ข้าไม่ต้องการศัตรูอีกแล้ว

ตอนที่ 9 : บทที่ ๘ สงบสุข

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,505
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 171 ครั้ง
    17 ก.ย. 63

ปักษ์ชิงหมิง[1]มาเยือน อากาศแจ่มใส ผู้คนนิยมไปไหวบรรพบุรุษ ทำให้ต้องมีการตระเตรียมสิ่งของมากมาย ในจวนเซิ่งโหวเองก็มีการตระเตรียมสิ่งของสำหรับไหว้บรรพบุรุษเช่นกัน ทว่าคนที่คอยตรวจรายการ ตระเตรียมสิ่งของนั้นกลับไม่ใช่ฮูหยินผู้เฒ่า หรือฮูหยินน้อยของจวน แต่กลับเป็นเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบ หนึ่งพ่อบ้านวัยกลางคน กับหญิงวัยประมาณสี่สิบปีคนหนึ่งที่เพิ่งได้รับหน้าที่ดูแลสั่งสอนเด็กหญิงได้ไม่นานนัก...

 

"จ้าวหมัวมัว ข้าเขียนรายการตามท่านถูกหรือไม่" น้ำเสียงสดใสเต็มไปด้วยความคาดหวังของเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบปีเอ่ยถามสตรีวัยประมาณสี่สิบปีที่มีท่าทีเข้มงวดสง่างาม พร้อมยื่นใบรายการสิ่งของให้อีกฝ่ายดูด้วยสีหน้าคาดหวัง..  

"อืม ตัวอักษรเขียนได้ดี คัดลอกได้ครบถ้วน ไม่เลวเลย" หลังจากชมดูไปราวๆ ครึ่งเค่อ จ้าวหมัวมัวก็เอ่ยตอบเซิ่งหลัวหลันด้วยดวงตาที่ฉายแววชื่นชม..

"ไม่เลวจริงหรือ ดียิ่งนัก คราวหน้าข้าจะทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม ตั้งใจเรียนจากท่านให้มาก จะได้ช่วยท่านแม่ ท่านปู่จัดการจวนเร็วๆ ดูแลร้านค้าให้ค้าขายดียิ่งขึ้น" เมื่อได้รับคำชม หลัวหลันก็ใช้น้ำเสียงยินดีเอ่ยคำ พร้อมแววตาวิบวับเป็นประกาย..  

สามารถชิงการจัดการดูแลจวนมาจากท่านย่าเลี้ยงได้ นางสุขใจอย่างยิ่ง แม้ต้องทำงานเพิ่มมากขึ้นก็ตาม..

 

"ดีเจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่ตั้งใจเรียนเช่นนี้ การที่ข้ายอมตอบรับคำเชิญของท่านโหวมาสอนท่าน ก็ไม่เสียเปล่าแล้ว" จ้าวหมัวมัวเอ่ยคำสีหน้าเต็มไปด้วยความพึงพอใจ และเมื่อได้ยินเสียงแหบแห้งของชายชราที่ดังแว่วมา จ้าวหมัวมัวก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วยทันที..

"ฮ่าๆ แม่นมจ้าว ข้าพูดถูกใช่หรือไม่ หากท่านตอบรับคำเชิญของข้า ท่านจะไม่ผิดหวังแน่นอน" เสียงชายชราดังมาจากทางเดินพร้อมกับตัวคนที่ปรากฏในภายหลัง..

 

"ท่านปู่" เซิ่งหลัวหลันร้องเรียกท่านปู่ของตนเสียงดัง พร้อมวิ่งตรงเข้าไปหาอีกฝ่ายทันที ด้วยท่าทางเหมือนเด็กหญิงตัวเล็กๆ ในวันวาน.. ซึ่งท่านผู้เฒ่าก็ไม่มีท่าทีเอ่ยดุหลานสาวของตนว่ากริยาไม่เรียบร้อยแต่อย่างใด กลับยื่นมือไปลูบศีรษะของผู้เป็นหลานอย่างเอ็นดู พลางเอ่ยถามด้วยสีหน้าที่ปกปิดความภูมิใจไว้ไม่มิด

"หลันเอ๋อร์ของปู่ เหนื่อยหรือไม่" น้ำเสียงแหบแห้งของชายวัยชรา เอ่ยถามด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู และเมื่อได้ยินคำตอบจากหลานสาว ความเอ็นดูของชายชรายิ่งเพิ่มขึ้นอีกเป็นหลายเท่า

"ไม่เหนื่อยเจ้าค่ะ ได้ช่วยท่านปู่ ท่านแม่ เหนื่อยแค่ไหนหลันเอ๋อร์ก็ทำได้" เซิ่งหลัวหลันเอ่ยตอบด้วยถ้อยคำที่เต็มไปด้วยการประจบประแจง แต่ก็เป็นคำประจบประแจงที่ทำให้คนฟังชื่นใจยิ่งนัก

"ฮ่าๆ พูดได้ดี หวังว่ายามบ่ายตอนเจ้าเรียนวรยุทธ์กับปู่จะไม่บ่นว่าเหนื่อยเช่นกัน" ท่านโหวผู้เฒ่าหัวเราะร่าอย่างชอบใจ พลางพูดคุยต่ออีกเล็กน้อย จึงได้เอ่ยบอกให้ผู้เป็นหลานเข้าไปจัดการเรื่องสิ่งของที่จะใช้ในการไหว้บรรพบุรุษตามเดิม ส่วนตัวเขาก็เรียกหวังตงให้ตามไปไปนั่งเดินหมากในสวน ชมดูหลานสาวของตนอยู่เงียบๆ..

 

"ท่านโหว ไม่ทราบว่าท่านคิดเรื่องใดอยู่หรือขอรับ หมากตานี้ดูท่านโหวอ่อนข้อให้ข้าไม่น้อย" เมื่อการเดินหมากเสร็จสิ้น หวังตงก็เอ่ยถามผู้เป็นนายตนด้วยสีหน้าที่แฝงความกังวล เมื่อหมากที่ท่านโหวผู้เฒ่าเดิน ขาดความละเอียดรอบคอบเฉกเช่นที่เคยเป็น...

"เฮ้ออ หมากตานี้อ่อนข้อให้เจ้าแล้วจริงๆ เพราะข้ามัวแต่คิดกังวลเรื่องยายหนูหลันเอ๋อร์น่ะสิ" เมื่อถูกคนสนิทเอ่ยถาม ท่านผู้เฒ่าก็เอ่ยตอบด้วยท่าทีที่เต็มไปด้วยการทอดถอนใจ

"กังวลเรื่องใดหรือขอรับ หลายเดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่จ้าวหมัวมัวมาช่วยสอนงานบ้านงานเรือน สอนเรื่องจัดการจวน คุณหนูใหญ่ก็ทำได้ดีตลอดมา ไม่มีสิ่งใดให้ห่วงกังวล" หวังตงถามกลับอย่างไม่เข้าใจ เพราะตัวเขาเห็นอยู่เสมอว่าเซิ่งหลัวหลันนั้นเรียนรู้ได้เร็วกว่าเด็กวัยเดียวกัน และทำทุกสิ่งได้ดี ไม่มีที่ติเลยแม้แต่น้อย..

 

"เฮ้อ ข้าก็กังวลเพราะนางทำได้ดีเกินไปน่ะสิ เจ้าคิดดูเถิดว่าหลานสาวของข้าเก่งและดีปานนี้ หากไปเข้าตาผู้สูงศักดิ์คนอื่นแล้วถูกบังคับให้สมรสพระราชทานเข้า หลันเอ๋อร์ของข้าจะทำอย่างไร" ท่านโหวผู้เฒ่าเอ่ยคำด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม จนใจอย่างยิ่ง..  

หวังตง "....." คุณหนูใหญ่เพิ่งเจ็ดขวบปี เขารู้สึกว่าท่านผู้เฒ่าคิดกังวลมากเกินไป..  

หวังตงคิดอย่างระอา แต่ว่าเมื่อเขาเหลียวมองดูเซิ่งหลัวหลันแล้วเห็นว่านางลอกเลียนท่าทางของจ้าวหมัวมัว สั่งการบ่าวรับใช้ด้วยท่าทีสง่างาม น้ำเสียงชัดเจน ท่าทีสมเป็นคุณหนูสูงศักดิ์ที่แสนเฉลียวฉลาด ตัวเขาก็เริ่มรู้สึกกังวลเล็กน้อยเช่นกัน..

 

"ท่านโหวขอรับ เช่นนั้นพวกเราปล่อยข่าวว่าคุณหนูร่างกายอ่อนแอดีหรือไม่.. หากเก่งกาจ แต่ร่างกายอ่อนแอ มีบุตรยากก็คงไม่มีผู้ใดอยากแต่งไปเป็นสะใภ้" หวังตงออกความเห็นเป็นคนแรกด้วยเรียวคิ้วที่ขมวดมุ่น  

ส่วนท่านโหวผู้เฒ่าที่ได้ฟังก็มีท่าทีคิดใคร่ครวญเช่นกัน แต่เพียงไม่นานท่านโหวผู้เฒ่าก็ส่ายศีรษะอย่างไม่ต้องการเลือกใช้ข้อเสนอนี้

"ไม่ดี ถึงร่างกายอ่อนแอ แต่หากมีความคิดฉลาดเฉลียวคนก็ยังต้องการอยู่ดี เจ้าก็รู้ว่าในครอบครัวสูงศักดิ์ทั้งหลาย หากฮูหยินเอกไม่สามารถคลอดได้จริงๆ ยังสามารถให้ภรรยารอง หรืออนุคลอดแทนได้" ท่านผู้เฒ่าพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ส่วนหวังตงนั้นมีสีหน้าเปลี่ยนเป็นโกรธเกรี้ยวในทันที!

"มีอนุหรือขอรับ! หากภายหน้าท่านเขยของคุณหนูกล้ามีอนุ ข้าจะลอบจัดการเขาให้ไร้บุตรเอง!"   หวังตงเอ่ยคำพร้อมทุบโต๊ะอย่างลืมตัว จนท่านโหวผู้เฒ่าสะดุ้งหลุดจากภวังค์ความคิด พลางส่ายศีรษะอย่างนึกระอา..

"เจ้าอย่าใจร้อน หากจัดการให้คนผู้นั้นไม่มีบุตร ครอบครัวสามีก็อาจจะกล่าวหาหลันเอ๋อร์ได้ ข้าคิดว่าทางที่ดีข้าควรบอกความกังวลของข้าให้ยายหนูหลันรู้ ตัวนางที่ฉลาดเฉลียวจะต้องรู้วิธีที่จะทำให้ตนเองไม่ตกเป็นเป้าสนใจแน่นอน" 

ท่านโหวผู้เฒ่าเอ่ยคำ พลางลูบเคราด้วยสีหน้าคาดหวังว่าหลานสาววัยเจ็ดขวบที่แสนฉลาดเฉลียวในสายตาตน จะสามารถเข้าใจภัยอันตรายเกี่ยวกับเรื่องคู่ครองในอนาคตได้..  

ส่วนหวังตงก็เห็นด้วยกับท่านผู้เฒ่า พลางเริ่มคิดถึงคำพูดที่จะเอาไว้บอกกล่าวเซิ่งหลัวหลันให้นางเข้าใจถึงภัยร้ายแรงในอนาคตที่อาจเกิดเพราะความฉลาดเฉลียวที่มีมากเกินไปของนาง..

หนึ่งชายชรา หนึ่งชายวัยกลางคน ล้วนจมอยู่ในภวังค์ครุ่นคิดเกี่ยวกับเซิ่งหลัวหลัน..

 

"พี่จื่อชิง พี่คิดว่าท่านปู่กับท่านลุงหวังกำลังพูดเรื่องใดอยู่ พวกเขาพูดเกี่ยวกับข้าใช่หรือไม่.." ในขณะที่กำลังลอกเลียนอักษรตามจ้าวหมัวมัว เซิ่งหลัวหลันที่สังเกตเห็นว่าท่านปู่ของตนกับหวังตง หันมามองดูนางบ่อยครั้งก็กระซิบถามจื่อชิง ที่ฝนหมึกให้อยู่ข้างๆ

"บ่าวไม่ทราบเจ้าค่ะ แต่คิดว่าคงเกี่ยวข้องกับคุณหนูอยู่บ้าง เพราะทั้งสองท่านล้วนหันมาดูคุณหนูอยู่บ่อยครั้ง"

"ข้าก็ว่าอย่างนั้น ถึงแม้ไม่รู้พวกเขาเอ่ยถึงเรื่องใดที่เกี่ยวกับข้าก็ตาม แต่ข้ารู้ว่าต้องเป็นเรื่องดีๆ แน่นอน เพราะท่านปู่ดีต่อข้าที่สุด" เซิ่งหลัวหลันเอ่ยคำด้วยแววตาเชื่อมั่น เชื่อมั่นในตัวท่านปู่ ที่ไม่เคยไม่ดีต่อนาง..

 

นับตั้งแต่นางเกิดมา ท่านปู่มักทำทุกอย่างเพื่อนางเสมอ เป็นท่านปู่ที่รักและตามใจหลานสาวมากกว่าหลานชาย ตามใจมากกว่าบุตรอย่างแท้จริง..  

และในวันที่นางร้องไห้ในเรือนท่านย่าเลี้ยงวันนั้น ท่านปู่ก็ยื่นมือเข้ามาจัดการให้นาง โดยไม่สนเลยแม้แต่น้อยว่าตนเองที่เป็นเจ้าบ้านไม่ควรยื่นมือมาจัดการเรื่องเรือนหลัง..

 

นับจากวันนั้น ท่านปู่ก็เชิญจ้าวหมัวมัว ที่เป็นอดีตแม่นมขององค์หญิงในราชวงศ์มาสั่งสอนมารยาท เรื่องการจัดการจวนให้นาง และยึดอำนาจการจัดการจวนมาจากท่านย่าเลี้ยง บังคับให้อีกฝ่ายต้องอยู่เฉยๆ มอบการจัดการจวนให้นางดูแล โดยมีท่านลุงหวังกับจ้าวหมัวมัวคอยกำกับดูแลเบื้องหลัง...

ท่านปู่ทำให้นางได้รับทุกอย่างคืนมาจากท่านย่าเลี้ยงอย่างง่ายดาย โดยที่นางแทบไม่ต้องลงมือทำสิ่งใดนอกจากการร้องไห้..  

ท่านปู่ของนาง ดีต่อนางอย่างแท้จริง และตัวนางเซิ่งหลัวหลันในชีวิตใหม่ก็จะรัก เคารพท่านตลอดไป.. 

หากมีผู้ใดกล้าทำร้ายท่านปู่ของนางแม้สักเล็กน้อย นางจะทำให้คนผู้นั้นสำนึกเสียใจที่ต้องมีชีวิตอยู่!  

'ท่านปู่ ข้าจะปกป้องป้องท่านปู่เอง..'  

ถ้อยคำที่เป็นดั่งคำสัญญาของเซิ่งหลัวหลัน ถูกเอื้อนเอ่ยภายในใจเมื่อสายตาที่เป็นประกายสุกสว่างของนางจ้องมองไปยังชายชราที่กำลังตั้งใจเดินหมากอีกครั้ง แต่ก็ยังคงลอบมองดูนางอยู่บ้างประปราย เกิดเป็นภาพสายสัมพันธ์ระหว่างปู่หลานที่งดงามอย่างหนึ่ง..  

 

เวลาเคลื่อนผ่าน ยามอู่[2]มาเยือน แสงอาทิตย์สาดส่องเป็นประกายงดงาม ชายชราและชายวัยกลางคนทั้งสองยังคงนั่งอยู่ตรงโต๊ะหินที่วางตาหมากตามเดิม ส่วนเซิ่งหลัวหลันก็ยังคงวุ่นอยู่กับการจัดการสิ่งของเตรียมไหว้บรรพบุรุษ วิ่งวุ่นไปทางนั้นที ทางโน้นที เกิดเป็นภาพความวุ่นวายอย่างหนึ่ง แต่กลับเห็นความสงบซ่อนอยู่ภายใน...

ทว่าความสงบที่ซ่อนอยู่ในนั้นกลับคงอยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อมีเสียงสดใสของเด็กหญิง เด็กชายหลายคนดังแทรกขึ้นมา..

"พี่สาว เหรินเอ๋อร์มาแล้ว" เสียงร้องเรียกพี่สาวของเซิ่งฉีเหรินแฝดชายผู้พี่ที่แสนร่าเริงดังมาจากทางเข้าเรือน พร้อมร่างเล็กๆ ที่วิ่งมาอย่างรวดเร็วคล้ายลมพายุหมุนพัดผ่าน..

"พี่!" เซิ่งฉีหลานแฝดผู้น้อง ผู้นิ่งขรึมก็ไม่ยอมน้อยหน้าพี่ชาย เขาเอ่ยเรียกเซิ่งหลัวหลันสั้นๆ แต่ความเร็วในการวิ่งกลับไม่ลดน้อยลงแม้แต่น้อย สองพี่น้องฝาแฝดล้วนแข่งขันกันเพื่อวิ่งเข้าหาผู้เป็นพี่สาว..  

และที่ตามหลังสองแฝดมานั้นคือกลุ่มบ่าวรับใช้ กับเหล่าเจ้านายทั้งหลายที่มีรอยยิ้มเต็มใบหน้า

 

"เหรินเอ๋อร์ หลานเอ๋อร์ ระวังด้วยสิ พวกเจ้าอย่าวิ่งเร็วเกินไป อย่าเพิ่งเข้าไปรบกวนพี่สาวเจ้า" น้ำเสียงอ่อนหวานของหลันหว่านรั่วดังไล่หลังบุตรชายทั้งสอง

"พวกเจ้าอย่าวิ่งเร็วนักสิ ท่านป้าไม่ต้องห่วง ข้าจะตามไปดูพวกเขาเองเจ้าค่ะ" เสียงใสของเฉียนฉางซิงดังตามลม พร้อมตัวคนที่โผล่พ้นต้นไผ่ที่บังไว้ วิ่งตามเจ้าก้อนแป้งทั้งสองมาติดๆ

"พวกเจ้าเหตุใดจึงไม่สำรวมเลยนะ ท่านแม่ ท่านป้า ระวังนะขอรับ เดินช้าๆ ไม่ต้องรีบ" น้ำเสียงที่เริ่มเผยความเป็นผู้ใหญ่ของเฉียนฉางเซิงดังขึ้น ในขณะที่ตัวคนยังไม่ปรากฎขึ้นมาเพราะต้องคอยดูแลสตรีทั้งสอง..

 

'เจ้าตัววุ่นวายมาแล้วสินะ' เมื่อได้ยินเสียงที่ดังมาแต่ไกล เซิ่งหลัวหลันก็นึกรู้ในใจทันที พลางส่ายศีรษะอย่างจนใจ แล้วเงยหน้าจากการคัดลอกรายการสิ่งของ ขึ้นมามองดูเจ้าก้อนแป้งทั้งสอง ที่กำลังวิ่งมาหานางกับญาติผู้พี่ของตนด้วยแววตาอ่อนแสง

"พี่ ข้ามาแล้ว" เซิ่งฉีเหรินพุ่งข้ามผ่านผู้คนมาหยุดอยู่ตรงหน้าโต๊ะของเซิ่งหลัวหลันด้วยใบหน้าแดงก่ำ ซึ่งเผยให้เห็นความยินดีที่ได้พบพี่สาวของตน..

"ข้าก็มาแล้ว"  เซิ่งฉีหลานที่มาถึงเอ่ยบอกช้ากว่าเซิ่งฉีเหรินเล็กน้อย เพราะตัวเขาเอาแต่สูดลมหายใจเข้าลึก เพื่อเรียกความนิ่งขรึมคืนมา..

 

"พวกเจ้าวิ่งเร็วจริงๆ หลันหลัน พวกเขาวิ่งเร็วเหมือนเจ้าตอนเด็กๆ ไม่มีผิด"  เฉียนฉางชิงที่ตามหลังมาเอ่ยคำด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหอบ พลางเหลือบมองดูกองเอกสารที่วางอยู่เบื้องหน้าหลัวหลัน เมื่อเห็นว่ามันมีตัวอักษรอยู่มากมาย เฉียนฉางชิงก็มีสีหน้าหวาดหวั่นทันที

"เจ้าต้องทำงานพวกนี้หมดเลยหรือ น่ากลัวนัก! ข้าไม่อยากเรียนแล้ว เจ้ามีวิธีที่ไม่ต้องเรียนการจัดการจวนหรือไม่ ถ้ามีก็รีบบอกข้าเถิด ญาติผู้พี่คนนี้จะขอบคุณเจ้าอย่างยิ่ง" เฉียนฉางซิงเอ่ยคำพร้อมทำท่าทีสั่นกลัว  

เซิ่งหลัวหลันเองก็เลิกคิ้วสงสัยกับถ้อยคำที่ไม่มีที่มาที่ไปของญาติผู้พี่ตน แต่เมื่อได้ยินคำพูดของสตรีที่ปรากฎตัวขึ้นมาทีหลัง เซิ่งหลัวหลันก็เข้าใจทันที

 

“ซิงเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าจึงเกียจคร้านเช่นนี้” 

"ท่านพ่อ จ้าวหมัวมัว ขายหน้าพวกท่านแล้ว ที่ต้องได้ยินคำพูดบุตรสาวข้า" เซิ่งเฉียวที่ตามมาภายหลังเอ่ยคำต่อว่าบุตรสาวตนด้วยสีหน้าขุ่นเคือง พลางเอ่ยขออภัยบิดาตนกับจ้าวหมัวมัว..

 

"ฮ่าๆ เจ้าอย่าได้ดุซิงเอ๋อร์เลย นางก็แค่ไม่ค่อยสนใจเรื่องจัดการจวนเท่านั้น ลองเป็นเรื่องวรยุทธ์สิ บุตรสาวเจ้าคนนี้ไม่มีเกียจคร้านแน่นอน นางตั้งใจเรียนวรยุทธ์เสียงยิ่งกว่าหลันเอ๋อร์ เซิงเอ๋อร์เสียอีก" 

ท่านโหวเอ่ยคำพลางหัวเราะอย่างเอ็นดูในตัวหลานสาวอีกคนของตน.. ทว่าเหล่าเด็กชาย เด็กหญิงทั้งสามที่เพิ่งเห็นท่านปู่ของตน กลับมีท่าทีเคร่งขรึม เปลี่ยนเป็นคนละคนในทันที

"คารวะท่านตา ขออภัยเจ้าค่ะ ซิงเอ๋อร์ไม่ทันเห็นท่าน"

"คารวะท่านปู่ขอรับ"

"คารวะท่านปู่ขอรับ"  

เซิ่งฉีเหริน เซิ่งฉีหลาน เฉียนฉางชิง ต่างรีบหันหลังให้เซิ่งหลัวหลัน หันกลับไปคารวะท่านปู่ ที่ตนไม่ทันเห็นด้วยสีหน้า ท่าทีที่เต็มไปด้วยความเคร่งขรึมทันที คล้ายกลัวว่าท่านผู้เฒ่าจะเอ่ยดุตนที่เสียมารยาท..

 

"หึหึ เปลี่ยนท่าทีกันเร็วถึงเพียงนี้.. เจ้าพวกนี้นี่นะ ปู่น่ากลัวนักหรือไร" เมื่อเห็นว่าท่าทางของหลานสาว หลานชายคนอื่น ๆ เปลี่ยนเป็นอีกแบบเมื่อพบตน ท่านโหวผู้เฒ่าก็อดไม่ได้เอ่ยถามออกมา พลางหัวเราะ หึหึ อย่างจนใจให้กับเด็กๆ ที่มักกลัวตน ไม่เข้าหาตนง่ายๆ เฉกเช่นเซิ่งหลัวหลัน..

ซึ่งเมื่อได้ยินคำถามนั้น เด็กๆ ทั้งหลายก็รีบส่ายหัวอย่างรวดเร็ว "ไม่ใช่เจ้าค่ะ ท่านตาไม่ได้น่ากลัว แต่หลานแค่เกรงเจ้าค่ะ" เฉียนฉางซิงรีบเอ่ยตอบแทนญาติผู้น้องทั้งสองที่มีอายุเพียงไม่กี่ขวบปี และยังคิดคำพูดดีๆ ไม่ได้

"หืม ไม่กลัวแต่เกรงหรือ ใช้คำได้ดี! ฮ่าๆ ในหมู่พวกเจ้าคงมีแต่หลันเอ๋อร์ที่ไม่เกรงหรือกลัวปู่แม้สักนิด" 

ท่านผู้เฒ่าเอ่ยคำด้วยใบหน้าแต้มยิ้ม พลางหันไปรับการทักทายจากบุตรสาว บุตรสะใภ้ หลานชายอีกคน แล้วหันกลับมาพูดคุยกับหลานๆ ต่อ

 

"ปู่มีสิ่งใดให้น่าเกรงหรือ" ท่านผู้เฒ่าถามอย่างสงสัย เพราะไม่ว่าจะบุตรสาว บุตรชายหรือหลานชาย หลานสาวทุกคน ยกเว้นเซิ่งหลัวหลัน ล้วนแต่ค่อนข้างเกรงกลัวเขา ไม่ว่าเขาจะมีสีหน้าใจดี หรืออ่อนโยนมากเท่าใด เด็กๆ ทั้งหลายก็มักจะมีความเกรงกลัวเขาอยู่เสมอ ไม่เปลี่ยนแปลง..

"อืมมม ท่านตาใจดี แต่เวลาหลานอยู่ใกล้ท่านตา มักจะรู้สึกกดดัน ขนลุกเล็กน้อยเจ้าค่ะ" เฉียนฉางซิงตอบแทนเจ้าก้อนแป้งฝาแฝดอีกครั้ง ซึ่งคำตอบนั้นก็ทำให้คนอื่นๆ ยกเว้นเซิ่งหลัวหลันลอบเห็นด้วยกับนาง..

ส่วนท่านโหวผู้เฒ่าก็คล้ายเข้าใจในทันที..  "เข้าใจแล้ว คงเป็นเพราะครึ่งค่อนชีวิตของตาอยู่แต่ในสนามรบ เข่นฆ่าผู้คนไปมากมาย ไอสังหารจึงยังคงอยู่ ทำให้พวกเจ้ารู้สึกกดดัน ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้.. " 

ท่านโหวผู้เฒ่าเอ่ยคำด้วยแววตาที่มีความโล่งใจเล็กน้อย เมื่อความข้องใจในบางเรื่องได้คลายลงเพราะคำตอบของเฉียนฉางซิง ทว่าเมื่อความข้องใจคลายลงส่วนหนึ่งแล้ว ท่านโหวผู้เฒ่ากลับยิ่งข้องใจมากกว่าเดิม ว่าเหตุใดจึงมีเซิ่งหลัวหลันที่เอาแต่เข้าหาตน ไม่เกรงตนเฉกเช่นบุตรหลานคนอื่นๆ..

 

"หลันเอ๋อร์เล่า ยามอยู่ใกล้ปู่รู้สึกอย่างไร" ท่านโหวเอ่ยถามอย่างสงสัย

"ไม่รู้สึกอย่างไรเจ้าค่ะ อยู่กับท่านปู่สบายที่สุด คงเพราะท่านปู่อุ้มหลานตั้งแต่เกิดได้ไม่ถึงชั่วยาม พาหลานไปเที่ยวเล่นบ่อยๆ หลานเลยชินกระมัง" เซิ่งหลัวหลันใช้ใบหน้าไร้เดียงสาตอบคำ เพื่อให้ท่านโหวไม่อาจถามต่อได้  ไม่ให้อีกฝ่ายสงสัยในสิ่งที่นางไม่สามารถตอบออกไปได้ ว่าตัวนางคือนางมารพันปีที่เข่นฆ่าคนมานับไม่ถ้วน นางจึงไม่เคยเกรงกลัวไอสังหารของอีกฝ่าย!

"อืม เหตุผลนี้เข้าที ปู่เห็นด้วยกับเจ้า ส่วนพวกเจ้าทั้งหลายก็เลิกเกรงกลัวปู่ได้แล้ว ปู่ออกจากสนามรบมานาน ไอสังหารที่มีก็แค่เอาไว้ประดับบารมี ตอนนี้ปู่กลายเป็นเพียงท่านปู่ผู้แสนใจดีคนหนึ่งแล้วเท่านั้น" ท่านโหวผู้เฒ่าพยักหน้ายอมรับเหตุผลของเซิ่งหลัวหลัน พลางหันไปยิ้มแย้มเอ่ยคำกลับหลานสาว หลานชายที่เหลือ..

"เจ้าค่ะ/ขอรับ หลานจะพยายาม" เด็กๆ ที่เหลือตอบรับด้วยท่าทีเคร่งขรึม ทำเอาท่านผู้เฒ่าได้แต่หัวเราะขบขัน เอ่ยคำด้วยสีหน้าจนใจ..

 "ต้องใช้เวลาอีกนานไม่น้อยสินะ.. เช่นนั้นมือเที่ยงวันนี้ก็ไปกินข้าวที่เรือนปู่กันเถิด ทำความคุ้นเคยให้มาก พวกเจ้าจะได้ชิน ไม่เกรงกลัวปู่อีก ฮ่าๆ" เสียงหัวเราะที่เจือความสนุกสานดังไปทั่วสวนกว้าง พร้อมรอยยิ้มขบขันของสตรีวัยสาวทั้งสองคน และเด็กๆ ทั้งหลายที่ยิ้มเจื่อนให้ผู้เป็นปู่ที่ตนยังนึกเกรง..

 

ส่วนเซิ่งหลัวหลันนั้น นางเพียงยืนมองทุกคนอยู่เงียบๆ และแย้มยิ้มบางเบาให้กับเสียงหัวเราะของท่านปู่ตนและคนอื่น ๆ พร้อมกับความคิดที่ปรากฏขึ้นในมุมหนึ่งของหัวใจที่แสนเย็นชาของนาง..

ความคิดที่ว่า.. 'ช่างเป็นความสงบสุข ที่ชวนให้รู้สึกอบอุ่นเหลือเกิน อบอุ่นจนนางอยากให้มันคงอยู่ตลอดไป' 

เซิ่งหลัวหลันคิด ด้วยใบหน้าที่แต้มรอยยิ้มกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมสองตาที่มองดูสีหน้าเจือความสุขของผู้คนอย่างไม่ละสายตา ดั่งว่าจะประทับภาพของผู้คนทั้งหลายเหล่านั้นเอาไว้ในหัวใจ ในความคิดของนาง ให้นาน เท่าที่จะนานได้..

ในวันที่ไร้ฉินฮูหยินผู้เฒ่า ช่างเป็นวันที่แสนสงบสุขวันหนึ่ง..  

ทว่าความสงบสุขนั้น จะคงอยู่ได้นานเท่าใด ใครเล่าจะสามารถรู้ได้..

 

 เซิ่งหลัวหลันที่กลายเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาก็ไม่อาจรู้เช่นกัน.. 

นางไม่รู้ และไม่อาจรับรู้ได้เลยว่า.. เกือบครึ่งปีก่อน ในเวลาที่นางกำลังยุ่งวุ่นวายเรื่องจัดการจวนกับท่านย่าเลี้ยง ณ บนฟากฟ้าที่ห่างไกล สูงขึ้นไปเหนือศีรษะนาง ได้มีความผันผวนบางอย่างเกิดขึ้น เพราะวิญญาณของคนผู้หนึ่งที่พุ่งลงจากฟากฟ้า ติดตามนางมาจากโลกเดิม!  

[1]  24 ฤดูกาลของจีน : ปักษ์ชิงหมิง(清明) แปลว่าแจ่มใส เป็นปักษ์ที่มีอากาศสดชื่นแจ่มใส คนนิยมไปไหว้บรรพบุรุษ เริ่มประมาณวันที่ 4-6 เมษายน  

[2]   ยามอู่ (午:wǔ) คือช่วงเวลา 11.00 – 12.59 น.  

ไรท์ : ใครตามมานะ ใครตามมาเอ่ย รีดเดอร์ตามไรท์หรือเปล่า ขอโทษที่มาช้านะคะ ตอนต่อไปจะยายามมาลงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ค่ะ :)

***มุมฝากนิยายที่แต่งจบแล้ว และยังไม่จบค่ะ***

ลำนำเมฆฝน : คลิกอ่านตรงนี้ 

ที่แต่งจบและเปิดขาย

1. ลิขิตสายฟ้า 

Dek-d :  คลิกตรงนี้

Meb   :  คลิกตรงนี้

รีวิวจากทาง Dek-d ค่ะ https://www.dek-d.com/writer/53934/

2. สื่อรักข้ามยุค 

Dek-d : คลิกตรงนี้

Meb   :  คลิกตรงนี้

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 171 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

97 ความคิดเห็น

  1. #97 AssasinX25 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 กันยายน 2563 / 15:01
    ผู้ รึที่ตามมาน่ะ
    #97
    0
  2. #96 Sweetsmile2557 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 กันยายน 2563 / 12:05

    ใคร ใครละที่ตามมา....แล้วมาแบบไหน มาตัวเป็นหรือมาเกิดใหม่.....เอะ เอะ .....ต้องรอตอนต่อไป

    #96
    0
  3. #94 mee_pa (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 กันยายน 2563 / 08:33
    เด็กๆ น่ารักมาก
    #94
    0
  4. #93 Vinzerney (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 กันยายน 2563 / 10:13
    ไรท์คะ เอ่อ ถ้าเป็นลูกของลูกสาว น่าจะเรียกท่านปู่ ว่าท่านตารึเปล่าคะ หลันหลันเป็นหลานปู่ ส่วน ฉางซิง กับฉางเซิงเป็นหลานตา
    #93
    1
    • #93-1 "เส้นเวลา"(จากตอนที่ 9)
      17 กันยายน 2563 / 10:58
      ขอบคุณที่เตือนค่ะ ไรท์เบลอ พิมพ์เป็นท่านปู่หมดเลย ตอนนี้แก้ให้แล้วค่ะ
      #93-1
  5. #92 mydear26 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 กันยายน 2563 / 22:06

    มีผู้ตามมาช่ายม่ะ พระเอก? ตอนแรกก้อคิดว่า เจ้าสองก้อนแป้งจะใช่คนตามนางมาหรือป่าวเพราะมีความหลงนางมากกกกกก น่าจะรักยิ่งกว่าพ่อแม่อีก 55555 ความมโนมาเต็ม
    #92
    0
  6. #91 wadeenarak (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 กันยายน 2563 / 20:42
    ลูกน้องสาวพ่อ ญาติผู้น้องรึเปล่าคะ เค้านับกันแบบไหนเราก็นับไม่ถูก
    #91
    1
    • #91-1 "เส้นเวลา"(จากตอนที่ 9)
      17 กันยายน 2563 / 10:59
      ไรท์ใช้ญาติผู้พี่ เพราะฉางซิง ฉางเซิงอายุมากกว่าหลัวหลันค่ะ เลยใช้เป็นพี่
      #91-1