เมื่อโลกของผม...หมุนรอบตัวคุณ (Yaoi) [END]

ตอนที่ 4 : 03:57 - เมื่อไหร่กัน 100 per

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,587
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 657 ครั้ง
    3 ม.ค. 61

03:57

เมื่อไหร่กัน



“พี่ครับ จานชามมีแค่นี้เหรอ?” หย๋งหันไปถามคนที่พึ่งเดินกลับเข้ามาในห้องหลังจากที่เห็นร่างสูงเดินออกไปที่ระเบียง

แค่เห็นว่าถืออะไรออกไปด้วย เขาก็พอจะเดาออกว่าออกไปทำอะไร

ก็มีอยู่อย่างเดียว

“อืม” เขาพยักหน้านิดๆก่อนจะเดินไปหาคนที่กำลังจัดการกับอาหารที่เขาซื้อมา

“พี่ไม่คิดจะซื้อเผื่อไว้หน่อยเหรอครับ เวลามีแขกมาจะทำยังไง” 

พึ่งเคยเห็นคนที่มีจานหนึ่งใบกับชามสองใบและช้อนส้อมอีกหนึ่งคู่ ทั้งห้องครัวมีของอยู่แค่นี้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ เขาลองมองหาจากจุดอื่นๆดูแล้ว ก็มีแค่ที่เห็นจริงๆ

“ไม่มี” เขาตอบ “ปกติ...ไม่มีใครมา” เขาเอ่ยออกมาเสียงเรียบราวกับว่ามันเป็นเรื่องปกติ

ใช่...เป็นเรื่องปกติ

เขากินข้าวคนเดียวแบบนี้มาตลอด เลยไม่จำเป็นที่จะต้องซื้อจานชามมาเผื่อไว้...ซื้อมาก็ไม่ได้ใช้

มีเขาใช้แค่คนเดียว

“ไม่มีเลยเหรอ” หย๋งถามซ้ำ “ผมไม่เชื่อหรอก”

“…” เขาเลือกที่จะเงียบแทนคำตอบ

ไม่รู้จะพูดยังไงให้เชื่อ แต่ที่พูดไปทั้งหมด...เขาไม่เคยโกหก

“พี่เงียบ” เขาเรียกชื่อเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าไม่ต้องกลับอะไร “ผมล้อเล่น คือผมไม่ได้จะ...”

“อืม” เขาพยักหน้านิดๆ “หิวเหรอ”

“ก็นิดหน่อย” หย๋งลูบท้องของตัวเอง “ผมไม่ได้กินอะไรอีกเลยตั้งแต่ตอนที่เจอพี่...” คำพูดของเขาหายไปทันทีที่นึกเหตุการณ์เมื่อตอนกลางวันขึ้นมา

ทั้งที่พยายามลืมไปแล้วแท้ๆ

หย๋งเอ๊ยหย๋ง...

“กินสิ” เขาเอ่ย “ยังไม่หิว กินก่อนเลย”

“ได้ยังไง นี่มันกับข้าวพี่นะ ผมเทเตรียมไว้ให้พี่เนี่ย” 

“ซื้อมาเยอะ” เขาเอ่ย “ซื้อเผื่อ”

“ถ้าซื้อเผื่อก็มากินด้วยกันสิครับ” หย๋งเอื้อมมือไปดึงแขนคนตรงหน้าไว้ “เดี๋ยวผมกินในกล่องโฟมก็ได้” 

ในเมื่อไม่มีจานแล้ว...เขากินแบบนี้ก็ได้

“เอาจานไป” จะปล่อยให้หย๋งกินจากโฟมก็ดูแปลกๆ

ที่ผ่านมาเขากินข้าวคนเดียวมาโดยตลอดเลยไม่เคยมีปัญหากับเรื่องจานชามภายในห้อง ของทุกอย่างเลยมีชุดเดียว ไม่มีเผื่อแขก

เผื่อไปก็ไม่มีใครมา

“ผมจะกินในโฟม” หย๋งยืนยันคำเดิม “ถ้าพี่ไม่ยอม ผมจะไม่กินแล้วด้วย” แกล้งขู่ไปงั้นทั้งที่ตอนนี้เขาหิวข้าวมาก

“…” เขาสบตาคนตรงหน้าที่ดูแน่วแน่กับคำที่พูดออกมาก่อนจะพยักหน้านิดๆ “ตามใจ”

“ก็แค่นี้แหละ” หย๋งยิ้มกว้าง เขาวางจานข้าวไว้ตรงหน้าอีกคนก่อนจะหยิบช้อนพลาสติกที่ติดมากับถุงใส่ข้าวขึ้นมาเตรียมกินข้าว

“ถนัดไหม” เขาถามออกมาเมื่อเห็นหย๋งใช้ช้อนพลาสติกใสขนาดเล็ก ดูไม่แข็งแรง

“ก็ได้อยู่นะ แต่น่าจะตักซุปไม่ได้”

“เอาอันไหน” เขาถามพร้อมกับชี้ไปยังถ้วยสองอันที่อยู่ตรงหน้า “จะตักให้”

“เอาอันนี้” หย๋งชี้ถ้วยแรก “แล้วก็เอาอันนี้ด้วย”

“ครับ” เขาพยักหน้าก่อนจะตักให้ตามที่คนตรงหน้าบอก

ความหมายของหย๋งก็คือเอาทั้งสองอย่าง...

“ขอบคุณนะครับพี่เงียบ” หย๋งยิ้มออกมากับสิ่งที่คนตรงหน้าเขาทำให้

จากบุคลิกภายนอกดูเป็นคนนิ่งๆ ไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึก แต่เขากลับรู้สึกว่าคนตรงหน้าใจดีและอ่อนโยน ถึงจะไม่ค่อยพูด แต่ทุกครั้งที่พูดออกมา คำพูดของคนตรงหน้าแสดงถึงความจริงใจและอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

หรืออาจเป็นเพราะ...เขาคิดถึงความรู้สึกแบบนี้

ความรู้สึกที่เคยมีใครสักคนคอยดูแล

ตอนนั้นมันดีมากจริงๆ...

“เยอะเกินไปแล้ว” 

“อ่อ” เขาเอ่ยออกมาก่อนจะหยุดตักอาหารให้หย๋ง ไม่เห็นคนตรงหน้าพูดอะไรเขาเลยนึกว่าหย๋งยังอยากได้อีก

รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่กับข้าวอยู่ในจานหย๋งเยอะจนแทบไม่เห็นข้าว

“เหม่อตอนตักข้าวเหรอครับ” หย๋งหัวเราะออกมา “ไม่เคยมีใครตักอาหารใส่จานคนอื่นจนเกือบจะหมดถ้วยแบบนี้นะ”

“อืม” เขาหัวเราะออกมา “ขอโทษที”

“ใครจะโกรธลงล่ะ” ก็แค่แกล้งแซวไปอย่างนั้น “ปกติเวลาเลิกเรียนพี่ก็กลับมาที่ห้องเลยเหรอครับ?” เขาถามออกมาอย่างคนขี้สงสัย

“อืม” 

“ไม่ออกไปเที่ยวไหนเหรอ”

“ไม่รู้...จะไปไหน”

“ไปดูหนัง ไปหาอะไรอร่อยๆกินข้างนอกแบบนี้”

“ไม่มี” เขาส่ายหน้านิดๆ

ชีวิตของเขานอกจากมหาวิทยาลัย...ก็มีแค่ห้องๆนี้

“โห…ผมว่ามันน่าเบื่อเกินไป”

“…”

“ผมอยู่ไม่ได้แน่ๆเลย ผมขี้เบื่อ”

ใช่...หย๋งอยู่ไม่ได้

“แต่ก็นะ ความชอบของคนเรามันไม่เหมือนกันนี่เนอะ” เขาเอ่ยออกมาเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าเงียบไป คงเป็นเรื่องปกติที่จะเงียบแทนคำตอบ

ทำไมเขารู้สึกว่ามันเศร้าแปลกๆ

“ก็…ไม่ได้ชอบ” เขาเอ่ยออกมา ชีวิตประจำวันที่เอาแต่วนลูปอยู่กับอะไรเดิมๆแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าตื่นเต้นสักเท่าไหร่ บางครั้งเขาเองก็รู้สึกเบื่อ

ทุกครั้งที่เบื่อก็จะถามตัวเองว่าจะทำยังไงให้หายเบื่อ...แต่สุดท้ายก็หาคำตอบไม่ได้

ใช้ชีวิตอยู่แบบนี้มานานเกินไป

“แล้วถ้าไม่ได้ชอบทำไมพี่ถึง...” หย๋งหยุดพูดทันทีที่คิดได้ว่าตัวเองกำลังล้ำเส้นความเป็นส่วนตัวของคนตรงหน้า

เขาไม่ได้สนิทกับพี่เงียบถึงขนาดที่จะถามซักไซร้อะไรมาก นี่อาจเป็นข้อเสียของเขาที่เวลาคุยกับใครก็มักจะถามในเรื่องที่ตัวเองอยากรู้จนบางทีก็ล้ำเส้นไป

“ผมขอโทษ...ผมไม่ควรถามอะไรแบบนี้เลย”

“…” เขาสบตาคนตรงหน้าก่อนจะส่ายหน้านิดๆ “ไม่เป็นไร”

ถามได้...ถ้าตอบได้ก็จะตอบ

ไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะต้องโกรธ

“ผมเป็นคนพูดมาก” เขารู้ตัวเองดี “เวลาได้คุยกับใครแล้วผมก็พูดไม่หยุดเลย”

“อืม”

“ขอโทษนะครับที่ถามอะไรที่ไม่ควรถาม”

“บอกว่าไม่เป็นไร” เขายิ้มบางๆ “ชอบ”

“ครับ?” หย๋งตาโตขึ้นมาทันทีที่ได้ยินประโยคหลัง “เมื่อกี้...พี่พูดว่าอะไรนะครับ”

“ชอบ” เขาย้ำคำเดิมที่ได้พูดไป “ชอบฟัง”

“…”

อา...ตกใจหมดเลย

“เวลาหย๋งพูด...ไม่น่าเบื่อ”

“ถ้าไม่ติดว่าเป็นพี่...ผมคงคิดว่าผมกำลังโดนจีบอยู่” หย๋งเอ่ยออกมาตามความรู้สึกที่เป็นอยู่ คำพูดแบบนี้ไม่ว่าใครฟังก็ต้องเข้าข้างตัวเองด้วยกันทั้งนั้น

เขาเองก็เหมือนกัน

“เหรอ” คนตรงหน้าเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ “หมายความ...แบบนั้นเหรอ”

“ผมรู้ว่าพี่ไม่ได้คิดอะไร” หย๋งหัวเราะออกมา “ผมแค่บอกน่ะ”

“…”

“อย่าไปพูดแบบนี้กับคนอื่นนะพี่”

“…”

“หมายถึง...พูดแบบนี้แค่กับผม”

“อืม”

“…”

“ก็พูดแบบนี้...กับหย๋งคนเดียว”

“…” คำตอบที่ตอบออกมาตรงๆทำให้เขาเงียบลง แววตาที่สบสายตากับเขาอยู่ดูนิ่งและมีความนัยอย่างที่พูดออกมาจริงๆ “ผม...”

“…”

“ผมเคยมีแฟนคนหนึ่ง...จริงๆก็พึ่งเลิกได้ไม่นาน” เขาตัดสินใจเล่าเรื่องนี้ออกมา เล่าทั้งที่ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงเล่า รู้แค่ว่าอยากจะเล่าให้ใครสักคนฟัง

และคนๆนั้น...เป็นคนตรงหน้า

“…”

“เวลาไม่ค่อยตรงกัน เขาเป็นรุ่นพี่ผมสองปี ช่วงหลังๆมานี้เราทะเลาะกันบ่อยมาก จนผมทนไม่ไหวเลยบอกเลิก”

“…” เขามองคนตรงหน้าไม่ละสายตา แววตาของหย๋งแสดงออกถึงความเจ็บปวดในเรื่องที่เล่าออกมา สีหน้าและแววตา ถึงเขาจะไม่ได้เจอเรื่องนี้กับตัว แต่รู้สึกได้

รู้ว่ามันเจ็บ

“ผมก็ยังรักเขาอยู่นะ...แต่กลับไปไม่ได้แล้ว”

“…”

“มันก็เป็นแค่เรื่องธรรมดาเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะเล่าให้พี่ฟัง” หย๋งยิ้มออกมา “ผมแค่อยากระบายน่ะ”

“อืม” เขาพยักหน้าก่อนจะเอื้อมมือไปวางบนเส้นผมอีกคนอย่างเบามือ “ไม่เป็นไร...เก่งแล้ว”

“พี่เงียบ”

“…”

“ผมดูน่ารำคาญไหม”

“ไม่ครับ”

“จริงเหรอ”

“ครับ” เขารับคำสั้นๆ ในเวลาแบบนี้เขาไม่รู้ว่าจะพูดยังไงให้คนตรงหน้ารู้สึกดีขึ้น อยากจะทำให้หย๋งยิ้ม แต่คิดไม่ออกว่าควรจะทำยังไง

“ผมไม่น่าดึงเข้าโหมดเศร้าเลย” หย๋งหัวเราะออกมาเพื่อเปลี่ยนอารมณ์ มันเป็นแค่วูบหนึ่งที่เขารู้สึกอยากจะเล่าออกมา “พี่ลืมๆมันไปเถอะนะ”

“ถ้าอยากให้ลืม...พี่ก็จะลืมให้”

“…”

พี่เงียบ...

บางทีผมอาจจะคิดผิดที่ขอตามมากับพี่

อย่านะหย๋ง...อย่า

ครืดดดดดดดดดดด!!!!

โทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงสั่นขึ้นมาเรียกสติคนที่กำลังคิดอะไรฟุ้งซ่าน หย๋งหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับทันทีที่เห็นชื่อเพื่อนโทรเข้ามา

“ว่าไงมึง” เขาเอ่ยทักทายปลายสาย

( อยู่ไหนวะ จะชวนไปกินข้าว เพื่อนพึ่งเลิกจากห้องเชียร์กัน )

“อ่าว ไหนบอกวันนี้ไม่เข้า”

( ไม่เข้าไง แต่ไอ้เต้มันโทรมาชวนไปกินข้าว กูเลยโทรมาชวนมึงเนี่ย )

“ที่ไหนวะอิน”

( หน้ามอแหละ เดี๋ยวค่อยไปเลือกร้าน )

“เออๆ เดี๋ยวอีกสักพักจะโทรหาอีกที”

( ไปไม่ไป )

“ไปก็ได้” หย๋งรับคำอย่างว่าง่าย เขามานั่งเล่นในห้องของอีกคนนานเกินไปแล้ว ถึงเวลาที่เขาจะต้องกลับสักที อยู่นานกว่านี้ก็เกรงใจเจ้าของห้อง

ปลายสายตัดไปหลังจากที่เขาพูดจบ หย๋งเก็บโทรศัพท์ใส่ในกระเป๋าเสื้อก่อนจะมองหน้าอีกคนที่ยังคงจ้องมองเขาอยู่ พี่เงียบไม่ชอบพูด...แต่ชอบจ้อง

“เพื่อนผมโทรมาชวนไปกินข้าว”

“…”

“งั้นผมกลับก่อนนะครับ”

“…”

“วันนี้อาหารอร่อยมากเลย ผมอิ่มมากเลย” หย๋งยิ้มกว้างให้คนตรงหน้า “ไว้ผมจะมาฝากท้องกับพี่อีก”

“หย๋ง”

“ครับ?”

“ยังไม่ไป...ได้ไหม” เขาถามออกมาไม่เต็มเสียง ลึกๆแล้วเขายังอยากให้หย๋งอยู่ต่อ อยากจะฟังคนตรงหน้าพูดในเรื่องที่อยากพูด

มีหย๋งอยู่...ดีกว่าอยู่คนเดียว

“พี่เป็นอะไรรึเปล่าครับ?” หย๋งถามออกมาด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง เขาได้ยินประโยคที่คนตรงหน้าพูดออกมาชัดเจน

แต่แค่ไม่เข้าใจในความหมาย

“เปล่า”

“…”

“แค่…อยากให้อยู่ต่อ”

“…”

“ช่างเถอะ” เขาถอนหายใจออกมาอย่างไม่เข้าใจตัวเอง ใจหนึ่งอยากจะให้หย๋งอยู่ต่อ แต่อีกใจเขาก็รู้ว่าเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะทำแบบนั้น

“ถ้าครั้งต่อไปพี่พูดคำๆนี้กับผม...ผมจะอยู่นะ”

“…”

“เพราะครั้งนี้ผมไม่รู้ว่าคำว่าอยู่ที่พี่อยากให้ผมอยู่...มันเหมือนกับที่ผมเข้าใจรึเปล่า”

“อืม”

“…”

“ครั้งหน้าก็จะพูด...ว่าอยากให้อยู่”

อยากมีหย๋งอยู่




เคยได้ยินมาว่าการนั่งกินข้าวเป็นประเด็นรองเมื่อมีบทสนทนาในเรื่องที่มีประสบการณ์ร่วมกัน...

หย๋งยกมือขึ้นปิดปากหาวหลังจากที่นั่งฟังเพื่อนคุยเรื่องประชุมเชียร์กันจนเวลาล่วงเลยมาหลายชั่วโมง แรกๆเขาก็ร่วมวงสนทนาอยู่ แต่สักพักก็เริ่มง่วง อยากจะพูดออกไปว่าขอตัวกลับก่อน แต่คิดไปคิดมากลับตอนนี้ก็ไม่มีอะไรทำอยู่ดี

โทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ไม่มีแจ้งเตือนใดๆเด้งขึ้นมา หย๋งกดเปิดโทรศัพท์ก่อนจะเข้าไปยังแอปพลิเคชั่นที่คุ้นเคย นิ้วเลื่อนไปยังห้องแชทที่เขาไม่ได้เปิดอ่านหลายสิบข้อความ ปกติแล้วเขาไม่ค่อยเปิดอ่านข้อความจากใครเท่าไหร่ถ้าไม่มีเนื้อหาที่เขาจำเป็นต้องตอบหรืออยากจะคุยด้วย เขาเป็นประเภทชอบดองแชท จนบางครั้งรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่อีกฝ่ายทักซ้ำมาอีกรอบ


รูปพระอาทิตย์สีดำที่เป็นชื่อของเจ้าของห้องแชททำให้หย๋งยิ้มออกมา เขากดเข้าไปอ่านข้อความสุดท้ายที่ตัวเองส่งไปแล้วอีกฝั่งไม่ตอบอะไรกลับมา 

ข้อความที่ขึ้นว่าอ่านแล้ว

หมายถึง...รับรู้แล้ว รึเปล่า

“อยากกลับแล้วใช่ไหม” เสียงของเพื่อนที่นั่งข้างๆเรียกให้หย๋งที่คิดอะไรเพลินๆหลุดออกจากภวังค์ “มึงดูง่วง จะกลับไปนอนก่อนไหม”

“เออนิดหน่อย” เขาตอบ “พวกมึงจะคุยกันต่ออีกเหรอวะ อีกแป๊บร้านก็น่าจะปิดแล้ว”

“มันชวนไปร้านเหล้าต่อว่ะ” อินยิ้มนิดๆ “มึงก็รู้ กูปฏิเสธคนไม่เก่ง”

“มึงอยากไปมากกว่า” เขาเอ่ยออกมาอย่างรู้ทัน “แล้วจะไปกับใครบ้าง กลับเองได้เหรอมึง”

“โธ่ พูดอยู่กับใครครับน้องหย๋ง” อินหัวเราะออกมา “กูไปกับพวกนี้แหละ มึงอยากไปด้วยไหมล่ะ”

“ถามไม่เกรงใจคนอยู่หอใน” ถ้าไม่ติดเรื่องนี้เขาคงตอบตกลงไปทันที

ง่วงก็จริง...แต่ถ้ามีอะไรน่าสนใจกว่าก็พร้อมจะตื่นเสมอ

“แล้วคนอยู่หอในจะโง่กลับหอทำไมล่ะครับ” 

“มึงด่ากูแบบนี้กูไม่ไปละ”

“โธ่ ทำมาเป็นน้อยใจนะมึง” เขาหัวเราะออกมา “เอาไง จะไปไม่ไป ช่วงนี้ยังไม่มีงานอะไรมาก หลังจากนี้ไม่รู้จะได้ไปอีกเมื่อไหร่”

“ปกติกูเป็นคนใสๆนะ” หย๋งยิ้มมุมปาก “แต่เพื่อนชวน กูก็ปฏิเสธไม่ได้ปะวะ” 

ใครจะปฏิเสธ 

ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยเป็นอะไรที่เขาต้องการมาตลอด เขาอยากจะทำในสิ่งที่อยากจะทำ อยากจะไปสังสรรค์กับเพื่อน อยากจะไปนอนหอใครก็ไป จะกลับกี่โมงก็กลับ

เหมือนหลุดออกจากวงโคจรเดิมๆที่เคยอยู่

เขายอมรับว่าวงจรเดิมไม่ได้ทำให้เขารู้สึกแย่หรืออึดอัด แค่ตอนนี้เขาอยากลองออกไปจากกรอบที่ครอบครัวเคยตีกรอบไว้กับเขา อยากหลุดออกมาเป็นตัวเอง

เป็นหย๋งจริงๆ...




เสียงดนตรีหนักๆที่ดังอยู่ข้างๆหูทำให้เขารู้สึกหูอื้อไปชั่วขณะ ทั้งที่ตอนแรกก็นั่งอีกฝั่งอยู่แท้ๆ แต่ไปๆมาๆก็ต้องขยับที่จนตัวเองต้องมานั่งใกล้ลำโพง

ปวดหูไปหมด...

“ไม่สนุกเหรอวะ” อินหันมาถามเมื่อเห็นว่าเพื่อนตัวเองเงียบไป

“เปล่า กูสนุก” หย๋งตอบพร้อมกับยกแก้วขึ้นดื่ม “เสียงเพลงดัง กูปวดหูไปหมดแล้ว” เขาพยายามตะโกนสู้เสียงเพลงภายในร้าน

“ไหวไหม แลกที่กับกูปะ”

“ไม่เป็นไร” เขายกมือบอกปัด

ดูๆแล้วอีกไม่นานเขาก็น่าจะได้ย้ายที่...

เขากลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่หอของอิน กว่าจะมาที่ร้านก็ปาไปเกือบห้าทุ่ม เพื่อนที่มาด้วยกันก็เริ่มจะกรึ่มๆกันหลายคน ดูเหมือนวันนี้เขาต้องดื่มน้อยๆเพื่อนรอเก็บพวกที่กำลังจะเมา

ดูเหมือนว่าจะมีแค่เขากับอินที่ยังดื่มได้เรื่อยๆ

รอเก็บศพสินะ...

“ไปหน้าเวทีกัน” เสียงเพื่อนในกลุ่มดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงที่ลุกขึ้นยืน “ไปเต้น กูจะเต้นโว๊ยยยยยยยยยย”

“ไปป่ะหย๋ง” อินหัวเราะออกมากับท่าทางของเพื่อนที่ขนาดยืนอยู่เฉยๆยังเริ่มเซไปมา 

“กูนั่งเฝ้าโต๊ะให้ พวกมึงไปเลย” 

เขาเป็นพวกชอบนั่งดื่ม ไม่ค่อยออกไปยืนอยู่หน้าเวทีหรือโซนที่สามารถเต้นได้ เวลาดื่มก็มักจะเป็นคนเฝ้าโต๊ะให้เพื่อนๆอยู่เสมอ 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขามาร้านแบบนี้ แต่ก็ไม่บ่อยครั้งนักที่เขาจะได้มา ครอบครัวของเขาค่อนข้างเข้มงวด แม้ว่าจะไม่ได้บังคับอะไรมากแต่ก็ต้องอยู่ในกรอบที่ครอบครัววางไว้ ความจริงมันก็เหมือนครอบครัวทั่วไป แค่เขาอยากจะออกมาอยู่คนเดียวเลยเลือกที่จะเข้ามหาวิทยาลัยที่ไกลจากบ้านของตัวเอง อยากเป็นเด็กหอ

แต่ไม่ใช่หอใน...

เพื่อนทั้งโต๊ะเริ่มทยอยกันเดินออกไปจนเหลือแค่เขาที่นั่งอยู่ หย๋งขยับตัวออกห่างจากลำโพงก่อนที่จะถอนหายใจออกมา ขืนเขานั่งอยู่แบบนั้นอีกสักชั่วโมงมีหวังหูดับแน่ๆ

หูอื้อไปหมด...

Y : นอนแล้วเหรอครับ?


หย๋งกดส่งข้อความไปยังห้องแชทล่าสุดที่เขาพิมพ์ไปเมื่อหลายชั่วโมงที่แล้ว พอนั่งอยู่ที่โต๊ะคนเดียวเขาก็ไม่รู้จะทำอะไร ให้กลับตอนนี้ก็ดูจะเร็วไป

ยังไม่เมาเลย


: ยัง

: หย๋งจะนอนแล้วเหรอ

Y : ผมมาเที่ยวกับเพื่อน

Y : อยู่โต๊ะคนเดียว

: อ่อ

: ที่ไหน

Y : ร้านเหล้าแถวมอเรานี่แหละครับ

​: ดื่มด้วยเหรอ

Y : นิดหน่อย 555555

Y : พี่ไม่ดื่มเหรอครับ?

: ดื่ม

: แต่ไม่ค่อยไปดื่มที่ร้าน ปกติดื่มที่ห้อง

Y : ไว้ผมจะไปแจมด้วยนะ

: ครับ

: มาสิ

Y : อยู่ที่ไหนครับ บอกมาสิ 

Y : เดี๋ยวหย๋งไปตอนนี้เลย

: รีบเหรอเรา

: ยังไม่บอก

: เดี๋ยวหย๋งรู้

Y : เดี๋ยวหย๋งรู้


“ฮะ…” หย๋งหัวเราะออกมาเมื่อข้อความถัดไปเป็นไปตามที่เขาคาดเดาไว้ คิดไว้แล้วว่าอีกฝั่งต้องตอบกลับมาแบบนี้ เขาพิมพ์ช้าไปแค่นิดเดียวจริงๆ


Y : รู้ทันพี่แล้ว

: อืม นั่นสิ

: จะกลับกี่โมง

: ดึกแล้ว

Y : อีกสักพักมั้งครับ รอเพื่อนๆ

Y : คืนนี้ผมไปนอนกับเพื่อนน่ะ

: อ่อ

: กลับดีๆ

: หมายถึง

: ดูแลตัวเองด้วย

Y : ครับผม~

Y : จะดูแลตัวเองอย่างดีเลย

: งั้น

: ฝันดีครับ

Y : ครับ

Y : ฝันดีนะ :)


ประโยคธรรมดาแต่กลับทำให้เขายิ้มออกมาทุกครั้งที่ได้อ่าน บางครั้งเขาก็รู้สึกอยากจะรู้ว่าคนที่คุยอยู่ทุกวันนี้คือใคร แต่อีกใจก็ไม่อยากรู้ เขามีความสุขกับการได้คุยแบบนี้

เพราะตอนนี้...มันดีอยู่แล้ว

เขาไม่รู้ว่าวันที่ตัวเองรู้ทุกอย่าง ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับรุ่นพี่จะเหมือนเดิมไหม เขากลัวว่าถ้าความสัมพันธ์มันเปลี่ยนไปแล้วเขาจะทำใจยอมรับไม่ได้ เขาเหมือนเด็กเอาแต่ใจที่เคยได้อะไรก็ยังอยากได้สิ่งนั้น และรู้สึกไม่ดีทุกครั้งที่สิ่งๆนั้นไม่เหมือนเดิม

กว่าที่จะเข้มแข็งอีกครั้ง...มันไม่ง่าย

แต่ตอนนี้ความรู้สึกของเขาไม่ได้ฝากไว้ที่ใครเป็นพิเศษ ทั้งเพื่อน ทั้งรุ่นพี่ เขาสามารถคุยได้กับทุกคน และไม่ได้รู้สึกว่าถ้าวันหนึ่งใครคนหนึ่งหายไปเขาจะเป็นเดือดเป็นร้อน อาจเพราะเปิดเทอมได้ไม่นานเขาเลยไม่ได้ให้ความสำคัญกับใครเป็นพิเศษ แต่ถ้าถามว่าตอนนี้สนิทกับใครมากที่สุดก็คงตอบได้ทันทีว่า...อิน

จะว่าไปก็มีอีกคนที่เขาอยากจะให้ความสำคัญ

แต่ไม่รู้ว่าคนๆนั้นกำลังคิดอะไรอยู่

มันคงจะดีกว่านี้...ถ้าเขาได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของคนๆนั้นมากขึ้น

“ใช่หย๋งรึเปล่าครับ” 

เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางเสียงเพลงที่เปิดดังกระหึ่มภายในร้าน หย๋งหลุดออกจากความคิดของตัวเองก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปสบตาคนที่ยืนมองเขาด้วยท่าทางไม่มั่นใจ

“อ้าว พี่เช” หย๋งเอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้ม “สวัสดีครับ” เขายกมือไหว้รุ่นพี่ต่างคณะที่ไม่ได้เจอหน้ามาพักใหญ่

“ว่าแล้วว่าจำไม่ผิด” พี่เชยิ้มออกมาก่อนจะเดินเข้ามานั่งข้างๆเขา “มาเที่ยวด้วยเหรอเรา”

“ก็มีบ้างครับ ครั้งแรกตั้งแต่เข้ามหาลัยเลยนะ” หย๋งหัวเราะออกมา “นี่ก็นั่งรอเพื่อนแหละ พวกมันไปหน้าเวทีกันหมด”

“แล้วเป็นยังไงบ้าง ปีหนึ่งหนักไหม”

“ก็หนักพวกห้องเชียร์แหละครับ เรื่องเรียนก็มีงานอยู่ตลอด แต่ยังไม่ค่อยหนักเท่าไหร่”

“ดีแล้วล่ะ”

“แล้วนี้พี่เชมากับใครครับ ไม่ได้เจอตั้งนาน หล่อขึ้นนะเนี่ย”

“ตาถึงเหมือนเดิม” คนตรงหน้ายืดอกรับคำชมพร้อมรอยยิ้ม “พี่ก็มากับพวกวิศวะนั่นแหละ”

“อ่อ…” หย๋งเงียบไปหลังจากได้ยินคำตอบ

นั่นสิ เขาไม่น่าถาม

“มันก็มาด้วยนะ อยากเจอรึเปล่า” พอเห็นท่าทางของคนตรงหน้าเขาก็ถามออกมาทันที ถึงจะไม่รู้เรื่องอะไรมากมายแต่ก็พอจะเข้าใจสถานะของทั้งสองคน

“ไม่อยากครับ” หย๋งตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม “ไม่มีอะไรแล้วนี่นา”

“ให้มันจริงเถอะไอ้หย๋ง” มือหนาเอื้อมไปยีหัวหย๋งอย่างหมั่นเขี้ยว ไม่ว่าเจอกันกี่ครั้งหย๋งก็ยังเหมือนเดิม หย๋งยังเป็นน้องที่น่ารักของเขาเสมอ

ตอนที่รู้เรื่องของหย๋งกับเพื่อนของเขา ตอนนั้นเขาตกใจมาก เพราะดูเป็นคู่ที่ไม่น่าจะเลิกกัน ถึงเพื่อนเขาจะเอาแต่ใจตัวเองไปบ้าง แต่หย๋งก็ดูยอมทุกครั้ง แต่พอกลับมาคิดดูดีๆแล้วก็ไม่แปลกที่หย๋งจะเป็นฝ่ายบอกเลิก ก็เพื่อนเขาทำตัวเอง

“หย๋งจะขอบคุณพี่เชมากถ้าพี่ไม่บอกเขาว่าเจอหย๋ง”

“พี่ไม่บอกหรอก” เขายิ้มออกมา “สบายใจได้”

“ขอบคุณครับ” 

“งั้นพี่ไปก่อนนะ ออกมานานแล้ว ป่านนี้ไม่รู้พวกมันเป็นยังไงกัน” เขาหัวเราะออกมา ในกลุ่มที่มาตอนนี้ก็คงเหลือแค่เขากับเพื่อนอีกคนที่ยังไม่เมา

นอกนั้นไม่น่าเหลือ...

“ครับ ไว้เจอกันใหม่นะ”

“ได้ครับ เจอกันรอบหน้าเดี๋ยวพาไปเลี้ยงเค้ก”

“หย๋งตีพุงรอเลย” เขาเอ่ยพร้อมกับทำท่าประกอบ

“จัดไปไอ้แสบ” พี่เชเอ่ยทิ้งท้ายก่อนจะโบกมือให้เขา “เจอกันครับ”

หย๋งยิ้มให้กับคนตรงหน้าก่อนที่พี่เชจะเดินหายเข้าไปยังอีกฝั่งของร้าน ลมหายใจร้อนๆพ่นออกมาหลังจากที่ร่างสูงเดินจากไปแล้ว ถึงแม้จะรู้ว่าอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่เขาไม่คิดว่าโลกมันจะกลมถึงขนาดที่เขาจะมาในสถานที่เดียวกัน

ถึงเรื่องจะผ่านมาแล้ว...แต่ก็ไม่พร้อมที่จะเจอ

ไม่ต้องเจอกันเลยมันคงดีกว่า

“เหงาไหมมึง” เสียงของเพื่อนเขาดังขึ้นพร้อมกับร่างที่พยุงเพื่อนอีกคนเดินมา “กูว่าอีกสักพักก็กลับกันได้ละ พวกนี้แม่งเมาแล้วเรื้อนฉิบหาย”

“ตามใจมึงอะ” หย๋งหัวเราะออกมา “แล้วมึงไหวรึเปล่า เมารึยัง”

“อ่อนว่ะ” อินยักไหล่ “ตอนแรกก็เกือบเมา พอเห็นพวกแม่งเมาแล้วกูสร่างเลย”

“เออ” หย๋งมองเพื่อนที่อินพยุงอยู่ “แล้วคนอื่นๆล่ะ ให้กูไปช่วยแบกไหม”

“ช่วยก็ดี เดี๋ยวเอามันไว้นี่ก่อน” อินพูดพร้อมกับประคองให้เพื่อนนอนฟุบหน้าลงกับโต๊ะ “หวังว่าพวกที่เหลือมันจะยังมีสติพอที่จะกลับหอได้นะ”

“กูว่าน่าจะไม่ว่ะ” เขาหัวเราะ แค่คนเดียวที่เห็นอยู่ตอนนี้ยังเป็นขนาดนี้ ไม่รู้ว่าพวกที่อยู่หน้าเวทีจะเป็นยังไง “ไปเถอะ เดี๋ยวดึกกว่านี้จะหารถกลับลำบาก”

“เออก็จริง” อินพยักหน้าก่อนจะเอื้อมมือไปจับแขนหย๋งไว้หลวมๆ “เดินตามกูมา เดี๋ยวมึงหายไปอีกคน”

“กูเบาะบางมากมั้ง” หย๋งเอ่ยก่อนจะเดินตามเพื่อนเข้าไปในฝูงชน

พึ่งเข้าใจคำว่าเละเทะก็วันนี้...

หย๋งเดินประคองร่างเพื่อนที่ไม่ได้สติออกมานอกร้านพร้อมกับอินที่คอยเดินตามอยู่หลังสุดเพื่อไม่ให้เพื่อนไปเดินชนกับใครมั่วซั่ว กว่าจะเดินออกมานอกร้านก็กินเวลาไปหลายนาที

จะจำไว้ว่าไม่ควรมากับพวกนี้อีก...จากที่ง่วงๆตอนนี้ตาสว่างเลย

“เดินระวังนะมึง” หย๋งพยายามเรียกสติเพื่อนของตัวเอง แต่ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นผล

ตัวหนักฉิบ...

“มึง กูว่ารอเรียกรถตรงนี้เถอะ เดินไปไกลกว่านี้พวกมันคงไม่ไหวว่ะ” อินเอ่ยขึ้นทันทีที่เดินออกมาถึงถนนใหญ่ “เดี๋ยวมึงไปกับพวกมันก่อน แล้วกูตามไปอีกคัน”

“ได้หมด”

ตอนนี้จะทำอะไรก็ได้ขอให้เขาได้กลับไปที่หอพักเร็วๆ รู้สึกเหมือนเพื่อนพร้อมจะอ้วกออกมาได้ทุกเมื่อ หย๋งประคองให้เพื่อนนั่งลงก่อนจะบิดตัวไปมาเพื่อคลายความเมื่อยล้า

“รอบหน้าไม่เอาแบบนี้แล้วนะมึง”

“เออ ใครจะไปรู้ว่าพวกมันจะเป็นแบบนี้วะ” อินหัวเราะออกมา “ตอนแรกนึกว่ามึงจะเมาไปด้วยอีกคน”

“ไม่ว่ะ แค่นี้จิ๊บๆ”

“แน่สิ มึงดื่มไปไม่กี่แก้ว ทำเป็นอวด”

“เพราะกูรู้ว่าพวกมึงต้องเมาไง” ถ้าขืนเขาดื่มเยอะไปด้วยอีกคนมีหวังเหนื่อยกว่านี้แน่ๆ “วันนี้คงต้องกลับหอมึงหมดเลยว่ะอิน”

“กูรู้อยู่แล้วแหละ” เขาหัวเราะออกมา “เออ กูว่าจะแวะซื้อของในเซเว่นหน่อย มึงอยู่รอตรงนี้ก่อนได้ป่ะวะ”

“เออ อย่านานนะ”

“เซเว่นอยู่แค่นี้จะเอาอะไรมานานวะ” อินพูดพร้อมกับชี้ไปยังเซเว่นที่อยู่ไม่ไกล “รอนี่แหละ เดี๋ยวกูมา”

“เออ” หย๋งรับคำก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูเวลา

จะเที่ยงคืนแล้ว...

รอบๆข้างเงียบสนิทมีเพียงแสงไฟจากถนนสาดส่องให้เห็นบรรยากาศรอบข้าง หย๋งมองเพื่อนที่นั่งกองรวมกันก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปเก็บไว้อย่างนึกสนุก ถ้าฟื้นกันเมื่อไหร่เขาจะเอารูปพวกนี้เก็บไว้แบล็กเมล์แม่ง

เสียงชัตเตอร์ดังไปไม่กี่ภาพเสียงของคนอีกกลุ่มหนึ่งก็ดังขึ้น หย๋งลดโทรศัพท์ลงก่อนจะมองไปยังต้นเสียงที่กำลังเดินออกมาจากทางที่เขาพึ่งเดินมา เขาหรี่ตามองเล็กน้อยก่อนที่ชื่อของคนๆหนึ่งจะดังขึ้นเหมือนกับบอกเขาว่ากลุ่มนั้นมีใครอีกคนอยู่

คนที่เขา...ไม่อยากเจอ

“ภู มึงไปเอารถวนมารับพวกมันไหม”

ไม่ผิดสินะ...

“เออๆ งั้นมึงรอกันตรงนี้แหละ เดี๋ยวกูวนรถมารับ” เสียงคุ้นหูดังขึ้นเหมือนตอกย้ำว่าประโยคก่อนหน้าที่เขาได้ยิน เขาได้ยินไม่ผิด “มึงรอนี่แหละ เดี๋ยวกูไปเอารถเอง”

“รีบไปรีบมานะมึง”

“เออรู้แล้ว” เสียงที่ตะโกนกลับไปดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงที่เดินมาทางที่เขายืนอยู่

แค่แว๊บเดียวที่เผลอหันไปมอง...สายตาก็ประสานกับสายตาอีกคู่ทันที

ราวกับว่าโชคชะตาเล่นตลก

“หย๋ง” น้ำเสียงคุ้นหูเรียกชื่อของเขาพร้อมกับร่างสูงที่เดินตรงเข้ามาหาเขาทันทีที่มั่นใจว่าไม่ผิดคน “หย๋งมาทำอะไรที่นี่”

“มาเที่ยวกับเพื่อน” เขาตอบออกไปอย่างปฏิเสธไม่ได้

เพื่อนเขาเมาเละเทะขนาดนี้ จะหนีไปไหนได้

“แล้วจะกลับยังไง”

“แท็กซี่”

“ให้พี่...”

“ไม่เป็นไรครับ” เขาเอ่ยขัดขึ้นมา ไม่อยากแม้แต่จะสบตากับคนตรงหน้า

เขากลัวว่าความรู้สึกเดิมๆจะกลับมา

จริงอยู่ที่ช่วงเวลาที่คบกันมันเป็นความทรงจำที่ดีมาก เขายังจำช่วงเวลาเหล่านั้นได้ดี และต่อให้ผ่านไปนานเท่าไหร่เขาก็ยังมองว่ามันคือความทรงจำที่ดี เขาไม่คิดจะลืม แต่ความทรงจำสุดท้ายระหว่างเขากับคนตรงหน้า...มันไม่ค่อยน่าจดจำสักเท่าไหร่

เวลาใจดีก็ดีจนน่าใจหาย...เวลาโมโหก็โมโหร้ายจนตั้งรับไม่ไหว

“หย๋ง ไม่อยากคุยกับพี่ขนาดนั้นเลยเหรอ” เขาถามออกมา คนตรงหน้าดูผอมลงไปมากจากครั้งสุดท้ายที่เจอกัน

ตั้งแต่เลิกกันไป...เขาคิดถึงหย๋งทุกวัน แต่ก็รู้ว่าเพราะอะไรที่ทำให้ต้องเลิกกัน

เพราะตัวเขาเองทั้งนั้น...

“หย๋งว่าพี่รู้ว่าหย๋งคิดอะไร” เขาตอบออกมาแต่สายตายังก้มลงมองที่พื้น เขาไม่อยากมองหน้า ไม่อยากรับรู้ความเป็นไป เขากลัวว่าวันหนึ่งเขาจะใจอ่อน

เพราะลึกๆแล้ว...เขายังห่วง ยังรัก

“พี่อยากคุยกับหย๋งนะ อยากให้เรากลับมาคุยกันอีกครั้ง”

“…”

“พี่หมายถึง...พี่ขอโอกาส”

“หย๋งเคยให้มันไปแล้ว...แต่พี่ไม่รับมันไว้เอง”

“…”

“หย๋งคงให้อีกไม่ได้”

“…”

“หย๋งหมายถึง...ให้มันจบแบบนี้ดีแล้วครับ”

“…”

“ดีกับตัวหย๋ง”

ดีกับตัวเขาแล้วจริงๆ...




เคยคิดว่าร่างกายชินกับการที่นอนดึกตื่นเช้า แต่พอเอาเข้าจริงๆกลับรู้สึกว่าร่างกายไม่เคยชินเลยสักครั้ง ร่างสูงยกมือขึ้นปิดปากหาวหลังจากที่เดินเข้ามาในห้องเรียนในช่วงเช้า เมื่อคืนเขาทำงานดึกไปหน่อย รู้ตัวอีกทีก็ตอนตีสี่ ถ้าไม่ได้นาฬิกาปลุกเขาคงไม่ได้เข้าเรียนคาบเช้าแน่ๆ

“ไอ้มืดดดดด!!” เสียงร่าเริงของคนๆหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับร่างที่โบกมือให้เขาที่โต๊ะแถวหลังสุดของห้อง

ตกลงมืดนั่นคือชื่อเขาจริงๆใช่ไหม

ช่างเถอะ...

ขาทั้งสองเปลี่ยนทิศไปตามเสียงเรียก ใบหน้าที่ดูสดใสเหมือนได้หลับมาเต็มอิ่มยิ้มให้เขาอย่างเป็นมิตร เขามองคนตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจในท่าทางที่แสดงออกมา

เป็นอะไร

“ตกลงมึงชอบชื่อนี้ใช่ป่ะ” คนคิดชื่อถามออกมาอย่างพึงพอใจ “กูเก่งจริงๆ”

“ยังไม่ได้บอกว่าชอบ” เขาตอบกลับไปพร้อมกับนั่งลงตรงเก้าอี้ที่ว่างอยู่

“มึงจะเว้นที่ทำไม ก็มานั่งข้างกูดิ”

“…”

ได้เหรอ...หมายถึง...เขานั่งข้างๆคนอื่นได้จริงๆน่ะเหรอ

“อืม” เขาตอบกลับ

อาจเพราะที่ผ่านมาเขาชินกับการนั่งคนเดียว...ก็นั่งคนเดียวมาตลอด

“วันนี้กูมาถึงไวอะ โฉกับไฉยังไม่มาเลย”

“อืม” ไม่ใช่แค่สองคนที่ยังไม่มา เพราะตอนนี้ทั้งห้องมีกันอยู่ไม่ถึงห้าคน

ถ้าไม่ติดว่าเจอคนอยู่ในห้อง เขาคงคิดว่าวันนี้ยกเซค

“เออ เราจะเริ่มทำงานกันเมื่อไหร่ดี กูว่ามันควรเริ่มทำได้แล้ว อุปกรณ์อะไรก็ยังไม่ได้คุยกันเลย กลัวเร่งทำตอนใกล้ส่งแล้วมันจะออกมาไม่ดีว่ะ”

“ยังไงก็ได้” เขาไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว ทำตอนไหนก็ได้ ไม่ได้มีธุระไปไหน

“เริ่มไปซื้ออุปกรณ์วันนี้เลยไหม เพราะเราก็วางแผนคร่าวๆมาแล้วว่าจะทำอะไรบ้าง เดี๋ยวเลิกเรียนแล้วไปซื้อกัน”

“ไปซื้อกัน?” เขาถามอย่างไม่เข้าใจ

หมายความว่ายังไง

“ก็เออไง ไปซื้อกัน” ฟรายขยายความ “หมายถึงพวกเราทั้งหมดเนี่ย ไปช่วยกันซื้อ”

“อ่อ” เขาพยักหน้า “ก็...ได้”

“มึงนี่พูดน้อยจังวะ” เขาหัวเราะออกมา “ปกติมึงเป็นแบบนี้อยู่แล้วเหรอ”

“แบบไหน”

“แบบนี้ ไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยถาม ตอบแต่อืม อ่อ”

“อืม” เขาพยักหน้านิดๆ “ก็ใช่”

“ไม่อึดอัดรึไงวะ”

“…”

“กูก็แค่ถามไปแบบนั้น...อย่าคิดมากเลย” พอเห็นว่าอีกคนเงียบไปเขาก็อยากจะตบปากตัวเองสักสิบครั้ง เพราะความสงสัยทำให้เขาถามออกไป

ทั้งที่เขาก็เห็นมาตลอดว่าอีกคนอยู่ยังไง

เขาคอยสังเกตคนข้างๆอยู่ห่างๆมาโดยตลอด เคยนึกสงสัยว่าทำไมคนๆนี้ถึงไม่มีเพื่อน ทำไมถึงไม่ร่วมกิจกรรม ทำไมไม่คุยกับใคร และเขายอมรับว่าการที่ชวนคนข้างๆเข้ากลุ่มทำงานเป็นสิ่งที่เขาต้องใช้ความกล้าอย่างสูง

กลัวว่าจะโดนปฏิเสธ...กลัวว่าคนๆนี้จะไม่อยากอยู่กลุ่มกับพวกเขา

ถ้าถามหาสาเหตุว่าทำไมถึงนึกสนใจเขาคงตอบไม่ได้ รู้แค่เพียงว่าการใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวมันเป็นเรื่องที่น่าเศร้า เขาเข้าใจความรู้สึกเหล่านั้นดี เขารู้ว่ามันเหงามากแค่ไหน

อาจเพราะ...มันเคยเกิดขึ้นกับเขามาก่อน

“อาจจะฟังดูแปลกๆ...แต่กูอยากเป็นเพื่อนกับมึงนะ” เขาเอ่ยออกมาจากความรู้สึกลึกๆข้างใน

มันคงจะดีกว่านี้ถ้าอีกคนเปิดใจให้เขาเร็วๆ

เปิดใจที่จะเป็นเพื่อนกับเขาเหมือนที่เขาเคยเปิดใจให้โฉกับไฉ

ถึงตอนนั้น...มันคงดีมากๆ

“อืม” คนที่นั่งฟังอยู่พยักหน้านิดๆ “ก็...”

“…”

“เหมือนกัน”

“…”

“อยากเป็นเพื่อน”

“หลังจากนี้ถ้ามีอะไรมึงคุยกับกูได้ทุกเรื่องเลยนะ”

“…”

“กูหมายถึง...เราเป็นเพื่อนกันแล้ว”

“อืม” เขายิ้มออกมาบางๆ “รู้แล้ว”

“กูจะตื่นเต้นทำไมวะเนี่ย” ฟรายหัวเราะออกมาอย่างทำตัวไม่ถูก ปกติเขาไม่ใช่คนพูดอะไรแบบนี้บ่อยสักเท่าไหร่ ที่พูดไปมันคือความจริงใจทั้งหมดที่เขาอยากจะบอกกับอีกคน

อยากเป็นเพื่อนด้วยจริงๆ

“มาไวอย่างกับเป็นคนเปิดตึก” เสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับร่างที่เดินเข้ามาพร้อมๆกัน “สวัสดีมืด” โฉยกมือขึ้นทักทายเขานิดๆ

“สวัสดี” เขายิ้มก่อนจะหันไปมองไฉที่เดินมาข้างๆ “สวัสดี...ไฉ”

“จำชื่อได้ด้วย” ไฉยิ้มออกมา “สวัสดีมืด”

ตกลง...เขาต้องชื่อมืดจริงๆใช่ไหม





นาฬิกาบอกเวลาบ่ายสามโมงตรง หย๋งวางโทรศัพท์ไว้ที่เดิมก่อนจะหันไปเก็บของเพื่อเตรียมไปหาอะไรกินก่อนจะเข้าห้องเชียร์ในตอนเย็น

เขาหนีห้องเชียร์เมื่อวานมาแล้ว วันนี้คงหนีอีกไม่ได้

ขี้เกียจจัง...

“วันนี้กินอะไรดีวะ” อินที่นั่งอยู่ข้างๆถามขึ้น “กินแถวๆนี้ไหม ไม่ต้องไปไหนไกล เดี๋ยวกลับมาไม่ทันเข้าเชียร์”

“ได้หมด” เขาตอบ “มึงดูอยากเข้าห้องเชียร์จังนะ”

“อยากมาก ตื่นเต้นสุดๆ” อินทำหน้าเซ็งโลก “กูอยากเข้ามาก ช่วยด้วย อยากเข้า”

“ประชดกันเข้าไป” หย๋งหัวเราะออกมา “ไปเถอะ เดี๋ยวน้องอินจะเข้าห้องเชียร์ไม่ทัน”

“ขอโบกหัวมึงสักทีได้ไหม”

“อะไรเล่า” เขาหัวเราะ “ลุกสิโว๊ยยย”

“เออๆ” อินลุกขึ้นพร้อมกับยกกระเป๋าขึ้นพาดบ่า “งั้นไปโรงอาหารกลาง”

“ได้หมดจ้า”

“เฮ้อออ” อินถอนหายใจออกมากับท่าทางร่าเริงของเพื่อนตัวเอง “เลิกคลาสแล้วดีดเหรอมึง”

“เขาเรียกว่าวิญญาณกลับเข้าร่างมากกว่า”

โรงอาหารกลางเต็มไปด้วยผู้คนที่มานั่งจับจองโต๊ะ หย๋งวางกระเป๋าลงบนโต๊ะที่ว่างก่อนจะเดินแยกออกมาเพื่อไปหาอะไรกิน วันนี้เขาอยากกินก๊วยเตี๋ยว

“เอาเส้นเล็กลูกชิ้นเนื้อสดพิเศษ เดี๋ยวกลับมาเอานะครับ” หย๋งพูดพร้อมกับรอยยิ้ม 

อยากเข้าห้องน้ำ...ปวดมาตั้งแต่เรียนอยู่ในห้อง

“อ้าว...พี่เงียบ” 

“…” ร่างสูงที่กำลังจะเดินออกจากห้องน้ำหันกลับมาตามเสียงเรียก “...ไง”

“เลิกเรียนแล้วเหรอครับ”

“อืม” เขาพยักหน้า “เดี๋ยว...จะไปซื้อของทำงาน”

“ดีจัง วันนี้ผมต้องเข้าห้องเชียร์”

“อ่อ”

“พี่จะตอบแค่อ่อจริงๆเหรอ” หย๋งหัวเราะออกมา จริงๆเขาก็ไม่ได้คาดหวังให้อีกคนตอบอะไรมากกว่านี้ ก็แค่อยากแกล้งเล่น

“ให้ตอบอะไร”

“ให้กำลังใจไง แบบ น้องหย๋งสู้ๆนะครับ อะไรแบบนี้”

“อ่อ”

“อ่ออีกแล้ว” หย๋งหัวเราะ “ผมไม่แกล้งพี่แล้วก็ได้”

“หย๋ง”

“ครับ?”

“น้องหย๋ง”

“…”

“สู้ๆนะครับ” มือหนาวางลงบนเส้นผมนิ่มอย่างเบามือ รอยยิ้มบางๆจากคนที่พูดแทบจะนับคำได้เผยออกมา “สู้ๆ”

“…”

บางทีก็รู้สึกว่าคนที่โดนแกล้งไม่ใช่พี่เงียบ

แต่เป็นเขาเองที่โดนแกล้ง...

“พี่เงียบ”

“…”

“พี่ไม่เข้าใจอะไรเลยจริงๆ” หย๋งถอนหายใจออกมา เขารู้ว่าสิ่งที่คนตรงหน้าทำมันเป็นเพียงการกระทำปกติ เขาดูออกว่าคนตรงหน้าไม่ได้คิดอะไร

แต่จะมีสักกี่คนที่คิดแบบเขา

“…”

“ช่างเถอะ” หย๋งยิ้มออกมาก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา “ผมรู้จักพี่แล้วแต่ยังไม่เคยขอไลน์เลย ขอไลน์หน่อยได้ไหม” 

“หืม?” เขาเลิกคิ้ว “ไลน์?”

หย๋งก็มีอยู่แล้ว...

“ใช่ครับ เผื่อผมอยากจะไปนั่งเล่นห้องพี่จะได้ทักไปหา”

“…”

“หรือเวลามีอะไรสงสัยผมจะได้ถามพี่ได้ไง”

“อืม” เขาพยักหน้านิดๆ “ไม่ต้องหรอก”

“…”

“ก็เจอกันอยู่แล้ว”

“…”

“หย๋งไม่เจอพี่...พี่ก็เจอหย๋ง”

“…”

“หมายถึง...คุยต่อหน้า...มันดีกว่า”

“มันก็ดีกว่าจริงๆนั่นแหละ แต่ผมไม่ได้บังเอิญเจอพี่บ่อยๆนี่นา” หย๋งเอ่ยออกมา เขาไม่รู้ตารางเรียนของอีกคนด้วยซ้ำ 

“แล้วที่ผ่านมา...เจอกันบ่อยไหม” เขาถามออกมา

สำหรับเขา...มันบ่อย

“ก็บ่อยมั้ง”

“อืม” เขาพยักหน้า “บ่อยสิ”

“…”

“พี่เจอเราบ่อย”

“ยังไงพี่ก็จะไม่ให้ไลน์ผมใช่ไหม”

“เปล่า” เขาส่ายหน้า เขาจะให้ได้ยังไงในเมื่อหย๋งมีไลน์ของเขาอยู่แล้ว หย๋งมีมานานแล้ว “ถ้าให้ไป...อาจไม่บังเอิญเจอกันบ่อยๆ”

“หมายความว่ายังไงครับ”

“ไม่รู้” เขาส่ายหน้า

“ผมจะคิดไปเองว่าพี่อยากเจอหน้าผมมากกว่าพิมพ์แชทคุยกันได้ไหมนะ”

“ได้”

“…!”

“ก็…คิดแบบนั้นเหมือนกัน”

“พี่เงียบ”

“ครับ?”

“ถ้าผมคิด...ผมจะโทษพี่”

“…” เขามองหน้าคนตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจในสิ่งที่หย๋งต้องการจะสื่อ “คิด?” 

“ผมอยากตีพี่จริงๆ”

“อ่อ” เขาพยักหน้าเข้าใจ

มือหนาแบมือไปตรงหน้าคนตัวเล็กกว่าอย่างว่าง่าย ถึงเขาจะไม่รู้ว่าหย๋งอยากตีเขาทำไม แต่ก็ยอมทำตามที่อีกคนบอก หย๋งคงตีไม่เจ็บ

“ทำอะไรของพี่เนี่ย”

“ให้ตี”

“…”

“ตีได้เลย”

“ผมไม่ได้หมายความว่าจะตีพี่จริงๆสักหน่อย”

“อ่าว”

“โธ่…”

พี่เงียบนี่มันพี่เงียบจริงๆ...






---------------------------------------------

อยากตีพี่เงียบเหมือนกันค่ะ ;___;


ขออภัยที่หายไปนานนะคะ เราติดสอบไฟนอลลล

ตอนนี้ปิดเทอมเรียบร้อยแล้ววว เรากลับมาอัพนิยายต่อยาวๆเลยยย

คิดถึงทุกคนนะคะ เม้นๆให้กำลังใจกันหน่อยน้าาาาาาาา

ลืมพี่เงียบน้องหย๋งกันไปรึยังน้าาา >_________<


เนื้อเรื่องในช่วงแรกจะเอื่อยมากๆ เราขออภัยนักอ่านด้วยน้าา

แต่อยากให้เห็นถึงพัฒนาการของคนๆหนึ่งที่เริ่มเปลี่ยนไปทีละนิด

มันคงจะดีมากๆถ้าวันหนึ่งหย๋งสามารถเข้าไปอยู่ในโลกของพี่เงียบได้

และคงจะดีถ้าพี่เงียบยอมก้าวเข้ามาในโลกของหย๋งเหมือนกัน :)

เอาใจช่วยพี่น้องคู่นี้ด้วยนะคะ เราเชื่อว่าคนอ่านจะได้อะไรกลับไปอีกเยอะ

เราหวังว่าคนอ่านจะชอบ เพราะเราชอบในตัวละครเรื่องนี้มากเหมือนกัน

ติดตามกันต่อไปนะคะ ฝากรักกันเยอะๆน้าาาาาา เกี่ยวก้อยสัญญาว่ามันจะดี สาธุ~



คอมเม้นท์กันหน่อยน้าา อยากได้กำลังใจจริงๆ TwT

B
E
R
L
I
N
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 657 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,035 ความคิดเห็น

  1. #2034 Tamtk (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2563 / 19:36
    อิน เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายอะ
    #2,034
    0
  2. #2004 pkcyhst (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 กันยายน 2563 / 03:19
    พี่เขาคือน้องให้ทำอะไร ยอมหมดเลยยยย ซื่อๆ
    #2,004
    0
  3. #1969 space_NPW (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2563 / 23:56
    เอ็นดูพี่เค้านะคะ55555ุ
    #1,969
    0
  4. #1963 inspiritkkmm (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 11:22
    ซื่อไปแล้วพี่เงียบ อยากตีก็ให้ตี
    #1,963
    0
  5. #1958 เจ้กินผัดเพา (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 เมษายน 2563 / 07:26
    มันเป็นมุ้บมิ้บ คันยุ้บยิ้บในหัวใจ เอแงงงงง
    #1,958
    0
  6. #1953 MEW_Kaa (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 มีนาคม 2563 / 22:15
    อาว นี่เชียร์โพผิดหรอ555
    #1,953
    0
  7. #1942 -dddd- (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:42
    พี่อึนมาก555
    #1,942
    0
  8. #1927 tangthaiparichat (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:41
    พี่แบบงงๆพี่นอนเต็มอิ่มยัง
    #1,927
    0
  9. #1858 Kim-kibom (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2562 / 19:49
    พี่มึนจริงๆๆ
    #1,858
    0
  10. #1829 SkmilkSk (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 เมษายน 2562 / 13:20
    อะไรคือน้ำตาซึมตอนพี่เงียบโดนขอเป็นเพื่อน ส่วนน้องหย๋งนี่ไม่บริสุทแล้วใช่มั้ยยยย
    #1,829
    0
  11. #1818 mew (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 เมษายน 2562 / 15:58

    ทำไมพี่เงียบถึงไม่บอกอะไรน้องเลย

    #1,818
    0
  12. #1814 vivioak (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 31 มีนาคม 2562 / 22:19
    งงๆ แบบ หมอฐานกับน้องบุ๋ง
    #1,814
    0
  13. #1759 HaeMay (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 มกราคม 2562 / 21:59
    เงียบๆอึนๆ แต่ฮุกหนัก แต่คำที่ออกมาคือแบบจะกัดลิ้นตายแล้วจ้าาา
    #1,759
    0
  14. #1742 WSwen (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 มกราคม 2562 / 23:04
    คือถึงคนพี่จะไม่ค่อยพูดแต่ว่าการกระทำคนพี่น่ารักมากๆเลย แง้
    #1,742
    0
  15. #1596 ppvs_ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2561 / 21:34
    สนุก;-;
    #1,596
    0
  16. #1587 PLUEM09548 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2561 / 15:32
    ใครก็ได้ตอบเราที พี่เงียบชื่ออะไร??
    #1,587
    0
  17. #1516 ปลาทูทอดกรอบ3วิ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2561 / 07:52
    อ่านๆไปชักจะลืมชื่อพี่เงียบรู้สึกจะ...ชินรึเปล่านะ
    #1,516
    0
  18. #1367 pparpbebi。 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 กันยายน 2561 / 10:13
    ถ้าหยงก้าวเข้าไปในคอมฟอร์ทโซนของพี่เงียบได้จะคอมพลีทเลยน้องเอ้ย5555555 รักความอึนๆซึนๆของพี่เค้าจังเลยค่ะ
    #1,367
    0
  19. #1349 Mint S (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 กันยายน 2561 / 10:10
    พี่เงียบน่ารักมากเลยค่ะ เอ็นดู
    #1,349
    0
  20. #1319 chompu_y (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 กันยายน 2561 / 00:22
    อ๋อยยย เอ็นดูพี่เงียบ สรุปพี่มันชื่อไร?
    #1,319
    0
  21. #1317 NM1108 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 กันยายน 2561 / 08:05
    พี่เงียบบบ สรุปชอบน้องเขาป้ะะ 5555 คำพูดแต่ละคำ มีนัยยะสุดๆ
    #1,317
    0
  22. #1314 Yb\'YiNg Jutatip (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 กันยายน 2561 / 12:23
    อ่านมาสี่ตอนแล้วก็ยังไม่รู้ว่าพี่มันชื่ออะไร 5555
    #1,314
    0
  23. #1304 mummummi (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 กันยายน 2561 / 07:47
    บอกไรท์เลยค่ะว่ามันดี มันดีจริงๆ ฮื้อออออ
    #1,304
    0
  24. #1270 Sugar_ss123 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 กันยายน 2561 / 17:02
    น่ารักมากๆๆเลย น้องงงหย๋งง
    #1,270
    0
  25. #1242 Yumajiharu (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 กันยายน 2561 / 15:38
    ชอบมากอ่ะะะะ พี่เงียบน่ารักมากกกก
    อยากได้กลับบ้านเลยค่ะ
    เขินแทนน้องหย๋งแล้ววว><
    #1,242
    0