[RoV x LoL] Beyond the Boundary

ตอนที่ 11 : ของขวัญจากลักซ์ (ปรับปรุงแล้ว)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 38
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    17 มิ.ย. 63

 

9: Luksilta Lahja

หลังจากเดินทางมาหลายร้อยกิโลเมตรเย็นวันนั้น เอซเรียล สองสาวและหนึ่งแมวก็กลับมาถึงประตูเมืองพิลโทเวอร์ฝั่งใต้ด้วยการติดยานพาหนะของพ่อค้ากลับมา แต่เมื่อถึงประตูเมืองแทนที่พวกเขาจะได้เข้าเมืองไปอย่างง่าย ๆ กลับมีใครบางคนมายืนขวางพวกเขาไว้

 

"เจอตัวแล้ว" คนคนนั้นเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคามิลที่แทบจะอาละวาดเมื่อครั้งที่เอมิลี่หายไปวันแรก “ลงมากับข้าเดี๋ยวนี้”

 

"อะไรกัน?" เอมิลี่เขยิบตัวทำท่าจะหนี แต่แล้วคามิลก็พรวดพราดขึ้นมาบนยานพาหนะและกระชากตัวเอมิลี่ลงมา

 

“ต้องให้ข้าจัดการพาลงมาเองสินะ” คามิลเอ่ยก่อนที่จะหันมาสั่งทหารที่อยู่ด้านหลังตน “จับนางขึ้นมา!”

 

ทหารสองคนจับแขนซ้ายขวาของเอมิลี่และดึงร่างนางให้ยืนขึ้น คามิลจ้องมาที่เอมิลี่อยู่วินาทีหนึ่ง ก่อนที่จะเดินกลับเข้าเมือง ทหารที่กุมตัวเอมิลี่ก็พาเอมิลี่เดินตามหลังไป

 

“อะไรกัน?” ยูมิเอ่ย เอซเรียลก็ได้แต่ส่ายหน้า “นายจะปล่อยให้เอมิลี่โดนลากไปเนี่ยนะ?”

 

“แต่ผม...”

 

“ไม่มีแต่!”

 

เอซเรียลนิ่งคิดอยู่สักพัก ก่อนที่จะโดดลงจากยานพาหนะและวิ่งไปขวางทางคามิล

 

“หลบไป...”

 

เอซเรียลยังคงยืนขวางทาง และเอามือกางออกสองข้างทำท่ากีดขวาง ยูมิลอยมาข้างหลังและบินเข้ามาเกาะตัวเอซเรียล ผู้คนจำนวนหนึ่งที่สัญจรไปมาก็เริ่มมามุงดู

 

“ถ้าไม่หลบ ข้าจะตัดศีรษะของเจ้าทิ้งเสีย”

 

เอซเรียลกำมือแน่นและยังคงไม่ถอย ไคสะที่นั่งมองจากในรถก็แอบอมยิ้มก่อนที่จะลงมา คามิลค่อย ๆ เดินเข้ามาหาเอซเรียล ก่อนที่เสียง ๆ หนึ่งจากกลุ่มคนที่เข้ามามุงจะดังขึ้นและทำให้คามิลหยุดลง

 

“ไปเรียกเคทลินมาเร็ว!”

 

ทันใดนั้นคามิลก็ตวัดขาดาบของตนขึ้นใส่เอซเรียล แต่เขาไหวตัวทันและวาร์ปตัวเองถอยไปด้านหลัง

 

“เดี๋ยวนี้กล้าแล้วนี่”

 

ขณะที่คามิลกำลังจะจัดการเอซเรียล ไคสะเข้ามาด้านหลังทหารสองคนที่กุมตัวเอมิลี่อยู่แล้วก็จัดการให้ทั้งสองปล่อยมือจากเอมิลี่ คามิลได้ยินเสียงทหารของตนร้องก็หันมา

“มาเป็นขบวนการเลยนะ”

 

คามิลหันไปทางไคสะ ก่อนที่จะละความสนใจจากเอซเรียลมาอยู่ที่ไคสะแทน นางเดินมาหาไคสะที่พึ่งช่วยเอมิลี่ได้สำเร็จ พอเจ้าตัวเห็นคามิลกำลังเดินมาหาตนก็รีบผลักเอมิลี่ออกไป

 

“หนีไปซะ!”

 

เอมิลี่ได้ยินแล้วก็ออกตัววิ่งย้อนกลับไปทางสู่ทะเลทรายชูริม่าที่เธอพึ่งกลับมา คามิลรีบวิ่งตามไปติด ๆ ไคสะพยายามจะหยุดคามิลด้วยการยิงกระสุนสีม่วงใส่ แต่คามิลก็หลบได้หมดเหมือนกับมองเห็น สุดท้ายไคสะก็ต้องวิ่งตามไป เอมิลี่วิ่งไปได้ไม่ไกลก็โดนคามิลตะครุบจับ ไคสะที่วิ่งตามมาก็พอดีกับเห็นตอนที่คามิลกำลังฉีดยาสลบใส่

 

“หลบไปซะ เจ้าไม่มีทางที่จะหยุดข้าได้หรอก” 

 

ร่างสูงเอ่ยพร้อมกับอุ้มเอมิลี่ขึ้นบ่า ก่อนที่จะเดินกลับสู่เมือง แต่แล้วก็มีคนมาขวางทางอีก คราวนี้เป็นสองเจ้าหน้าที่สาว เคทลินที่มาพร้อมกับปืนเฮ็ชเทกไรเฟิลคู่ใจ และวายมาพร้อมกับถุงมือใหญ่

 

“จะทำอะไรก็เกรงใจกฎหมายบ้างนะ” หญิงสาวถือไรเฟิลเอ่ยพร้อมกับเล็งมาทางหญิงร่างสูงเบื้องหน้า

 

“ที่นี่ไม่ใช่พิลโทเวอร์ ที่นี่พ้นจากเขตเมืองมาแล้ว ดังนั้นกฎหมายของพิลโทเวอร์ก็คงจะใช้กับข้าไม่ได้” คามิลตอบด้วยไหวพริบที่มักจะเอาชนะสองเจ้าหน้าที่สาวได้เสมอ

“แม้กฎหมายนอกนี้จะไม่มี แต่สำนึกน่ะมีบ้างไหม”

 

“สำนึก? ข้าต้องสำนึกอะไรกัน? ข้าแค่มาเอาของของข้าคืนก็เท่านั้น”

 

“ของ? เอมิลี่ไม่ใช่ของของใครทั้งนั้น”

 

“แล้วไง?”

 

“ก็ปล่อยนางซะสิ”

 

“ถ้าข้าไม่ทำล่ะ” คามิลแสยะยิ้มก่อนที่จะส่งสัญญาณให้ทหารของตนที่หลบซุ่มอยู่หลังหินใหญ่ออกมาหลายสิบนาย และยังมีทหารอยู่บนเนินผาอีกหลายสิบนายเช่นกัน ทุกคนจ่อปืนกลเฮ็ชเทกมาทางเคทลินและวาย

 

“คามิล!”

 

“ข้าก็บอกแล้วว่าที่นี่อยู่นอกพิลโทเวอร์ ถ้าข้าฆ่าเจ้าทุกคนที่นี่ พวกเจ้าก็จะกลายเป็นแค่บุคคลสาบสูญเท่านั้นแหละ จะไม่มีใครรู้เลยสักคน”

 

เคทลินมองหน้าวาย วายส่ายหัวเพราะนางพร้อมสู้ แต่เจ้าตัวกลับชักไม่แน่ใจว่าจะไหวเพราะคามิลดันมีทหารดักรอมากกว่าที่คิดไว้ พอส่งสายตาไปหาไคสะเธอก็พยักหน้าให้ เคทลินจึงวางอาวุธลง

“ดีมาก แต่ดูเหมือนเพื่อนสาวชองเจ้าจะไม่ยอมนะ”

 

วายยังคงตั้งหมัดของเธอขึ้นพร้อมสู้อยู่ เคทลินพยายามใช้มือผลักสองหมัดนั้นลงแต่เจ้าของหมัดนั้นก็ขัดขืน

 

“เชื่อฉันสิคัพเค้ก” วายเอ่ยขึ้นก่อนที่จะแบมือเล็กน้อยเผยให้เห็นระเบิดควันในมือที่กำลังจะทำงาน แล้ววายก็ปล่อยให้มันตกลงสู่พื้นพอดีกับตอนที่มันระเบิด ควันสีขาวลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณจนทหารที่อยู่ข้างบนมองไม่เห็นใครที่อยู่ด้านล่าง ขณะเดียวกับที่เอซเรียลชาร์จถุงมือของตนเพื่อปล่อยกระสุนสีทองขนาดใหญ่ยิงใส่ทหารที่อยู่ด้านบนหน้าผาด้วยความแม่นยำ พอไม่มีทหารบนหน้าผาแล้ว เคทลินก็กระโจนเข้าหลบหลังหินใหญ่ใกล้ ๆ ตน ส่วนวายก็พุ่งเข้าต่อยหน้าคามิลอย่างเต็มที่ก่อนที่จะแย่งตัวเอมิลี่มาได้

 

“ยิงมันให้หมด!” คามิลตะโกนขึ้นสั่งทหาร ทหารที่ตอนนี้เดินมาอยู่ข้างผู้บังคับบัญชาของตนก็ตั้งท่าแล้วก็สาดกระสุนเข้าใส่ควันสีขาว ไคสะกับวายก็หลบเข้าหลังก้อนหินเดียวกันกับเคทลินได้พอดี พอเคทลินเห็นว่าวายและไคสะกลับมาแล้วก็พากันย่องหนีออกจากตรงนั้นกลับสู่เมือง กว่าควันจะหายไปคามิลจึงได้รู้ว่าหนีกันไปแล้ว

 

เคทลินพาเอมิลี่ไปซ่อนในตึกร้างแห่งหนึ่ง ส่วนไคสะก็กลับบ้านไปกับเอซเรียลและยูมิแล้ว

 

“คามิลต้องกลับมาแก้แค้นเราแน่” เคทลินเอ่ยพลางขยับหมวกของตนให้เข้าที่ “ช่วยฝากไปบอกคนที่สำนักงานด้วยนะว่าเตรียมตัวให้พร้อม”

 

“ได้!” พอรับปากหญิงสาวผมชมพูก็วิ่งออกไป

 

เคทลินค่อยบรรจงวางร่างของเอมิลี่ที่หลับใหลลงราบกับพื้น ก่อนที่จะวางไรเฟิลของตนไว้ข้าง ๆ หน้าที่เดียวของเธอตอนนี้คือคุ้มกันเอมิลี่จากคามิล

 

 

เอซเรียลที่กลับบ้านมาโดยไม่มีเอมิลี่ก็รู้สึกโหวงเหวงแปลก ๆ พอมาถึงประตูใหญ่ทางเข้าคฤหาสน์ก็มีใครคนหนึ่งยืนรออยู่ เป็นหญิงสาวผมดำร่างสูงกว่าคามิล ยืนกอดอกพิงอยู่กับประตูใหญ่และก้มหน้าลงเหมือนหลับ ข้างหลังเธอมีดาบสีแดงเล่มใหญ่อยู่ พอเอซเรียลเดินเข้ามาใกล้ เธอก็เงยหน้าขึ้น

 

"ข้ามาหาเอมิลี่" หญิงสาวผมดำผู้นั้นไม่รอช้าบอกจุดประสงค์ของตนไปในทันที

 

"คือ... เอมิลี่พึ่งพรากจากพวกเราไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อนนี่เองครับ"

 

"อ้าว!" หญิงสาวผู้นั้นแสดงสีหน้าตกใจออกมา "แล้วนางไปไหนล่ะ"

 

"คือตอนนี้นางอยู่ที่... โอ้ย!" ยูมิงับเข้าที่แขนของชายหนุ่มที่กำลังจะเผยที่อยู่ของเอมิลี่กับคนแปลกหน้า “กัดทำไมเนี่ย?”

 

“เธอเป็นอะไรกับเอมิลี่งั้นหรือ?” ยูมิไม่สนใจชายหนุ่มและหันมาถามหญิงสาวผมดำผู้นี้บ้าง

 

“อ้อ ฉันเป็นแฟนเอมิลี่น่ะ” 

 

“หา???” ยูมิกับเอซเรียลอ้าปากค้างด้วยความตกใจ “นี่เอมิลี่มีแฟนแล้วรึ?”

 

“เชื่อใจข้าได้หรือยังล่ะ บอกมาได้แล้วว่านางอยู่ไหน”

 

“ลองไปถามที่สำนักงานนายอำเภอดูอะครับ อยู่แถว ๆ กลางเมือง” เอซเรียลรีบตอบ

 

"ขอบใจมาก!" หญิงสาวคนนั้นเอามือแปะไหล่เอซเรียลเป็นการแสดงความขอบคุณ ก่อนที่จะวิ่งสวนเขาออกไป ทิ้งให้เอซเรียลยืนตกใจอยู่หน้าประตูว่าเอมิลี่มีแฟนแล้ว

 

 

 

เวลาประมาณเกือบหนึ่งทุ่มซึ่งยังมีแสงสีแดงของดวงอาทิตย์อยู่บนท้องฟ้า หญิงสาวผมดำก็มาถึงหน้าสำนักงานนายอำเภอของเคทลิน พอมาถึงก็มายืนค้ำประตูทางเข้า เธอตัวสูงเลยประตูไปนิดหนึ่งก็เลยต้องก้มและชะโงกหน้ามองเข้าไปผ่านหน้าต่าง นาน ๆ เข้าเจ้าหน้าที่คนหนึ่งด้านในก็สังเกตเห็นเธอจึงเดินมาหาที่ทางเข้า

 

“มีอะไรหรือเปล่าครับ”

 

“ฉันมาหาผู้หญิงที่ชื่อว่าเอมิลี่”

 

“เอมิลี่... แปปหนึ่งนะครับ” เจ้าหน้าที่หนุ่มคนนั้นได้ยินชื่อเอมิลี่ก็เดินกลับเข้าไปในสำนักงาน ก่อนที่จะกลับออกมาพร้อมกับวาย

 

“สุภาพสตรีคนนี้ต้องการพบกับเอมิลี่น่ะ ลองคุยกับนางดู” ชายหนุ่มเอ่ยเสร็จก็เดินกลับเข้าไป

 

“ตัวจะสูงไปไหนเนี่ย” วายบ่นพลางกวาดสายตามองส่วนสูงของหญิงสาว

 

“แค่สองเมตรกว่า ๆ เอง”

 

“สองเมตรกว่า ๆ เอง! เธอจะสูงแข่งกับต้นไม้หรือไง”

 

“ช่างเรื่องความสูงของฉันเถอะ เอมิลี่อยู่ที่ไหน?”

 

“เธอจะตามหาเอมิลี่ทำไม”

 

“ก็ฉันเป็นแฟนเอมิลี่น่ะสิ”

 

“หะ?” วายก็เป็นอีกคนที่ตกใจไม่ต่างจากเอซเรียลและยูมิ “จริงเหรอ”

 

“เออสิ” หญิงสาวร่างสูงเริ่มไม่พอใจ “จะบอกได้หรือยัง”

 

“ฉันจะเชื่อละกัน ตามฉันมา”

 

วายนำทางหญิงสาวผมดำนี้ไปยังที่หลบซ่อนของเอมิลี่ที่อยู่อีกฟากเมืองจากสำนักงาน บรรยากาศก็มืดมากเมื่อไม่นับแสงสว่างจากโคมไฟข้างทาง ในความมืดหญิงสาวร่างสูงก็เหมือนหายตัวได้เลย

 

หนึ่งทุ่มครึ่งโดยประมาณ สองสาวก็มาถึงที่หลบซ่อนซึ่งเป็นแค่ตึกสองชั้นร้างเก่า ๆ วายเดินเข้าไปก็พบเคทลินที่หลับไปแล้วและเอมิลี่นอนราบอยู่กับพื้น เธอก้มลงไปสะกิดปลุกให้คัพเค้กตื่น

 

“ฉันพาคนที่เอมิลี่น่าจะรู้จักมาน่ะ” วายเอ่ยพลางผายมือมาที่หญิงสาวร่างสูงที่อยู่ด้านหลังที่พึ่งเดินเข้ามา

 

“ใครกัน…” นายอำเภอสาวยังคงง่วงอยู่นิด ๆ เอ่ยถามด้วยความสะลึมสะลือ ก่อนที่จะเงยหน้ามองตามมือของเพื่อนสาวตนจนสายตาไปหยุดอยู่ที่เอวของแขกด้านหลัง

 

“เอมิลี่!” หญิงสาวร่างสูงรีบย่อตัวลงมาหาสาวผมเงินที่หลับอยู่ “เกิดอะไรขึ้นกับเอมิลี่??”

 

เคทลินมองเธอด้วยความงุนงงก่อนที่จะหันไปหาวาย วายก็เล่า

 

“เธอเป็นแฟนของเอมิลี่”

 

“แฟน? จริงดิ” เคทลินก็ตกใจไม่แพ้กัน ก่อนที่จะหันกลับมาเจอกับสายตาอันดุดันของสาวผมดำ

 

เกิดอะไรขึ้นกับเอมิลี่!” สาวผมดำพูดประโยคเดิม แต่เน้นเสียงทุกคำ

 

“คือ... นางโดนฉีดยาสลบน่ะก็เลยสลบนิ่งอยู่อย่างนี้”

 

สาวผมดำขมวดคิ้วก่อนที่จะนั่งลงเต็มก้น พลางเอามือลูบหน้าผากของนาง เคทลินเห็นท่าทีก็เข้าใจก่อนที่จะเริ่มถาม

 

“คุณเป็นใคร?”

 

“ฉันลืมแนะนำตัวสินะ ฉันชื่อเอเร็ธและมาจากโลกเดียวกันกับเอมิลี่”

 

“โอ้” เคทลินร้องขึ้นด้วยความประหลาดใจที่ได้เจอคนโลกเดียวกันกับเอมิลี่ “ว่าแต่มาที่นี่ได้ไงอะ?”

 

“มีคนมาหาฉันแล้วก็บอกว่าเจอตัวเอมิลี่แล้ว ฉันก็เลยตามเขาคนนั้นมาแล้วฉันก็มาโผล่ที่หน้าบ้านของชายคนหนึ่งน่ะ”

 

“ใครกันที่มาหาเธอ?” เคทลินเริ่มซักไซ้ความตามประสาตำรวจ

 

“เป็นผู้หญิงที่สูงประมาณ 175 ผมสีบลอนด์ ตาสีม่วง ๆ ถือคทารูปร่างแปลก ๆ ด้วยล่ะ”

 

“หืม ฟังดูแปลก ๆ แฮะ”

 

เอเร็ธนอนลงข้างเอมิลี่เหมือนคู่รักทั่ว ๆ ไป เคทลินกับวายเห็นก็แอบยิ้ม วายก้มลงมองเคทลินเพราะอยากทำบ้างแต่ก็โดนไล่กลับไปสำนักงานทันที

 

...

 

อีกไม่กี่ชั่วโมงจะถึงเวลาที่ลักซ์จะตื่นขึ้นมา ดังนั้นเหล่าดาร์กสตาร์ที่อยู่บนโลกจึงมารวมตัวกัน ณ ที่สิ่งก่อสร้างประหลาดแห่งนี้ที่นครเดมาเซียเก่า อันได้แก่ คาร์ม่า โอเรียนน่า คา'ซิกซ์ เทรช และ โช'แก็ธ แต่นอกจากดาร์กสตาร์แล้วก็ยังมีเลอบล็องก์ นายหญิงแห่งภาคีกุหลาบดำมาร่วมเป็นสักขีพยานด้วย เทรชรู้จุดประสงค์ของเลอบล็องก์ที่จะมาทำเป็นตีสนิทกับลักซ์เพื่อผลประโยชน์บางอย่าง และอาจจะจบลงอย่างเมื่อพันปีก่อนสมัยที่เธอยังรับใช้มอร์เดไคเซอร์อยู่ ตอนนี้มอร์เดไคเซอร์ออกไปปฏิบัติภารกิจที่อวกาศอันไกลโพ้น เลอบล็องก์จึงดำเนินแผนการได้อย่างอิสระ

ดาร์กสตาร์ตนอื่น ๆ อย่างเซแร็ธ วารัส ชาโค่ มัลไฟต์ จาร์วานกำลังปฏิบัติภารกิจอยู่ที่อื่น จินก็ไม่ปรารถนาที่จะมาร่วมอะไรที่ดูไร้สาระสำหรับตน

 

แต่ก่อนที่เทรชจะเข้าพิธี เขาต้องตำหนิผู้ที่ส่งไปจัดการกับแคสซาดินแต่ไม่สำเร็จอยู่ด้านหน้าทางเข้า

 

“ทำไมพวกเจ้าจึงแพ้แคสซาดินกัน” เทรชเหวี่ยงโซ่ในมือด้วยความไม่พอใจ “ขนาดพวกเจ้าไปกันสามคนก็ยังสู้ไม่ได้แถมปล่อยให้มันหนีไปอีก”  

 

คาร์ม่า โอเรียนน่า และคา’ซิกซ์ก้มหน้ารับผิด แต่คาร์ม่าไม่ปล่อยให้เทรชยืนด่าฟรี เธอเงยหน้าขึ้นมาพูดสวน

 

“แม้แต่ท่านก็ไม่อาจจะชนะแคสซาดินได้หรอก”

 

“ปากดีนัก!” เทรชฟาดโซ่ในมือใส่คาร์ม่าจนเธอทรุดลงกับพื้น “พวกเจ้าไม่ใช้สมองคิดวางแผนก่อนไง คิดแต่จะเอากำลังเข้าสู้ เจ้าไม่มีทางชนะมันได้หรอก”

 

“ข้าคิดว่าเจ้าจะรอบคอบมากกว่านี้เสียอีกคาร์ม่า เจ้าทำให้ข้าผิดหวัง”

 

“คราวหน้าเจ้าจะต้องแก้ตัวที่ไอโอเนีย ถ้าเจ้าทำหน้าที่ไม่สำเร็จก็ไม่ต้องกลับมาที่แห่งนี้อีก”

 

“แล้วพวกข้าล่ะ” โอเรียนน่าร้อนรนเอ่ยขึ้น

 

“เจ้าสองคนมีหน้าที่อื่น ประเดี๋ยวข้าจะบอกทีหลัง”

 

เทรชพูดจบก็หันหลังแล้วเดินเข้าไปในสิ่งก่อสร้างทรงประหลาด ก่อนที่อีกสามชีวิตจากเดินเข้าตามไป

 

พ้นจากทางเข้ามีแม่มดสาวผิวซีดยืนอยู่ ผู้ซึ่งเป็นนายหญิงแห่งภาคีกุหลาบดำและยังเป็นที่ปรึกษาให้แก่จักรวรรดิน็อกซัส เธอหมายที่จะตีสนิทลักซ์และเหล่าดาร์กสตาร์เพื่อใช้พวกเขาในการโค่นบัลลังก์ของสเวน หรืออย่างน้อยลักซ์จะยอมมอบพลังแห่งดาร์กสตาร์ให้เธอซึ่งล่ำลือกันว่าแม้เพียงนิดเดียวก็ผ่าดาวเคราะห์ออกเป็นซีก ๆ ได้ แต่เธอก็ต้องหวังว่ามอร์เดไคเซอร์จะยังไม่กลับมา และเธอจะต้องไม่เดินเกมพลาด ถ้าลักซ์เกิดไม่พอใจเธอขึ้นมา เพียงวินาทีเดียวแม่มดสาวผู้นี้ก็จะหายไปจากโลกนี้ได้เลย

 

แม่มดสาวผิวซีดจ้องเทรชขณะที่เขาเดินเข้ามา จนเจ้าตัวที่ถูกจ้องอยู่นั้นรู้สึกผิดสังเกต จึงเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า

 

“ข้ารู้ว่าเจ้าวางแผนอะไรอยู่เลอบล็องก์” เทรชเอ่ย เลอบล็องก์ก็ยิ้มให้ “อย่าคิดทำอะไรเกินเลย ไม่งั้นก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือนเจ้า”

 

แต่คำขู่นั่นก็ไม่แม้แต่จะทำให้เลอบล็องก์สะทกสะท้านเลย เพราะเธอก็ได้ยินคำพูดนั้นมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วเช่นกัน...

 

 

หลายสิบชั่วโมงให้หลัง ก็เป็นเวลาเช้าที่เมืองพิลโทเวอร์แต่กลับมีบางอย่างปลุกนายอำเภอสาวให้ตื่นขึ้น

 

ตู้ม!

เสียงระเบิดดังขึ้นเป็นระยะ ๆ พร้อมด้วยเสียงกรีดร้องของชาวบ้านด้านนอก เคทลินลุกขึ้นจากพื้นไปยืนดูข้างนอกก็เห็นชาวบ้านวิ่งหนีตาย พร้อมกับเห็นวายวิ่งมาอย่างรีบร้อน

 

“คัพเค้ก! ข้าศึกบุกแล้ว!”

 

“ใครกัน?”

 

“คามิลเอาทหารตัวเองโจมตีเมือง”

 

“บ้าน่า!”

 

ระหว่างที่ทั้งสองคุยกันอยู่ เสียงปืนใหญ่ก็ดังขึ้นอยู่ตลอด เอมิลี่กับเอเร็ธก็ตื่นขึ้น

 

“เรารีบไปที่คฤหาสน์เอซเรียลกันดีกว่า” เคทลินเดินกลับมาข้างในพร้อมกับวายเพื่อดูว่าอีกสองสาวตื่นหรือยัง

 

เอมิลี่ตื่นขึ้นมาก็หันซ้ายหันขวา จนมาเจอหน้าเอเร็ธก็นิ่งมองไปสักครู่

 

“เอเร็ธ!” เอมิลี่เรียกชื่อหญิงสาวผมดำที่นั่งอยู่ข้าง ๆ “เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร?”

 

“มีคนนำทางข้ามา” เอเร็ธตอบคำถามทันที “ข้าได้เห็นเจ้าปลอดภัยข้าก็ดีใจ เจ้าไม่บอกลาข้าเลยนับตั้งแต่วันนั้น”

 

“ข้าโดน... อะไรบางอย่าง” เอมิลี่เริ่มจำความเหตุการณ์ในวันสุดท้ายที่เธออยู่ในเอทานอร์ไม่ได้แล้ว

 

“ไม่เป็นไร ๆ”

 

“เอมิลี่ ตอนนี้พวกเราจะกลับไปที่คฤหาสน์เอซเรียลแล้วนะ ไหวมั้ย”

 

“อืม ไหว” เอมิลี่พยักหน้าก่อนที่จะลุกขึ้น หญิงสาวข้างหลังก็ลุกขึ้นตาม

 

ทหารของคามิลเกือบแปดพันนายที่คามิลซ่องสุมไว้นอกเมืองกำลังเดินลาดตระเวนอยู่ในเมืองพิลโทเวอร์ คามิลสั่งให้ทหารของตนสังหารชาวเมืองที่ไม่ใช่เอมิลี่ทุกคนที่เจอ จึงมีศพของชาวเมืองเป็นจำนวนมากนอนเรียงรายอยู่ตามท้องถนน สี่ชีวิตที่พึ่งออกมาจากตึกร้างก็ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ และหาทางไปที่คฤหาสน์ของเอซเรียล

 

หลังจากที่หลบ ๆ ซ่อน ๆ มากว่าสามชั่วโมงในที่สุดพวกเขาก็มาถึงที่คฤหาสน์ เอซเรียลยืนชะโงกหน้าอยู่ที่ประตู และมีชาวบ้านจำนวนหนึ่งที่มาขออาศัยหลบทหารคามิล

 

“อ้อ ชายคนนั้นชื่อเอซเรียลสินะ” หญิงสาวผมดำพูดกับตัวเองเมื่อเห็นประตูใหญ่ที่คุ้นเคย

 

“เอซเรียล!” เคทลินวิ่งไปที่ประตูใหญ่พลางเรียกชื่อเจ้าของบ้าน

 

“คุณเคทลิน! นึกว่าจะโดนยิงซะแล้ว”

 

“ถ้าพวกมันเห็นตัวก็ยิงสวนแค่นั้นแหละ ฉันมีปืน”

 

“ว่าแต่มันเกิดอะไรขึ้นหรือครับ ทำไมจู่ ๆ คามิลก็สั่งทหารเข้าโจมตีเมืองซะงั้น”

 

“สติแตกไปแล้วล่ะมั้ง” เคทลินเอ่ย “แต่เราก็จะต้องหยุดคามิลให้ได้”

 

ขณะที่เคทลินกำลังคุยกับเอซเรียลนั้น วายที่อยู่ข้าง ๆ สังเกตเห็นแสงสีม่วงลอยพุ่งมาจากบนฟ้าด้านหลังของเอซเรียล

 

“ระวัง!” วายรีบดึงตัวชายหนุ่มเข้ามาหา พอดีกับแสงสีม่วงที่พุ่งลงมาตรงที่เอซเรียลยืนอยู่เมื่อกี้ พอแสงนั้นแตะพื้นดินก็เกิดเป็นควันสีม่วงมากมายรอบบริเวณ พอควันนั้นหายไปก็ถูกแทนที่ด้วยร่างของหญิงสาวผมบลอนด์สวมชุดเกราะดาร์กสตาร์อย่างเต็มยศ

 

“ล... ลักซ์” เอซเรียลทรุดเข่าลงเมื่อได้เห็นหน้าหญิงสาวที่ตนคุ้นเคย หญิงสาวผู้นั้นค่อย ๆ ย่างก้าวตรงมาหาชายหนุ่ม แต่วายที่เห็นท่าทีคุกคามของหญิงสาวผู้นั้นก็ออกตัวขวางและพุ่งใส่ทันที

 

“หยุดนะ!” ถุงมือของวายมีความสามารถในการล็อกเป้าหมายและพุ่งเข้าหาได้ แต่ยังไม่ทันที่จะได้เข้าใกล้ วายกลับโดนพลังเวทย์ล็อกไว้ ลักซ์ชำเลืองมองตำรวจสาวผู้นี้ก่อนที่จะสะบัดมือ ร่างของวายก็ค่อย ๆ สลายตัว สิ่งที่วายทำได้มีเพียงแค่หันหน้ามามองเคทลินเท่านั้นก่อนที่จะสลายไปเป็นผุยผง

 

“วาย!!!!” เคทลินตะโกนเรียกชื่อหญิงสาวที่สลายหายไปแล้ว “แกทำอะไรกับวายน่ะ!!!”

 

แต่ราชินีแห่งดาร์กสตาร์ผู้นี้ไม่สนใจเสียงของเคทลินแม้แต่น้อย สนใจเพียงแต่ชายหนุ่มผมสีเดียวกันที่เหมือนโดนพลังงานตรึงให้อยู่กับพื้น

 

“ในที่สุดเราก็ได้เจอกันสักที”

 

ลักซ์ย่อตัวลงมาหาเอซเรียล เธอชำเลืองเห็นสร้อยคอสีน้ำตาลที่เอซเรียลสวมอยู่จึงเอื้อมมือเข้าไปถอดออกมา

 

“ฉันขอสร้อยคอนี้นะ” ลักซ์เอ่ยกับเอซเรียลก่อนที่จะกอดเขา ความกลัวของเอซเรียลที่ก่อขึ้นในใจก็พลันหายไปและถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกที่เขาไม่อาจจะบรรยายได้

 

ไม่นานลักซ์ก็คลายกอด ลุกขึ้นแล้วเดินถอยหลังไป เธอชูมือขวาขึ้นและปล่อยพลังงานสีม่วงพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามสาย สีม่วงของพลังงานมืดนั้นแทนที่สีฟ้าของท้องฟ้าอันสดใสจนไม่เหลือ แม้แต่แสงอาทิตย์ก็ไม่อาจจะทะลุผ่านลงมาได้ทำให้เมืองที่อยู่ใต้ล่างกลายเป็นเสมือนตอนกลางคืนอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

“ได้ยินว่าคามิลกำลังเอาทหารมาโจมตีเมืองนี้สินะ ถ้านายยอมมากับฉัน ฉันอาจจะช่วยได้นะ”

 

“ไม่สินะ...” ลักซ์พูดพร้อมกับหลับตาลง “ไม่เป็นไร ฉันรอนายได้เสมอ”

 

ลักซ์ยิ้มให้กับเอซเรียลที่ตัวแข็งทื่ออยู่ที่พื้น ก่อนที่จะเปิดประตูมิติแล้วเดินหายไปในนั้น เอซเรียลจึงหลุดจากพันธนาการ แต่เคทลินยังคงคุกเค่าและร้องไห้ที่คู่หูที่กลายเป็นผงและล่องลอยไปกับอากาศแล้ว

  

 

 

 

 

หมายเหตุ: เอเร็ธเป็นตัวละครจากเรื่อง Amily's Adventure สามารถเข้าไปอ่านได้ว่าเอเร็ธเป็นใคร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

17 ความคิดเห็น

  1. #14 Tak2003 (@Tak2003) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 / 14:57

    เอางงดิ
    #14
    0