คุณชายห้าเทพแห่งการรักษา

ตอนที่ 11 : บทที่ 11:“ อัจฉริยะ”

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,017
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 263 ครั้ง
    21 ส.ค. 62


            “เจ้าหมายความว่า สามารถรับรู้ถึงพลังของทุกสีเช่นนั้นรึ มันคือพรสรรค์ขั้นเซียนที่ยากจะหาสิ่งใดเปรียบได้” ดวงตาของเขาฉายแววความปราถนาเอ่อล้นออกมา            

“เป็นเวลาเนิ่นนานมาแล้ว สักร้อยปี หรือพันปี จะมีสักคนที่มีพรสวรรค์เช่นนั้น ถ้ามีคนเช่นนั้นมาปรากฏตัวต่อหน้า ปู่จะถามเขาว่าเขาเกิดขึ้นมาจากสิ่งใดกันแน่ เยว่เอ๋อ ทำไมเจ้าถามปู่เช่นนี้”

เมื่อซือหม่ายูเยว่ได้ฟังคำของท่านปู่ นางอยากจะบอกเหลือเกิน ว่านางน่ะเป็นผู้ที่มีพรสรรค์ขั้นเซียนที่ท่านกำลังกล่าวถึง สุดท้ายนางตัดสินใจที่จะเก็บความลับนี้ไว้จนกว่าจะสามารถฝึกฝนพลังได้สำเร็จ และเมื่อเวลานั้นมาถึงต้องทำให้เขาประหลาดใจอย่างแน่นอน

            “เยว่เอ๋อ เจ้าสามารถดูดซับพลังปราณที่มีอยู่ในอากาศได้แล้วรึ” ซือหม่าลีถามด้วยใบหน้าที่ส่องสว่างประกายแห่งความหวัง

            “ใช่ขอรับ” นางหัวเราะออกมาเบาๆ เมื่อเห็นปฏิริยาที่ออกจากน่ารักเกินไปของท่านปู่

            “เป็นความจริงรึ เจ้ากำลังจะบอกปู่ว่า เจ้าสามารถดูดซับพลังปราณที่มีอยู่ในอากาศได้เช่นนั้นใช่ไหม”  เขาถามด้วยความตื่นเต้นขณะที่สวมกอดหลายชายเอาไว้แน่น

            นางพยักหน้ารับอีกครั้ง เพื่อยืนยันคำพูด “ใช่แล้วขอรับท่านปู่ พิษในร่างกายของหลานถูกขับออกไปจนหมดสิ้น ความสามารถของหลานจึงไม่ถูกจำกัดอีกต่อไป หลานพึ่งเริ่มเรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับการดูดซับพลังปราณ และเมื่อรุ่งเช้าหลานรู้สึกถึงพลังปราณอย่างบางเบารอบๆตัวหลานขอรับ”

            “เจ้าว่าอะไรนะ” ซือหม่าลี ชะงักไปกระทันหันมองนางอย่างประหลาดใจ  การที่ท่านปู่ของนางแสดงออกแบบนั้นทำให้ซือหม่ายูเยว่เป็นกังวลอย่างมาก นางหยิบความกล้าหาญที่ทำหล่นหายไปกลับมา แล้วถามปู่ของนางต่อว่า “ท่านปู่ นั่นอาจจะไม่ใช่การสัมผัสถึงพลังปราณในอากาศก็เป็นได้ หลานอาจจะเข้าใจผิดไปเองขอรับท่านปู่”

            “ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ซือหม่าลี หัวเราะดังลั่น พร้อมตะโกนเสียงดัง “ข้ารู้อยู่แล้วว่าเยว่เอ๋อของเราไม่ได้ไร้ค่า! เยว่เอ๋อเป็น อัจฉริยะ! ไม่เพียงแค่อัจฉริยะธรรมดา แต่เป็น ยอดอัจฉริยะในหมู่ของอัจฉริยะอีกที!

            ซือหม่ายูเยว่ไม่รู้ว่านางควรทำเช่นไรดีกับปฏิกิริยาของท่านปู่ที่เกินพอดี ใบหน้าที่แดงก่ำด้วยความตื่นเต้นยินดี แม้ว่าเขาจะไม่ยอมตอบคำถามของนาง แต่นางก็สามารถรับรู้คำตอบได้จากการแสดงออกของเขา

            หลังจากที่ซือหม่าลีตื่นเต้นดีใจจนพอแล้ว จึงพูดกับนางเบาๆว่า “เยว่เอ๋อ การที่สามารถดูดซับพลังปราณสำเร็จได้ภายในคืนเดียวปู่ไม่เคยได้ยินมาก่อน นั่นเรียกว่าเป็นผู้มีพรสรรค์อย่างแท้จริง สำหรับปู่ใช้เวลาสี่ถึงห้าวันในการทำความเข้าใจและดูดซับพลังปราณได้สำเร็จ และปู่เป็นคนแรกที่ใช้เวลาน้อยเช่นนี้ สำหรับชาวบ้านทั่วไปใช้เวลาประมาณครึ่งเดือนจึงจะสำเร็จได้ ส่วนพี่ชายทั้งหลายของเจ้านั้นใช้เวลาสั้นที่สุดกินเวลาเป็นสัปดาห์ ฮ่า ฮ่า ! เจ้าสามารถทำความเข้าใจและฝึกฝนได้ในระดับนี้ถือว่าเจ้านั้นมีความสามารถ”

            ซือหม่ายูเยว่ตะลึงกับคำพูดของท่านปู่ ในตอนแรกนางคิดว่าการใช้เวลาตลอดทั้งคืนในการเรียนรู้ทำความเข้าใจและดูดซับพลังปราณได้นั้นถือว่ากินเวลานานแล้ว แต่กลับกลายเป็นว่านางนั้นใช้เวลาที่สั้นที่สุดสำหรับเรื่องนี้ ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้นางอย่างยิ่ง มันช่างดีต่อตัวนางเหลือเกินที่จะได้ไม่ต้องเสียเวลามากนักในการฝึกฝนพลัง

            “เยว่เอ๋อ หลานสัมผัสพลังเป็นสีอะไรรึ” ซือหม่าลีถามด้วยความอยากรู้ เขาต้องการทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถาณการณ์ของนางตอนนี้
            ซือหม่ายูเยว่ต้องการให้ตัวเองนั้นมีพลังที่แข็งแกร่งมากพอก่อนที่จะเปิดเผยความสามารถของตนเอง เพื่อมิให้คนอื่นเกิดความอิจฉาเหมือนในชาติก่อน ถ้าเป็นดังที่ซือหม่าลีกล่าว ว่าบุคคลที่มีความสามารถเช่นนี้ไม่มีใครเคยพบเห็นมาก่อนในช่วงร้อยปีพันปีที่ผ่านมา ถ้ามีคนรับรู้ถึงความสามารถของนาง มันอาจจะนำภัยพิบัติร้ายแรงมาสู่ตัวนางเองและตระกูลของนาง

            “ท่านปู่ หลานรับรู้ได้ถึงพลังปราณสีแดงขอรับ” นางตอบเบาๆ ในบรรดาพี่ชายของนางทั้งหมดต่างครอบครองธาตุไฟกันทุกคน มันคงไม่แปลกหากนางจะครอบครองธาตุไฟเช่นเดียวกัน

            “ตระกูลของเราต่างครอบครองธาตุไฟทั้งนั้น” ซือหม่าลีพยักหน้าตอบรับอย่างมีความสุข  “คืนนี้ปู่จะส่งสารแจ้งข่าวดีและเรียกตัวของพี่ชายทั้งสี่ของเจ้ากลับจวน เราจะเฉลิมฉลองให้กับความสำเร็จของเจ้า มาดูกันว่าหลังคืนนี้ใครกันจะกล้าดูถูกหลานข้าได้อีก”

            “ท่านปู่ขอรับ ถ้าเราเก็บเรื่องนี้ไว้มันจะดีกว่านะขอรับ” ซือหม่ายูเยว่ชักจูง

            “อืม ทำไมเล่า แม้ว่าหลานจะไม่พูดออกมา แต่ปู่ก็รู้ว่าเจ้ารู้สึกเสียใจเพียงใดกับการที่ถูกผู้คนดูถูกเหยียดหยาม ปู่รู้ว่าหลานหนีมาซ่อนตัวที่สนามในจวนและร้องไห้เงียบๆอยู่ตรงนั้น นั่นคือเหตุผลที่ปู่ไม่บังคับหลานให้ไปเรียน เมื่อหลานเอ่ยปากว่าไม่อยากไป” เขาถามด้วยความสับสน

            “หลานนั้นมีชีวิตอยู่มาจนอายุสิบสี่ปีแล้ว อยู่มาได้โดยที่คนอื่นรับรู้เพียงว่าหลานนั้นไร้ค่า ไม่มีพลังปราณเหมือนเช่นใครเขา ถ้าเราประกาศไปตอนนี้ว่าอยู่ๆ หลานก็มีความสามารถขึ้นมา มันอาจจะนำไปสู่ปัญหามากมายได้ จะมีผู้คนมากมายเข้ามาตรวจสอบความจริงในข้อนี้ เราเก็บเรื่องนี้เป็นความลับได้หรือไม่ขอรับ”

            ซือหม่าลีขมวดคิ้วและพูดว่า “ทั้งที่หลานเจ็บปวดกับคำพูดเหลานั้น เจ้าเป็นหลานของปู่ทำไมต้องแบกรับสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยตัวเองเล่า”

            “มันคือความจริงที่หลานมักรู้สึกเสียใจทุกครั้ง ที่รู้ว่าตัวเองนั้นไร้ประโยนชน์ไม่สามารถฝึกฝนพลังปราณได้ แต่มันก็มีความจริงอีกข้อคือหลานสามารถฝึกฝนพลังปราณได้ และอาจจะมากกว่าที่ผู้คนจะคาดคิดได้ หลานไม่สนใจว่าผู้คนจะพูดถึงหลานว่าอย่างไร จะสามารถฝึกฝนพลังได้หรือไม่นั่นมันเป็นเรื่องของหลานเอง ถ้าผู้คนรับรู้ถึงความสามารถของหลาน ถ้าผู้คนรับรู้ว่าหลานสามารถฝึกฝนพลังและเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตระกูลเราได้ หลานเกรงว่าอาจทำให้เกิดปัญหาที่คาดไม่ถึงกับตัวท่านตัวปู่เอง ศัตรูมากมายที่จ้องจะเล่นงานตระกูลเราพวกเขาจะพยามเข้ามาค้นหาความจริงของความสามารถของหลาน” ซือหม่ายูเยว่พยายามเกลี้ยกล่อม

            ซือหม่าลีมองนางด้วยสายตาที่อาบไปด้วยความอบอุ่นจากก้นบึ้งหัวใจ ตั้งแต่ครั้งที่นางบาดเจ็บ นางได้เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ นางไม่พยายามไขวคว้าสิ่งใดอีกต่อไป ภายภาคหน้านางจะกลายบุคคลที่มากไปด้วยปัญญา และน้ำใจเอื้ออาทรต่อผู้อื่น

            “เอาล่ะ สิ่งที่หลานกล่าวมานั้นก็มีเหตุผล” เขารู้สึกเสียดายอยู่บ้าง “เราจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ แต่ปู่จะส่งสารเรียกตัวพี่ชายเจ้ากลับมาคืนนี้ เราจะจัดงานฉลองกันเงียบๆภายในจวน” เขาพูดอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่ก็พยายามปรับน้ำเสียงให้ดูร่าเริงเพื่อให้หลานสบายใจ

            “ถ้าเช่นนั้น หลานขอตัวกลับไปฝึกฝนพลังก่อนนะขอรับ แล้วหลานจะตามไปทานอาหารเย็นร่วมกับพวกพี่ๆนะขอรับ” ขณะที่นางกำลังจะออกตัววิ่งก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นรั้งนางเอาไว้

            “ช้าก่อน” ซือหม่าลีหยุดนางเอาไว้

            “มีอะไรหรือขอรับ ท่านปู่” นางหันกลับมาถามด้วยความสงสัย

            “ตามปู่มาเพียงสักครู่” เขาบอกขณะหันไปหานาง และพานางไป ณ มุมหนึ่งของหอคัมภีร์ เขาวางมือแตะกระเบื้องบนผนังและกดมันไว้แน่น จนกระทั้งมีเสียงดังขึ้น “ติ้ง” ถัดจากนั้นชั้นหนังสือที่อยู่ด้านข้างก็ปรากฏรูเล็กๆขึ้นมา เขาเอื้อมมือเข้าไปดึงบางสิ่งบางอย่าง ในเวลาไม่นานก็ปรากฏทางเข้าเล็กๆ พร้อมทั้งบันไดที่ทอดยาวลงไปด้านล่าง  เขาะสบัดข้อมือเล็กน้อยบนฝ่ามือปรากฏไข่มุกสีอ่อน เขาหันไปหานางแล้วพยักหน้า

            “ไปกันเถอะ” เขากล่าว

            ซือหม่ายูเยว่เดินตามท่านปู่ของนางใกล้ๆ นางสอดส่องสายตามองนู้นนี่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาพานางเดินเข้ามาในห้องที่เหมือนจะเป็นห้องลับห้องหนึ่ง ผ่านทางเดินแคบๆ ไม่นานพวกเขาก็หยุด

            “ที่นี่แหละ”

            เขาพูดเบาๆ พานางเข้าไปในห้องที่ล้อมรอบไปด้วยหินขนาดใหญ่ นางหันไปมองรอบๆ และพบว่าภายในห้อง มีโต๊ะหินวางอยู่กลางห้อง นอกจากนั้นยังมีกล่องเล็กๆวางอยู่บนนั้น

            เขาเดินเข้าไปยังกล่องเล็กๆที่อยู่กลางห้อง ทั้งเอ่ยขึ้นอย่างโหยหา “นี่คือสิ่งที่พ่อของหลานทิ้งไว้ ก่อนที่เขาจะออกไปตามหาแม่หลาน พ่อของหลานบอกว่าถ้าหลานสามารถฝึกฝนพลังปราณได้เมื่อไหร่ ให้มอบสิ่งนี้กับหลาน และตอนนี้ถึงเวลานั้นแล้ว” เขาถอนหายใจขณะมองนาง

            ซือหม่ายูเยว่รับรู้ได้ถึงบางอย่างที่แปลกประหลาด แต่ไม่สามารถบอกว่าได้ว่าสิ่งนั้นคืออะไรในขณะที่ฟังท่านปู่พูด ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย นางเดินเข้าไปหยิบกล่องขึ้นมา และกำลังจะเปิดมันออก แต่กลับถูกปู่ของนางหยุดเอาไว้เสียก่อน

            “กลับไปที่เรือน และเปิดมันตอนที่เจ้าอยู่คนเดียว” เขายืนกรานหนักแน่นนางได้แต่ทำตามอย่างไม่กล้ามีปัญหาและพยักหน้ารับแต่โดยดี

            “เอาล่ะ ได้เวลากลับแล้ว” เขากล่าวในขณะที่เดินนำนางกลับออกมาเหมือนตอนที่เขาพาเข้าไป

            หลังจากที่นางออกจากหอคัมภีร์ นางเดินกลับเรือนตนเองอย่างร่าเริง ผ่านสายตาทุกคนที่มองปฏิริยาของนาง นางกลับเข้าไปในเรือนของตัวเอง นั่งบนเตียงขณะที่มองกล่องเล็กๆในมือตัวเองอย่างตั้งใจ

            เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงสิ่งที่ซือหม่าลีได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ว่าสาวใช้ทั้งสองคนของนาง

ยุนเยว่ และชุนเจี้ยน เป็นคนที่นางไว้ใจได้ แม้ว่าจะเป็นเพราะซือหม่าลีที่บังคับให้พวกนางทั้งสองนั้นทำพันธะสัญญา แต่พวกนางก็ทำมันด้วยความเต็มใจว่าจะไม่มีวันทรยศต่อซือหม่ายูเยว่ ซือหม่าลีรับรองว่าพวกนางจะจงรักภักดีไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ พลังของพันธะสัญญาใลกใบนี้มีเวทมนต์ที่สูงส่งฝังอยู่ในนั้น  มันเป็นพันธะสัญญาที่ใช้กันทั้งบนสวรรค์และโลกมนุษย์ หากผู้ใดทำผิดพันธะสัญญาจะต้องถูกบังคับให้ตกนรกไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดไปตลอดชั่วกัปชั่วกัลป์

            ถ้าเป็นเช่นนั้นไม่ว่านางจะปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไร พวกเขาก็ไม่มีวันทรยศต่อนาง อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ซือหม่ายูเยว่คนเก่านั้นนางไม่รับรู้เลยแม้แต่น้อย อาจจะเพราะอารมณ์ของนางคนเก่าซือหม่าลีจึงเก็บเรื่องพวกนี้ให้ห่างจากนาง

 

 

ไรต์กลับมาแล้ว ขอโทดรีดทุกคนที่ติดตามผลงาน มันมีเรื่องราวมากมายในระหว่างที่หายไป มันไม่สามารถจะบอกกล่าวได้ แต่ตอนนี้ทุกอย่างลงตัวแล้ว จะทยอยลงให้ได้อ่านกันเรื่อยๆนะจ๊ะ

ขอบคุณสำหรับทุกคนที่ติดต่อผลงานกัน รักรีดเดอร์ทุกคนนะคะ จุฟๆ .

ปอลิง ต่อไปจะแทนตัวนางเอกว่านางละนะ เพราะจะได้ดูโบราณๆหน่อยๆ

ปอลิง 2 ถ้าผิดพลาดประการใด ขออภัยด้วยนะคะ

ปอลิง 3 ถ้ามีคำไหนที่เขียนผิด หรืออ่านแล้วแปลกๆบอกมาได้เลยจ้า เดี๋ยวไรต์แก้ไขให้ค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 263 ครั้ง

163 ความคิดเห็น