เพื่อนที่หนึ่ง [YAOI] END

ตอนที่ 3 : 03 - กฎแห่งจังหวะ 100 per

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,822
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 380 ครั้ง
    13 พ.ย. 61

T
B


กฎแห่งจังหวะ


‘สามารถทำให้กฎแห่งขั้วตรงข้ามเป็นกลางได้เมื่อจำเป็น’


ปิดเทอมไม่ใช่เรื่องสนุกอีกต่อไปตั้งแต่ขึ้นมัธยมปลาย กระดานตรงหน้าเต็มไปด้วยโจทย์คณิตที่ต้องทำให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด แม้จะเข้าสู่วันหลังๆของการติว แต่ก็ยังไม่ชินกับตัวเลขเยอะๆแบบนี้สักที อาจเพราะเขาไม่ได้หลงรักในวิชาคณิตศาสตร์อย่างที่ใครเข้าใจ แค่ทำออกมาได้ดีเลยถูกมองว่าเป็นสิ่งที่เขาชอบ

เปล่าเลย

แว่นตาที่สวมใส่มานานหลายชั่วโมงถูกถอดออกหลังจากที่แก้โจทย์ข้อสุดท้ายเสร็จ คนที่นั่งข้างตัวฟุบหลับไปก่อนเขาเกือบสิบนาที ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มติวจนถึงวันนี้ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ยังคงเดิม ไม่มากไม่น้อยไปกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งตัวเขาเองก็พอใจกับความสัมพันธ์นี้

หรืออาจเพราะชินจนไม่อยากเรียกร้องอะไรมากมาย

ยิ้มวางแขนทั้งสองข้างลงบนโต๊ะก่อนที่จะฟุบหน้านอนลงไป ช่วงปิดเทอมควรเป็นช่วงที่เขาได้ทำอะไรอย่างที่อยากทำ ได้ตื่นในเวลาที่อยากตื่น แต่พอต้องมาโรงเรียนเพื่อติวคณิตศาสตร์ทุกอย่างที่วางแผนไว้ก็ดูจะเป็นไปไม่ได้เลยสักอย่าง

ความอ่อนล้าทำให้ดวงตาหนักอึ้ง เขาค่อยๆเข้าสู่ห้วงนิทราพร้อมกับคนข้างตัวที่ตื่นขึ้นมาหลังจากที่รู้สึกว่าตัวเองเผลอหลับไป เพื่อนหยุดสายตาลงที่คนข้างตัวทันทีที่ลืมตา ใบหน้าเกลี้ยงเกลาที่ไม่เคยเห็นใกล้ๆทำให้เขาเผลอมองอย่างลืมตัว คนที่นอนหลับอยู่ตรงหน้าไร้แว่นสายตาสุดเชยที่เคยสวมใส่อยู่ทุกวัน ครั้งแรกที่ได้เห็น และเป็นครั้งแรกที่เขาไม่อาจละสายตาไปสนใจอย่างอื่น

พอถอดแว่นแล้ว...ยิ้มจัดว่าเป็นคนหน้าตาดีคนหนึ่ง

ดีมากๆ

คุณครูที่เดินกลับเข้ามาทำให้เขาละสายตาจากคนข้างตัวอย่างห้ามไม่ได้ ชีทการบ้านคณิตที่ต้องส่งครั้งต่อไปถูกส่งต่อมาเรื่อยๆจนถึงเขาที่นั่งอยู่แถวหลังสุด เสียงสวรรค์บอกว่าวันนี้จบลงเพียงเท่านี้ และตามด้วยคนอื่นๆในห้องที่ต่างทยอยกันลุกออกไปเหมือนรอคอยเวลานี้มานาน

เขาก็เช่นกัน

เพื่อนหยิบกระเป๋าของตัวเองขึ้นมาก่อนจะเก็บของทุกอย่างลงไปรวมถึงชีทที่พึ่งได้มาใหม่ ใช้เวลาเพียงไม่นานเขาก็เก็บของเสร็จ หากแต่คนตรงหน้ากลับนอนนิ่งไม่มีท่าทีจะตื่นขึ้นมาง่ายๆ

ไม่ชอบปลุกใครด้วยสิ

“ยิ้ม” เขาเรียกชื่อคนตรงหน้าเสียงเบา ทั้งที่ควรจะเรียกให้อีกคนตื่น แต่อีกใจกลับรู้สึกไม่อยากให้ตื่น

มองมุมนี้ก็เพลินตาดี

ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน

ความสงสัยทำให้เขาเอื้อมไปหยิบแว่นตาที่วางอยู่ไม่ไกล แว่นที่เคยฮิตเมื่อหลายสิบปีก่อน อยากจะบอกให้ไปตัดแว่นใหม่ แต่ก็กลัวว่าจะทำร้ายจิตใจเกินไป แว่นทรงสี่เหลี่ยมสีน้ำเงินเข้มที่ปลายของแว่นสีสีเงินสลับอยู่ คือถ้าตั้งใจดูจริงๆก็มองว่าสวย แต่ก็นั่นแหละ เขาคงเข้าไม่ถึงจริงๆ

ค่าสายตาเยอะเหมือนกันนะเนี่ย...

เพื่อนรีบถอดแว่นออกทันทีที่ใส่ ลืมตาขึ้นมาก็ปวดตาจนต้องถอดออกทันที ถึงเขาจะเห็นว่าเลนส์แว่นตาหนา แต่ก็ไม่คิดว่าค่าสายตาจะเยอะมากขนาดนี้

“อืม…” เสียงในลำคอดังขึ้นพร้อมกับร่างที่ตื่นขึ้นมา มือข้างหนึ่งคลำหาแว่นตาอย่างเคยชิน เขามักจะถอดแว่นตาไว้ใกล้ตัวเสมอเวลาพักสายตา

“ตื่นแล้วเหรอมึง” ความคิดสนุกๆแล่นขึ้นมาทันทีที่เห็นท่าทางของคนตรงหน้า เพื่อนเอาแว่นตาที่ถืออยู่ใส่เข้าไปในช่องใต้โต๊ะของเขาก่อนจะเท้าคางมอง “หาอะไรวะ”

“แว่น...แว่นอยู่ไหน” ยิ้มถามขึ้น “เราทำตกรึเปล่า”

“ไม่นะ ไม่เห็นมี”

“ก็เมื่อกี้เราวางไว้บนโต๊ะ”

“ถ้าไม่มีมึงมองไม่เห็นเลยเหรอ”

“มองเห็น ไม่ได้ตาบอด” ยิ้มตอบ “แต่เราสายตาสั้นมาก มองไกลๆไม่เห็น”

“อ่ออออ” เขาลากเสียง “แล้วตอนนี้เห็นหน้ากูชัดป่ะ”

“ก็รู้ว่าเป็นเพื่อน”

“ตอบไม่ตรงคำถามอะยิ้ม” เขาหัวเราะ “ถามว่าเห็นชัดไหม”

“ก็ชัด...แต่ก็เบลอไง”

“ต้องใกล้กว่านี้เหรอวะ” ถามเพราะไม่รู้ ปกติไม่ได้สนใจว่าคนสายตาสั้นจะมองเห็นยังไง ก็แค่อยากหาเรื่องคุย หรือจริงๆก็คืออยากแกล้ง

“อืม ใกล้อีก”

“ชัดยัง” เขาขยับตัวเข้าไปใกล้ตามที่อีกคนบอก

“อีกนิด”

“ต้องใกล้ขนาดนี้เลยเหรอวะ”

“ใกล้อีก”

“อะ…พอยัง...” คำพูดถูกกลืนลงคอทันทีที่สายตาของเขาสอดประสานกับสายตาของคนตรงหน้า รอยยิ้มมุมปากของคนเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้น

“จริงๆก็เห็นชัดตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว”

“ไอ้ยิ้ม...”

“แต่ใกล้แบบนี้...ก็ชัดจริงๆ”

“พอเลย เล่นกับมึงไม่เห็นสนุกเลยวะ” เขาผละตัวออกมาเมื่อรู้สึกว่าเกมพลิกกลายเป็นเขาที่โดนแกล้งแทน “กูก็ว่าอยู่ว่าใกล้ขนาดนี้ยังเห็นไม่ชัดได้ยังไง”

“ก็อยากเอาแว่นเราไปซ่อนทำไม” ยิ้มหัวเราะออกมาเบาๆ เขาขยับเก้าอี้เข้าใกล้อีกคนก่อนจะสอดมือล้วงเข้าไปในช่องใต้โต๊ะที่มีแว่นของเขาอยู่

ซ่อนไม่เนียนเลยเพื่อน

“เอ้า เห็นตั้งแต่แรกแล้วเหรอวะ”

“อืม ก็ไม่ได้เนียนอะไร” ยิ้มตอบพร้อมกับสวมแว่นตา

“แล้วมึงจะหาแว่นทำไม”

“เห็นเพื่อนดูสนุก...ก็เลยอยากเล่นด้วย”

“…”

คนไปไม่เป็นคือเขาเอง...

“เราสายตาสั้นมากก็จริง...แต่ก็มองเห็น ถึงมันจะเบลอๆ”

“เออ รู้แล้ว”

“เรานอนหลับไปนานรึเปล่า”

“ไม่นาน สักพัก” เพื่อนตอบพร้อมยกกระเป๋าขึ้นสะพาย “เก็บของกลับบ้านกัน ส่วนนี้ชีทการบ้าน ครูให้เอากลับไปทำแล้วค่อยมาส่งครั้งหน้า”

“อืม ขอบคุณมาก”

“เออ ยิ้ม”

“หืม?”

“ตอนมึงถอดแว่น...ดูดีกว่าตอนใส่นะ”

“ชมเหรอ?” เขาเลิกคิ้ว แปลกใจไม่น้อยที่จู่ๆเพื่อนก็พูดออกมาแบบนี้ ปกติเขาไม่เคยถูกใครชมเรื่องใส่แว่นกับไม่ใส่แว่นมาก่อน พอโดนชมแล้วรู้สึกดีแปลกๆ

“อืม ก็ชมมั้ง”

“งั้นเราต้องขอบคุณใช่ไหม?”

“จะขอบคุณหรือไม่ขอบคุณก็เรื่องของมึงเถอะ”

“จะเรื่องของเราได้ยังไง...ก็เพื่อนเป็นคนชมเรา”

“ยิ้ม” เพื่อนเรียกชื่อคนตรงหน้าอย่างอ่อนใจ เขาถอนหายใจหนักๆก่อนจะพูดต่อ “เออ ชม ตอนนี้ชมอยู่ ชมว่ามึงถอดแว่นแล้วดูดี”

“โอเค เข้าใจแล้ว” เขายิ้มออกมา “ขอบคุณครับ”

“พอใจแล้วใช่ไหม...ถ้าพอใจก็เก็บของจะได้กลับบ้าน”

“เพื่อน”

“อืม ว่า”

“เวลาเพื่อนใส่แว่นก็ดูดีนะ”

“ตลก” เขาเอ่ย “ถ้าหมายถึงใส่แว่นมึงแล้วดูดี กูขอเถียงเลย”

“พูดจริงๆ”

“…”

“เราชอบนะ”

“ยิ้ม...”

ทำไมพูดคำว่าชอบออกมาด้วยหน้าตาใส่ซื่อแบบนั้นได้...

“ก็ชอบจริงๆ” เขายังคงย้ำความรู้สึกเดิมเพื่อให้อีกคนมั่นใจว่าสิ่งที่เขาพูดไปเป็นเรื่องจริง “แต่ถ้าสายตาไม่มีปัญหาก็อย่าใส่เลย”

“อืม ก็ไม่ใส่หรอก”

“ไม่ชอบใส่แว่นใช่ไหม?”

“อืม ไม่ชอบ”

“แล้วไม่ชอบคนใส่แว่นด้วยรึเปล่า”

“หมายความว่ายังไง”

“ก็ตามที่ถามไปนั่นแหละ”

“…”

“คำถามเราไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย”

ยิ้มเก็บของลงกระเป๋าก่อนจะลุกขึ้นยืน เขามองคนตรงหน้าผ่านกรอบแว่นหนาที่สวมใส่อยู่ รอยยิ้มปรากฏขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเพื่อนนิ่งไปกับคำถามของเขา

“ตกลงชอบหรือไม่ชอบ”

“มึงเป็นคนยังไงกันแน่วะ” เพื่อนพึมพำออกมา เขามองอีกคนกลับอย่างไม่เข้าใจ บางครั้งก็ดูจริงจัง บางครั้งก็ดูกวน บางครั้งก็ดูเหมือนมีอะไรบางอย่าง

ไม่เข้าใจจริงๆ...

“เราก็เป็นเรา”

“เออ รู้แล้ว” เขาถอนหายใจ

“แล้วตกลง...”

“ใส่ไม่ใส่ก็ชอบทั้งนั้นแหละ กูไม่ได้เลือกชอบคนจากใส่แว่นหรือไม่ใส่แว่น”

“…”

“ยิ้มอะไรวะ”

“เปล่า” เขาหัวเราะออกมา “เรายิ้มเหรอ” ถ้าเพื่อนไม่ทักเขาก็ไม่รู้ตัวว่าตอนนี้ตัวเองกำลังทำหน้าตายังไง แต่หน้าตาของคนตรงหน้าเขาตอนนี้พร้อมจะหาเรื่องเขาได้ทุกเมื่อ

“ก็ยิ้มอยู่” เพื่อนเอ่ย

“อืม งั้นก็ยิ้ม”

“โว้ะ”

“เราชอบคนใส่แว่นนะ”

“บอกทำไม”

“ก็เราถาม...เราก็เลยตอบด้วยจะได้เท่าเทียมกัน”

“อืม ตามสบายเลยยิ้ม”

“เราชอบคนใส่แว่น”

พึ่งชอบเมื่อกี้เลย...






ปิดเทอมผ่านไปไวเหมือนกะพริบตา รู้ตัวอีกทีก็เข้าสู่เทอมสอง ทุกอย่างยังคงวนลูปเดิม วันแรกของการเปิดเทอมก็คือวันแรกของการเรียนสำหรับเด็กห้องหนึ่ง การจับฉลากเลือกที่นั่งยังคงเป็นเรื่องสำคัญในวันแรกอยู่เสมอ ครั้งนี้ต่างออกไปตรงที่ในใจแอบหวังว่าโชคจะเข้าข้างเขาอีกครั้ง

ไม่ปฏิเสธว่าหนึ่งเทอมที่ได้นั่งข้างกันมา...มันดี

“ไม่ไปต่อคิวเหรอวะ” แม็กที่พึ่งจับฉลากเสร็จเดินตรงมายังเขาที่ยืนอยู่มุมห้อง

“ยัง” เขาตอบ “ขี้เกียจต่อแถว” สายตามองไปยังแถวที่ค่อยๆขยับหนึ่งในนั้นมีคนที่เห็นหน้าอยู่บ่อยๆช่วงปิดเทอม เจอกันจนเบื่อหน้า

“รีบๆไปจับเลยมึง เผื่อโชคดีได้นั่งข้างกัน”

โชคร้ายมากกว่า

ได้แค่คิดในใจ...

“อืม” เขาพยักหน้ารับ สายตายังคงมองไปที่ร่างของอีกคน มือที่กำลังจับหมายเลขขึ้นมาเปิดดูมันทำให้เขาลุ้นอย่างบอกไม่ถูก

ไม่ได้อยากนั่งข้างอะไรขนาดนั้น...ก็แค่ไม่อยากวุ่นวายกับคนอื่น

นั่งกับยิ้ม...สบายใจที่สุดแล้ว

“มึงได้เลขไหนวะ” เขาตรงเข้าไปถามทันทีที่อีกคนเดินออกมา

“เลขนี้” ยิ้มตอบพร้อมกับชูแผ่นกระดาษสี่เหลี่ยมที่เขียนเลขสองตัวไว้ในนั้น ดูเหมือนครั้งนี้จะได้โต๊ะโซนหลังห้อง “เพื่อนล่ะ”

“กูยังไม่ได้จับฉลากเลย” เขาตอบ “โต๊ะมึงอยู่หลังห้อง มึงจะมองเห็นเหรอ”

“ก็ทำอะไรไม่ได้” ยิ้มตอบกลับ “ไปจับฉลากเถอะ”

“ยิ้ม”

“ว่า”

“มึงอยากนั่งข้างกูรึเปล่า”

ไม่รู้เอาความมั่นใจจากไหนถึงถามออกไปแบบนั้น ลึกๆก็หวังกับคำตอบที่อีกคนจะตอบ แต่พอเห็นท่าทางซื่อๆที่ดูไม่เข้าใจในคำถามก็ทำให้เขาเลิกคาดหวัง

“มันเลือกได้เหรอ ไม่ต้องจับฉลากเหรอ”

“อืม ช่างมันเถอะ” คงมีแต่เขาที่คิดไปเอง

“เปล่า ไม่ช่าง” ยิ้มตอบ “ถ้าเลือกได้ก็ต้องอยากนั่งข้างๆอยู่แล้ว”

“อืม”

ก็แค่นี้

“แล้วเพื่อนอยากนั่งข้างเรารึเปล่า”

“อืม อยากสิ”

“…”

“นั่งกับมึง...กูสบายใจที่สุดแล้ว”

“อืม...” ยิ้มเว้นจังหวะไปก่อนที่จะเผยยิ้มออกมา “คิดเหมือนกัน”

“กูไปจับฉลากละ” พอเห็นรอยยิ้มของคนตรงหน้าที่นานๆจะเห็นสักครั้งก็เกิดความรู้สึกประหม่าขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก “ถ้าจับไม่ได้ก็คือไม่ได้นะ”

“อืม” ยิ้มพยักหน้า “มันก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว”

ถ้าไม่ได้...จะไปฝืนอะไรได้

เชื่อแบบนั้นจริงๆน่ะเหรอ

คนที่จับฉลากเป็นคนสุดท้ายถอนหายใจออกมาเมื่อตัวเลขที่เขาจับฉลากได้อยู่คนละฟากกับโต๊ะของอีกคน ครั้งนี้เขาได้โต๊ะหน้าห้องซึ่งเป็นที่ที่ทุกคนในห้องต่างต้องการ เชื่อเลยว่าถ้าไม่มีการจับฉลากคงได้ทะเลาะกันเรื่องโต๊ะ การจับฉลากเลยเป็นการลดความขัดแย้ง และให้สิทธิ์เท่าเทียมกันทุกคน

เฮ้อ...คาดหวังอะไรวะเพื่อน

“ทุกคนนั่งประจำที่” เสียงคุณครูที่ปรึกษาทำให้ทั้งห้องเงียบลง คนที่อยู่ตามโต๊ะรีบกลับไปนั่งที่ตามคำสั่ง “เอาล่ะ มีใครมีปัญหากับโต๊ะที่นั่งไหม”

คำถามเดิมที่ได้ยินทุกครั้ง และก็จบลงที่คำว่าไม่มีปัญหา

เพราะถูกกำหนดมาอยู่แล้ว

“ขออนุญาตครับ” เสียงจากหลังห้องดังขึ้นเรียกความสนใจจากทุกคนในห้องรวมไปถึงเขาที่นั่งอยู่

เพื่อนหันไปตามต้นเสียงก่อนจะพบว่าเจ้าของเสียงนั้นคือคนที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี แวบหนึ่งเขาเห็นสายตาที่มองมายังเขาผ่านกรอบแว่นหนาเตอะที่เขามักล้ออยู่เป็นประจำ การที่ยกมือขึ้นหลังจากที่คุณครูถามจบนั่นหมายความว่าเขามีอะไรจะพูด

ลืมไปว่าเป็นคนไม่สนใจใคร...เพราะสนแค่คนที่สนใจ

“ว่าไงอรรถพันธ์”

“ผมกับเพื่อนที่นั่งด้วยกันมีปัญหาด้านสายตาด้วยกันทั้งคู่ จะเป็นไปได้ไหมครับที่จะขอแลกที่กับเพื่อนคนอื่นๆ ถึงแม้ผมจะใส่แว่นตา แต่บางครั้งผมก็มองไม่เห็นและต้องคอยถามเพื่อนบ่อยๆ”

“อืม นั่นสิ” คุณครูพยักหน้ารับ “มีใครอยากจะแลกที่นั่งกับเพื่อนบ้างไหม” สิ้นเสียงทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ

ไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่จะไม่มีใครอาสาแลกที่นั่ง เพราะสังคมที่อยู่ตอนนี้ก็ไม่ใช่สังคมแห่งการช่วยเหลือซึ่งกันและกันอยู่แล้ว ทุกคนล้วนต้องเอาสิ่งที่ดีให้กับตัวเอง ทุกคนมีความเห็นแก่ตัวอยู่ในตัวเองด้วยกันทั้งนั้น

ซึ่งเพื่อน...เกลียดสังคมนี้

“เดี๋ยวผมย้ายไปนั่งข้างอรรถพันธ์ก็ได้ครับ” ทุกสายตาหันมาจับจ้องที่เขาทันทีที่ตัดสินใจเอ่ยออกมา ในความคิดของเพื่อนคนอื่นคงมองว่าเขาบ้าที่ยอมแลกที่นั่งดีๆเพื่อช่วยเหลืออีกคน

เขาไม่ได้ช่วยเหลือใคร...แค่กำลังเลือกสิ่งที่ดีให้กับตัวเองอยู่

นั่งตรงไหนก็ไม่เป็นปัญหา

“ผมต้องสอบคณิตด้วยกันอยู่แล้ว” เพื่อนเอ่ยในสิ่งที่คุณครูเองก็รู้อยู่ตั้งแต่ต้น แม้ว่าสายตาที่มองมาในตอนแรกจะดูไม่เข้าใจในการที่ตัดสินใจแบบนี้แต่ครูก็ไม่ได้ว่าอะไร

“โอเค งั้นเอาตามนี้” ครูเอ่ย “มีใครมีปัญหาเรื่องโต๊ะที่นั่งอีกไหม”

“…”

“ถ้าไม่มีครูจะแจ้งเรื่องต่อไป...”

กระเป๋านักเรียนวางลงข้างโต๊ะก่อนที่เขาจะนั่งลงบนเก้าอี้หลังจากชั่วโมงแรกจบลง รอยยิ้มบางๆเผยออกมาเมื่อคิดถึงเรื่องที่คุยกันก่อนที่เขาจะเดินไปจับฉลาก

“มึงคิดนานรึยัง”

“หืม? อะไร” หน้าตาใสซื่อหันกลับมาถามเขาอย่างไม่เข้าใจ “เพื่อนหมายถึงอะไรเหรอ”

“กูเกลียดหน้ามึงจริงๆ” เพื่อนหัวเราะออกมา “ที่บอกว่ามองกระดานไม่เห็นแล้วต้องถามเพื่อนอยู่บ่อยๆ”

“…”

“หนึ่งเทอมที่ผ่านมามึงไม่เคยถามอะไรกูเลย”

“อืม” ยิ้มพยักหน้าก่อนจะหันมาหาเขา “โดนจับได้แล้ว”

“หึ…เกลียดมึงชิบหาย” พูดออกไปทั้งที่ข้างในไม่ได้รู้สึกแบบนั้น “หนึ่งเทอมต่อจากนี้ก็ฝากตัวด้วย”

“อืม…ฝากตัวด้วยเหมือนกัน” รอยยิ้มบางๆปรากฏขึ้นหากแต่อีกคนไม่เห็น ยิ้มกระชับแว่นที่สวมใส่อยู่ก่อนจะหันไปมองกระดานเมื่อทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ

ไม่มีคำพูดใดๆหลุดออกมาอีกหลังจากที่บทสนทนาจบลง ความรู้สึกเดิมๆเมื่อตอนเทอมหนึ่งกลับมา เขายังคงเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะที่นั่งข้างๆกันเหมือนเดิม คุยกันด้วยบทสนทนาเดิมๆและจบลงด้วยเวลาอันรวดเร็ว ทุกอย่างค่อยๆพัฒนาไปอย่างเชื่องช้าจนบางทีรู้สึกว่ามันไม่คืบหน้า ถึงอย่างนั้นกลับมีอีกความรู้สึกหนึ่งเพิ่มขึ้นมา

อุ่นใจ

“เสียใจรึเปล่าที่ได้นั่งข้างหลัง” ยิ้มเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาอีกครั้งเมื่อเห็นว่าคุณครูวิชาต่อไปยังไม่เข้ามา

“เฉยๆ”

“อ่อ”

“แล้วมึงล่ะ” เพื่อนเอ่ย “ถ้าไม่มีใครยอมแลกที่นั่งมึงจะเสียใจรึเปล่า”

“ไม่รู้ ไม่ได้คิด” เขาตอบ “ก็มั่นใจว่าต้องมีคนยอมแลก”

“…”

“อย่างน้อยก็คนที่นั่งข้างๆเราตอนนี้”

“เอาอะไรมามั่นใจวะ” เขาหัวเราะออกมา เขากับยิ้มไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น

“ก็ถ้าเราเป็นเพื่อน...เราก็คงจะแลกที่นั่งเหมือนกัน”

“ตลกเถอะ มึงสายตาสั้น ถ้ามึงได้นั่งหน้ามันก็ถูกแล้ว จะย้ายมานั่งข้างหลังทำไม” บางทีก็ไม่เข้าใจระบบคิดของอีกคน ฉลาดก็จริง แต่กระบวนการคิดแปลกๆ

“เพราะข้างหลังมีเพื่อน...แต่ข้างหน้าไม่มี”

“…”

“เราบอกแล้วไงเราสนเฉพาะคนที่เราสน”

“…”

“นอกเหนือจากนั้นเราไม่สน”



โรงอาหารของโรงเรียนยังเหมือนเดิม ทั้งร้านข้าว ทั้งโต๊ะที่ใช้นั่งกินข้าว เคยนั่งไม่พอยังไงก็ยังนั่งไม่พออย่างนั้น ยิ้มวางจานข้าวลงตรงที่ว่างริมนอกสุดของโรงอาหาร ถือเป็นโชคดีอยู่หนึ่งอย่างที่เขาไม่มีเพื่อนกินข้าวทำให้จะนั่งตรงไหนก็ได้ไม่ต้องจองโต๊ะใหญ่ๆเพื่อนั่งกินข้าวรวมกับใคร จะว่าเขาปลอบใจตัวเองก็ได้...ปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้ว

“ตรงนี้ว่างไหม” เสียงที่ดังขึ้นเพียงแค่ประโยคเดียวก็จำได้ว่าเป็นเสียงของใคร คนที่เอ่ยถามเพียงแค่ถามเป็นมารยาทเพราะเขารู้คำตอบดีอยู่แล้วว่าที่ตรงนี้ยังว่าง

“ไม่ไปนั่งกินกับเพื่อนเหรอ”

“ก็มึงนี่ไง” 

“หมายถึงเพื่อนของเพื่อน”

“ชื่อกูเวลาพูดรวมกับความหมายอื่นมันดูงงดีเนอะ” เจ้าของชื่อหัวเราะออกมา “ถ้ามึงหมายถึงพวกไอ้แม็กก็ไม่...โต๊ะพวกมันอัดกัน กูอึดอัด”

“อ่อ”

“อืม”

บทสนทนาจบลงอีกครั้ง...

อยากจะชวนคุย แต่ติดตรงที่ทักษะการสร้างสัมพันธ์ของเขาติดลบ

“ถ้าอึดอัด...วันหลังมานั่งกับเราก็ได้”

“ชวนกู?”

“อืม…เราก็นั่งกินข้าวคนเดียว คงไม่ทำให้อึดอัด”

“อืม ได้” เพื่อนพยักหน้ารับ เขายิ้มออกมาก่อนจะถามต่อ “มึงอาจจะไม่ได้นั่งคนเดียวก็ได้ เผื่อในอนาคตมึงมีแฟนแล้วอยากนั่งกับแฟน”

“ตลก” ยิ้มเอ่ยหน้าตาย “พูดไปเรื่อย”

“ไปเรื่อยยังไงวะ ก็เรื่องปกติ”

“เราไม่เคยมีแฟน”

“จริงจัง?” ยอมรับว่าไม่ได้ตกใจเท่าไหร่ ดูจากภายนอกก็พอรู้ คนซื่อๆทึ่มๆแบบนี้ไม่เคยมีแฟนก็ไม่แปลก

“อืม”

“เชื่อ” เขาหัวเราะออกมา “แล้วไม่คิดจะลองมีบ้างเหรอ บางทีการที่ได้รู้สึกชอบใครสักคนมันก็ทำให้มีความสุข”

“เราไม่เคยมีแฟนก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่เข้าใจความรู้สึกพวกนั้น”

“…”

“เรารู้ว่าการชอบใครสักคนเป็นยังไง”

“…”

“และเราก็รู้ว่าการที่ได้ชอบมันทำให้เรามีความสุข”

“เอาว่ะ” เขายิ้มกว้าง “มึงพูดเหมือนมึงกำลังชอบใครอยู่...ชอบใครวะ”

“ถามตรงๆแบบนี้เลยเหรอ” ยิ้มหัวเราะออกมา เขาสบตากับคนตรงหน้าก่อนจะพูดต่อ “จริงๆก็ไม่รู้หรอกว่าที่รู้สึกตอนนี้มันเรียกว่าชอบได้รึยัง”

“…”

“ไว้มั่นใจกว่านี้เราจะบอก”

“ใครวะ กูสงสัยนะเนี่ย” ที่ผ่านมาเขาไม่เคยเห็นยิ้มดูสนใจใคร วันๆก็เอาแต่อ่านหนังสือ ทำการบ้าน กลับบ้านไปเล่นกับน้อง ชีวิตก็วนลูปอยู่แค่นี้

“ไม่น่าเดายาก”

“…”

“เราว่าเราก็ชัดเจนอยู่”





*


แสงแดดสาดส่องเข้ามาในโรงยิมขนาดใหญ่ที่ใช้สำหรับเล่นกีฬา และเรียนวิชาพลศึกษา เสียงคุยจอแจดังขึ้นทันทีที่อาจารย์ประจำวิชาเดินเข้ามาบอกว่าติดประชุมกระทันหัน กลายเป็นเรื่องปกติที่พวกเขามักจะว่างในคาบนี้อยู่บ่อยๆ และครั้งนี้ก็ไม่ได้พิเศษไปกว่าครั้งอื่นๆ 

กลุ่มผู้หญิงต่างเดินออกจากโรงยิมทันทีที่รู้ว่าไม่มีเรียน เพราะนั่นหมายความว่าพวกเธอจะมีเวลาว่างหนึ่งคาบก่อนเลิกเรียน ซึ่งกิจกรรมที่มักจะทำบ่อยๆก็คือนั่งคุยกันอยู่บนห้อง หรือไม่ก็เปิดโปรเจคเตอร์ดูหนังสักเรื่อง แน่นอนว่ากลุ่มผู้ชายไม่เป็นอย่างนั้น

“พวกมึงเล่นบาสกัน” เสียงที่ดังขึ้นจากเพื่อนผู้ชายในห้องเรียกความสนใจจากคนที่นั่งอยู่ในละแวกนั้น การชวนที่ไม่ระบุชื่อทำให้มีหลายคนเดินเข้าไปร่วมวงด้วย

ยิ้มเงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์ที่นั่งดูอะไรไปเรื่อยเปื่อย สายตาเขาประสานกับหนึ่งในกลุ่มเพื่อนที่ช่วงนี้มักเข้ามาชวนเขาคุยเล่นอยู่บ่อยครั้ง จริงๆเขาเริ่มมีเพื่อนเยอะขึ้นตั้งแต่ที่เปิดเทอมสองมา

แปลกดี...แต่ก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่

“เล่นด้วยกันไหม ขาดหนึ่งคนพอดี” คำชวนที่พุ่งตรงมาที่เขาทำให้คนที่อยากเล่นอยู่แล้วพยักหน้ากลับไป

“อืม เอาดิ”

ปกติเขาชอบเล่นบาสหลังเลิกเรียนกับเพื่อน แต่พอขึ้นมอปลายเขาก็แทบไม่ได้เล่นอีกเลย เพราะยุ่งเรียนที่เดียวกับเขาเลยทำให้พ่อกับแม่ไม่ต้องวนไปรับน้องก่อนที่จะมารับเขา อีกเหตุผลคงเป็นเพราะเขามีหน้าที่ที่ต้องรับปิดชอบเยอะขึ้น

ใครบอกว่าโตเป็นผู้ใหญ่แล้วดี...ไม่เห็นดีเลยสักนิด

“เล่นบาสด้วยเหรอวะ” มือหนักๆวางลงบนไหล่ของเขาพร้อมใบหน้ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ของคนที่ตั้งใจเดินมาแซว

“อืม ก็เล่นบ้าง”

“กูไม่เคยรู้เลยนะเนี่ย”

“ก็ไม่เคยถาม” ยิ้มตอบกลับ “เล่นเหมือนกันเหรอ”

“ไม่เล่น ไม่ชอบเล่นกีฬาเท่าไหร่” เพื่อนตอบ “ไม่ชอบเวลาเหงื่อออก”

“เหรอ”

“มองด้วยสายตาแบบนั้นคืออะไรวะ” เขาหัวเราะออกมา “ก็ไม่ชอบจริงๆ แต่ถ้าจำเป็นต้องเล่นก็เล่นได้”

“อืม”

“ไปเล่นไป กูแค่อยากแซวเฉยๆ” ช่วงนี้เห็นยิ้มมีเพื่อนเยอะขึ้นเขาก็สบายใจไปด้วย ปกติเจ้าตัวเป็นคนเงียบไม่ค่อยพูดอะไร ถ้าไม่ถามก็ไม่ตอบ

เขาชินกับนิสัยของยิ้มตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้

“แล้วจะไปไหน ขึ้นห้องเหรอ”

“ไม่ขึ้น...กูว่าจะนั่งดูแถวนี้แหละ” เขาตอบ “ขึ้นไปก็ไม่มีอะไรทำ อีกอย่างขี้เกียจฟังพวกผู้หญิงคุยกัน”

“อ่อ” ยิ้มพยักหน้า “งั้นเราไปเล่นก่อนนะ”

“เออ ไปเถอะ” เขาตบบ่ายิ้มสองทีก่อนจะเดินแยกออกไปนั่งกับเพื่อนที่เหลือ

ไม่เคยรู้มาก่อนว่าปกติยิ้มเล่นกีฬา อาจเพราะเขาไม่เคยถามอย่างที่ยิ้มบอกจริงๆ และเขาก็ไม่รู้จะเริ่มต้นประโยคถามว่ายังไงในเมื่อไม่ว่าจะชวนคุยเรื่องไหนเขาก็รู้สึกว่ามันแปลก

ทุกวันนี้นั่งข้างกันก็จริง แต่เรื่องที่คุยกันก็มีแต่เรื่องเรียนทั้งนั้น

เรียกว่าสนิทได้ไหมก็ไม่รู้

คนที่เล่นยืนแบ่งทีมกันอยู่พักหนึ่งก่อนที่เสียงเริ่มจะดังขึ้น เขาเคยดูเพื่อนเล่นบาสอยู่บ่อยๆ แต่ก็ไม่ได้เข้าใจในกติกาอะไรมากนัก รู้แค่ว่าเล่นๆไปแล้วโยนลูกบาสให้เข้าห่วงถือว่าได้แต้ม ไม่รู้ว่าสนุกตรงไหน เคยครั้งหนึ่งที่เห็นเพื่อนโดนลูกบาสอัดเข้าหน้าแบบต่อหน้าต่อตา หลังจากวันนั้นก็บอกกับตัวเองว่าเขาจะไม่เล่นกีฬาใดๆอีก

ถ้าไม่จำเป็น

“ยิ้มเล่นเก่งเหมือนกันนี่หว่า” แม็กที่นั่งอยู่ข้างๆเขาเอ่ยขึ้น “กูพึ่งรู้ว่ามันเล่นกีฬา”

“เออ เหมือนกัน” 

“ทำไมมันไม่ถอดแว่นวะ เดี๋ยวก็พังหรอก”

“มันคงไม่ซื่อบื้อขนาดนั้นมั้ง” เพื่อนหัวเราะ “เห็นมันจับแว่นอยู่”

“ปกติมันควรถอดไง”

“มันสายตาสั้น”

“สั้นมากเลยเหรอวะ”

“อืม ก็มากอยู่”

“มึงรู้ได้ไง” แม็กหันมามองหน้าเขาอย่างสงสัย “เคยถามมันเหรอ”

“เอ่อ...” จะว่าเคยก็ได้ แบบนั้นเรียกว่าเคยถามไหมวะ

ไอ้การที่เอาหน้าเข้าไปใกล้ๆจนเห็นชัด...มันเรียกว่าถามไหม

“เออ เคยถาม”

“สนิทกันเหรอวะ”

“…”

คำถามนี้ตอบยาก...ขอผ่านได้ไหม

“ดูเหมือนมันไม่สนิทกับใครเลย วันๆเอาแต่เรียน” คนข้างตัวเขาพูดต่อ “ตอนแรกไม่คิดว่าเรียนเก่งขนาดนี้ ได้ยินว่ามันขึ้นมาจากห้องห้า”

“…”

“แต่แม่งโคตรเก่ง”

“อืม…เก่ง” 

ไม่ปฏิเสธในส่วนนี้ เพราะเวลาที่อยู่ด้วยกันยิ้มทำให้เขาไม่แปลกใจในความเก่งที่ดูไม่น่าเป็นไปได้ คนที่เวลาว่างชอบเอาโจทย์เลขขึ้นมานั่งทำ คนที่ชอบทำการบ้านให้เสร็จเวลามีคาบว่าง คนแบบนี้ไม่น่าแปลกใจเลยสักนิด

“หิวว่ะ ไปหาอะไรกินโรงอาหารกัน”

“ไปเลย กูขี้เกียจ” เห็นแดดข้างนอกก็ไม่อยากจะเดินออกไปไหน อีกแป๊บก็จะเลิกเรียนแล้ว ค่อยไปหาอะไรกินข้างนอกโรงเรียนทีเดียวเลยดีกว่า

“งั้นพวกกูไปก่อนนะ” แม็กกับเพื่อนอีกสองคนที่นั่งอยู่ลุกขึ้น “มึงจะอยู่นี่เหรอ”

“เออ เดี๋ยวกูรอกลับห้องพร้อมพวกนี้”

“เออ แล้วแต่” แม็กพยักหน้าก่อนจะเดินออกจากโรงยิมไป

เพื่อนกลับมาสนใจคนที่กำลังเล่นบาสตรงหน้าอีกครั้ง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคนที่กำลังเล่นบาสอยู่เก่งอย่างที่เพื่อนคนอื่นชมจริงๆ ทุกครั้งที่มองเขามักจะเห็นอีกคนชู้ตบาสลงห่วงเสมอ

จะเก่งทุกอย่างเลยรึไง

“เพื่อน”

พอคิดอะไรเพลินๆก็มักจะเหม่อจนลืมตัว รู้ตัวอีกทีก็ตอนร่างที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อวิ่งมาหยุดลงตรงหน้าเขา แขนข้างหนึ่งยกขึ้นเช็ดเหงื่อบนใบหน้าก่อนที่มืออีกข้างจะดึงเสื้อพละเข้าออกเพื่อระบายความร้อนของร่างกาย

“เล่นเสร็จแล้วเหรอวะ” เขาถามเมื่อเห็นว่าพึ่งผ่านไปได้ไม่นาน

“พักครึ่ง” ยิ้มตอบพร้อมกับทิ้งตัวนั่งลงข้างเขา 

“จริงจังกันขนาดนั้นเลย”

“อืม เห็นบอกพักสองนาที”

“อ่อ”

“แล้วคนอื่นๆหายไปไหน”

“ไปหาอะไรกินที่โรงอาหารนู่น”

“ไม่ไปด้วยเหรอ”

“ไม่ ขี้เกียจ แดดข้างนอกร้อนจะตาย”

“อ่อ” ยิ้มพยักหน้า “ที่ไม่ออกไปเพราะร้อนเหรอ”

“เออดิ ทำไมวะ” เขาถามออกมาอย่างไม่เข้าใจ ทันทีที่สบตากับอีกคนที่หันมามองเขาในเวลาเดียวกันก็ทำให้เขายิ้มออกมา “หรือมึงคิดว่ากูอยู่รอมึง”

“หัวเราะอะไร”

“มึงคิดแบบนั้นเหรอยิ้ม”

หลงตัวเองมาก...

“เรายังไม่ได้คิดอะไรเลย” ยิ้มตอบกลับ “แต่พอเพื่อนพูดเราก็คิดแล้ว”

“อะไรๆ...”

“ปกติเวลาที่พูดอะไรออกมา...เพราะคิดแบบนั้นเลยพูดไม่ใช่เหรอ”

“กูเปล่า”

“เพื่อนรอเราใช่ไหม”

“บอกว่าไม่ใช่ไง”

ทำไมถึงคิดไปเองเก่งแบบนี้ยิ้ม

“เราเข้าใจแบบนั้นไปแล้ว” รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้น “เดี๋ยวเราจะกลับไปเล่นต่อแล้ว อีกเกมก็คงจะเลิกเล่น”

“บอกกูทำไม”

“เดี๋ยวกลับห้องพร้อมกันไง” เขาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสบายๆ “นั่งตรงนี้ไม่ร้อน”

“ไอ้ยิ้ม”

กวนเขาอยู่ใช่ไหม...

“อ่อ…ลืม” คนที่กำลังจะเดินกลับไปหยุดเดินก่อนจะหมุนตัวกลับไปหาเขาอีกครั้ง รอยยิ้มบางๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าของคนยิ้มยาก “ฝากอะไรหน่อย”

“อะไร”

คนเอ่ยปากไม่ตอบกลับ มือทั้งสองถอดแว่นตาที่สวมใส่อยู่ก่อนที่ขาจะพาตัวเองเดินเข้าไปใกล้คนที่นั่งอยู่ที่เดิม ยิ้มก้มตัวลงเล็กน้อยให้เขาอยู่ในระดับสายตาของอีกคน ริมฝีปากเผยยิ้มอีกครั้งเมื่อแว่นตาที่ถืออยู่ถูกเปลี่ยนทิศทางให้อีกคนได้สวมใส่ มือทั้งสองค่อยๆสวมแว่นตาให้คนที่นั่งอึ้งอย่างระมัดระวัง 

“เล่นบาสไม่ถนัด”

“แล้วจะใส่ให้ทำไม ค่าสายตามึงก็เยอะ”

“ลืม…ขอโทษที” ไม่มีความรู้สึกผิดอยู่ในน้ำเสียงที่เอ่ยออกมา มือของเขาไปไวกว่าความคิดเมื่อเพื่อนทำท่าจะถอดแว่นตาออก

“อะไรอีกยิ้ม”

“เปล่า...ไม่มีอะไร” เขาดึงมือตัวเองกลับก่อนจะยิ้มออกมา

คิดว่าชัดเจนขึ้นมาอีกหนึ่งระดับ

เขาชอบคนใส่แว่นจริงๆ

“ฝากแว่นนะ”

“รู้แล้ว” 

“เพื่อน”

“อะไร”

“เราชอบนะ...เวลาที่เพื่อนใส่แว่น”

“แต่ต้องไม่ใช่แว่นแบบนี้” เพื่อนชูแว่นตาของยิ้มขึ้นมา แว่นแบบนี้เขาว่าไม่ผ่านจริงๆ

“อืม…นั่นสิ” ยิ้มหัวเราะออกมา “เราทำขนาดนี้แล้วยังไม่รู้อีก”

“อะไรวะ”

“ทำไมซื่อบื้อจัง”






------------------------------------

นี่แหละค่ะเฮียยิ้มเมื่อในอดีต...


มาลงช้าอีกแล้ว T-T

เรื่องนี้ต้องใช้พลังพอสมควรเลยค่ะ 

เนื่องด้วยตัวละครมีการเปลี่ยนบุคลิกที่ชัดเจนทำให้เราเขียนได้ช้ากว่าเรื่องอื่นๆ

หวังว่าทุกคนจะชอบพี่ยิ้มและพี่เพื่อนนะคะ ^^


เรารู้ว่าทุกคนเบื่อ แต่เราอยากได้ 1 คอมเม้นท์เพื่อเป็นกำลังใจให้เราแต่งต่อ

ทุกความเห็นของทุกคนเป็นพลังให้เราจริงๆนะคะ

อย่าพึ่งเบื่อกันเลยนะ ช่วยให้พลังกับเราหน่อย

เราอยากจะแต่งนิยายสนุกๆแบบนี้ให้คนอ่านอ่านกันไปนานๆนะคะ


1 เม้นท์แทนกำลังใจ :)


#เพื่อนที่หนึ่ง ตามไปคุยกันนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 380 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,010 ความคิดเห็น

  1. #971 CallistoJpt (@CallistoJpt) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 มกราคม 2563 / 22:54
    พี่ยิ้มมมมม รุกหนักมากค่ะ ที่เห็นเฮียซื่อๆเราว่าไม่ใช่แล้วค่ะ ร้ายไม่เบาเลยค่ะ
    #971
    0
  2. #936 HaeMay (@HaeMay) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 มกราคม 2563 / 22:19
    เบายิ้มเบาาา นายยิ้มจีบเพื่อนหนักมากนะคะ
    #936
    0
  3. #799 kanokpornthaimai (@kanokpornthaimai) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 / 22:23
    แอบรักทั้งพี่ทั้งน้องเลยยยย
    #799
    0
  4. #757 DARKyuki❄❄ (@0949427132) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 / 11:30
    นางงก็ชัดเจนนะๆ
    #757
    0
  5. #626 Markbambu (@Markbambu) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 23:42
    เฮียมันร้ายยยยยย
    #626
    0
  6. #531 fazaferinns (@tqxofaniiza) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2562 / 07:53
    น่ารักกก
    #531
    0
  7. #428 Skinyyy14 (@Skinyyy14) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2562 / 17:25
    รึกหนักเลยนะเฮียยย ไม่แพ้น้องเลยแหละ แหมมมม
    #428
    0
  8. #419 Xialyu (@Xialyu) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2562 / 18:45
    หมมมมมมมมม
    #419
    0
  9. #391 PeEarn (@PeEarn) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2562 / 11:37
    ทำไมร้ายแต่เด็กเลยคะเฮียยย
    #391
    0
  10. #387 IammAngel (@IammAngel) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2562 / 10:35
    ตอนนี้ชีวิตเฮียยิ้มดูมีชีวิตชีวานะ
    #387
    0
  11. #369 bbbbbb_b (@bbumbum) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2562 / 07:36
    เฮียยยยยยยยยย
    #369
    0
  12. #368 Devil strawberry (@pimonsone) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 10:51
    พี่มันร้ายวุ้ยย
    #368
    0
  13. #362 inspiritkkmm (@inspiritkkmm) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2562 / 12:18
    พี่ยิ้มโว้ยย ไม่ธรรมดาจริงๆ
    #362
    0
  14. #331 CcMΣW (@cute33cass) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2562 / 23:31
    หูยยยย อีพี่ยิ้ม นี่ตายไปเรย เฮียรุกหนักมาก
    #331
    0
  15. #327 Kisaragi Ryuji (@sasikarn156710) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2562 / 08:08
    นิสัยเหมือนกันทั้งพี่ยิ้มทั้งน้องยุ่งอ่ะ ชอบก็บอกว่าชอบ
    #327
    0
  16. #326 ilee2 (@ilee) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 / 18:44
    ยิ้มน่ารักเต๊าะเพื่อนเนียนๆ 555
    #326
    0
  17. #282 CNSky (@lisianthus01) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 เมษายน 2562 / 13:44
    หูยยย มันน่ารัก
    #282
    0
  18. #247 VIvaa_Why (@jump-plant) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 มีนาคม 2562 / 03:03
    ตกหลุมรักเฮียยิ่งกว่าเดิม เฮียน่ารักเกินนนน
    #247
    0
  19. #242 insinsutee (@insinsutee) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 / 18:14
    ยิ้มน่ารัก
    #242
    0
  20. #241 Cmmmm (@Xerith) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:58
    เฮียเปลี่ยนไปมากเลยอ่า55555
    #241
    0
  21. #235 daowilai (@daowilai) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:35

    เฮียยิ้ม แอบละมุนนะเรา
    #235
    0
  22. #180 mew7367 (@mew7367) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 มกราคม 2562 / 21:57
    โอ้ยยยยยยย ใจสั่นเพราะพี่ยิ้ม

    เราว่าเราก้ชัดเจนในระดับนึงนะ
    #180
    0
  23. #127 Pk_lm (@Pk_lm) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2561 / 18:04
    โอ้ยพี่ยิ้มมมมม พี่ว่าพี่ก็ชัดเจนในรัดับนึง 55555555 พี่น้องคู่นี้นี่มันพี่น้องจริงๆ เป็นกำลังใจให้ไรท์นะคะ ตามทั้งสองเรื่องเลย น่องยุ่งพี่ยิ้ม
    #127
    0
  24. #115 duckii_memo (@duckii_memo) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2561 / 22:19
    พี่กับน้องเหมือนกันจริงๆ "เราก็ว่าเราชัดเจนอยู่" 55555555 ชัดมากเลยจ้า ชอบคนใส่แว่นหรือชอบเพื่อนใส่แว่นนะ เขินยิ้มมากเลยค่ะ แงง มาต่อไวไวนะคะ ส่งพลังให้ไรท์เยอะๆเลยค่า ^____^
    #115
    0
  25. #112 jibbubu (@jibbubu) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 / 16:40

    เฮียน่ารักจัง

    #112
    0