หากคิดย้อนกลับไปในภพก่อน นางเป็นนักฆ่าอันดับต้น ๆ ของศตวรรษยี่สิบเอ็ด นางมิเชื่อว่าจะมิสามารถขีดเขียนเส้นทางเดินของตนเองได้ ถึงแม้นางจะมิสามารถฝึกฝนพลังได้เหมือนกับผู้คนที่นี่!

อย่างไรก็ตามเมื่อนางตระหนักถึงการกระทำของเจ้าของร่างคนเก่า ซึ่งนั่นอาจเป็นสาเหตุที่เจ้าของร่างถูกทำร้ายจนตาย มันทำให้นางรู้สึกอ่อนแอขึ้นมาดื้อๆ

ซือหม่ายูเยว่คนก่อนนั้นน่าเวทนามาก นางเดินทางไปยังเมืองหลวงเพื่อเสาะแสวงหาของวิเศษไปมอบให้กับบุรุษที่นางหลงรักปักใจ แต่สำหรับอันมู่หรง เขามองนางเป็นเพียงศัตรูพืชที่คอยมาก่อกวนเขา ข้ารับใช้ของเขาทุบตีทำร้ายนาง เพราะนางมิได้สิ่งที่พวกเขาต้องการกลับมา พวกเขาตำหนินาง ซ้ำร้ายยังเยาะเย้ยนางเรียกนางว่าขยะ ช่างไร้ประโยชน์เสียจริง 

บุรุษซึ่งเป็นที่หมายตาของผู้คนในแคว้น ทั้งยังเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติที่ยิ่งใหญ่สุดในเมืองหลวง เขาเฝ้าดูขณะที่นางถูกทุบตีจนแทบแหลกละเอียด แต่มิคิดจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ เขาดูมีความสุขกับภาพตรงหน้าเสมือนรอบๆ กายมีความสวยงามเปล่งปลั่งรายล้อมอยู่

ซือหม่ายูเยว่คนเก่านางถูกทำร้ายจนจะมีชีวิตไม่ถึงครึ่งชั่วยามด้วยซ้ำไป ถูกส่งกลับไปยังจวนของท่านแม่ทัพ ในยามที่เห็นหน้าของท่านปู่ซือหม่าลี นางบอกกับท่านปู่ด้วยความหนักแน่นว่าจะแก้แค้นด้วยตัวเอง ก่อนที่เธอจะหมดสติล้มลง และหยุดหายใจไป

แม้ว่านางจะสัญญาว่าจะแก้แค้นให้กับบรรพบุรุษของนาง แต่หากมองย้อนกลับไป เรื่องราวทั้งหมดล้วนแล้วเกิดจากการกระทำของนางเองทั้งสิ้น! ก่อนหน้านี้ซือหม่ายูเยว่คอยแต่ข่มเหงรังแกผู้อื่นให้ไปสู่จุดอับจนหนทาง ทำให้พวกเขาจะรู้สึกเหนื่อยจนแทบหายใจไม่ออก? หลังจากที่ปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนเหล่านั้นมีหรือที่พวกเขาจะมิได้ทำอันใดเลย!

“อันมู่หรงเฝ้าดูเจ้าถูกทำร้ายอย่างเฉยชาเช่นนั้นหรอ โดยมิเอ่ยปากห้ามปราม ทั้งที่สามารถทำได้ อืม มิต้องเป็นห่วง ข้าจะแก้แค้นคนพวกนั้นแทนเจ้าเอง" ซือหม่ายูเยว่สัญญาเบา ๆ

“แต่ว่าติดปัญญาก็ตรงที่มิสามารถฝึกฝนพลังได้นี่สิ แถมคนพวกนั้นยังเป็นอัจฉริยะของเมืองหลวงอีกด้วย ถ้าไม่ได้ฝึกฝนร่างกายให้พร้อม จะต้องลำบากแน่ ๆ ข้ามิอาจตรวจสอบร่างกายในเวลานี้ได้ด้วยสิ ให้ตายเถอะ!!! อาการบาดเจ็บเหล่านี้เมื่อไหร่จะหายเสียที ?” นางโอดครวญด้วยความหงุดหงิด

อาการบาดเจ็บของนางนั้นสาหัสเกินไป หลังจากบ่นอยู่ครู่หนึ่งนางก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า นางทรุดตัวลงนอนและหลับสนิททันที แต่นางกลับมิได้นอนหลับสบายสักนิด คิ้วของนางนั้นขมวดอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งร่างกายก็เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ

 

“ซีเหมายูเยว่ ในเมื่อเจ้าเป็นถึงอัจฉริยะเหนือทวยเทพทั้งปวงในแดนสวรรค์นี เจ้าจะต้อตายด้วยมือของข้าวันนี้ เวลานี้คนในตระกูลซีเหมาทั้งหมดของเจ้ากำลังรอเจ้าอยู่ในขุมนรก”

“ซีเหมายูเยว่ เจ้ารู้มั๊ยว่านี่คือสิ่งใด? มันคือวัตถุที่สร้างขึ้นมาจากพลังปราณระดับสูง  ตะเกียงผลึกวิญญาณ เมื่อวิญญาณของเจ้าถูกดูดเข้าไป เจ้ามิสามารถไปเกิดใหม่ได้ หากเจ้าต้องการทำลายจิตวิญญาณของเจ้าเอง เจ้าจะมิสามารถทำได้เป็นอันขาด! เจ้ามิได้ถูกสะกดหรอก แต่เป็นข้าเองที่จะตามเจ้าไปทุกที่ ตอนนี้เจ้าใช้เวลาของเจ้าให้เพลิดเพลินไปกับตะเกียงผลึกวิญญาณเสียเถิด ข้าเตรียมไว้เป็นพิเศษเพื่อเจ้า ฮ่าๆๆๆๆๆๆ . . . . . . .

 เสียงสตรีร้องโหยหวนอยู่ ๆ ก็ดังขึ้นในหัวนาง คำพูดเหลวไหลค่อย ๆ เลือนหายท่ามกลางหมอกหนาทึบ ซือหม่ายูเยว่เห็นสตรีนางหนึ่งกำลังถือตะเกียงไฟไว้ในมือ

 เจ้ากำลังจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณของตนเอง แม้ว่าเจ้าจะกลับมาเกิดอีกครา เจ้าจะจำสิ่งใดในภพนี้มิได้! ถึงแม้ความแข็งแรงของเจ้าจะยังมิถูกเรียกคืนกลับมา เจ้าจงพยายามซ่อมแซมดวงจิตเจ้าซะ คอยเฝ้าดูปาฏิหาริย์ที่เจ้าสร้างมันขึ้น ว่ามันเป็นอย่างไร”  อีกเสียงก้องอยู่ในหมอกหนาทึบ แว่วเลือนหายไปกับสายลมอย่างเชื่องช้า 

"ซือหม่ายูเยว่ ผู้ซึ่งขอให้ตัวเองนั้นประสบความสำเร็จ เป็นที่ยอมรับจากนายใหญ่ ซึ่งตอนนี้นายใหญ่ไม่อยู่ ถ้าอยากจะเรียกร้องอะไรละก็  เธอเรียกร้องได้ แต่เธอต้องร้องเรียนโดยตรงกับยมบาลในนรก! ของสิ่งนี้เป็นวัตถุระเบิดที่ทันสมัยที่สุด ตาย โดยสิ่งนี้ถือว่าโชคดี . . . . . . . ดี"

 

" ซือหม่ายูเยว่. . . . . . . ตาย ! ! ! ! ! ! ! ! "

 

" อ่า . . . . . ! "                                               

 

ซือหม่ายูเยว่สะดุ้งตื่นขึ้นมากะทันหัน นางหอบหายใจอย่างหนักหน่วง รีบกอบโกยอากาศเข้าสู่ร่างกายอย่างเร่งรีบ ร่างทั้งร่างเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ คล้ายว่านางพึ่งอาบน้ำมา ผมเผ้าแนบติดอยู่กับใบหน้างาม ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านนางมิแน่ใจว่ากำลังรู้สึกกลัวหรือกำลังรู้สึกโกรธกันแน่

“คุณชาย เกิดอันใดขึ้นหรือเปล่าเจ้าค่ะ” สาวใช้เคาะประตูร้องเรียกผู้เป็นนาย หลังจากได้ยินเสียงบางอย่าง

“ข้ามิเป็นอันใด เจ้าไปเสียเถอะ”

“เจ้าค่ะคุณชาย” สาวใช้ตอบกลับผู้เป็นนายอย่างแผ่วเบาแล้วเดินจากไป ด้านนอกไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆอีก

หลังจากสูดลมหายใจเข้าออกสักสองสามนาทีได้ ซือหม่ายูเยว่อดทนต่อความเจ็บปวดที่กำลังเล่นงาน นางใช้ความพยายามอย่างหนักในการเทน้ำใส่ถ้วยเพื่อดื่ม มือเรียวเล็กสั่นเทาขณะยกถ้วยน้ำขึ้นดื่ม หลังจากดื่มน้ำไปสามถ้วยทำให้นางรู้สึกสงบลง

หากคิดย้อนกลับไปในความฝัน ทำไมถึงมีสองชื่อ? “ซือหม่ายูเยว่.....ซีเหมายูเยว่” เธอพึมพำชื่อทั้งสองออกมาเบาๆ

“คุณเป็นใครกันนะ ซีเหมายูเยว่...?”

ทำไมหัวใจของนางถึงได้เจ็บปวดมากเช่นนี้เมื่อได้ยินชื่อนี้ ?

 

หลังจากลากสังขารกลับไปที่เตียงได้สำเร็จ  ซือหม่ายูเยว่นั้งนิ่งเงียบ ใช้ดวงตากลมโตจ้องมองไปยังมุ้งแบบโบราณ จิตใจนางล่องลอยไปในความทรงจำของความฝันที่พึ่งได้รับ เสียงที่นางได้ยินนั้นมันความหมายอย่างไร? สตรีนางนั้นเป็นใคร? ซีเหมายูเยว่คุณเป็นใครกัน? มีเครื่องหมายคำถามมากมายเกิดเต็มไปหมด

 

เสียงใสของสาวใช้นางหนึ่งดังขึ้นเมื่อนางเดินเข้ามาในห้อง

“ท่านแม่ทัพเจ้าค่ะ”

“คุณชายฟื้นแล้วหรือ” เสียงแหบเล็กน้อยของบุรุษสูงอายูดังขึ้น

“เรียนท่านแม่ทัพ เมื่อครู่คุณชายร้องเสียงดังมาก พอบ่าวถามคุณชาย คุณชายบอกว่ามิได้เป็นอันใด แล้วบอกให้บ่าวกลับออกมา จากนั้นก็มิมีความเคลื่อนไหวภายในห้องอีกเลย คุณชายอาจจะหลับไปอีกเจ้าค่ะ” สาวใช้ตอบ

“เอาละ ข้ารู้แล้ว พวกเจ้าออกได้แล้ว”

“เจ้าค่ะ ท่านแม่ทัพ”

ประตูถูกเปิดขึ้นอย่างเบามือ ซือหม่ายูเยว่หลับตาลงเพื่อลอบฟัง เสียงฝีเท้าอันแผ่วเบาที่เดินเข้ามาอย่างช้า ๆ เสียงนั้นอยู่ยืนอยู่ข้างเตียงนาง

“ดี! ช่างเป็นข้ออ้างที่ชาญฉลาด ข้ารู้ว่าเจ้าตื่นแล้ว” ซือหม่าลี มองร่างที่นอนนิ่งไม่ไหวติงบนเตียง ดวงตานางยังคงปิดสนิท

นางถูกจับได้แล้ว.....

ซือหม่ายูเยว่เปิดเปลือกตาขึ้นอย่างช้า ๆ มองไปยังชายชราอยู่ข้างเตียง นางลอบมองดูเขาอย่างเงียบ ๆ

ในความทรงจำที่ได้รับเขาคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในแคว้นตงเฉิน  สีผมของเขาเป็นสีเทา ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความชาญฉลาดและทรงพลัง เค้ามองนางด้วยความเอ็นดู แต่แววตาของเขากลับสะท้อนความทุกข์ออกมาชัดเจน

“เจ็บมากหรือไม่” เมื่อเห็นนางนิ่งเงียบเขาจึงนั่งลงข้างเตียงนาง ขณะเดียวกันก็ถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใย

ซือหม่ายูเยว่พยักหน้ารับ ศีรษะของนางมันเจ็บจริง ๆ!  เจ็บปวดมากจนรู้สึกราวกับว่ากระดูกกำลังถูกทับและบดเป็นผง

ราวกับการแสดงมายากล ซือหม่าลีพลิกฝ่ามือขึ้นปรากฏขวดหยกสีขาวขึ้นบนมือของเขา ซือหม่ายูเยว่สะดุ้งตกใจ แม้นางจะทราบดีว่าที่แห่งนี้มีแหวนวิเศษอยู่ แต่เมื่อได้เห็นการทำงานของมันก็ทำให้นางตกใจอยู่ดี

ซือหม่าลีถือขวดหยกขาวที่ได้มาจากวงแหวนแห่งพลังของเขา

“นี่ยาเม็ดที่สองของท่านอาจารย์ชวีปรุงขึ้นมาด้วยตัวเอง มันจะช่วยเร่งการฟื้นกำลังของเจ้า เร็วเข้า รีบกินเสีย แล้วเจ้าจะไม่เจ็บปวดอีกต่อไป” ซือหม่าลีพูดเกลี่ยกล่อมนาง เขาเปิดขวดยาออก เม็ดยาสีดำกลิ้งออกมาจากภายใน เขายัดมันเข้าไปในปากของซือหม่ายูเยว่อย่างรวดเร็ว

ทันทีที่นางกลืนเม็ดยาสีดำทมึนลงคอ รสขมอันรุนแรงมันกำลังทำร้ายลำคอของนาง ก่อนที่นางจะได้ทักท่วงอะไรไป ซือหม่าลีได้กรอกบางสิ่งที่มีรสหวานลงตามไปอย่างรวดเร็ว

“ท่านอาจารย์ชวีบอกว่ายาตัวนี้เป็นยาดีแม้มันจะขมไปบ้าง เช่นนั้นเจ้าต้องอดทนกับมันแล้วเจ้าจะดีขึ้นในไม่ช้า”

ซือหม่ายูเยว่ทราบดีว่าโอสถทิพย์ขวดนี้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่มีอยู่ในโลกนี้ มันเหมือนกับยาเม็ดของตะวันตกจากชีวิตในภพก่อนของนาง แต่ผลของยานี้ดีกว่ายาเหล่านั้นหลายเท่า ชนิดและประเภทมีมากมาย แต่ละอย่างถูกใช้งานแตกต่างกันออกไป อย่างเมื่อครู่ที่นางเพิ่งถูกยัดเข้าปากนั้น จะถูกใช้เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บและยังมีส่วนช่วยฟื้นฟูพลังปราณอีกด้วย

โอสถทิพย์เหล่านี้แบ่งออกตามลำดับขั้น ขั้นแรก ขั้นสอง ขั้นสาม และอื่น ๆ ขั้นหนึ่งถึงสามถูกเรียกว่ายาระดับทั่วไป ขั้นสี่ถึงหกเม็ดยาจะเป็นระดับปานกลาง ในขณะที่ขั้นเจ็ดถึงเก้าเป็นเม็ดยาระดับสูง เหล่านักปรุงโอสถทิพย์ทังหลายก็มีการจัดอันดับในทำนองเดียวกัน โดยแบ่งออกเป็นสามอันดับคือ ขั้นต้น ปานกลาง และขั้นสูง

ประสิทธิภาพของยาแต่ละตัวแตกต่างกันออกไปตามแต่ละระดับ ซึ่งแบ่งออกเป็นสามระดับคือ ต่ำ ปานกลาง และขั้นสูง

ไม่ต้องพูดอะไรมาก ยิ่งระดับสูงเท่าไหร่ ประสิทธิภาพการทำงานก็สูงตามไปด้วย และยาที่มีประสิทธิภาพสูงนั้นเท่ากับราคาที่สูงขึ้นไปอีก

เฮ้อ........ให้ตายสิ ซือหม่ายูเยว่คนเก่านางมิเข้าใจอันใดเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ จิตใจของนางล่องลอยไปกับการลุ่มหลงบุรุษรูปงาม นางมิให้ความสนใจกับการศึกษาเล่าเรียนเท่าที่ควร วันเวลาของนางหมดไปกับการคิดถึงการปรนเปรบุรุษ  นางเข้าศึกษาในสำนักศึกษาหลวงได้เพียงสองวันเท่านั้นสุดท้ายนางก็ไม่ไปที่นั่นอีก

นางมิอยากไปก็มิมีผู้ใดบังคับนาง ทว่าในทางกลับกันนางยิ่งโง่เขลายิ่งขึ้น ความรู้ของนางมีระดับเท่าเด็กประถมเท่านั้น

 

*********************************************



คือนางเอกเราย้อนมาในช่วงแรก ๆ ไรท์ขอใช้คำที่บางคำยังดูทันสมัยบ้าง แต่เดี๋ยวพอนางได้คุยกับคนอื่นไปเรื่อยๆ นางจะปรับตัวได้เอง 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 417 ครั้ง

161 ความคิดเห็น

  1. #90 เงาสายลม (@fenrir_m) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2562 / 07:50
    หลายคนชอบใช้คำว่า ปัญญา กับ ปัญหา สลับกันตลอด
    #90
    0