เพื่อนที่หนึ่ง [YAOI] END

ตอนที่ 2 : 02 - กฎแห่งขั้วตรงข้าม 100 per

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,407
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 411 ครั้ง
    28 ต.ค. 61

T
B

กฎแห่งขั้วตรงข้าม



6 ปีก่อน...

ป้ายหน้าห้องที่เขียนว่า ม.4/1 ทำให้ขาทั้งสองข้างหยุดลง สายตาไร้อารมณ์มองไปยังห้องที่เต็มไปด้วยผู้คนที่คุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี ลมหายใจพ่นออกมาพร้อมกับความเบื่อหน่ายที่เข้ามาแทนที่

มัธยมปลายไม่ได้แตกต่างจากมัธยมต้นสักเท่าไหร่

“เพื่อน!!!” เสียงเรียกที่ไม่รู้ว่าเรียกชื่อเขาหรือแทนสรรพนามเรียกคนอื่นดังขึ้น เจ้าของชื่อหันไปตามเสียงอย่างห้ามไม่ได้ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเป็นเพื่อนร่วมห้องเก่า

ต้องอยู่ด้วยกันไปอีกสามปีเหรอเนี่ย...แค่คิดก็...อืม ช่างเถอะ

“ไง” เขาเดินเข้าไปหากลุ่มเพื่อนที่นั่งรวมอยู่เป็นกลุ่ม “หนีกันไม่พ้นจริงๆ”

“พวกกูไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่มึงอยู่ห้องนี้” หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้น “ยังไงมึงก็ต้องได้อยู่ห้องนี้อยู่แล้ว”

“คิดงั้นเหรอ” เขาหัวเราะออกมาก่อนจะวางกระเป๋าลงที่เก้าอี้ว่าง

นั่งๆไปก่อน...ยังไงก็ต้องโดนย้ายอยู่ดี

“ถ้าไม่เห็นมึงที่ห้องนี้ก็คงไม่เห็นมึงในโรงเรียนอีกเลย” 

“อย่าเวอร์” เขาถอนหายใจ

พวกนี้ชอบทำเหมือนเขาสูงส่งกว่าใครๆ...ทั้งที่จริงๆไม่ใช่แบบนั้น

“ดีใจว่ะได้อยู่กับมึง หลังจากนี้พวกกูฝากตัวด้วย”

“อืม” เขาพยักหน้ารับก่อนจะเบนสายตามองไปทางอื่น เสียงพูดคุยในวงเพื่อนเก่าไม่ได้ดึงดูดความสนใจให้ฟังในสิ่งที่พูดออกมา

ไร้สาระ

สุดท้ายก็วนลูปเดิม...คบเพื่อหวังผล

เสียงเตือนเคารพธงชาติดังขึ้น นาฬิกาข้อมือบอกเวลาใกล้จะแปดโมง คนที่นั่งอยู่ลุกขึ้นจากเก้าอี้ก่อนจะเดินออกจากห้องเพื่อลงไปเข้าแถวเคารพธงชาติ เสียงที่ดังตามหลังไม่ได้ทำให้เขาหันไปสนใจ หรือหยุดเดินเพื่อรอเสียงฝีเท้า ในอดีตเป็นยังไงปัจจุบันเขาก็ยังเป็นแบบนั้น

คำว่าเพื่อนแท้...ไม่เคยมีอยู่ในพจนานุกรมของ ‘เพื่อน’

“ไม่รอกันเลย” เสียงของเพื่อนคนอื่นดังตามหลังพร้อมกับมือหนักๆที่วางลงบนไหล่ “ตะโกนเรียกคอแทบแตก”

“เสียงเตือนดัง ไม่ได้ยิน” เขาให้เหตุผลที่ค่อนข้างสมเหตุสมผลกลับไป สายตาหันกลับไปมองเสาธงตรงหน้าเตรียมร้องเพลงเคารพธงชาติ

ทำใจเลยว่าวันนี้ผู้อำนวยการพูดยาวอีกแน่ๆ...

เปิดเทอมใหม่ทีไร พูดยาวทุกที

“ขอโทษ” 

แรงชนจากข้างหลังทำให้เขาหันไปมองทันที ภาพตรงหน้าทำให้คิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากัน ตอนแรกเข้าใจว่าเพื่อนคนอื่นๆยืนต่อแถวข้างหลัง แต่หันกลับไปอีกทีกลับพบแค่ร่างของใครอีกคนที่สูงไล่เลี่ยกับเขา ใบหน้าภายใต้กรอบแว่นหนาทำให้เขามองหน้าไม่ชัดเท่าไหร่นัก แต่ไม่รู้สึกคุ้นเลยสักนิด

เด็กใหม่งั้นเหรอ...

เด็กใหม่เข้ามาก็ได้อยู่ห้อง 1 เลยงั้นเหรอ

“อืม ไม่เป็นไร” เขาตอบกลับไปก่อนจะหันไปสนใจตรงหน้าอีกครั้ง

เพลงเคารพธงชาติจบลงพร้อมกับเสียงสวดมนต์ที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี แดดยามเช้าที่ใครต่อใครบอกว่าดีต่อร่างกาย เขานึกอยากจะให้คนพวกนั้นมายืนตากแดดทุกวันเป็นเวลาสี่เดือนเต็ม อยากรู้ว่ามันจะดีต่อร่างกายอยู่ไหม ไม่ปฏิเสธว่าได้รับวิตามินจริง แต่ได้รับเยอะเกินไปจนบางวันเกือบจะหน้ามืด

เสียงสวรรค์ที่บอกให้นั่งลงทำให้สบายลงบ้าง เขานั่งลงพร้อมกับคนข้างหลังที่ยืนรอให้เขานั่งลงก่อนเหมือนกลัวว่าจะถอยไปชนกัน ผู้อำนวยการโรงเรียนกล่าวต้อนรับเปิดเทอมใหม่เหมือนทุกๆครั้ง และเขายกมือขึ้นปิดปากหาวเป็นรอบที่สองของวัน

นั่งดูเข็มนาฬิกายังเพลินกว่า

สัมผัสอุ่นๆที่แนบลงมาบนแผ่นหลังทำให้คนที่นั่งจ้องนาฬิกาสะดุ้งเล็กน้อย เขาเหลียวหลังกลับไปมองก่อนจะขมวดคิ้วอีกครั้ง ร่างของคนที่พึ่งเคยเจอหน้ากันวันแรกซบลงบนแผ่นหลังของเขาพร้อมกับลมหายใจที่เป่ารดแผ่นหลัง

อะไรวะ...

“นี่”

“…”

“นี่…ได้ยินไหม”

“…”

ไร้สัญญาณตอบรับ และนั่นเป็นครั้งแรกที่เขาหัวเราะออกมากับความประทับใจแรกที่มีต่อเพื่อนใหม่

อยากนอนก็นอนไป

ตื่นแล้วช่วยจำให้ได้ด้วยว่าทำอะไรลงไป




ประกาศเลิกแถวดังขึ้นพร้อมกับหัวแถวที่ต่างเดินออกจากหน้าเสาธงอย่างเป็นระเบียบ ดีที่คนข้างหลังตื่นก่อนที่เสียงประกาศจะดัง แต่ถึงอย่างนั้นกลับไม่มีคำพูดใดๆเอ่ยออกมาหลังจากที่ใช้หลังของเขาเป็นที่พิงนอนเกือบสิบห้านาที

ช่างเถอะ ไม่ได้ถือสาอะไร

คาบแรกของการเปิดเทอมวันแรกเป็นที่รู้กันว่าจะได้พบกับครูที่ปรึกษา และทำเนียมที่ปฏิบัติกันมาตลอดสำหรับเด็กห้องหนึ่ง และห้องสอง คือการจับสลากที่นั่งในห้องเรียน ซึ่งเป็นความเคยชินที่เขาได้รับมาตั้งแต่มัธยมต้น ตั้งแต่ที่เรียนมาไม่เคยอยู่ห้องอื่นนอกจากห้องหนึ่ง

จะให้นั่งตรงไหนก็ได้ทั้งนั้น...เลือกอะไรไม่ได้อยู่แล้ว

“บนกระดานจะมีผังโต๊ะกับเลขที่โต๊ะกำกับอยู่ ถ้าจับได้เลขไหนก็เดินไปนั่งที่เลขนั้นนะครับ” เสียงของครูที่ปรึกษาดังขึ้นพร้อมกับกล่องสลากในมือ

เขาถอยหลังออกมาเพื่อให้เพื่อนคนอื่นๆในห้องเดินไปจับสลากกันก่อน ไม่ว่าจะจับช้าหรือเร็วสุดท้ายผลก็เหมือนเดิม ไม่มีใครสามารถกำหนดได้ว่าจะได้นั่งกับใคร ไม่มีใครสามารถกำหนดได้ว่าจะได้นั่งหน้าสุดหรือหลังสุด ก็ถือว่าเท่าเทียมดีในมุมมองของเขา ทุกคนมีสิทธิ์เท่ากันหมด

21

กระดาษหมายเลขเปิดออกพร้อมกับเลขที่เขียนไว้ เขามองตัวเลขสองตัวในกระดาษก่อนจะเงยหน้ามองกระดานที่เขียนหมายเลขโต๊ะไว้ ครั้งนี้เขาได้นั่งกลางห้อง ถือว่าไม่แย่เท่าไหร่ อย่างน้อยก็มองเห็นกระดานชัดกว่านั่งข้างหลังสุด

กระเป๋าเป้วางลงบนโต๊ะก่อนที่สายตาจะจับจ้องไปยังเพื่อนคนอื่นๆที่ยังต่อแถวจับสลากอยู่ สายตาสะดุดเข้ากับคนหนึ่งที่เดินต่อแถวอยู่ข้างหลังสุด คนที่ใส่กรอบแว่นหนาเตอะไร้รสนิยมทางแฟชั่น คนที่สะพายกระเป๋าตุงเหมือนแบกหนังสือทั้งเทอมมาเรียน คนที่ดูไม่ชินกับอะไรสักอย่างในห้องๆนี้

คนๆนี้...ไม่คุ้นเลยจริงๆ

“ตรงนี้โต๊ะยี่สิบสองใช่ไหม” น้ำเสียงทุ่มต่ำเอ่ยขึ้นทำให้เขาละสายตาจากกระดานหน้าห้อง รู้ตัวอีกทีทุกคนก็จับสลากกันเสร็จหมดแล้ว

“อืม…อ้าว”

“หืม…มีอะไรรึเปล่า” คนที่พึ่งมาถึงโต๊ะเอ่ยถามอย่างไม่มั่นใจ “หรือว่ามาผิดโต๊ะ”

“เปล่า ถูกแล้ว” เขาส่ายหน้าก่อนจะหัวเราะออกมา “นั่งดิ”

“อ่อ อืม” เขาพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเลื่อนเก้าอี้ออกพร้อมกับสอดตัวนั่ง กระเป๋าใบใหญ่ถูกวางลงข้างโต๊ะเพราะหนักเกินกว่าที่จะแขวนไว้กับเก้าอี้ได้

“เด็กใหม่เหรอ”

“หืม?” ดวงตาภายใต้กรอบแว่นหนาหันมาสบตากับเขาเชิงสงสัย “ถามเราเหรอ?”

“อืม” 

“เปล่า ไม่ใช่เด็กใหม่” เขายกมือขึ้นเกาหัวอย่างทำตัวไม่ถูก “เรียนที่นี่ตั้งแต่มอหนึ่งแล้ว”

“ไม่เคยเห็นหน้า”

“ไม่ค่อยทำกิจกรรมมั้ง”

“มอต้นอยู่ห้องไหน”

“เอามอไหน” เขาถามกลับ “ถ้ามอหนึ่งก็ห้องเจ็ด มอสองก็ห้องหก มอสามก็ห้องห้า”

“เลื่อนขึ้นทุกปีเลยนิ”

“อืม”

“แล้วมีเด็กห้องห้าคนอื่นอยู่ห้องนี้รึเปล่า”

“ไม่มี” เขาส่ายหน้าก่อนจะกระชับแว่นที่ใส่อยู่ “มีเราคนเดียว”

“เก่งนิ” เขาคิดอย่างที่พูดจริงๆ 

แต่ไหนแต่ไรใครๆก็รู้ว่าคนที่จะขึ้นมาอยู่ห้องหนึ่งถ้าไม่ใช่เด็กห้องหนึ่งก็จะเป็นเด็กห้องสอง มันไม่เคยผิดไปจากนี้ แม้บางปีอาจจะมีเด็กห้องสามห้องสี่ขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่เคยได้ยินว่าเด็กห้องห้าได้เลื่อนขึ้นมาถึงห้องหนึ่ง

“เหรอ” คนที่ฟังหัวเราะออกมาเบาๆ “ไม่หรอก”

“แล้วชื่ออะไร”

“ยิ้ม”

“…?”

“เราชื่อยิ้ม”

“อ่อ” เขาพยักหน้า “ไม่ต้องสุภาพขนาดนั้นก็ได้...พูดกูมึงได้”

“ยังเกร็งๆอยู่...ไม่รู้ว่าพวกห้องหนึ่งคุยกันยังไง”

“ก็คุยปกตินี่แหละ ไม่ได้วิเศษอะไร” เขาหัวเราะออกมากับท่าทีซื่อๆ ดูรู้เลยทันทีว่าคงจินตนาการไว้เยอะเกี่ยวกับห้องหนึ่ง

เตรียมตัวมาบ้างก็ไม่แปลก...ดีด้วยซ้ำไป

ถ้าเลือกได้ เขาไม่เคยอยากขึ้นมาอยู่ห้องนี้

ห้องที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน

“แล้วชื่ออะไร”

“กูเหรอ?”

“อ่า…”

“พูดกูมึงได้ใช่ไหม” เขาถามย้ำ “ปกติพูดรึเปล่า”

“ก็พูด”

“อืม” เขาพยักหน้า “งั้นก็พูดเถอะ ไม่ต้องแทนตัวเองว่าเรา เอาที่คุยปกติเลย”

“อืม”

“เพื่อน”

“หืม?”

“กูชื่อ...เพื่อน”

“อ่อ โอเค” ยิ้มพยักหน้ารับ “แล้วเพื่อนตอนมอต้นอยู่ห้องไหน”

“ห้องหนึ่ง” เขาตอบพร้อมกับหันมาสบตา “สามปีเลย”

“เก่ง”

“เอาจริงๆก็ได้ยินบ่อยแล้ว” ไม่ใช่คำโอ้อวดอะไร แต่เขาได้ยินบ่อยจนชิน ชินจนไม่รู้สึกอะไรไปแล้ว “ก็ไม่ได้เก่งขนาดนั้นหรอก”

“เออนี่”

“หืม?” เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย ดูเหมือนคำตอบก่อนหน้าที่ตอบออกไปคนข้างตัวไม่ได้ตั้งใจฟังเลยด้วยซ้ำ

ดีแล้ว ปล่อยผ่านไปบ้างก็ดี

“เมื่อกี้ที่เผลอหลับในแถว...ขอโทษด้วย”

“อ่อ…”

“แล้วก็ขอบคุณที่ไม่ว่าอะไร”

“จริงๆก็อยากว่า แต่เห็นว่านอนหลับสบาย”

“ขอโทษจริงๆ” ยิ้มพูดพร้อมกับเปิดกระเป๋าที่ใส่ถุงขนมเล็กๆไว้ “นี่แทนคำขอบคุณ” เขายื่นลูกอมที่มักพกติดกระเป๋าไว้เสมอให้กับคนข้างตัว

ไม่ได้กินเองหรอก แต่ชอบพกมาเผื่อน้องชายของเขา เวลานั่งรถกลับบ้านด้วยกันทีไรชอบบ่นว่าหิวตลอด

“ไม่ต้องให้อะไรก็ได้” เพื่อนเอ่ย “แต่ก็ขอบคุณ”

“อืม เอาไปเถอะ”

“…”

“ให้แทนคำขอบคุณ”

“อืม รู้แล้ว” เขารับลูกอมมาเก็บไว้ใส่กระเป๋านักเรียน “เปิดเทอมวันแรกก็ง่วงเลยเหรอ”

“อืม นอนดึกนิดหน่อย”

“เล่นเกม?”

“เปล่า”

“…”

“อ่านหนังสือ"

“ขยันดี”

“ก็คงงั้น” ยิ้มตอบพร้อมหยิบหนังสือขึ้นมา “ยังอ่านไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่”

“อ่านล่วงหน้าเหรอ?” เพื่อนหันไปมองคนข้างตัว หนังสือเรียนที่พึ่งได้รับก่อนเปิดเทอมสองอาทิตย์ แต่ทำไมสภาพหนังสือเหมือนผ่านการใช้งานมานานแล้ว

“อืม…ไม่ได้อ่านเหรอ”

“เปล่า ไม่เคยอ่าน” เขาตอบ “ทำไมถึงอ่านล่วงหน้าล่ะ”

“ไม่รู้ดิ” เขาส่ายหน้า “กลัวตามไม่ทันมั้ง”

“…”

“กว่าจะเข้ามาอยู่ห้องนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่ายสักหน่อย”

“ทำไมถึงอยากเรียนห้องนี้”

ทั้งๆที่เขาไม่เคยมีความคิดอยากจะอยู่

“ไม่มีอะไรหรอก” เขาเลี่ยงที่จะตอบคำถาม “ก็แค่อยากน่ะ”

“อืม”

“…”

“ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจก็ถามได้”

“…”

“ถ้าช่วยได้...เดี๋ยวช่วย”



คาบเรียนสุดท้ายของการเปิดเทอมวันแรกจบลง ถ้าเป็นห้องอื่นวันแรกคงเป็นการปฐมนิเทศ และปล่อยฟรีสไตล์ แต่ไม่ใช่กับเด็กห้องหนึ่งที่ต้องเรียนตั้งแต่ชั่วโมงแรกยันชั่วโมงสุดท้าย หนังสือวิชาสุดท้ายถูกเก็บลงกระเป๋าพร้อมเสียงถอนหายใจของคนที่ยังปรับตัวไม่ได้ เปิดมาวันแรกก็มีรายงานคู่วิชาสุขศึกษาที่ครูสั่งไว้เหมือนกลัวจะน้อยหน้าวิชาอื่น

เขาไม่ได้คุยกับใครในห้องเลย ทุกคนต่างตั้งใจเรียน พอถึงเวลาพักเที่ยงก็แยกกันไปกินข้าวตามกลุ่มเดิมๆ ไม่แปลกใจเท่าไหร่เพราะเด็กห้องหนึ่งส่วนมากก็ล้วนเป็นเด็กห้องหนึ่งต้อนมัธยมต้น มีก็แต่เขาที่โดดขึ้นมาอยู่คนเดียว 

ไม่สนิทกับใครก็ไม่แปลก

“กลับก่อนนะ” ยิ้มหันไปพูดกับคนข้างตัวที่กำลังเก็บของเตรียมกลับเหมือนเขา

จะว่าไปการนั่งข้างกันก็ไม่ได้ทำให้รู้จักหรือสนิทมากกว่าเพื่อนคนอื่นๆ เวลาเรียนก็ดูตั้งใจเรียนจนไม่สนใจสิ่งรอบข้าง บทสนทนาที่คุยกันก็น้อยนิดเกินกว่าที่จะชวนคุยเรื่องอื่นต่อ

“รายงานสุขศึกษาจะคู่กับกูไหม”

“หืม?” เขาเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ “ไม่ได้จับคู่กับคนอื่นไปแล้วเหรอ”

“ถ้าจับแล้วจะถามทำไมล่ะ” เพื่อนถอนหายใจออกมา จริงๆก็ไม่ได้เจาะจงว่าอยากคู่กับใคร แต่พอเห็นท่าทีของเพื่อนคนอื่นที่ดูเหมือนอยากจะคู่กับเขา มันทำให้เขาไม่อยากเป็นตัวเลือกของใคร

ทำงานกับใคร...สุดท้ายเขาก็ทำหนักกว่าทุกครั้ง

เปลี่ยนคนบ้างก็คงไม่ต่างอะไร

“ได้ จะนัดทำวันไหนบอกได้เลย” รอยยิ้มบางๆเผยออกมาจากคนที่ทำหน้าเคร่งเครียดทั้งวัน ดวงตาภายใต้กรอบแว่นหยีลงจากแก้มที่ยกขึ้นจนเห็นลักยิ้ม

ก็ยิ้มเป็นนิ

“อืม เดี๋ยวกูบอกอีกที”

“ได้ๆ”

“เอาอีเมลมาดิ”

“หืม?” เขาเลิกคิ้วอีกครั้ง “เอ็มเอสเอ็นเหรอ”

“อืม” เพื่อนพยักหน้า “มึงเล่นรึเปล่า”

“ประจำ” คนถูกถามตอบกลับอย่างภูมิใจ “มีเพื่อนในเอ็มเยอะมากด้วย”

“อวดกูเหรอ” เขาหัวเราะเบาๆ “เขียนอีเมลมา เดี๋ยวกูแอดไป เวลามีงานจะได้ติดต่อสะดวก” สมุดที่ใช้จดการบ้านถูกดันไปที่โต๊ะอีกคน

“ได้ๆ” ยิ้มพยักหน้ารัวก่อนจะเขียนอีเมลตัวเองลงบนสมุดของอีกคน “อย่าลืมแอดมา”

“เออ ไม่ลืมหรอก” เขาดึงสมุดกลับมาก่อนที่คิ้วทั้งสองจะขมวดเข้าหากันทันทีที่เห็นชื่ออีเมลของอีกคน

อะไรวะเนี่ย...


yimyim_lnwza@hotmail.com


“ชื่ออีเมลใครเป็นคนตั้งให้” อยากจะหัวเราะแต่กลัวจะเสียมารยาท

ยังมีคนตั้งชื่ออีเมลแบบนี้อยู่อีกเหรอเนี่ย...

“น้องชาย” 

“ตั้งคู่กันเหรอ” เขาเอ่ยแซว

“รู้ได้ไง”

“เดาเฉยๆ...สรุปเรื่องจริงเหรอ” ดูเหมือนคนตรงหน้าจะมีเรื่องให้แปลกใจไม่หยุด จากที่แซวเล่นๆแต่กลับกลายเป็นเรื่องจริง

“อืม น้องสมัครให้นานแล้ว”

“อ่อ”

“ทำไม มันแปลกเหรอ”

“อืม ก็คงไม่มั้ง”

“หัวเราะได้นะ ถ้าจะกลั้นขำขนาดนั้นน่ะ” ยิ้มยกมือขึ้นเกาท้ายทอยแก้เขิน จริงๆก็มองว่าชื่ออีเมลตัวเองมันประหลาด แต่เห็นความตั้งใจที่น้องทำให้ก็เลยไม่อยากขัด

“เออ ขอโทษทีว่ะ” เขาหัวเราะออกมา “ยังไงคืนนี้เดี๋ยวแอดไป”

“อืม ได้”

“มึงกลับเถอะ”

“จะกลับรึยัง”

“กูเหรอ”

“อืม…ก็ถ้าจะกลับแล้วเดี๋ยวรอ”

“…”

“จะได้เดินลงไปพร้อมกัน”

“เออ กลับเลยก็ได้” เขาพูดพร้อมกับยกกระเป๋าขึ้นสะพายข้าง “มึงกลับยังไง”

“พ่อกับแม่มารับ แต่นัดน้องไว้ที่หน้าเสาธง”

“น้องก็เรียนที่นี่เหรอ?”

“อืม พึ่งเข้ามอหนึ่ง”

“อ่อ…อยู่ห้องไหนล่ะ”

“ห้องเก้า”

“อ่อ”

“อืม” ยิ้มพยักหน้าก่อนจะเดินนำไปยังเสาธงที่มีคนอยู่รอบๆ

เพื่อนมองไปยังร่างของคนตรงหน้าที่ก้าวเดินเร็วขึ้นเมื่อเห็นร่างของเด็กอีกคน รอยยิ้มที่เคยเห็นมาก่อนทำให้รู้ได้โดยทันทีว่าคือน้องชายที่ยิ้มพูดถึง เด็กที่ตัวเล็กกว่าคนพี่หลายสิบเซนวิ่งเข้ามาหาทันทีที่เห็นร่างของพี่ชาย ดวงตาเป็นประกายกับรอยยิ้มที่น่ามองทำให้ไม่แปลกใจว่าทำไมคนพี่ดูอารมณ์ดีผิดกับตอนที่อยู่ในห้องเรียน

“ไง เปิดเทอมวันแรกสนุกไหม”

“สนุกมากเลยเฮีย เพื่อนใหม่เยอะเลย” น้ำเสียงเจือยแจ้วเอ่ยตอบ “แล้วเฮียเป็นยังไงบ้าง มีเพื่อนใหม่เยอะเหมือนยุ่งรึเปล่า”

“อืม” ยิ้มรับคำก่อนจะหันมามองเขาที่ยืนเว้นระยะห่าง “ก็มีเพื่อน”

“ดีเลยเฮีย มีเพื่อนเยอะๆๆๆๆๆเลยนะ”

“อืม มีเพื่อนเยอะเลย” เขาหัวเราะออกมา “หิวรึยัง เดี๋ยวพาไปหลังโรงเรียน”

“หิวแล้วววว อยากกินลูกอม วันนี้เฮียเอาลูกอมมาไหมๆ”

“ไม่เอามาก็โดนบ่นสิ” ยิ้มตอบพร้อมกับหยิบลูกอมออกมาจากกระเป๋าที่สะพายอยู่ “วันนี้เฮียแบ่งลูกอมของยุ่งให้เพื่อนด้วย”

“ดีเลย เพื่อนเฮียชอบไหมๆ”

“ชอบมั้ง” เขาตอบพร้อมกับหันไปมองตรงจุดเดิมอีกครั้ง มือกวักเรียกให้เพื่อนเดินเข้าไปหา แต่อีกคนกลับส่ายหน้าแทนคำตอบ

ดูจากตรงนี้ก็พอ

พี่น้องคู่นี้ดูรักกันดี...

“เจอกันพรุ่งนี้นะ” เพื่อนเอ่ยออกมาพร้อมกับโบกมือลาอีกคนจากจุดที่เขายืนอยู่ รู้ว่าถ้าเดินเข้าไปอีกนิดคงได้กลับบ้านช้ากว่าเดิมแน่ๆ ดูท่าทีคนน้องจะเป็นคนช่างพูด

“อืม เจอกัน” ยิ้มพยักหน้ารับ “อย่าลืมแอดมา”

“เออ รู้แล้ว” เขาหัวเราะก่อนจะแยกตัวเดินออกมา

“นั่นเพื่อนเฮียเหรอ” เสียงของน้องชายเรียกให้เขากลับมาสนใจอีกครั้ง 

“อืม เพื่อน”

“ดีจังเลยเนอะ”

“ดียังไง”

“ก็เฮียมีเพื่อนไง”

“ใครๆก็ต้องมีเพื่อนกันทั้งนั้น เพ้อเจ้อแล้ว” เขาส่ายหน้าเบาๆก่อนจะวางมือไว้บนไหล่ของน้องชายที่ตัวเล็กกว่า “ไปหาอะไรกินกัน เดี๋ยวพ่อแม่ก็มาแล้ว”

“เฮียเลี้ยงนะ”

“อืม”

ก็เลี้ยงมาตลอดอยู่แล้ว...ไอ้ดื้อ

ซื้อของกินเสร็จไม่นานรถยนต์ที่คุ้นตาก็ขับมาจอดหน้าโรงเรียน ยิ้มเปิดประตูรถก่อนจะให้น้องชายขึ้นรถก่อนเหมือนทุกครั้ง เมื่อก่อนตอนที่ยุ่งยังเรียนประถม พ่อกับแม่จะไปรับยุ่งก่อนแล้วค่อยมารับเขา แต่ตอนนี้เขากับน้องกลับบ้านพร้อมกันเพราะยุ่งสอบเข้าเรียนที่โรงเรียนเดียวกับเขาได้

ดีเหมือนกัน...จะได้ดูแลง่ายขึ้น

“เป็นไงบ้างครับพี่น้อง...เปิดเทอมวันแรก” เสียงของแม่ดังขึ้นจากที่นั่งข้างคนขับ รอยยิ้มที่ส่งผ่านกระจกมองหลังทำให้เขาพยักหน้าตอบช้าๆ

“ดีครับ...เปิดเทอมวันแรกก็เรียนเลย”

“แล้วยุ่งล่ะลูก”

“ดีครับแม่ มีเพื่อนเยอะแยะหมดเลย”

“ได้เข้าเรียนที่เดียวกับพี่แล้วก็ต้องตั้งใจนะครับ ยุ่งจะได้เก่งๆเหมือนพี่ยิ้ม”

“อ่า…แต่ยุ่ง” คนข้างตัวก้มหน้าลง ลมหายใจร้อนๆที่พ่นออกมาทำให้คนพี่รู้ได้ทันทีว่าน้องกำลังกดดัน

กว่ายุ่งจะสอบติดที่นี่ได้...มันไม่ง่ายเลย ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าน้องกดดันมากแค่ไหน

“น้องยังเด็กอยู่ คงต้องปรับตัวอีกเยอะครับแม่” เขาเอ่ยพร้อมกับหันไปยิ้มให้คนข้างตัว “สอบเข้าโรงเรียนนี้ได้ก็เก่งมากแล้ว หลังจากนี้อยากทำอะไรก็ให้น้องทำ”

“…”

“เรื่องเรียน...ให้ยิ้มเก่งคนเดียวก็พอแล้ว” รอยยิ้มของคนเป็นพี่เผยออกมา

ยุ่ง...ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้เลย

ใช้ชีวิตให้มีความสุข ใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองต้องการ

“ส่วนเรื่องที่แม่บอกจะให้ยุ่งเรียนพิเศษ...ไม่ต้องนะครับ เดี๋ยวยิ้มสอนยุ่งเอง”

“ใช่ๆ ยุ่งอยากเรียนกับเฮีย ไม่อยากไปเรียนพิเศษ” ยุ่งที่นั่งอยู่ข้างๆเอ่ยขึ้น ตอนที่จะสอบเข้ามอต้นก็เรียนหนักมากพออยู่แล้ว เขาไม่ชอบเรียนพิเศษ ไม่ชอบการแข่งขันเพื่อที่จะต้องเก่งกว่าใคร

แค่สอบเข้าที่นี่ได้...ก็ถือว่าเก่งแล้วไม่ใช่หรือไง

“ยิ้มจะไม่เหนื่อยเหรอลูก เรียนของตัวเองก็หนักอยู่แล้ว”

“ไม่เหนื่อยครับ”

“…”

“น้องคนเดียว...ยิ้มสอนได้”

“…”

“ไม่เคยเหนื่อยเลย”




การเรียนในแต่ละวันต้องปรับตัวค่อนข้างเยอะ จากที่แต่ก่อนอยู่ในกลุ่มเพื่อนที่พร้อมจะไปเที่ยวกันทุกเย็น แต่พอขึ้นมัธยมปลายเรื่องไปเที่ยวก็เหมือนจะเป็นเรื่องยากสำหรับเขา การได้ย้ายตัวเองจากห้องห้าขึ้นมาอยู่ห้องหนึ่งทำให้เขาต้องขยันมากการคนอื่นหลายเท่า อะไรที่ไม่ชอบก็ต้องพยายามทำให้ชอบ ไม่อยากทำก็ต้องทำ

“ยิ้มเอาเนื้อหาส่วนนี้ไปก็ได้” เพื่อนในกลุ่มทำงานเอ่ยขึ้นหลังจากที่อาจารย์สุ่มจับกลุ่มตามเลขที่

หัวข้อรายงานนับสิบที่เขียนแยกย่อยออกมา แต่เขากลับได้ในส่วนที่หาเนื้อหาง่ายที่สุด และดูเหมือนว่าจะได้งานน้อยกว่าเพื่อนคนอื่นๆ ความสงสัยเกิดขึ้นหากแต่ไม่กล้าที่จะถามออกไป

ตั้งแต่เปิดเทอมจนถึงวันนี้ก็เกือบหนึ่งเดือนได้...แต่เขายังไม่สนิทกับเพื่อนในห้องคนไหนเลย รวมทั้งคนที่นั่งข้างๆ

“อืม จะให้ช่วยหัวข้อไหนเพิ่มไหม เหลืออีกตั้งหลายหัวข้อ” เขาเอ่ยออกมาอย่างเต็มใจ อาจเพราะเป็นคนไม่ชอบเอาเปรียบเลยทำให้เขาพร้อมจะช่วยในทุกเรื่องที่เพื่อนขอ

“ไม่เป็นไร แกเอาแค่นี้แหละ ถ้าน้อยไปก็หาข้อมูลมาให้ได้เยอะๆก็พอ” หัวหน้ากลุ่มเอ่ย

“อืม ได้” เขาพยักหน้ารับ

เหมือนทุกครั้ง...ทั้งที่คิดว่าได้รับการยอมรับ แต่กลับไม่

สุดท้ายเขาก็เป็นแค่เด็กคนหนึ่งที่พยายามฝืนตัวเองเพื่อให้ขึ้นมาอยู่ห้องหนึ่ง

ไม่ง่ายเลยจริงๆ

เสียงออดเลิกเรียนดังขึ้นพร้อมกับคุณครูที่เดินออกไป ยิ้มเก็บของลงใต้โต๊ะก่อนจะหันไปมองคนข้างตัวที่พึ่งเดินกลับมาที่โต๊ะหลังจากแยกย้ายเข้ากลุ่มในชั่วโมง เขายิ้มให้อีกคนเหมือนทุกๆครั้ง และจบลงด้วยรอยยิ้มที่ตอบกลับมา

ไม่มีคำพูดใดๆเอื้อนเอ่ยออกมา

“เพื่อน...ไปกินข้าวที่ไหนเหรอ” เขาถามเมื่อเห็นอีกคนจะเดินออกจากห้องไป

ไม่รู้ทำไม...ปากไวกว่าความคิด

“ก็ไปกินกับพวกไอ้แม็ก มึงล่ะ?” เพื่อนถามคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะ 

“อ่อ…ก็ไปกินที่โรงอาหารนั่นแหละ”

“รู้…หมายถึงไปกับใคร” เพื่อนถอนหายใจออกมาอย่างระอา บางทีคำถามที่เขาถามไปมันก็ไม่ได้ยากในการทำความเข้าใจ ไม่รู้ว่าอีกคนซื่อเกินไปหรือกำลังกวนเขาอยู่กันแน่

“อ่อ…น่าจะคนเดียวมั้ง”

ก็กินคนเดียวจนชินแล้ว

ไม่ใช่ว่าไม่มีเพื่อนสนิท แต่เพื่อนเขาเองก็มีสังคมใหม่ ช่วงแรกๆเคยไปนั่งกินข้าวด้วยกันอยู่พักหนึ่ง แต่สุดท้ายก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนเกิน ทุกคนพูดในเรื่องที่เขาไม่เข้าใจ และเป็นเขาเองที่พาตัวเองออกมา

ไม่ชอบความอึดอัดแบบนี้เลย

“ไปกินด้วยกันไหม” คำชวนที่ออกมาง่ายดายเหมือนไม่ได้ผ่านการคิดเอ่ยออกมาจากคนที่ไม่คิดอะไร จริงๆเขาไปกินข้าวกับใครก็ได้ ไม่ได้เจาะจง

“ได้เหรอ” ยิ้มถามออกมาอย่างไม่มั่นใจ

เขาไปด้วยได้จริงๆเหรอ

“เออ ก็แค่กินข้าวปะวะ” คนที่ยืนล้วงกระเป๋ากางเกงถอนหายใจออกมา “ถ้าจะไปด้วยกันก็ลุก กูหิวแล้ว”

“อืม” ยิ้มพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มบางๆ “งั้นไปด้วย”

“เออ มาดิ” เพื่อนพยักหน้ารับก่อนจะหันไปมองกลุ่มที่ยืนรอเขาอยู่ไกลๆ

ไม่ได้บอกพวกนั้น...คงไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง

โรงอาหารเต็มไปด้วยนักเรียนที่ต่อแถวยาวจนมองไม่เห็นทางข้างหน้า จริงๆก็ควรชินกับโรงอาหารที่เล็กเกินจำนวนเด็กในเรียนในแต่ละชั้นปี เคยเห็นคนร้องเรียนอยู่บ่อยครั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้แก้ไขอะไรนอกจากเพิ่มร้านอาหารให้เยอะขึ้น แต่จำนวนโต๊ะนั่งกินข้าวเท่าเดิม

ยิ้มเดินแยกตัวออกมาหลังจากที่เดินไปจองโต๊ะเรียบร้อยแล้ว เขาเดินไปต่อคิวร้านประจำที่มีนักเรียนจำนวนมากต่อแถวอยู่ หันไปมองร้านอื่นๆก็เห็นเพื่อนยืนต่อแถวไม่ต่างจากเขา

คงได้อาหารพอๆกัน

ก๋วยเตี๋ยวร้อนๆถูกยกมาปรุงยังที่ที่ร้านจัดไว้ เขาเดินเลี่ยงตัวออกมาก่อนจะเดินตรงไปยังโต๊ะที่มีกลุ่มเพื่อนนั่งเป็นกลุ่มใหญ่ คนแรกที่เงยหน้าสบตากับเขาเป็นเพื่อนในห้องที่เคยคุยกันแค่ครั้งสองครั้ง

“นานจังวะ” เพื่อนที่นั่งกินข้าวอยู่เงยหน้าขึ้นมามองเขาที่ถือถ้วยอยู่

“โต๊ะเต็มว่ะมึง” หนึ่งในนั้นพูดขึ้น

ไม่บอกก็รู้...มันไม่มีที่นั่งสำหรับเขา

“เดี๋ยวกูจะกินเสร็จแล้ว มึงมานั่งที่กูก็ได้” เพื่อนเอ่ยพร้อมกับตักข้าวเข้าปาก เขากินข้าวจะหมดแล้ว เพราะร้านที่ไปซื้อเป็นข้าวราดแกงทำให้ได้ข้าวไวกว่าร้านอื่นๆ

“เฮ๊ยมึง กินเสร็จแล้วจะไปเลยเหรอวะ นั่งคุยกันก่อนดิ” หนึ่งในนั้นพูดขึ้น

“เอ้า ก็มันจะได้นั่งกินข้าวไง”

“ไอ้เพื่อน”

“ไม่เป็นไร” เขาตัดสินใจเอ่ยขึ้น “โต๊ะตรงนู้นว่าง เดี๋ยวไปนั่งตรงนู้นก็ได้” จริงๆก็พอดูท่าทีออกตั้งแต่ตอนเพื่อนพูดว่าจะให้เขานั่งแทนที่ตัวเองแล้ว

“เดี๋ยวกูก็กินเสร็จแล้ว” เพื่อนเอ่ย

“อืม ไม่เป็นไร” เขาทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะเดินออกมา

ไม่แปลกอะไร...ก็เหมือนเดิมทุกวัน

กินข้าวคนเดียว

ชามก๋วยเตี๋ยววางลงบนโต๊ะที่ไร้ผู้คน ยิ้มสอดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ก่อนจะเงยหน้ามองไปยังกลุ่มนั้นอีกครั้ง เสียงหัวเราะที่ดังขึ้นเป็นจังหวะทำให้เขาเผลอถอนหายใจออกมา

ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้

จริงอยู่ที่เขาไม่ค่อยชอบเข้าหาใคร เขาเป็นคนพูดน้อย และจัดว่าชีวิตน่าเบื่อ ทุกวันเขาใช้ชีวิตวนลูปเดิมๆ ทำอยู่ไม่กี่อย่าง เรื่องที่เพื่อนๆพูดกันเขาก็ไม่รู้เรื่องเลยสักอย่าง ความชอบส่วนตัวของเขาก็ดูจะต่างจากเพื่อนคนอื่นๆจนร่วมวงคุยไม่ได้ ทั้งที่พยายามทำตัวให้น่าเข้าหา และพยายามเข้าหากลุ่มเพื่อนแล้ว แต่สุดท้ายก็เหมือนเดิม

ห้องหนึ่งไม่เหมาะกับเขาจริงๆ

“นั่งคนเดียวเหงาไหม” เสียงที่คุ้นหูดังขึ้นพร้อมกับร่างที่นั่งลงตรงหน้าเขา ใบหน้าที่ดูสดใสยักคิ้วให้เขาก่อนจะหัวเราะออกมา “กินเผ็ดเหมือนกันนิ”

“อืม ก็อร่อยดี” ยิ้มตอบคนตรงหน้า “มีอะไรรึเปล่า”

“มีอะไรวะ” เพื่อนถามกลับอย่างไม่เข้าใจ “ก็มานั่งด้วย”

“อ่อ…แล้วพวกเพื่อนไม่ว่าเหรอ”

“ไม่รู้ดิ กูเอาจานไปคืนแล้วก็มาโต๊ะมึงเลย” เขาตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ สายตามองคนตรงหน้าที่กินก๋วยเตี๋ยวเงียบๆไม่ตอบอะไรกลับ

สังเกตมาพักหนึ่ง...แต่แค่ไม่พูดออกมา

“ยิ้ม...ในห้องมึงสนิทกับใครวะ”

“ไม่มี” ยิ้มตอบกลับมาอย่างไม่ต้องคิด

ไม่มีจริงๆ

“เพราะมึงไม่เข้าหาเองรึเปล่า”

“ไม่รู้สิ”

“เอ้า”

“แล้วเพื่อนสนิทกับใคร” เขาถามคนตรงหน้ากับ

“ไม่รู้...จริงๆก็ไม่ได้สนิทกับใครเป็นพิเศษ”

“อ่อ”

“แต่ก็อยู่กับพวกแม็ก กูเรียนมอต้นด้วยกัน”

“อืม พอจะรู้ ดูสนิทกันดี”

“คิดแบบนั้นเหรอ” เพื่อนหัวเราะออกมา เขาไม่ได้รู้สึกเห็นด้วยกับสิ่งที่ยิ้มพูด ดูภายนอกอาจจะเหมือนสนิทกัน แต่จริงๆเขาไม่ได้รู้สึกแบบนั้น

คบกันเพื่อผลประโยชน์

เพราะมีประโยชน์เลยมีตัวตน

“ก็ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด”

“อืม ถ้ามองแบบนั้นก็คงใช่” 

“ดีแล้ว”

“มึงก็มาอยู่กับกูได้ ถ้าไม่รู้จะไปอยู่กับใคร” ยิ้มก็ไม่ได้แย่อะไร แค่ดูเป็นคนนิ่งๆไม่ค่อยพูด เขาเลยไม่รู้ว่าข้างในกำลังคิดอะไรอยู่

“อึดอัดเปล่าๆ” เขาตอบกลับ “เพื่อนๆคงไม่เห็นด้วยเท่าไหร่”

“ทำไม”

“ไม่รู้สิ” เขาถอนหายใจ “แค่รู้สึก”

“ลองสังเกต...คนที่เพื่อนเข้าหาเขามีอะไรให้น่าเข้าหา”

“…”

“เรียนเก่ง กิจกรรมดี อย่างนั้นใช่ไหม”

“สำหรับเรา...เราไม่เคยมองตรงนั้น”

“แต่สำหรับกูที่อยู่ห้องหนึ่งมาตลอด” เพื่อนเงยหน้าขึ้นสบตาคนตรงหน้า “ส่วนใหญ่มองที่ตรงนั้น”

“…”

“ถ้าอยากเป็นจุดสนใจ ได้รับความสนใจ...มึงก็ควรมีจุดเด่นที่ทำให้คนอยากเข้าหา”

“อย่างเพื่อนที่เรียนเก่งเหรอ” ยิ้มถามออกมา เขาพอจะรู้จากที่เคยได้ยินเพื่อนพูดกันอยู่บ่อยๆว่าคนตรงหน้าเขาเก่ง ดูจากคะแนนสอบย่อยวิชาคณิตที่ออกมาก็พอรู้

ได้คะแนนเต็มสิบ ต่างจากเขาที่ได้แค่เจ็ด

“อืม คงงั้นมั้ง”

“…”

“ทุกครั้งที่มีงานกลุ่มกูไม่เคยต้องหากลุ่ม” ไม่ได้อวด แต่มันคือเรื่องจริงที่เขาเจอ ไม่ว่าครั้งไหนเขาก็จะเป็นตัวเลือกแรกของเพื่อนในห้อง

เพราะทุกคนมองว่าเขาเก่ง

“แล้วเวลาอยากสนิทกับใคร...เพื่อนมองจุดนั้นรึเปล่า”

“…”

“ถ้าเราไม่เก่ง แต่เราเข้าหาเพื่อน...เพื่อนก็จะมองว่าเราหวังผลประโยชน์ใช่ไหม”

“…”

“เพราะเราไม่เก่งเท่าคนอื่นเลยถูกมองว่าเวลาเข้าหาใครคือเราหวังพึ่งใช่ไหม”

“ยิ้ม คือกู...”

“ทำไมไม่คิดว่าที่เข้าหา...เพราะอยากสนิท เพราะอยากมีเพื่อน”

“…”

“เราไม่เคยเลือกคบเพื่อนจากผลประโยชน์พวกนี้”

“อืม กูเข้าใจ” เพื่อนพยักหน้ารับ “แต่ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าคนอื่นจะคิดว่ามึงคิดแบบนี้”

“ช่างเถอะ” ยิ้มวางตะเกียบลง เขาถอนหายใจออกมาก่อนจะสบตาคนตรงหน้า “เปลี่ยนความคิดใครไม่ได้ ถ้ามองแบบนั้นก็คงทำอะไรไม่ได้”

“มึงก็เปลี่ยนตัวเองดิ พยายามมั่นใจในตัวเองหน่อย” ก็พอดูออกว่ายิ้มเก่ง แต่อาจจะช้ากว่าคนอื่นๆ เวลาทำอะไรก็มักจะช้ากว่าไปก้าวหนึ่ง

“ทำไมไม่คิดว่าเราเปลี่ยนแล้ว”

“…”

“จากห้องห้าขึ้นมาห้องหนึ่ง...คิดว่าเราไม่เปลี่ยนอะไรเลยเหรอ”

“…”

“ถ้าเพื่อนมองเราเหมือนกับที่คนอื่นมอง”

“…”

“ไม่ต้องคบกันก็ได้”

“…”

“ถ้าคำว่าเพื่อนมันต่างกัน...เป็นแค่คนร่วมห้องที่นั่งข้างกันก็พอ


*

วันเวลาผ่านไปไวกว่าที่คิด เผลอแป๊บเดียวก็เข้าสู่ช่วงสอบปลายภาคเรียน ข้อสอบวิชาสังคมเป็นวิชาสุดท้ายก่อนที่จะปิดเทอมเล็ก คนที่อ่านหนังสือหลายวิชาติดต่อกันมาเป็นเดือนถอนหายใจออกมาเล็กน้อย ความเครียดถูกบรรเทาลงเมื่อเขาสามารถตอบข้อสอบได้เกือบทุกข้อ ไม่มั่นใจแค่ไม่กี่ข้อ

เวลาในห้องสอบเหลือน้อยลงทุกทีหากแต่ไม่มีใครลุกขึ้นไปส่งข้อสอบ คำตอบสุดท้ายจบลงพร้อมกับกระดาษคำตอบ และข้อสอบที่รวบถือไว้มือเดียว ยิ้มลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนที่จะเดินตรงไปยังคุณครูที่คุมสอบอยู่หน้าห้อง เกือบทุกวิชาที่เขาออกจากห้องเป็นคนแรก ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องนั่งรอให้หมดเวลาในเมื่อเขาทำข้อสอบเสร็จแล้ว

ไม่คิดจะแก้ตรงไหน...เพราะมั่นใจในระดับหนึ่ง

“อรรถพันธ์” เสียงที่คุ้นหูของครูประจำชั้นทำให้คนที่กำลังจะเดินออกจากห้องหยุดยืนที่ประตู

“ครับ” เสียงตอบรับแผ่วเบาเอ่ยออกมา เขาเดินกลับมายังโต๊ะตัวใหญ่อีกครั้ง 

“อยู่รอครูก่อน...หมดเวลาสอบแล้วครูมีเรื่องจะคุยด้วย”

“อ่อ…ครับ” เขาพยักหน้า “เดี๋ยวผมไปนั่งรอหน้าห้องนะครับ”

“อืม รอแถวนี้ก่อน” ครูพยักหน้าตอบก่อนจะหันกลับไปสนใจนักเรียนในห้องอีกครั้ง

แม้จะไม่เข้าใจแต่เขาก็ไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติม โทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งแรกที่เขาหยิบขึ้นมาหลังจากที่เดินออกมาจากห้องสอบ ข้อความให้กำลังใจของน้องชายทำให้คนเป็นพี่หัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี

ไม่ว่าเมื่อไหร่ยุ่งก็เป็นรอยยิ้มของเขาเสมอ


‘สอบเสร็จแล้ว เตรียมตัวไปทะเลกัน :)’


ยิ้มกดส่งข้อความไปยังเบอร์ประจำก่อนจะเก็บโทรศัพท์ลง วันนี้เป็นวันสอบวันสุดท้าย น้องชายของเขาสอบเสร็จตั้งแต่เมื่อวานเลยทำให้วันนี้ยุ่งนั่งเล่นเกมอยู่ที่บ้านทั้งวัน ดูเหมือนจะยังไม่ได้จัดกระเป๋าเตรียมไปทะเลในวันพรุ่งนี้

นานๆทีที่ครอบครัวของเขาจะมีเวลาว่างตรงกัน พอรู้ว่าพ่อกับแม่หยุดงานได้ในช่วงปิดเทอมเจ้าน้องคนเล็กก็รีบเสนอที่เที่ยวขึ้นมาทันที เขาที่ไม่ค่อยได้ไปไหนเลยเออออตามด้วยเพราะเห็นว่าไม่ได้ไปเที่ยวกับครอบครัวมานานแล้ว

ใครจะคิดว่าทริปด่วนขนาดที่สอบเสร็จวันนี้แล้วไปพรุ่งนี้

ช่างเถอะ...ถือว่าไปผ่อนคลาย

เสียงออดดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าหมดเวลาสอบวิชาสุดท้าย ยิ้มเงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์ที่ถืออยู่ คนในห้องต่างทยอยกันเดินออกมาพร้อมกับเสียงคุยจอแจถึงข้อสอบที่พึ่งผ่านไป ทุกครั้งที่สอบก็ไม่เคยเข้าใจว่าทำไมต้องเช็คคำตอบกับเพื่อนทันทีที่ออกจากห้อง แต่พอได้ยินบ่อยๆก็เริ่มชินจนเลิกตั้งข้อสงสัย

“ยิ้ม ครูเรียก” เสียงของเพื่อนที่นั่งข้างเขาตลอดหนึ่งเทอมที่ผ่านมาดังขึ้น

หลังจากเรื่องในวันนั้นเขาก็แทบไม่ได้คุยอะไรกันอีก จะว่าโกรธก็ไม่ใช่เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาต้องโกรธอีกคน แต่มันเป็นความรู้สึกที่เขาไม่อยากถูกมองว่าเข้าหาเพื่อหวังผลประโยชน์ การที่ได้นั่งข้างกันแล้วคุยกันในเรื่องงานแค่นี้ก็พอแล้วสำหรับชีวิตในห้องหนึ่งตลอดหนึ่งเทอมที่ผ่านมา

ถ้าถามว่าแย่ไหม...คงไม่มีอะไรต้องปฏิเสธ

จากคนที่ไม่ค่อยพูดอยู่แล้วกลายเป็นไม่พูดอะไรอีกเลย ทั้งที่บางทีในหัวมีเรื่องที่อยากจะพูดออกมามากมาย แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะเก็บไว้เพราะไม่รู้ว่าพูดไปแล้วใครจะฟัง

เขาก็เหมือนคนไม่มีตัวตนคนหนึ่งในห้อง

สำคัญที่สุดก็คงจะเป็นงานกลุ่มที่เพื่อนกลุ่มอื่นๆต้องการเติมคนให้ครบ

มีตัวตนแค่ตอนนั้น

ยิ้มเดินตามอีกคนเข้ามาในห้องก่อนจะยกมือไหว้คุณครูที่นั่งอยู่ที่โต๊ะตัวเดิม เขานั่งลงบนเก้าอี้ที่ถูกลากมาหน้าโต๊ะก่อนจะหันไปมองคนข้างตัวที่นั่งเงียบไม่พูดอะไร

อึดอัด...แต่ชินแล้ว

“ครูเรียกเราสองคนมาเพราะว่าเราทำคะแนนสอบคณิตศาตร์ได้ดี” ครูเริ่มเปิดประเด็นขึ้นมาทันที

เพื่อนที่นั่งอยู่ลอบถอนหายใจออกมาเล็กน้อย เขาพอจะเดาออกว่าครูต้องการอะไร ผิดกับอีกคนที่ตั้งใจฟังเหมือนไม่รู้เรื่องราวอะไร

ก็ไม่แปลก

“ชยินก็ทำได้ดีมาตลอด”

“ครับ” เพื่อนรับคำ เขาได้ยินคำนี้บ่อยจนชิน

“แต่อรรถพันธ์ทำครูแปลกใจมากเลย...คะแนนดีขึ้นทุกครั้งที่สอบ”

“อ่อ…ขอบคุณครับ” ยิ้มพยักหน้านิดๆ

คะแนนดีขึ้นก็จริง...แต่ใช่ว่าจะได้มาง่ายๆ

“เทอมสองจะมีสอบคณิตศาสตร์วิชาการ เราจะคัดเลือกเด็กนักเรียนในโรงเรียนเพื่อไปสอบแข่งขันกับโรงเรียนอื่นๆ ครูเห็นว่าเราสองคนคะแนนดีมาตลอดเลยอยากให้ลองสอบคัดเลือกดู”

“ผมคงไม่เหมาะครับ” ยิ้มเอ่ยออกมาทันทีที่ฟังจบ

จริงอยู่ที่คะแนนดีขึ้น แต่เขาไม่ได้มีความมั่นใจมากพอที่จะไปสอบแข่งขันอะไรยิ่งใหญ่แบบนั้น ทุกวันนี้ที่ทำได้มันก็มากเกินกว่าที่หวังไว้ เขาไม่ต้องการกดดันตัวเองมากไปกว่านี้

“ทำไมล่ะ คะแนนสอบก็ดีขึ้นทุกครั้ง”

“…”

“อีกอย่างครูเห็นว่าเธอนั่งข้างกันเลยคิดว่าน่าจะช่วยกันติวได้”

“ผม…”

ไม่อยากสอบ

“ยังไงก็ต้องคัดเพื่อไปแข่งอีกทีใช่ไหมครับ” เพื่อนที่นั่งฟังเอ่ยถาม “พวกผมต้องไปสอบวัดกับคนอื่นๆอีกใช่ไหม”

“ใช่…ก็มีเด็กห้องสอง แล้วก็ห้องอื่นๆที่ครูเขาส่งกันมา”

“ครับ...สอบก็ได้” เพื่อนพยักหน้าตกลง “อรรถพันธ์ก็จะสอบด้วย”

ยิ้มหันขวับทันทีที่อีกคนเออออโดยที่ไม่หันมาถามความเห็นจากเขา เพื่อนหันกลับมายังคนที่นั่งอยู่ข้างๆก่อนจะพยักหน้านิดๆเป็นสัญญาณ

“งั้นครูจะส่งชื่อพวกเธอสองคนไปก่อน ช่วงปิดเทอมอาจจะมีนัดมาติวบ้างบางวัน ครูจะแจ้งให้พวกเธอทราบอีกที”

“ครับ ขอบคุณครับ”

“ติดธุระอะไรติดต่อครูได้ตลอดนะทั้งสองคน”

“ครับ” ยิ้มรับคำพร้อมกับเสียงของคนข้างๆ เขาลุกขึ้นยืนโดยไม่ลืมที่จะยกมือไหว้คนตรงหน้าก่อนจะเดินออกมาจากห้อง

ขาทั้งสองข้างหยุดลงทันทีที่เดินพ้นประตูห้องออกมา เขาไม่พูดอะไรมีเพียงแค่สายตาที่หันไปมองอีกคนอย่างไม่เข้าใจ ทั้งที่เขาก็แสดงความต้องการออกไปชัดเจนว่าไม่อยากทำ แต่ทำไมถึงต้องตอบรับทั้งที่เขาไม่เห็นด้วย

“ไปคุยกันหน่อย” เพื่อนถอนหายใจออกมาก่อนจะคว้าข้อมืออีกคนให้เดินตาม

มองด้วยสายตาแบบนั้น...ไร้เยื่อใยดี

“ปล่อย” ยิ้มเอ่ยออกมาเสียงนิ่งหลังจากที่เดินพ้นห้องเรียนออกมาไกล สายตามองคนตรงหน้าผ่านกรอบแว่นหนาที่นับวันค่าสายตายิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“ไม่พอใจใช่ไหมที่กูพูดไปแบบนั้น” เพื่อนถามออกมาอย่างตรงประเด็น

“อืม”

“มึงก็น่าจะรู้ว่าปฏิเสธไปก็ไม่ช่วยอะไร ครูเขาคิดมาอยู่แล้วว่าจะให้มึงกับกูไปลองสอบ”

“เมื่อกี้ก็จะปฏิเสธอีกรอบแล้ว”

“มึงปฏิเสธไปก็แค่นั้น สุดท้ายก็ต้องสอบ”

“…”

“กูเคยปฏิเสธมาแล้ว” เพื่อนถอนหายใจออกมา เขามองคนตรงหน้าที่ยืนฟังไม่ตอบโต้อะไร ตั้งแต่วันนั้นความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ถดถอยลงไปเรื่อยๆจนกลายเป็นแค่เพื่อนร่วมห้องอย่างที่ยิ้มเคยพูด

อึดอัด...แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร

“ถ้าไม่อยากไปสอบมึงก็แค่แกล้งทำผิดเยอะๆ”

“…”

“หรือถ้าไม่เข้าใจตรงไหนก็ถามกูได้...กูเคยบอกแล้วว่าถ้าช่วยได้จะช่วย”

“ไม่เป็นไร” ยิ้มตอบกลับ “จะคุยแค่นี้ใช่ไหม”

“ยังโกรธกูเรื่องวันนั้นอยู่เหรอวะ” เพื่อนเอ่ย “ก็บอกแล้วว่ากูไม่ได้ตั้งใจจะว่ามึง”

“อืม รู้แล้ว”

“…”

“แต่ก็ไม่อยากถูกมองว่าเข้าหาเพราะผลประโยชน์”

“ยิ้ม...กูไม่ได้มองมึงแบบนั้น”

“แน่ใจเหรอว่าไม่เคยคิดเลย”

“…”

“ไม่ต้องตอบ...มันไม่สำคัญอะไร” สายตาเย็นชามองคนตรงหน้าปราดเดียวก่อนจะเสมองไปทางอื่น จริงอยู่ที่เขาเคยอยากมีเพื่อนสนิทสักคน

แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นแล้ว

อยู่คนเดียวก็ได้...ไม่ได้แย่

“กูผิดเหรอวะที่กูคิดแบบนั้น”

“…”

“ที่ผ่านมาทุกคนเข้าหากูเพราะเหตุผลนี้ด้วยกันทั้งนั้น”

“…”

“กูผิดมากเหรอที่คิดไปก่อน”

“…”

“ถ้าผิดก็ขอโทษ”

“…”

“แต่ตอนนี้...กูไม่ได้มองมึงแบบนั้นแล้ว” เพราะเป็นที่สนใจของคนอื่นมาตลอด พอโดนมองข้ามมันทำให้เขารู้สึกอึดอัด แม้จะบอกว่าไม่ใส่ใจ แต่ลึกๆก็อยากอธิบายให้เข้าใจว่าเขาไม่ได้คิดแบบนั้นแล้ว

“อืม ขอบคุณที่บอก”

“…”

“คงไม่เข้าใจความรู้สึกที่ถูกเข้าหาสักเท่าไหร่”

“…”

“ที่ผ่านมาก็น่าจะเห็นว่าเป็นยังไง”

“…”

“แล้วตอนนี้...เก่งพอที่จะเป็นเพื่อนกันรึยัง”

“…”

“ตอนนี้...จะยังถูกมองว่าเข้าหาเพื่อนเพราะเพื่อนเก่งอยู่ไหม”

“เลิกสนใจคนอื่นได้ไหมวะ”

“เราหรือเพื่อนกันแน่ที่สนใจคนอื่น”

“…”

“ถ้าหมายถึงเรา...เราไม่เคยสนใจใครเลย”

“…”

“จะสนแค่คนที่สนใจ”







------------------------------------------

บอกเลยว่าพี่ยิ้ม .... #ยิ้มกรุ้มกริ่ม -,,,-


ปล. สังคมเด็กห้องคิงจริงๆของแต่ละโรงเรียนต่างกันค่ะ 

นี่เป็นจินตนาการที่เราสร้างขึ้นมาซึ่งอาจจะโหดร้ายกว่าเรื่องจริง

และห้องคิงจริงๆอาจไม่เป็นอย่างนี้นะคะ ^^


ข้อควรรู้ : เมะไม่จำเป็นต้องเตะบอล เคะไม่จำเป็นต้องอ่อนโยน

หวังว่าเรื่องนี้จะไม่ทำให้คนอ่านสับสนในโพสิชั่นนะคะ

จริงๆแล้วเราไม่อยากเน้นเรื่องนี้สักเท่าไหร่ อยากให้มองเป็นความรักของคนสองคนมากกว่า


เรื่องของพี่ยิ้มพี่แว่นจะเล่าผ่านเรื่องราวในอดีตเป็นส่วนใหญ่

กว่าที่จะมาคบกันและสนิทกันได้มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

และมันไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่ใครหลายคนกลัว

มารู้จักพี่ยิ้ม พี่ชายของน้องยุ่งให้มากขึ้นกันนะคะ

มารู้จักพี่แว่น หรือ 'เพื่อน' ให้มากขึ้นไปพร้อมกันนะคะ

เราเชื่อว่าเรื่องนี้ทุกคนจะชอบไม่ต่างจากเรื่องอื่นๆ

ทุกตัวอักษรที่พิมพ์ลงไป เราตั้งใจอยากให้ทุกคนได้รับความรู้สึกที่ต้องการถ่ายทอดจริงๆค่ะ


1 คอมเม้นท์ = กำลังใจ

ขอบคุณที่ซัพพอร์ตกันมาตลอดนะคะ

ชอบไม่ชอบตรงไหนบอกกันได้นะ ^^


แล้วเจอกันที่แท็ก #เพื่อนที่หนึ่ง


ติดตามการอัพเดทนิยายได้ทางแฟนเพจ Perlina

หรือทางทวิตเตอร์ @perlinawriter   << เข้าไปคุยกันได้นะคะ




* สีแดงคือต่อจาก per ที่เราลงนะคะ

เผื่อคนอ่านสงสัยว่าเรามาต่อตรงไหน 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 411 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,010 ความคิดเห็น

  1. #1001 🍉Natty🍉 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 / 02:34
    น้ำตาไหลเป็นสาย เข้าใจความรู้สึกที่ไม่มีตัวตนในห้องดีเลย อ่านแล้วความรู้สึกเดิมๆกลับมาหมดเลย จุกกกก แต่ก็ดีที่ผ่านมันมาแล้ว ยิ้มสู้ๆ
    #1,001
    0
  2. #970 CallistoJpt (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 มกราคม 2563 / 19:44
    ฮื่อออออ พอได้มาอ่านเรื่องพี่ยิ้มพี่ทำเราน้ำตาซึมตั้งแต่ตอนที่สองเลย พี่ยิ้มกดดันมาตั้งแต่เด็กเลย T^T
    #970
    0
  3. #935 HaeMay (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 มกราคม 2563 / 21:56
    ยิ้มคือเก่งมากๆอ่ะ พยายามมาก
    #935
    0
  4. #748 KoyJuthamas (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 / 11:55
    ก็ว่าทำไมพี่ยิ้มถึงให้เพื่อนมาก่อนเสมอ ที่แท้พี่แว่นนี่เองที่ชื่อเพื่อน อิ่มใจจัง
    #748
    0
  5. #427 Skinyyy14 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2562 / 16:14
    รักพี่ยิ้ม รักในความรักน้อง พี่ชายที่แสนดี
    #427
    0
  6. #418 Xialyu (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2562 / 18:34
    อึดอัดแทนลูก
    #418
    0
  7. #390 PeEarn (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2562 / 11:15
    ฮื้อออ พี่ยิ้มมมมมมม
    #390
    0
  8. #330 CcMΣW (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2562 / 23:15
    ตัวละครทุกตัวมีมิติ และมีเหตุผลที่ซัพพอร์ตการกระทำทุกอย่างเลย ชอบบบ
    #330
    0
  9. #298 BellJS (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 เมษายน 2562 / 08:11
    จริงๆคือเป็นเด็กห้องควีนมานะ แต่แบบโชคดีอะ เพื่อนโอเคมากกกก แต่ก็อย่างว่าสังคมห้องคิงกับควีนก็ต่างกันอีกอะ ห้องคิงคือแบบแข่งกันป่ะอารมณ์นั้น ห้องควีนก็แข่งแหละแต่มันไม่ได้แบบทุกอย่าง ช่วยได้คือช่วย นี่แบบห้องควีนนะแต่ก็อยู่ท้ายๆแบบพยามแค่ไหนก็ท้ายๆอะ มีอารมณ์แบบถ้าอยู่ห้องธรรมดาคงอยู่ท็อปๆแล้ว แต่ก็นั่นแหละ แต่ชีวิตตอนอยู่ห้องควีนคือแฮปปี้ดี เป็นบ้าทุกวัน 55555555555555555
    #298
    0
  10. #114 duckii_memo (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2561 / 22:04
    ฮืออออ จะไม่มีมาม่าชามใหญ่ใช่ไหมคะ อ่านพาร์ทอดีตของยิ้มแล้วนึกถึงตัวเองเลยค่ะ คล้ายๆกัน 55 อยากรู้จุดเปลี่ยนจากเพื่อนเป็นแว่นแล้วค่ะ ฮือออ น่าติดตามมากกกกก >_<
    #114
    0
  11. #111 jibbubu (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 / 16:25

    ทำไมชีวิตพี่ยิ้มถึงได้น่าสงสารแบบนี้เนี่ย ยิ้มแรงอ่ะแต่ก็พูดถูกนะที่บอกว่า ถ้าคำว่าเพื่อนมันต่างกัน เป็นแค่คนร่วมห้องที่นั่งข้างกันก็พอ

    #111
    0
  12. #85 Micky Petch (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 / 16:30
    ฉากที่ยิ้มบอกพ่อแม่เรื่องยุ่ง น้ำตาคลอเลย มันคือความรักที่พี่มีให้ ให้น้องมีความสุข ฮือออ
    #85
    0
  13. #66 Naries (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2561 / 13:19
    ฮืออ เข้าใจแว่น ไม่ผิดที่คิดไปก่อน แต่ยิ้มม ฮื้ออ
    #66
    0
  14. #65 มามา (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2561 / 08:47

    ยิ้มสู้ๆนะเราเอาใจช่วยเพราะยิ้มพยายามมากกว่าคนอื่นจริงๆ

    #65
    0
  15. #64 Rainbow_Jang (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2561 / 07:24

    เด็กห้องคิงจริงๆมันก็จะแยกเป็นกลุ่มๆนั้นและ

    แต่เด็กห้องคิงบ้ามากกว่าที่คิด

    #64
    1
    • #64-1 KanyapatAutta(จากตอนที่ 2)
      12 สิงหาคม 2562 / 16:16
      ใช้ๆตอนนี่ก็เรียนอยู่ห้องคิงก็มีเเต่คนพูดมากบ้าบอเมื่อห้องปกตินั่นเเหละน่ะ
      #64-1
  16. #63 pcard (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2561 / 00:58
    พี่ยิ้มสู้ๆ น้า พี่พยายามมากกว่าใครเลย เก่งมากๆ ค่ะ
    แล้วคนที่พี่ยิ้มสนใจ รวมถึงคนข้างๆด้วยมั้ยน้า ><
    #63
    0
  17. #62 Shiro・ᆺ・Kuma (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2561 / 23:31

    พี่ยิ้มมมมมม T________T กอดน๊าาาาาา

    #62
    0
  18. #61 ooy1565 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2561 / 23:02
    สงสารยิ้มเลยกดดันทุกเรื่องสู้ๆนะกว่าจะมาเป็นเพื่อนกับเพื่อนได้ ต้องผ่านอะไรกันมาเยอะ
    #61
    0
  19. #60 ooy1565 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2561 / 23:02
    สงสารยิ้มเลยกดดันทุกเรื่องสู้ๆนะกว่าจะมาเป็นเพื่อนกับเพื่อนได้ ต้องผ่านอะไรกันมาเยอะ
    #60
    0
  20. #59 PinkpanterJIN (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2561 / 11:35
    โห..กว่าจะเป็นพี่ยิ้มในปัจจุบันต้องเจออะไรบ้างเนี่ย
    #59
    0
  21. #58 ooy1565 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2561 / 09:48
    สงสารยิ้มจังกว่าจะได้เป็นเพื่อนกับเพื่อนนี่ต้องทำอะไรมากมายนะ
    #58
    0
  22. #57 PP5_JJ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2561 / 01:04
    โอ๋นะะะะยิ้มมกอดๆๆๆ
    #57
    0
  23. #56 padcharapa (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2561 / 22:19
    อยากรู้จักยิ้มมากๆอะ
    #56
    0
  24. #55 padcharapa (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2561 / 22:16
    คือเราอ่านละร้องไห้เลยกว่าจะเป็นพี่ยิ้มเป็นพี่ที่บอกกับน้องว่ามีเพื่อนแต่ความจริงไม่มี
    #55
    0
  25. #54 pcard (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2561 / 22:01
    พี่ยิ้มมม เหนื่อยมากมั้ย กอดๆ
    ต่างคนต่างมีประสบการณ์ที่เจอมาต่างกัน ค่อยๆคุย ค่อยๆปรับกันไปเด้อออ :)
    #54
    0