[RoV x LoL] Beyond the Boundary

ตอนที่ 7 : อันธดารา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 40
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    15 เม.ย. 63

 

5: Pimeät Tähdet

เมื่อทุกคนทยอยกันเข้ามาในห้องนอนของเอซเรียล คามิลก็ปิดและล็อกประตู และเดินไปดึงม่านหน้าต่างทุกบานลง เพื่อกันไม่ให้มีใครมาสอดแนมจากนอกห้อง คามิลเดินเช็กทุกซอกทุกมุมในห้องแล้วเผื่อว่ามีวัตถุแปลกปลอมภายในห้อง

 

"เอาล่ะ พวกเธอคงรู้ว่าอีกสองปี น็อกซัสจะเฉลิมฉลองหนึ่งสหัสวรรษ" ทุกคนพยักหน้ายกเว้นยูมิ

 

"ข้าได้ข่าวมาว่าพวกมันจะเริ่มปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่อีกรอบ"

 

"คือท่านจะบอกกับเราว่าน็อกซัสจะบุกมาหาพวกเรางั้นหรือ?" เคทลินชิงถามก่อน

 

"น่าจะ ยังไงซะนครพิลโทเวอร์เป็นเมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดของทวีป ใครเขาจะไม่อยากได้ไว้ในครอบครองกัน"

 

"ก็น่าคิด แต่ไม่เคยเห็นน็อกซัสว่าจะมีท่าทีมายึดเราเลย"

 

"เธอเป็นคนในของพวกมันรึไงกัน? ถึงจะได้รู้ปฏิบัติการทางทหารที่พวกมันวางแผนไว้"

 

"แต่นั่นก็อีกตั้งสองปีมิใช่หรอครับ?" เอซเรียลแทรก

 

"ที่ข้าจะให้พวกเจ้าสนใจไม่ได้มีแค่นี้หรอกนะ" คามิลเอ่ย พร้อมกับหยิบสิ่งที่เรียกว่า จอเฮชเท็กซ์แบบพกพา ขึ้นมา แล้วก็เปิดให้ทุกคนดู

 

"อันที่จริงมันก็หลายเดือนแล้วล่ะ ข้าได้ข่าวมาว่ามีสิ่งก่อสร้างใหม่ปรากฏขึ้นที่ตำแหน่งที่เคยเป็นที่ตั้งของนครเดมาเซีย" คามิลชี้ไปที่ภาพของสิ่งก่อสร้างประหลาดในจอ ทุกคนก็จ้องดูด้วยความสนใจ

 

"ไม่เคยเห็นเลยแฮะ" เอซเรียลเกาหัว

 

"หนังสือ! แกเคยเห็นสิ่งก่อสร้างแบบนี้บ้างไหม?" ยูมิถามหนังสือของตน หนังสือก็ทำท่ามองไปที่จอ ก่อนที่จะส่ายเล่มไปมาเป็นการบอกว่าไม่เคย

 

"พึ่งจะเคยเห็นแมวพูดได้ พูดได้ไม่พอ พูดกับหนังสือได้ด้วย ว้าววววว" วายหันไปสนใจแมวแทนแล้ว

 

"ทีมสำรวจของข้ายังสัมผัสได้ถึงพลังงานและเวทมนตร์อันรุนแรงออกมาจากสิ่งก่อสร้างนี้ แต่นั่นก็เป็นแค่การสำรวจจากระยะไกลมาก ๆ แถมยังพบสิ่งมีชีวิตประหลาดเดินเพ่นพล่านรอบบริเวณสิ่งก่อสร้างนี้ด้วย"

 

"ข้ามีความคิดดี ๆ จะเสนอ" เคทลินทำท่าครุ่นคิดก่อนที่จะเอ่ยออกมา

 

"เชิญว่ามา"

 

"ข้าจะลองเอาเรื่องนี้ไปถามใครบางคนที่นครซอนดู"

 

"ได้สิ" คามิลไม่สงสัยในการกระทำของเคทลินเลย "ข้ารู้ว่าเจ้าหมายถึงใคร"

 

 

....

 

ใต้ลงไปจากผืนแผ่นดินนครพิลโทเวอร์ คือ นครซอน (Zaun) อันเป็นอดีตเมืองท่าแห่งจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่เมื่อหลายสหัสวรรษก่อน แต่เดี๋ยวนี้กลับกลายเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยมลพิษและถูกบดบังด้วยความรุ่งเรืองแห่งนครพิลโทเวอร์ที่อยู่ด้านบน ผู้คนต้องต่อสู้ดิ้นรนเอาตัวรอดไปในแต่ละวันจากมลพิษ แต่ทั้งนี้ซอนก็เป็นเมืองที่รุ่งเรืองในรูปแบบของมันเอง ทั้งตลาดมืด สิ่งประดิษฐ์ที่ผิดแปลก สิ่งเหล่านี้ทำให้เมืองซอนอยู่รอดตลอดมา

แต่สิ่งหนึ่งที่ชาวซอนเคารพนับถือจนเป็นเสมือนผู้นำของพวกเขา คือ สายลม แม้ว่าอันที่จริงแล้วสายลมจะไม่ค่อยพัดผ่านลงมาถึงพื้นเมืองซอนเท่าใดนัก แต่สายลมที่ว่าก็คือผู้ที่ปกปักษ์รักษาพวกเขามานับสหัสวรรษ ครั้นก่อตั้งเมืองในฐานะเมืองท่าแห่งจักรวรรดิ จากเป็นผู้นำทางและความศรัทธาในการเดินเรือ สู่ผู้พิทักษ์แห่งเมืองซอนในปัจจุบัน

การก่อสร้างประตูสุริยัน (Sun gate) ทำให้การค้าในเมืองซอนเจริญรุ่งเรือง สร้างผลประโยชน์ทั้งดินแดนบนบก และตามเกาะต่าง ๆ และให้กำเนิดนครพิลโทเวอร์ขึ้นมารับแสงอันศักดิ์สิทธิ์แห่งดวงอาทิตย์ แทบเรียกได้ว่าการก่อสร้างประตูการค้านี้เป็นการเข้าสู่ยุคใหม่เลยทีเดียว

และนั่นก็คือซอน นครแห่งเหล็กและกระจก

 

เอซเรียล ยูมิ เคทลิน และวายเดินทางลงมายังเมืองแห่งนี้บ่อยครั้ง เคทลินแทบไม่เคยลงมาพ้นจากนครซอนชั้นบนเลย วายเกิดและเติบโตที่นี่ ส่วนเอซเรียลนั้นเคยสำรวจซากแห่งเมืองท่าโบราณที่อยู่ใต้นครซอนลงไปอีก ยูมินั้นก็... ไม่เคยเลยสักครั้งเดียว

 

"ก่อนที่ฉันจะไปชูริม่านะ ฉันเคยมาสำรวจซากโบราณใต้เมืองนี้ด้วยแหละ เจอโกเล็มตัวใหญ่ ๆ ตาแดง ๆ ด้วยล่ะ บลา บลา บลา" เอซเรียลกำลังโม้ให้ยูมิและเจ้าหนังสือฟัง เคทลินกับวายเดินนำหน้าพวกเขาไปเพราะไม่อยากฟังคำเล่าเกินจริงของเขา

ทั้งสี่เดินมาถึงลานกว้างที่มีใครบางคนเล่นกับหุ่นยนต์ที่วิ่งซิกแซกไปมา

 

"ปิ้ว ๆๆๆ" สาวผมฟ้ายิงปืนใส่หุ่นยนต์ที่ทำเสียงหัวเราะอยู่ตลอดเวลา เคทลินและวายมองจากไกล ๆ ก็รู้ว่าเป็นใคร พอเธอได้ยินเสียงฝีเท้าและเสียงพูดของเอซเรียลก็หันมาทางพวกเขา

 

"โอ้ เจ้ามือโต กับ เจ๊หมวกนี่นา จะมาจับฉันอีกล่ะซี่"

 

"เราไม่ได้มาจับแกหรอกวันนี้น่ะ เรามีธุระสำคัญ"

 

"โหะ!" สาวผมฟ้าร้องขึ้น พลางมองไปทางทุกคนจนไปหยุดอยู่ที่ยูมิ

 

"ว้าววววว แมววววว ขนนุ่ม ๆ ปุกปุย ๆ มาให้กอดเสียเดี๋ยวนี้นะ!" สาวผมฟ้ากระโจนใส่ยูมิ มันก็ลอยหนี

 

"ไม่!!!"

 

แล้วแมวกับสาวผมฟ้าก็ไล่กันไปเรื่อย ๆ เป็นวงกลมรอบ ๆ เคทลินหันมาหาหุ่นยนต์ตัวสีทองที่ยืนอยู่นิ่ง ๆ ก่อนที่มันจะค่อย ๆ เดินออกห่างไปแล้วหายเข้าไปในซอกข้างตึกหนึ่ง

 

"ไปกันต่อเถอะ" เคทลินเอ่ย

 

 

ทั้งสี่ (รวมยูมิที่หนีรอดจากสาวผมฟ้านั่นมาได้แล้ว) เดินเข้าไปในเมืองซอนเรื่อย ๆ แม้บรรยากาศจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก เพื่อตามหา สายลม ตามที่เคทลินได้คิดไว้ แต่ก็ไม่เจอสิ่งใดจนพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้าแล้ว

 

"ที่ซากปรักหักพังแห่งนครซอนโบราณน่าจะมีซากเทวรูปนั่นอยู่นะ จะลองไปมั้ยครับ" เอซเรียลเอ่ย เคทลินก็ทำท่าครุ่นคิดอีก

 

"คงจะไม่เหลือทางเลือกแล้วสินะ นำทางไปเลย"

 

เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไป ความมืดที่เข้าปกคลุมเมืองก็ยิ่งทำให้ทุกอย่างดูน่ากลัว ชาวซอนมักจะเข้าบ้านหรือที่พักอาศัยของตน แสงไฟสีเขียวสลัว ๆ ตามทางเท้าเท่านั้นที่นำทางพวกเขา รวมถึงกลุ่มของเอซเรียลนี้ด้วย

เอซเรียลนำทางจนมาถึงทางเข้าสู่ซากปรักหักพังแห่งโอชราวาซอน (Oshra Va'Zaun) อันเป็นเมืองท่าโบราณก่อนที่ซอนจะเป็นอย่างทุกวันนี้ และอีกสองชั่วโมงให้หลัง พวกเขาก็มาหยุดอยู่หน้าซากเทวรูปที่มีสีขาวเปล่งประกาย ผิดแปลกจากบริเวณรอบ ๆ ที่เต็มไปด้วยฝุ่นและทราย

 

"แจนอาห์เร็ม" เอซเรียลอ่านอักษรชูริม่าโบราณที่สลักอยู่ที่ฐานของเทวรูป แม้มันจะเลือนและแตกร้าว แต่ก็ยังคงอ่านได้ความ "ผู้พิทักษ์และผู้นำทางของพวกเรา"

 

"นายนี่อ่านอักษรโบราณได้เหมือนอ่านภาษาตัวเองเลยนะ" เคทลินเอ่ยชม

 

"ก็ศึกษามาเยอะเลยแหละครับ กว่าจะอ่านอะไรพวกนี้ออก"

 

"แล้ว...." เคทลินเงยหน้ามองส่วนบนของรูปปั้นที่แทบไม่เหลืออะไรอยู่แล้ว "ทำไงต่อล่ะ"

 

"อันนั้นผมก็.....ไม่รู้แล้วครับ" เอซเรียลส่ายหัว เคทลินก็มองเอซเรียลด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย

 

"นี่เราเสียเวลามากเลยนะ กว่าจะมาถึงนี่ ถ้าทำอะไรไม่ได้ ทุกอย่างก็คงจะเปล่าประโยชน์!"

 

เอซเรียลไม่ตอบ ได้แต่ก้มหน้าหนี ทันใดนั้น....

 

"ลมล่ะ!" ยูมิเอ่ย ก่อนที่จะเกิดลมแรงขึ้นประมาณหนึ่งพัดพาฝุ่นและทรายผ่านตัวของทั้งสี่ไป พอลมสงบลง หญิงสาวร่างสูงใบหูยาวแหลม เส้นผมสีขาวใสและพลิ้วประหนึ่งลม ถือคทาสีฟ้าอ่อน ปรากฎขึ้นตรงหน้าทุกคน

 

นี่แหละคือ แจนน่า จิตวิญญาณแห่งสายลมที่ชาวซอนเคารพนับถือมายาวนานนับสหัสวรรษ

 

"มีสิ่งใดให้ข้าช่วยหรือไม่" น้ำเสียงอันสงบนิ่งแต่ทรงพลังของหญิงสาวเบื้องหน้าทำให้ทุกคนแทบไม่กล้าปริปากพูดอะไรเลย ประกอบกับยังตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อหลายวินาทีก่อน

 

"คือ.... เรื่อง..." เคทลินกำลังจะเอ่ยปากพูด แต่ไม่ทันจะได้พูดครบวลีก็ถูกหญิงสาวเบื้องหน้าชิงพูดขึ้นก่อน

 

"ข้ามิอาจจะให้คำตอบท่านได้หรอก" เหมือนแจนน่าจะรู้สิ่งที่เคทลินจะถาม "ข้าได้เพียงแต่บอกว่าพลังงานมืดนั้นไม่ใช่สิ่งที่ถือกำเนิดขึ้นบนโลกนี้เป็นแน่"

 

"แล้วพวกเราควรจะทำอย่างไร? ถึงจะหาคำตอบได้"

 

"สิ่งหนึ่งที่ข้ารู้ก็คือ พลังงานมืดนั้นกำลังต้องการตัวของชายผู้นี้" แจนน่าใช้คทาชี้มาทางเอซเรียล

 

"ข้าบอกได้แต่เพียงเท่านี้จริง ๆ แม้แต่สายลมยังมิอาจพัดผ่านดินแดนนั้นได้ โปรดอภัยให้ข้าด้วย" แจนน่าโค้งคำนับเป็นการขอโทษ

 

เคทลินกับเอซเรียลก็ได้แต่มองหน้ากัน เพราะไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไปดี

 

....

 

คฤหาสน์ของเอซเรียล

คามิลได้อยู่กับเอมิลี่แต่เพียงลำพัง ก็นั่งเฝ้านางอยู่ในห้องนอนนั้น ขนหนังสือสามสี่เล่มจากห้องด้านล่างขึ้นมาวางไว้ แล้วก็นั่งอ่านฆ่าเวลา หนึ่งในหนังสือเหล่านั้นก็เป็นบันทึกของเอซเรียลเอง

 

"น่าสนใจ..." คามิลพึมพำขึ้นมาเบา ๆ ขณะอ่านบันทึกของเอซเรียล

 

พอดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไป บรรยากาศภายในห้องนอนห้องนี้ก็ดูอึมครึม เงียบเชียบ และน่ากลัว แม้ว่าจะมีแสงสว่างจากหลอดไฟเหนือหัวก็ตาม ทั้งห้องมีแต่เตียง ตู้เสื้อผ้า ตู้เก็บของเล็ก ๆ และประตูออกสองทาง ทางหนึ่งเป็นห้องน้ำ และทางหนึ่งไปโถงทางเดินข้างนอก แม้แต่เก้าอี้ยังไม่มีในห้องจนคามิลต้องนั่งอ่านหนังสือบนเตียงข้าง ๆ เอมิลี่

 

"หืม?"

 

คามิลสัมผัสได้ว่าเอมิลี่เริ่มรู้สึกตัวจากการขยับตัวของเธอ จึงเอามือวางทาบลงที่กลางอกเพื่อวัดการเต้นของหัวใจ แต่ด้วยความที่มือหนัก ฝ่ายที่นอนอยู่ก็ร้องขึ้นมาทันที เพราะไปโดนแผล

 

"ข้าขอโทษ คงจะมือหนักไปสินะ"

 

คามิลดึงมึงออกจากอกของหญิงสาว ก่อนที่จะลุกขึ้นยืน

 

"ทำไมเจ้าไม่ทำตามที่ข้าบอก?"

 

"ทำอะไร?" เอมิลี่ถามกลับ

 

"เจ้าทำตัวให้เคทลินพาตัวเจ้าออกมาจากบ้านของข้าได้ไงล่ะ"

 

เอมิลี่ไม่ตอบ

 

"ถ้าเจ้าไม่ดื้อ เจ้าก็คงจะไม่ต้องมานอนซมพร้อมกับบาดแผลนับร้อยทั่วร่างหรอกนะ"

 

คามิลขึ้นเสียงดุ แต่เอมิลี่ก็เมิน

 

"ขอข้าดูแผลหน่อย" คามิลกระชากผ้าห่มที่คลุมร่างเอมิลี่อยู่ แล้วก็โยนออกไป คามิลกวาดสายตามองเสื้อผ้าที่เอมิลี่ใส่อยู่ ซึ่งตอนนี้ขาดแหว่งไปทั่ว จนแทบจะเปิดเผยเนื้อหนังของนางทั้งหมด

 

"ถอดเสื้อ"

 

"หะ?"

 

"ถอดเสื้อ!" คามิลขึ้นเสียงใส่เมื่อที่ทำกับเอซเรียล เอมิลี่ก็พยายามถอดเสื้อตัวเองและทนเจ็บไปด้วย พอถอดเสื้อก็เหลือแต่ชุดชั้นในที่ยังคลุมส่วนอกของนาง เปิดเผยรอยแผลจากมีดนับร้อยในบริเวณส่วนท้อง คามิลมองดูก่อนที่จะออกคำสั่งต่อ

 

"พลิกตัวซิ"

 

คราวนี้เอมิลี่รีบพลิกตัวคว่ำหน้าลง แม้ว่าจะเจ็บ คามิลเห็นแผลเป็นหนึ่งที่โดดเด่นอยู่บนแผ่นหลังของเอมิลี่ก็สนใจและเริ่มถาม

 

"แผลเป็นใหญ่ ๆ ที่อยู่บนหลังเจ้าไปโดนอะไรมา"

 

"จะรู้ไปทำไม?" ทันทีที่เอมิลี่ตอบอย่างนั้นก็รู้สึกเสียววาบบนแผ่นหลังของตน เพราะคามิลเอาขามีดดาบของตนวางทาบลงบนหลังนาง

 

"ถ้าเจ้าตอบอย่างนี้อีก ข้าจะสร้างแผลให้เจ้าอีก"

 

"ก็มันเป็นเรื่องในโลกที่ข้าจากมาอ่ะ รู้ไปแล้วแก...."

 

"แก?" คามิลง้างเท้าขึ้นหมายจะผ่าหลังหญิงสาวที่พูดกวน

 

"...ท่านก็ทำอะไรไม่ได้หรอก" เอมิลี่รีบเปลี่ยนสรรพนามทันที

 

"ก็จริงของเจ้า ข้าไม่อยากรู้แล้วก็ได้" คามิลดึงขาของตนกลับไปอยู่ในท่ายืน อันที่จริงคามิลใช้ข้ออ้างดูแผลเพื่อแอบชมเรือนร่างของนักฆ่าสาวผมเงินผู้นี้

 

"เอาล่ะ พรุ่งนี้เช้าแผลเจ้าน่าจะดีขึ้นกว่านี้มาก พักผ่อนซะ" คามิลเอ่ยก่อนที่จะนั่งลงข้าง ๆ เพื่ออ่านหนังสือต่อ

 

....

 

ทางกลุ่มของเอซเรียลและเคทลิน พวกเขาก็ขึ้นมาจากซากใต้เมืองซอนแล้ว และก็กำลังจะกลับมาที่พิลโทเวอร์

 

"พลังงานมืดงั้นหรอ...." เคทลินครุ่นคิดเกี่ยวกับพลังงานมืดที่แจนน่าพูดถึงมาตั้งแต่ออกจากซากเมืองโบราณแล้ว

 

"ตอนที่เอมิลี่สู้กับผู้หญิงผมแดงนั่น ฉันก็รับรู้ได้ถึงพลังงานแปลก ๆ นะ อาจจะเป็นพลังงานมืดที่กล่าวถึงนี่ก็ได้"

 

"ว่าไงนะ!!! เอมิลี่โดนโจมตีงั้นหรอ?" เคทลินตกใจกับสิ่งที่ยูมิเล่า

 

"ใช่ ตอนนี้นางก็นอนอยู่ที่เตียงในบ้านเอซเรียลไง"

 

"มิน่าทำไมเอมิลี่ไม่ลุกขึ้นมาคุยกับเราตอนนั้น"

 

สักพักวายที่เดินอยู่ข้าง ๆ ก็จับไหล่ของเคทลิน

 

"หาข้าวกินกันเถอะ"

 

"นั่นสินะ ลืมกินข้าวไปเลย" พอวายชวนไปกินข้าว เคทลินก็รู้สึกหิวขึ้นมาทันที "ไปมั้ยเอซ"

 

"ไม่เป็นไรครับ ผมขอกลับบ้านดีกว่า"

 

"งั้นเจอกันพรุ่งนี้นะ" เคทลินโบกมือลา วายก็โบกมือตามก่อนที่จะวิ่งแซงหน้าเคทลินไป

 

 

"เฮ้อ... กลับกันเถอะ" เอซเรียลเอ่ยกับเจ้าแมวข้าง ๆ แล้วก็เดินเลี้ยวไปอีกทาง

 

แต่มีใครบางคนเดินตามพวกเขาอยู่ขณะอยู่ในตรอกแห่งหนึ่งของพิลโทเวอร์ใต้...

 

"ใครน่ะ!" เอซเรียลหันหลังไปอย่างรวดเร็วก็พบกับหญิงสาวในชุดคลุมสีดำเหมือนที่เขาเจอเมื่อตอนกลางวัน

 

"มากับดิฉันเถอะค่ะ" หญิงสาวโค้งคำนับเล็กน้อย ก่อนที่จะจ้องมาที่เอซเรียลและแมวยูมิ

 

"มา? จะไปไหน?" เอซเรียลฉงน แต่ยูมิก็พูดแทรกขึ้นมา

 

"ไม่ได้หรอกนะ เอซเรียลมีธุระตอนนี้ ไปไหนกับใครไม่ได้"

 

เอซเรียลพยักหน้าเป็นเชิงตามคำพูดของยูมิ ก่อนที่จะหันหลังกลับไปเดินไปต่อ

 

"ถือว่าเชิญดี ๆ แล้วนะคะ" หญิงสาวเอ่ย ก่อนที่จะมีลูกบอลสีดำลอยออกมาจากร่างของเธอ ปล่อยพลังงานสีดำออกมาและดึงเอซเรียลกับยูมิเข้าไปหาเธอ

 

นี่มันอะไรกัน! เอซเรียลนึกขึ้นในใจ

 

ทันใดนั้นก็บังเกิดลมพายุขนาดย่อมขึ้นในตรอกนั้น และพัดผ้าคลุมให้ปลิวหายไป แต่กลับไม่มีสิ่งใดอยู่ใต้ผ้าคลุมนั้นเลย... ผี?

 

"เกือบแล้วมั้ยล่ะ" ยูมิเอ่ย ก่อนที่จะปรากฎร่างของแจนน่าอีกครั้ง

 

"ข้าได้คำตอบแล้วว่าพลังงานมืดนั้นคืออะไร" จิตวิญญาณแห่งสายลมเอ่ย เอซเรียลก็ลุกขึ้นนั่งเพื่อฟัง

 

"พวกมันคือ อันธดารา เพื่อนของข้าเรียกเช่นนั้น"

 

"แล้วอะไรคืออันธดาราล่ะครับ?" เอซเรียลถามต่อ

 

"พวกมันเป็นสิ่งที่ถือกำเนิดจากพลังงานมืดในห้วงอวกาศ พวกมันจะทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้าเพื่อนำทุกอย่างคืนสู่สภาพครั้งเช่นวินาทีแรกอันมีแต่ความว่างเปล่า" แจนน่าอธิบาย

 

"แล้ว...... เมื่อกี้ล่ะครับ"

 

"ให้เดาก็น่าจะใช่ ฉันก็รับรู้ได้ถึงพลังงานมืดจากสิ่งนั้น"

 

"ถ้ามาถึงที่นี่แสดงว่า... ฉิบหายแน่ ๆ" เอซเรียลรีบลุกขึ้น เตรียมวิ่งกลับบ้าน

 

"ขอบคุณนะครับ คุณแจนน่า"

 

เอซเรียลกล่าวขอบคุณทิ้งท้ายก่อนที่จะออกวิ่ง เร็วจนยูมิเกือบไปเกาะไม่ทันเลยทีเดียว แจนน่าก็มองตามหลังและยกมือขึ้นมากุมไว้ที่หน้าอก ภาวนาให้ชายหนุ่มผู้นี้ปลอดภัย

 

....

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

17 ความคิดเห็น

  1. #7 Tak2003 (@Tak2003) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 เมษายน 2563 / 07:21

    เนียนนะเราอะ
    #7
    0