(ผม)จีบหมอ [Yaoi] END

ตอนที่ 9 : 08 : จีบหมอครั้งที่เจ็ด 100 per

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 30,305
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 606 ครั้ง
    4 พ.ค. 62

 

จีบหมอครั้งที่เจ็ด

 

            “ครับน้ำเสียงตอบรับรอบที่ห้าของวันเอ่ยออกมาเนือยๆ บุ๋นพยักหน้ารับทุกคำพูดที่รุ่นพี่กำลังบอกเขาเกี่ยวกับวันประกวดดาวเดือนของคณะในอาทิตย์หน้าที่จะถึง

            แม้จะไม่ได้สนใจและไม่อยากลงเข้าประกวดแต่ก็ต้องโดนลากมาเพียงเพราะในตอนนี้เขาโดนรุ่นพี่ว๊ากหลายคนหมายหัวไว้ ถ้าขัดคำสั่งตอนนี้ทุกอย่างคงแย่ลงกว่าเดิม

            น้องบุ๋นมีอะไรจะถามพี่ไหมคะ” รุ่นพี่ที่พูดยิงยาวมาเกือบยี่สิบนาทีถามด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นหากแต่คนฟังไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น

            “ไม่มีครับ” บุ๋นทำท่าจะลุกออกไปจากลานคณะที่มีคนมานั่งฟังเหมือนเขาเกือบสิบคน

            “เดี๋ยวน้องบุ๋น!” รุ่นพี่เรียกเขาไว้อีกครั้ง “อย่าลืมบอกการแสดงกับพี่ภายในวันศุกร์นี้นะ

            “ครับ” บุ๋นยิ้มนิดๆก่อนจะยกมือไหว้ด้วยความเคารพแล้วขอตัวออกมา

            มีหลายคนที่ลงประกวดก็จริงแต่เหมือนรุ่นพี่จะต้องการเขามากเป็นพิเศษ ตั้งแต่ที่เอาใบสมัครมาให้ถึงหน้าห้องเรียน เรียกไปพูดเรื่องการประกวดบ่อยๆ รวมถึงพูดชื่อของเขาบ่อยมากกว่าเพื่อนที่ประกวดด้วยกัน 

            เฮ้อ…

            ยังไม่ทันที่จะเดินออกมาจากคณะเขาก็นึกขึ้นได้ว่าอยากจะซื้อของกลับเข้าไปกินที่ห้อง วันนี้เลิกเรียนตั้งแต่บ่ายโมงเลยทำให้เขาพอมีเวลาทำอาหารกินเอง ถึงแม้ว่าปกติจะชอบซื้อทานมากกว่าก็ตาม ไหนๆเขาก็เรียนอยู่คณะเกษตร อุดหนุนคณะตัวเองก็ไม่แปลก

            บุ๋นเดินเข้ามาในร้านเล็กๆที่เปิดอยู่ในคณะของตัวเอง ภายในร้านเต็มไปด้วยผลิตภัณฑ์จากคณะเกษตร แยมทาขนมปัง นมเกษตร รวมไปถึงผักปลอดสารพิษ เขากวาดตามองไปทั่วร้านอย่างกับหาจุดสนใจไม่ได้ในเมื่อของในร้านดูน่าซื้อไปหมดทุกอย่าง จนสายตาของเขาหยุดลงที่แครอท

            แครอทที่ไม่ได้ใหญ่เท่าที่หมอเคยซื้อ…มันคือเบบี้แครอท

            พอเห็นแครอทเขาก็นึกถึงหน้าของหมอขึ้นมาทันที ไม่รอให้ความคิดแล่นไปมากกว่านี้ บุ๋นหยิบเบบี้แครอทที่ใส่ถุงไว้อย่างดีขึ้นมาก่อนจะหันไปเลือกของอีกสองสามอย่างเพื่อกลับไปทำกับข้าวกินกับสองและสามที่หอ

            จะอร่อยหรือไม่อร่อยก็แล้วแต่บุญแต่กรรมที่ทำมา

 

            แลปสามชั่วโมงในตอนบ่ายไม่สามารถดึงสมาธิของคนที่สวมเสื้อกาวน์ให้อยู่ได้โดยไม่ง่วง ฐานทัพเดินออกจากห้องมาเพื่อล้างหน้าและทำธุระส่วนตัวก่อนที่จะกลับเข้าไปเผชิญแลปที่แสนง่วงอีกครั้ง ความจริงเขาก็ดื่มกาแฟตั้งแต่เช้าแล้ว สงสัยคาเฟอีนในร่างกายยังไม่พอ

            ระหว่างทางที่กำลังเดินไปห้องน้ำสายตาของเขาก็หยุดลงที่ร่างของคนคุ้นตาเดินตรงมาที่จักรยานของเขาอย่างไม่ลังเลพร้อมกับถุงพลาสติกที่มีของอะไรบางอย่างอยู่ในถุง บุ๋นแขวนถุงไว้ที่แฮนจักรยานก่อนจะเปิดกระเป๋าแล้วฉีกสมุดหน้ากลางออกมาพร้อมกับเขียนข้อความยุกยิกอยู่พักหนึ่งแล้วม้วนสอดเข้าไปในถุง

            ทุกการกระทำถูกจับจ้องด้วยสายตาของเจ้าของจักรยานที่ไม่เข้าใจว่าบุ๋นกำลังทำอะไรอยู่ ใบหน้าที่เปื้อนด้วยรอยยิ้มดูมีความสุขหลังจากที่จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว บุ๋นหมุนตัวทำท่าว่าจะเดินกลับแต่ดันหันมาอีกรอบทำให้คนที่กำลังมองเพลินๆถึงกับต้องรีบหมุนตัวไปซ่อนหลังเสาต้นใหญ่

            ทันใช่ไหม

            ฐานทัพนึกในใจก่อนจะค่อยๆยื่นหน้าไปดูอีกครั้งแต่กลับไม่พบร่างของคนที่ยืนอยู่เมื่อครู่อีกแล้ว เขาถอนหายใจช้าๆก่อนจะมองถุงที่แขวนอยู่ที่จักรยาน ใจก็อยากจะเดินลงไปดูว่ามันคืออะไรแต่เขาไม่มีเวลามากขนาดนั้น ฐานทัพมองถุงตรงหน้าอีกพักหนึ่งก่อนจะตัดสินใจเดินกลับเข้าห้อง

            โดยที่ไม่รู้เลยว่ามีสายตาของใครอีกคนจ้องมองเขาอยู่

            บุ๋นค่อยๆยื่นหน้าออกมาจากบันไดชั้นสองที่เขารีบวิ่งขึ้นมาหลังจากที่เห็นเงาแว๊บๆมองเขาตอนที่อยู่ข้างล่าง ทันทีที่รู้ว่าเป็นหมอฐานทัพใจก็อยากจะเดินเข้าไปทักเหมือนทุกทีแต่เขารู้ตัวเองดีว่าไม่ควรทำแบบนั้น ท่าทางของหมอดูเหมือนตั้งใจจะไม่ให้เขาเห็น

            งั้นเขาแอบดูอยู่ตรงนี้ก็ได้

            ถ้ามันจะทำให้หมอสบายใจมากกว่า

            ฐานทัพกลับเข้ามาในห้องแลปอีกครั้งก่อนจะเดินไปรวมกลุ่มกับปกป้องและคินที่มีสภาพไม่ต่างจากเขาเท่าไหร่ เห็นทีวันนี้เขาต้องหลับเป็นตายเหมือนวันก่อนๆอีกแน่ๆ

            เวลาในการเรียนผ่านไปช้าๆราวกับหนึ่งปีจนเข็มยาวชี้เลขสิบสอง เสียงถอนหายใจจากคุณหมอหลายๆคนดังขึ้นพร้อมกับเสียงของอาจารย์ที่บอกให้เก็บอุปกรณ์แล้วกลับได้ ฐานทัพจัดการทุกอย่างเรียบร้อยก่อนจะเดินออกมาพร้อมกับเพื่อนอีกสองคนที่ทำหน้าตาเหมือนต้องการกลับไปล้มตัวลงนอนบนเตียงนุ่มๆ

            พรุ่งนี้เจอกัน” คำพูดลาที่มักพูดกันทุกวันหลังเรียนเสร็จ ฐานทัพโบกมือลาเพื่อนอีกสองคนก่อนจะตรงไปที่รถจักรยานของตัวเองที่จอดอยู่พร้อมกับถุงที่ยังไม่หายไปไหน

            วันนี้ขาดูก้าวยาวผิดปกติ เขาเดินมาถึงที่รถพร้อมกับดึงกระดาษที่สอดอยู่ออกมากางดูข้อความที่เขียนสั้นๆแต่ใช้กระดาษได้สิ้นเปลืองพื้นที่ เนื้อความเขียนว่า…

            

            เห็นแครอทแล้วนึกถึงพี่ผมเลยซื้อมาฝาก ลองทานดูนะครับ

            แต่นี่ไม่ใช่แครอทนะเรียกว่า เบบี้แครอท

 

            ตัวหนังสือที่ค่อนข้างอ่านยากลงท้ายชื่อที่คุณหมอคุ้นเคย ฐานทัพม้วนกระดาษเก็บไว้อย่างเดิมก่อนจะเปิดดูถุงที่ใส่เบบี้แครอทสีสวยไว้ข้างในจนคนที่เห็นแอบยิ้มในใจ ถ้าเรียงลำดับผักผลไม้ที่ชอบทานมากที่สุดสิ่งแรกของฐานทัพก็คือแครอท ไม่รู้ว่าทำไมถึงชอบแต่เห็นทีไรก็อดใจซื้อกลับไปไว้ที่หอไม่ได้ทุกที

            เขาหยิบถุงที่แขวนไว้ใส่ตะกร้าหน้ารถก่อนจะปลดล็อกจักรยานเพื่อเตรียมตัวกลับหอพัก พอเห็นจักรยานก็นึกขึ้นได้ถึงวันนั้นที่ตอนเช้ามาจักรยานก็มาจอดอยู่หน้าหอเขาทั้งๆที่เขาจอดทิ้งไว้ที่คณะ แต่ไม่ต้องสงสัยนานเขาก็พอจะเดาออกว่าใครเป็นคนเอามาจอดไว้ให้เขา

            มีคนเดียวที่รู้รหัส

            ฐานทัพปั่นจักรยานกลับมาที่หอพักในเวลาเกือบห้าโมงเย็น เป็นวันที่เรียกว่าเลิกไวที่สุดเลยก็ว่าได้ เขาจอดจักรยานโดยไม่ลืมที่จะหยิบถุงแครอทที่อีกคนซื้อให้ติดมือขึ้นไปด้วย

            ขอบคุณสำหรับแครอท

            สนามบาสของมหาลัยมีผู้คนพลุกพล่านผิดปกติ คนที่ถูกโทรเรียกจากเพื่อนจอดจักรยานไว้ข้างสนามก่อนจะเดินไปหาเจ้าตัวที่นั่งยิ้มดีใจที่เห็นเพื่อนตัวเองยอมมาตามคำคะยั้นคะยอของเขา

            “อะไรวะสอง” บุ๋นที่โดนเรียกออกมากลางคันทำหน้างงๆ ความจริงมีอะไรด่วนก็กลับไปคุยกันที่หอก็ได้ไม่เห็นต้องเรียกมาถึงที่นี่

            รู้สึกแปลกๆยังไงไม่รู้

            “นึกว่าจะไม่มาแล้วครับพ่อว่าที่เดือนคณะ” คนที่ติดนิสัยกวนๆลุกขึ้นเดินมากอดคอบุ๋นไว้ “มาแล้วมึง” สองพูดพร้อมกับหันไปมองเพื่อนอีกสองคนที่นั่งรออยู่ก่อนหน้า

            ไอ้หนึ่ง ไอ้สาม

            อะไรของพวกมันวะ…

            ยังไม่ทันที่จะได้ถามอะไรใครอีกคนก็เดินมาตบบ่าบุ๋นหนักๆก่อนจะเอ่ยทักทายด้วยคำพูดสบายๆที่ทำให้อีกคนถึงกับเงียบไปชั่วขณะ

            ไงบุ๋น ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ

            “พี่ต้า” บุ๋นเรียกชื่อคนตรงหน้าอย่างไม่เต็มเสียง ความทรงจำเก่าๆที่เขาเคยพยายามลบออกไปเริ่มกลับมาหลอกหลอนเขาอีกครั้ง

            ทั้งๆที่ไม่อยากจะให้ความทรงจำพวกนั้นกลับมาอีก

            “กูขอตัว” บุ๋นแกะมือสองออกแล้วทำท่าจะเดินออกมาโดยไม่รักษามารยาท ทำให้เพื่อนอีกสองคนที่เห็นท่าว่าจะไม่ดีต้องรีบวิ่งเข้ามาขวาง

            “ไอ้สี่ใจเย็นดิวะ” สามพูดก่อนจะเหลือบไปมองพี่ต้าที่ยังคงหันมายิ้มให้เพื่อนของเขา

            พากูมาเจอมันทำไม” บุ๋นกดเสียงลงต่ำ พยายามข่มอารมณ์ที่พลุ้งพล่านอยู่ข้างใน “กูถามว่าพากูมาเจอมันทำไม!!!” 

            ใจเย็นดิมึง” หนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงใจเย็น เขารู้ดีว่าระหว่างไอ้สี่กับพี่ต้ามีเรื่องที่ไม่ดีต่อกันมานานและมันทำให้เพื่อนของเขาไม่กล้าที่จะทำในสิ่งที่รักต่อ

            เพราะไม่อยากให้จมอยู่กับอดีตเลยต้องให้มันมาเผชิญหน้า

            เย็นยังไงวะ พวกมึงก็รู้ว่ากูเกลียดหน้ามัน” เขาไม่เคยโมโหอะไรเท่าวันนี้มาก่อน วันที่เพื่อนทุกคนรู้ทุกอย่างแต่ยังดันให้เขามาเจอกับคนที่ไม่อยากเจอ

            “ก็เพราะรู้ว่ามึงเกลียดกูเลยพามึงมาเจอไง” สองที่เดินตามมาพูดขึ้นบ้าง “มึงไม่อยากกลับไปแก้ไขอดีตหรอวะ

            “หึกูกลับไปแก้ไขอะไรได้วะ” บุ๋นรู้ตัวดีว่าตอนนี้เขาอยู่ในอารมณ์ที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อและเขาไม่ชอบตัวเองทุกครั้งที่เป็นแบบนี้

            “ฟังกูนะไอ้สี่…” สองถอนหายใจก่อนจะเริ่มอธิบายในสิ่งที่เขาต้องการบอก มึงวิ่งหนีมากี่ปีแล้ววะ มึงไม่อยากกลับไปเผชิญหน้ากับมันบ้างหรอ

            “ไม่…” บุ๋นพูดพร้อมก้มลงมองขาตัวเอง

            ขาที่กว่าจะกลับมาเดินได้ปกติ ขาที่เขาต้องใช้ระยะเวลาในการรักษาตัวนานแรมปี ขาที่เขาเคยเดินวิ่งได้สะดวกสบายแต่กลับโดนมันทำให้ความฝันทุกอย่างของเขาจบลง

            มันเปลี่ยนอะไรไม่ได้หรอก” เขาพูดอย่างคนยอมแพ้

            บุ๋นไม่เคยยอมแพ้อะไรง่ายๆแต่กับเรื่องนี้เขายอมที่จะเป็นฝ่ายถอยออกมาเพราะไม่ว่าเขาจะพยายามมากแค่ไหนสุดท้ายเขาก็ต้องแพ้ให้กับคนๆนี้อยู่ดี ทั้งๆที่ตัวเขาเองไม่เคยทำอะไรให้มันก่อน

            ไม่เคยเลย

            “เชื่อในพวกกูสักครั้ง มึงลองวิ่งชนปัญหาครั้งนี้ได้ไหมวะ เหมือนครั้งก่อนๆที่มึงเคยทำ” สองพูดออกมาด้วยความรู้สึกหลากหลายภายในใจ

            ไม่อยากให้ไอ้สี่ต้องทิ้งความฝันของตัวเองเพียงเพราะเหตุการณ์ในวันนั้น

            “จะให้กูทำยังไงวะ

            “สมัครเป็นตัวแทนบาสมหาวิทยาลัย

            “…!!!” คำพูดของสองทำเอาคนที่ถามออกไปเงียบลงทันทีที่เพื่อนพูดจบ บุ๋นถอนหายใจออกมาหนักๆก่อนจะส่ายหน้าแทนคำปฏิเสธ

            เขาไม่กล้า

            กูแค่อยากให้มึงหลุดจากเหตุการณ์ในวันนั้น” สองพูดต่อ “ยังไม่ต้องให้คำตอบพวกกูตอนนี้ก็ได้ แค่อยากให้มึงกลับไปคิด

            “อืม” บุ๋นพยักหน้ารับคำแม้ว่าในใจลึกๆจะไม่คิดลงสมัคร

            “พรุ่งนี้สมัครวันสุดท้าย

            “…”

            “กูหวังว่ามึงจะทำเพื่อตัวมึงเอง

            เขาปั่นจักรยานออกมาจากสนามบาสหลังจากที่คุยกับเพื่อนอีกสามคนเสร็จ บุ๋นขอตัวกลับมาที่หอก่อนส่วนอีกสามคนยังคงอยู่ที่สนาบาสดูคนอื่นๆเล่นบาสเพื่อรอเวลานัดช่วงเย็นที่ทั้งสี่คนว่างตรงกันเพื่อไปหาร้านนั่งกินแถวมหาลัย ในตอนนี้หัวสมองของเขาขาวโพลน คิดอะไรไม่ออก ไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อไปทั้งๆที่ในใจเขาก็ยังคงต่อต้านอยู่ลึกๆ

            แต่เพราะความกลัว

            กึก!

            จักรยานของเขาหยุดลงเมื่อเห็นใครบางคนกำลังเดินสวนกับจักรยานของเขา ถ้าเป็นเหมือนทุกครั้งบุ๋นเองก็คงจะกระตือรือร้นแล้วรีบวกจักรยานกลับไปหา แต่ในครั้งนี้เขาทำเพียงแค่หันไปมองดูอีกคนเดินออกห่างจากเขาไปเรื่อยๆ จนคนๆนั้นหยุดฝีเท้าลงแล้วหันกลับมามองเมื่อรู้สึกเหมือนมีใครมองเขาอยู่

            มีอะไร” ฐานทัพเป็นฝ่ายเริ่มถามเมื่อเห็นอีกฝ่ายดูสีหน้าไม่ดี เขาแค่จะเดินออกไปซื้อของไม่ไกลจากที่ยืนอยู่ คุยสักพักก็คงไม่เป็นไร

            เปล่าครับ” บุ๋นส่ายหน้าแล้วพยายามยิ้มให้อีกฝ่ายดู เขาค่อยๆถอยจักรยานเพื่อที่จะได้ไม่ต้องตะโกนคุยกับหมอ “พี่จะไปไหนผมไปส่งไหม

            “เป็นอะไร” ฐานทัพไม่ได้สนใจคำถามของคนตรงหน้า เขารู้สึกแค่ว่าวันนี้รอยยิ้มที่เห็นนั้นเปลี่ยนไป มันเหมือนเป็นการฝืนยิ้มทั้งๆที่ในใจมีเรื่องบางอย่างอยู่

            ซึ่งถ้าคนตรงหน้าไม่เล่าเขาก็คงไม่ถามต่อเพราะมันจะทำให้อีกฝ่ายลำบากใจเปล่าๆ

            “ผม…”

            “โกหก” เขาทิ้งท้ายไว้แค่นั้น เตรียมตัวจะเดินออกมาเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าไม่อยากจะเล่า ฐานทัพเองไม่ใช่คนที่อยากรู้อะไรต้องรู้ให้ได้ขนาดนั้น

            ในเมื่ออีกฝ่ายไม่พร้อม เขาก็ไม่ถามต่อ

            “พี่ครับ” น้ำเสียงเรียบๆเอ่ยเรียกอีกคนให้หยุดเดิน “พี่ว่างไหม

            “…”

            “อยู่กับผมก่อนได้รึเปล่า

            “อืม” ฐานทัพรับคำสั้นๆก่อนจะหันกลับมาอีกครั้ง สีหน้าของคนตรงหน้าบ่งบอกทุกอย่างได้เป็นอย่างดี

            บุ๋นจอดจักรยานลงข้างๆริมฟุตบาทก่อนจะนั่งลงตรงเก้าอี้ไม่ไกลจากที่จอดจักรยาน ร่างของหมอฐานทัพนั่งลงเงียบๆเพื่อรอฟังสิ่งที่คนข้างตัวกำลังจะเอ่ยออกมา

            เมื่อก่อนผมชอบเล่นกีฬามากๆ” บุ๋นเหม่อมองออกไปไกลสุดสายตาราวกับกำลังหวนนึกถึงอดีตที่ข่มขื่น “กีฬาที่ผมชอบเล่นที่สุดคือบาสเกตบอล

            “อืม” ฐานทัพรับคำสั้นๆแล้วหันไปมองแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด

            ผมเล่นเก่งมาก เก่งชนิดที่อาจารย์ขอให้ผมเป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งกีฬาระดับภาค มันเป็นสิ่งที่ผมใฝ่ฝันมาตั้งแต่เป็นนักกีฬาของโรงเรียนว่าสักวันผมต้องได้ไปแข่งระดับภาคให้ได้ เพราะมันไม่ได้จบแค่ตรงนั้น ถ้าเกิดฝีมือดีก็อาจจะได้เป็นถึงนักกีฬาทีมชาติ” บุ๋นหัวเราะเบาๆ “แต่ทุกอย่างมันไม่เป็นไปอย่างที่คิด…”

            เสียงของเขาขาดห้วงทำให้คนที่กำลังฟังอยู่เงียบๆหันไปมองคนข้างๆอีกครั้ง ในแววตาคู่นั้นมีความรู้สึกหลากหลายอารมณ์ซ่อนอยู่ ทั้งเศร้า เสียใจ และ ความเกลียด ฐานทัพกำลังจะบอกให้บุ๋นหยุดเล่าแค่ตรงนี้แต่ยังไม่ทันที่จะพูดขัดเสียงของบุ๋นก็เล่าต่อ

            ผมมีรุ่นพี่ที่เคารพอยู่คนหนึ่ง เขาชื่อพี่ต้า พี่ต้าเป็นหัวหน้าทีมของโรงเรียน เป็นคนที่เก่งที่สุดในทีมก็ว่าได้ ในตอนนั้นผมเคยฝันว่าอยากจะเล่นบาสเก่งให้ได้ครึ่งของพี่ต้า แล้ววันนั้นก็มาถึง ผมได้เป็นตัวแทนของโรงเรียนไปแข่งระดับภาคโดยที่ผมเป็นเด็กมอสี่คนเดียว นอกนั้นเป็นรุ่นพี่ของผมทั้งหมด ผมได้ขึ้นมาเป็นตัวจริงและพี่ต้าโดนเปลี่ยนไปเป็นตัวสำรองเพียงเพราะช่วงนั้นพี่เขาไม่ได้มาซ้อมเพราะมีปัญหากับแฟนบ่อย ครูเลยลงโทษพี่เขาโดยการเปลี่ยนผมที่เป็นตัวสำรองขึ้นมาเป็นตัวจริงและให้พี่เขาเป็นตัวสำรองแทน

            “แล้วทำไมไม่เปลี่ยนกับคนอื่น

            “ผมก็ไม่รู้ แต่ครูบอกว่าอยากจะให้ผมเป็นตัวจริงแทนพี่ต้า

            “แล้วเขาไม่โกรธ?

            “โกรธสิครับ โกรธมากด้วย” บุ๋นหันมายิ้มบางๆให้ฐานทัพ เป็นรอยยิ้มที่เศร้าที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นจากคนๆนี้ “วันนั้นเป็นวันก่อนไปแข่งสองวัน ผมนัดกับพวกเพื่อนๆไปเล่นเกมส์ที่ร้านเกมส์เหมือนปกติทุกวัน แต่ผมไปช้ากว่าเพราะผมติดซ้อมที่โรงเรียน กว่าจะเลิกก็เกือบหนึ่งทุ่ม...ผมเดินไปตามทางที่เคยไปทุกวันเหมือนปกติ แต่มันกลับไม่เป็นอย่างที่ผมคิดไว้” บุ๋นพูดพร้อมกับก้มหน้าลงพยายามสงบสติอารมณ์ของตัวเอง

            ทั้งๆที่เขาพยายามจะลืม…

            “ถ้าไม่ไหว ก็หยุดก่อน

            “ผมไหวครับ ถ้าพี่อยากจะฟังต่อ” บุ๋นหันมายิ้มให้อีกครั้ง “จู่ๆก็มีของแข็งฟาดลงที่ขาของผมอย่างแรง ในตอนนั้นตัวผมทรุดลงไปกับพื้น ผมร้องเสียงดังจนคิดว่าคนในละแวกนั้นต้องได้ยิน แต่ทางที่ผมเดินมันเป็นซอยลัดที่ไปถึงร้านเกมส์ได้ใกล้กว่า คนเลยไม่ค่อยพลุกพล่าน ผมถูกรุมกระทืบโดยที่ผมเองก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำ ทั้งๆที่ผมไม่เคยมีเรื่องกับใคร ที่แปลกก็คือพวกมันดันสนใจขาทั้งสองข้างของผมเป็นพิเศษ…ไม้หน้าสามตีลงมาที่ขาผมอย่างไม่ยั้งจนผมรู้สึกเหมือนกระดูกของผมแตกเป็นเสี่ยงๆ แล้วเสียงๆหนึ่งก็สั่งให้คนพวกนั้นหยุดผมหันไปมองตามต้นเสียงนั้น พี่รู้ไหมว่าใคร

            “…”

            “พี่ต้า” บุ๋นพูดน้ำเสียงสั่น เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนจะพูดต่อ “ผมโทรไปหาเพื่อนอีกสามคนหลังจากที่พวกมันไปกันแล้ว ขาผมหักต้องเข้ารับการรักษาตัวเป็นเวลาเกือบหนึ่งปี ส่วนพี่ต้าได้กลับมาเป็นตัวจริงอีกครั้งเพราะผมได้รับบาดเจ็บเลยต้องขอสละสิทธิ

            “อืม…” ฐานทัพไม่รู้ว่าตัวเองควรจะพูดอะไรออกไปในเมื่อสิ่งที่เขาได้ฟังมาเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะละเอียดอ่อนกับความรู้สึกของคนที่มีใจรักในสิ่งหนึ่งมากๆ

            ผมจะไม่โกรธถ้าทุกอย่างที่เกิดขึ้นผมทำตัวเองแต่ที่ผมโกรธเพราะผมทำอะไรไม่ได้ ไม่มีพยาน ไม่มีหลักฐาน” พูดให้ใครฟังก็คงไม่มีใครเชื่อเพราะในสายตาหลายๆคนพี่ต้าคือเทวดาใจดี ส่วนเขามันก็แค่เด็กคนหนึ่งที่พาลว่าพี่ต้าเป็นคนทำร้าย “ความจริงผมเกือบลืมเรื่องนี้ไปแล้ว ถ้าพวกเพื่อนมันไม่โทรเรียกผมให้ไปเจอพี่ต้าวันนี้

            “ไปเจอทำไม

            “พวกมันอยากให้ผมแก้ปมในอดีต อยากให้ลงสมัครคัดเลือกบาสมหาลัย

            “สมัครสิ

            “ครับ?” บุ๋นเลิกคิ้วขึ้นเมื่อหมอตอบกลับมาทันที “พี่บอกผมว่าให้สมัครหรอ

            “อืม” ฐานทัพพยักหน้า “จะยอมทิ้งสิ่งที่รักเพราะคนๆเดียวงั้นหรอ

            “ผมกลัวกลัวว่าเหตุการณ์แบบนั้นจะเกิดขึ้นอีกครั้ง

            “อย่าพึ่งคิดไปก่อน” เขาหันมาสบตาคนข้างๆ “ถ้ายังเอาชนะตัวเองไม่ได้ ก็ไม่มีวันชนะคนอื่น

            “ผมรู้

            “เชื่อว่าทำได้” ฐานทัพหันมาพูดด้วยความรู้สึกที่คิดอย่างนั้นจริงๆ เหมือนที่อีกคนเคยเชื่อมั่นในตัวเขา “ต้องทำได้

            “ขอบคุณนะครับ” บุ๋นหันมายิ้มให้คนข้างๆ “ขอบคุณที่เชื่อ

            ขอบคุณที่เชื่อทั้งๆที่ตัวเขาเองยังไม่เคยเชื่อ…

            “เหมือนที่เชื่อ” ในตัวของเขา ฐานทัพเลือกที่จะเก็บคำหลังไว้เหลือเพียงแค่ความคิด เขารู้สึกเหมือนคนข้างๆเริ่มรู้สึกดีขึ้นกว่าตอนแรก กำลังจะไปไหน

            “ไปไหน?” บุ๋นทวนคำถามอย่างไม่เข้าใจ

            “เมื่อกี้” ตอนที่ขับสวนกัน

            “อ่อ…” บุ๋นยิ้มออกมาบางๆ ไม่รู้ครับไม่รู้ว่าจะไปไหน

            “…”

            “รู้ตัวเองอีกทีก็ปั่นมาแถวนี้แล้ว” คำตอบที่ไม่ได้กุเรื่องขึ้นมา ตอนแรกตั้งใจจะกลับไปที่หอก่อนที่จะออกไปอีกครั้ง แต่รู้ตัวอีกทีจักรยานก็ดันขับมาคนละทางกับหอพัก

            “อ่อ” ฐานทัพรับคำสั้นๆ “สบายใจขึ้นรึยัง

            “ครับ” บุ๋นตอบกลับมาทันที คำถามของหมอฐานทัพอาจจะเป็นเพียงคำถามธรรมดาทั่วไป แต่เขาสัมผัสได้ถึงความห่วงใยในคำถามนั้น “พี่จะไปไหน ให้ผมไปส่งไหม

            “ไม่เป็นไร” 

            “แต่ผม…”

            “ครั้งนี้ห้ามปฏิเสธ” ฐานทัพรีบพูดดัก หลายครั้งแล้วที่เขาโดนเด็กปีหนึ่งคนนี้พูดคำๆนี้ใส่ ถึงเวลาที่เขาต้องพูดกลับบ้าง “กลับไปพักผ่อน

            “ครับขอบคุณมากนะครับที่รับฟังผม

            “ไม่เป็นไร

            “จะไม่ให้ผมไปส่งจริงๆหรอ

            “ไม่” ฐานทัพตอบกลับมาทันควันทำเอาคนที่มีความตั้งใจเต็มที่ถึงกับทำหน้าจ๋อย 

            “ครับบบบไม่ถามแล้ววว” บุ๋นยกมือยอมแพ้ 

            “เลิกทำหน้าแบบนี้” ฐานทัพลุกขึ้นเตรียมจะเดินออกไป เขาหันกลับมามองคนที่ยังคงทำหน้างงก่อนจะพูดต่อ “ทำหน้าแบบเดิมดีกว่า

            แบบเดิม…

            บุ๋นหยุดคิดไปพักหนึ่ง ไม่ทันที่เขาจะถามอะไรต่อร่างของหมอฐานทัพก็เดินจากเขาไปอย่างรวดเร็วโดยทิ้งคำพูดให้เขาต้องมานั่งแปลความหมายในสิ่งที่หมอพูดออกมา

            ทำหน้าแบบเดิม

            หรือว่าหมอจะหมายถึงเวลาเขายิ้ม

            ยิ้ม…” พอคิดได้รอยยิ้มของบุ๋นก็เผยออกมา สายตาของเขาทอดยาวไปยังทางที่คุณหมอเดินไปด้วยรอยยิ้มที่ไม่หายไปจากใบหน้าได้รูป

            ต่อให้ต้องยิ้มจนตีนกาขึ้นมันก็คุ้มสำหรับเขา

            เขานั่งอยู่ที่เดิมพักใหญ่ก่อนที่โทรศัพท์มือถือจะดังพร้อมกับข้อความแจ้งเตือนของเพื่อนๆที่บอกว่าให้ไปเจอกันที่ร้านแถวมหาลัยในอีกยี่สิบนาทีข้างหน้า บุ๋นถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกหลายๆอย่าง ทั้งโล่งอก ทั้งสบายใจและกดดันไปในเวลาเดียวกัน

            ต้องทำได้สิในเมื่อมีอีกหลายคนเชื่อมั่นในตัวเขาและหนึ่งในนั้นก็คือคนสำคัญ

            พี่จำไว้นะ ที่ผมกล้ากลับไปเล่น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพี่เชื่อในตัวผม

 

            ร้านแถวมหาลัยเต็มไปด้วยผู้คนแน่นเกือบทุกร้าน เป็นโซนกว้างที่ร้านต่างๆจะตั้งเรียงกันเป็นแถว อยากจะเดินไปสั่งร้านไหนกินก็ได้ กว่าทั้งสี่คนจะได้ที่นั่งก็รอคิวไปเกือบยี่สิบนาที ทันทีที่ได้นั่งเมนูที่วางอยู่ก็ถูกดึงจากทั้งสี่ทิศราวกับว่าใครหยิบก่อนกินฟรี

            “เอ่อเดี๋ยวไปเอาเมนูมาให้เพิ่มนะคะ” พนักงานที่เตรียมจะจดรายการถึงกับยิ้มนิดๆก่อนจะเดินไปหยิบเมนูเครื่องดื่มและอาหารออกมาให้ทั้งสี่คนเพิ่ม

            “รีบอะไรขนาดนั้นวะ” หนึ่งที่แย่งเมนูมาถือไว้ไม่ทันเป็นฝ่ายพูดก่อน ทำเหมือนตัวเองไม่ได้แย่งเมนูเมื่อครู่

            “แพ้อะดิเลยพาล” สองยิ้มชอบใจเมื่อเป็นฝ่ายชิงเมนูมาดูได้เป็นคนแรก

            “เปล่า กูไม่หิวอยู่แล้ว” หนึ่งแก้ตัวน้ำขุ่นๆก่อนจะเปิดเมนูที่พนักงานเอามาให้เพิ่มดูรายการอาหารและเครื่องดื่ม

            “ผมเอาชาเขียวกับราดหน้าครับ” บุ๋นสั่งคนแรกโดยที่ไม่จำเป็นต้องคิดเมนูให้ยุ่งยาก ปกติเขาก็กินอะไรซ้ำๆเดิมๆแบบนี้ประจำ

            “โห่ไอ้สี่ มึงมาถึงนี่ยังจะแดกราดหน้าอีกหรอวะ ไม่อินเตอร์เลย” สองอดแขวะเพื่อนไม่ได้ “ผมเอาส้มตำปูปลาร้าครับ

            ครับ…เมนูมึงอินเตอร์มาก

            ผมเอาโกโก้เย็นกับข้าวผัดก็ได้ครับ” สามที่เลือกอยู่นานหันไปบอกบ้าง

            “งั้นเอาเหมือนกันครับ” หนึ่งที่คิดเมนูไม่ออกหันไปเลือกเมนูตามสามเหมือนทุกๆครั้งที่ขี้เกียจคิดจนทำเอาคนที่สั่งก่อนหันมามอง

            “ลอกกูอีกแล้ว” สามพูดทีเล่นทีจริง “นี่ถ้ากูมีแฟนมึงจะเอาแฟนคนเดียวกับกูอีกไหม

            “ไม่ว่ะ กูไม่อยากมีแฟน” หนึ่งรีบปฏิเสธออกมาทันที “แค่เรียนกูก็หัวปั่นแล้ว มีแฟนอีกกูคงตายแน่ๆ” ว่าที่หมอหมาพูดออกมาพร้อมส่ายหัว

            เอ้า มึงจะโสดหรอวะ” สองแซว

            โสดไม่โสดไม่รู้ รู้แค่ตอนเรียนกูยังไม่อยากมี” หนึ่งพูดต่อ “เรียนก็หนักแล้ว จะเอาเวลาไหนไปดูแลวะถามจริง

            “อืม นั่นสิ” บุ๋นที่นั่งเงียบไปนานพึมพำเบาๆ “คนที่เรียนสายนี้คิดแบบนี้กันหมดเลยหรอวะ

            “ก็ไม่มั้ง แต่ส่วนมากก็คงคิดแบบนี้” 

            “ช่างเถอะ มาพูดเรื่องเครียดทำไมวะ มาคุยเรื่องอื่นกันเถอะ” สองที่เห็นสีหน้าของเพื่อนเริ่มซีเรียสเอ่ยขัดเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ

            “คุยไร กูขอบ่นก่อนได้ปะ” คนที่มีเวลานอนน้อยสุดยกมือขึ้นนิดๆ “งานเยอะชิบหาย ไหนจะงานของปีหนึ่ง งานวิชาเรียนอีก” สามทึ้งผมตัวเองที่ปล่อยให้ยาวจนระต้นคออย่างหงุดหงิด

            “ของกูแทบไม่มีอะไรเลย แค่ต้องไปล่าลายเซ็นรุ่นพี่” สองพูดตาม “คณะกูไม่เคร่งมากว่ะ

            “เหมือนกัน” หนึ่งพูดต่อ “ของกูก็รับน้องทั่วไป ไม่มีอะไรมาก คงเพราะแค่เรียนก็เหนื่อยจะแย่อยู่แล้วมั้ง” 

            “แต่ของกูเคร่งว่ะ” บุ๋นที่นั่งฟังเพื่อนพูดถึงรับน้องถึงกับพูดขึ้นมาบ้าง ตอนนี้ยังไม่ได้รุ่น ไหนจะต้องเข้าห้องเชียร์เกือบทุกเย็นอีก ขี้เกียจ

            “นี่หรอวะเรื่องผ่อนคลาย” สองหันไปมองหน้าสามที่จุดประเด็น “หน้าไอ้สี่แทบจะผูกโบว์ได้อยู่แล้ว

            “เออกูขอโทษ

            “พวกมึงเลิกนอกเรื่องได้แล้ว เข้าประเด็นเลย” บุ๋นที่นั่งจับผิดพฤติกรรมของเพื่อนทั้งสามคนตั้งแต่แรกทนไม่ไหว ทำไมเขาจะดูไม่ออกว่าพวกนี้ต้องการจะพูดอะไรกับเขา

            เพียงแค่ไม่มีใครกล้าเริ่ม

            “รู้ได้ไงวะ” สามยอมรับคนแรกก่อนจะมองไปทางสองเหมือนให้เป็นฝ่ายเริ่มพูด “มึงเลย คนต้นคิด

            “ทีงี้ละโยนให้กูเลยนะ” สองมองค้อนก่อนจะหันกลับมาทำสีหน้าจริงจัง คือ…”

            “พูดมา” บุ๋นเร่ง

            “กูบังเอิญเจอพี่ต้าก่อนกลับหอ แล้วก็เลยนึกถึงมึง

            สองพูดในสิ่งที่เขารู้สึกออกมา แม้จะเป็นการเสี่ยงที่สี่จะโกรธแต่เขาก็อยากจะลองเพื่อให้เพื่อนตัวเองได้กลับไปทำในสิ่งที่มันรัก ทำไมเขาจะดูไม่ออกว่าบุ๋นรักการเล่นกีฬามากแค่ไหน เขาไม่อยากให้ทุกอย่างจบลงเพราะใครที่ไม่หวังดี

            “กูไม่อยากให้มึงฝังใจกับเรื่องนี้ อยากให้มึงลองเผชิญหน้ากับปัญหา ถึงมันจะยากแต่มึงไม่ต้องกลัว” สองระบายยิ้มออกมาบางๆ “พวกกูอยู่ตรงนี้มันจะไม่เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นอีก

            “อืมเห็นด้วยกับมันนะ” ภายใต้กรอบแว่นหนามีสายตาที่บ่งบอกถึงความเป็นห่วง “ตอนที่มึงเล่นบาส มึงเหมือนคนละคน

            “อืม…” คนที่นั่งฟังตอบรับสั้นๆ

            เขารู้ รู้มาตลอด

            ครั้งนี้จะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นอีก เชื่อพวกกู” หนึ่งพูดด้วยแววตามุ่งมั่น ไม่ใช่เขาไม่รู้ว่าเพื่อนเจออะไรมาบ้าง แต่จะให้เขาทำตัวเป็นศัตรูกับฝ่ายนั้นก็ดูจะโจ่งแจ้งไปนิดนึง

            ค่อยๆทำให้อีกฝ่ายตายใจน่าสะใจกว่า

            “อืม รู้แล้ว” บุ๋นถอนหายใจ ความจริงเขาก็คิดมาตลอดระหว่างทางที่มาร้าน แม้ใจจะไม่อยากกลับไปแต่อีกใจก็ยังบอกให้ลองอีกครั้ง

            ยิ่งคำพูดของคนๆนั้น…

            “กูจะพยายาม” คำพูดของบุ๋นทำเอาอีกสามคนตาโตอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง 

            “ทำไมครั้งนี้มึงรับคำง่ายจังวะ” สองดูสงสัยกับสิ่งที่เกิดขึ้น

            “ไม่รู้ว่ะ” บุ๋นยิ้มออกมา “คงถึงเวลาที่กูต้องลองเผชิญกับมัน

            เพื่อนทั้งสามคนหันไปแปะมืออย่างดีใจก่อนจะเอื้อมมือมาตบบ่าบุ๋นกันคนละทีสองที พวกเขาไม่คิดว่าเพื่อนคนนี้จะตอบตกลงง่ายขนาดนี้ ทั้งๆที่แต่ก่อนกว่าจะเชื่อสักอย่าพวกเขาต้องหาเหตุผลมาร้อยแปด

            “กูจะทำเต็มที่” บุ๋นหันไปมองเพื่อนก่อนที่รอยยิ้มจะปรากฏขึ้นอีกครั้ง “กูไม่อยากทำให้คนที่เชื่อมั่นในตัวกูผิดหวัง


 

            ร่างของคนที่ตื่นมาเรียนวิชาแรกตอนแปดโมงเดินออกมาจากห้องเลกเชอร์หลังจากที่อาจารย์สอนยาวไปสามชั่วโมง บุ๋นยกสมุดขึ้นมาปิดปากหาว ถ้าดูตารางดีๆไม่มีวันไหนเลยที่เขาไม่ต้องตื่นเช้า ทั้งๆที่คิดว่าอยู่มหาลัยแล้วจะไม่ต้องตื่นเช้า

            คิดผิด…

            “ไปหาไรกินไหมวะ กูหิว” บุ๋นหันไปมองเดชที่สภาพไม่ต่างจากเขาเท่าไหร่ คนที่ถูกเรียกชื่อพยักหน้าตอบรับก่อนจะหาวตามคนถาม

            “เออ เอาดิ” เป็นการตกลงที่ไม่ต้องมากความ ทั้งสองคนเดินตรงไปที่โรงอาหารกลางของมหาลัยอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นว่าโรงอาหารคณะไม่น่าจะมีที่ว่างเหลือให้พวกเขาสองคน

            “บุ๋น เดช!” น้ำเสียงใสดังขึ้นพร้อมกับร่างเล็กๆของหญิงสาวที่ถือแฟ้มสีสดใสไว้ในมือกำลังวิ่งตรงมาทางพวกเขาสองคนอย่างรีบร้อน

            มีอะไรรึเปล่า” เดชเป็นฝ่ายถาม นานๆทีสาวสวยในคณะจะเรียกชื่อก็ต้องตื่นเต้นเป็นธรรมดา

            “จะไปโรงอาหารกลางกันใช่ไหม” เธอถามด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหอบ

            “อืม ใช่” 

            “เราไปด้วยได้ไหม” น้ำฟ้าเว้นช่วงไปนิดก่อนจะพูดต่อ “พอดีเรามีเรียนต่อแต่เพื่อนไม่มีเรียนเลยกลับกันไปหมดแล้ว

            “อืม ได้ดิ” เดชเป็นฝ่ายตอบเมื่อเห็นว่าบุ๋นไม่ได้คัดค้านอะไร

            “ขอบคุณนะ” รอยยิ้มหวานหันไปยิ้มให้เดชก่อนจะหันไปยิ้มให้บุ๋น 

            “อืม ไปเถอะหิวแล้ว” บุ๋นตอบอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะเดินนำไปโดยปล่อยให้น้ำฟ้ากับเดชเดินคุยไปเรื่อยๆถึงแม้เจ้าตัวจะต้องหันไปตอบคำถามน้ำฟ้าบางครั้งก็ตาม

            โรงอาหารกลางไม่แตกต่างจากโรงอาหารคณะมากนัก อาจเพราะเป็นเวลาเลิกคลาสของหลายๆวิชาเลยทำให้คนแน่นเต็มโรงอาหาร บุ๋นกวาดสายตาเพื่อหาโต๊ะว่างสำหรับนั่งกินข้าว ถึงจะเห็นโต๊ะว่างหลายโต๊ะแต่พอมองดูดีๆก็ล้วนแต่มีของวางจองทั้งนั้น

            “กูนึกว่าแจกข้าวฟรี คนเยอะชิบ” เดชบ่นตามประสาคนใจร้อน 

            “มึงไปซื้อก่อนไป เดี๋ยวกูหาโต๊ะให้” บุ๋นหันไปบอกเดชกับน้ำฟ้าที่ยืนอยู่ข้างหลัง

            “เดี๋ยวเราไปหาโต๊ะกับบุ๋นก็ได้ เดชไปซื้อข้าวก่อนเลย” น้ำฟ้าหันไปบอกพร้อมกับรอยยิ้มน่ารักที่ทำเอาคนที่ถูกเรียกชื่อถึงกับพยักหน้าด้วยความเขินอาย

            ปกติก็ไม่ได้หวั่นไหวกับรอยยิ้มผู้หญิงมากขนาดนี้ แต่รอยยิ้มของน้ำฟ้ามันเหมือนมีมนต์สะกดบางอย่างที่ทำให้เดชอดเขินไม่ได้

            “โอเค จะฝากซื้ออะไรรึเปล่า

            “ไม่เป็นไร เดี๋ยวกูไปซื้อเอง” บุ๋นไม่ได้หันไปตอบเพราะสายตาของเขากำลังกวาดตาหาที่นั่งอยู่

            ไม่ไกลจากจุดที่บุ๋นยืนอยู่มีสายตาของคนๆหนึ่งที่เงยหน้าขึ้นไปเห็นพอดี ฐานทัพมองภาพตรงหน้าผ่านกรอบแว่นที่ใส่อยู่ ร่างของคนที่เขาเคยเจออยู่บ่อยๆกับผู้หญิงหน้าตาน่ารักข้างตัวที่เขาไม่เคยเจอมาก่อน

            ช่างเถอะ

            “ใช่ปะไอ้ฐาน

            “…”

            “ไอ้ฐาน!!” คินที่เรียกชื่อเพื่อนเพื่อต้องการคนสนับสนุนกับเรื่องที่ตัวเองพูด ไอ้หมอ” ถึงกับเรียกเพื่อนซ้ำอีกครั้งเมื่อเห็นว่าคนที่นั่งอยู่ข้างๆไม่ตอบ

            ฐานทัพเหม่อมองภาพตรงหน้าอยู่นานจนถูกดึงความสนใจกลับไปเมื่อคินที่นั่งอยู่มองตามฐานทัพด้วยความอยากรู้ว่าเขาเหม่ออะไร

            เด็กนั่นหน้าคุ้นๆว่ะ

            “…”

            “มึงรู้จักปะไอ้ฐาน” คินถามเพื่อนที่ยังคงมองภาพตรงหน้าอยู่

            “กินข้าว” ฐานทัพละสายตาก่อนจะเบนความสนใจกลับมาที่อาหารตรงหน้าที่กินไปได้ไม่กี่คำ

            “เหมือนเขาไม่มีที่นั่งว่ะ ชวนเขามานั่งไหม

            “ไม่ต้อ…”

            “เฮ้ยน้อง มานั่งด้วยกันดิ!!!” ไม่ทันที่ฐานทัพจะพูดจบคินก็หันไปโบกไม้โบกมือเรียกคนที่ยังคงหาที่นั่ง

            ทันทีที่บุ๋นเห็นว่าคนที่เรียกเป็นใครและคนที่นั่งอยู่ข้างๆเป็นใครขาทั้งสองข้างก็รีบก้าวไปหาโดยอัตโนมัติ เขายิ้มกว้างเมื่อรู้ว่าจะได้นั่งกินข้าวกับหมอฐานทัพอีกครั้ง

            ฐานทัพถอนหายใจยาวๆเมื่อร่างของบุ๋นมาหยุดยืนตรงหน้า ความจริงเขาไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้วเพราะก็เห็นอยู่ว่าในโรงอาหารแทบจะไม่มีที่นั่งเหลือ แต่ไม่รู้ทำไมวันนี้เขารู้สึกไม่อยากร่วมโต๊ะด้วย

            “สวัสดีครับพี่” น้ำเสียงร่าเริงของบุ๋นเอ่ยทักฐานทัพเหมือนทุกๆครั้งหากแต่ว่าครั้งนี้ต่างออกไปตรงที่คนตรงหน้าไม่ได้ตอบอะไรกลับมา

            “วางของไว้ก่อนดิ จะได้ไปซื้อข้าว” คินบอกพร้อมกับขยับเก้าอี้ให้ชิดตัวฐานทัพเพื่อให้บุ๋นและน้ำฟ้านั่งได้

            “อ่อ ขอบคุณครับ” บุ๋นพูดพร้อมกับวางของไว้บนเก้าอี้ข้างๆปกป้องที่นั่งเงียบไม่พูดอะไรก่อนจะหันไปหาน้ำฟ้า “ไปซื้อเลยไหม

            “อืมไปสิๆ” น้ำฟ้ายิ้มตอบก่อนจะเดินตามบุ๋นออกไป

            น่ารักว่ะ” คินพูดหลังจากที่ร่างเล็กเดินออกไปแล้ว คุณหมอเจ้าเล่ห์ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ก่อนจะหันไปถามความเห็นจากเพื่อนทั้งสองคน “มึงว่าไง

            “ไม่รู้” ฐานทัพตอบกลับก่อนจะตักข้าวที่เหลืออยู่ครึ่งจานเข้าปาก

            “เฉยๆ” ปกป้องที่กินข้าวอยู่เงียบๆตอบออกมาเป็นประโยคแรก มือข้างหนึ่งตักข้าวเข้าปากส่วนอีกข้างเลื่อนดูความเป็นไปในโทรศัพท์มือถือ

            “อะไรวะ น้องเขาน่ารักจะตาย”         

            “รีบๆกินเถอะ เดี๋ยวไปเรียนไม่ทัน” ปกป้องพูดขัดคนที่มัวแต่พูดก่อนจะหันไปมองฐานทัพที่เงียบตั้งแต่ที่บุ๋นเดินออกไป

            ไม่หรอก…ปกติก็เงียบแบบนี้อยู่แล้ว

            บุ๋นเดินกลับมาพร้อมกับเดชส่วนน้ำฟ้าบอกว่าจะเดินตามมาเนื่องจากร้านที่จะกินคนต่อแถวยาวเหยียด ทันทีที่มาถึงโต๊ะก็ประสบปัญหานั่งไม่พอเพราะขนาบทั้งสองข้างเต็มไปด้วยผู้คน บุ๋นให้เพื่อนนั่งลงข้างๆปกป้องก่อนที่เขาจะหันไปถามคนที่นั่งกินข้าวเงียบๆ

            พี่ครับ ผมไปนั่งข้างๆพี่ได้ไหม” ถ้าเขาไปนั่งเบียดกับฝั่งของหมอฐานทัพและพี่คิน น้ำฟ้าจะได้นั่งสบายกว่านั่งเบียดกันหมด

            “อืม” ฐานทัพตอบรับสั้นๆก่อนจะขยับตัวเข้าไปชิดร่างของเพื่อนสนิทมากกว่าเดิม

            “ขอบคุณครับ” บุ๋นยิ้มให้คนตรงหน้าบางๆก่อนจะเดินอ้อมไปอีกฝั่งแล้วนั่งลงข้างๆคุณหมอ ถึงแม้ว่าจะดูอึดอัดไปหน่อยแต่สำหรับเขามันคือการกินข้าวมื้ออร่อยที่สุด

            วันนี้พี่เลิกเรียนกี่โมงหรอครับ” บุ๋นหันไปชวนคนข้างๆคุย 

            “หก” ฐานทัพตอบกลับมาสั้นๆ

            “แล้วจะไปไหนต่อไหมครับ

            “ไม่”

            “แล้ว…”

            “บุ๋น เรานั่งตรงนี้ใช่ไหม?” เสียงของน้ำฟ้าขัดคำถามที่บุ๋นกำลังจะถามต่อ เขาหันไปพยักหน้าให้คนที่ถือถ้วยก๋วยเตี๋ยวก่อนจะหันไปมองคุณหมอที่ไม่พูดอะไรต่อ

            สงสัยวันนี้คงอารมณ์ไม่ดี

            “คนเยอะมากเลยวันนี้ กว่าเราจะได้รอนานมาก” น้ำฟ้าพูดตามประสาคนชอบชวนคุย 

            “อืม ก็จริงนะ” ถึงจะไม่ได้เจาะจงว่าเขาต้องตอบแต่ในเมื่อสายตาของน้ำฟ้าจ้องมาที่เขาบุ๋นก็อดที่จะแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินไม่ได้

            “เอ้อ แล้วบุ๋นคิดการแสดงออกรึยัง

            “การแสดงประกวดดาวเดือนหรอ” 

            “ใช่ๆ

            “ยัง ค่อยคิด” 

            “เราคิดไว้แล้ว แต่ไม่รู้ว่ามันดีรึเปล่า” 

            “คงดีกว่าเรา” บุ๋นตอบเลี่ยงๆ เขารีบกินอาหารตรงหน้าให้หมดเมื่อเห็นว่าหมอกำลังจะกินข้าวเสร็จแล้ว

            ฐานทัพวางช้อนส้อมลงเมื่อจัดการอาหารตรงหน้าหมดเกลี้ยง เขาหันไปมองเพื่อนอีกสองคนที่กินเสร็จพร้อมๆกันก่อนจะพยักหน้าเหมือนบอกเป็นเชิงว่าให้ลุก

            “พี่จะไปแล้วหรอครับ” ยังไม่ทันที่จะก้าวขาน้ำเสียงของคนข้างๆก็ถามขึ้นทันที

            “อืม

            “พี่ครับ” บุ๋นเรียกฐานทัพไว้อีกครั้งทำให้คนที่กำลังจะหันหลังเดินออกไปหันหน้ากลับมาอีกครั้งพร้อมเลิกคิ้วเชิงถามว่ามีอะไร “เหนื่อยหรอครับ

            “นิดหน่อย” เขาตอบกลับไปแม้ว่าจะไม่ใช่ความจริงทั้งหมด จะว่าเหนื่อยก็เหนื่อยแต่ไม่ได้เหนื่อยขนาดที่ทนไม่ไหวหรือแสดงอาการอะไรมากมายขนาดนั้น

            “วันนี้พี่หน้าบึ้งกว่าทุกวันนะ” บุ๋นทำหน้าเลียนแบบคนตรงหน้า “หน้าแบบเดิมดีกว่านะ” บุ๋นพูดพร้อมรอยยิ้ม

            “อืม” ฐานทัพตอบสั้นๆ “รู้แล้ว

            “สู้ๆนะครับ อีกไม่กี่ชั่วโมงก็เลิกเรียนแล้ว!” บุ๋นพูดพร้อมกับชูกำปั้นเป็นการบอกว่าสู้

            อืม” ไม่กี่ชั่วโมงอะไรล่ะ เขาต้องเรียนอีกตั้งห้าชั่วโมง “ไปละ

            “พี่ครับ” น้ำเสียงที่เบาจนแทบจะเรียกว่ากระซิบเอ่ยขึ้น ยิ้มก่อน

            ฐานทัพขมวดคิ้วใส่คนตรงหน้า ไม่รู้ว่าจะมาไม้ไหนแต่อารมณ์ของเขาในตอนนี้ไม่พร้อมที่จะเล่นด้วยแน่ๆ บุ๋นเห็นสีหน้าของหมอที่แปลกไปกว่าทุกวันเขา ถึงหมอฐานทัพจะชอบทำหน้านิ่งๆแต่วันนี้มันนิ่งเกินไป นิ่งกว่าทุกวันที่เคยเจอกัน

            เย็นนี้ผมไปหานะ” บุ๋นพูดดักไม่รอให้อีกฝ่ายปฏิเสธ “ผมเลิกเรียนหกโมงพอดี เลกเชอร์ที่พี่จดให้ผมงงอยู่นิดนึง ว่าจะถามแล้วลืมถาม

            “อืม แล้วแต่” ฐานทัพทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะเดินออกไปหาปกป้องกับคินที่ยืนรออยู่ไม่ไกลจากโต๊ะที่นั่ง

            บุ๋นมองตามร่างของหมอฐานทัพที่เดินออกไปก่อนที่รอยยิ้มของเขาจะค่อยๆหายไปตามร่างที่ไกลออกไปเรื่อยๆ เขารู้สึกว่าวันนี้หมอแปลกไป

            “วันนี้มึงเลิกบ่ายสามไม่ใช่หรอวะ” เดชที่แอบอ่านปากเพื่อนถามออกมาอย่างต้องการคำตอบ

            “เออ ช่างเถอะ” รออีกสามชั่วโมงจะเป็นอะไรไป

            ไม่ได้งงเลกเชอร์ตามที่บอกแค่หาข้ออ้างในการเจอ

            แค่เป็นห่วง

 


 

 

 

 

---------------------
มาแล้วจ้าาา ขอโทษที่หายไปสองวันนะคะ พอดีติดธุระT_T
มาอัพให้เต็มๆแล้วจ้าา รู้ว่าทุกคนรออ่านแบบ100%
คอมเม้นท์กันด้วยน้า คอมเม้นท์แทนกำลังใจ เราจะได้มีกำลังใจอัพนิยายให้อ่านไวๆ แฮ่ๆ 55555
ติดตามข่าวอัพเดทนิยายกันได้ทางแฟนเพจ Perlina. นะคะ เข้าไปพูดคุยทักทายกันได้
เค้าเหงา  55555555555555555

อ่านจบแล้วรู้สึกยังไงบ้างกับตอนนี้ บอกกันหน่อยยย >_<??

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 606 ครั้ง

5,818 ความคิดเห็น

  1. #5795 Momo2018 (@Momo2018) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2562 / 12:01

    จากหน้าปก น้องเค้าเหมือนจะตัวใหญ่กว่าหมดนิ๊ดนึง(หรือเปล่า) แต่ก็นะ เราจัดโพตามที่เห็น #น้องบุ๋นพี่ฐาน อะงานนี้55

    #5795
    1
    • #5795-1 Momo2018 (@Momo2018) (จากตอนที่ 9)
      31 สิงหาคม 2562 / 12:02
      หมอเซ่!! หมดอะไรละ วุ้ย
      #5795-1
  2. #5781 Lolo02 (@Lolitar0002) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2562 / 21:39
    ไปให้สุดน้อง
    #5781
    0
  3. #5738 Chompoo_mg (@Chompoo_mg) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 / 07:27
    งั้ยยยยย น่ารักกก หมออ้อย ฟวงหรือยังไงเอาดีๆนา
    #5738
    0
  4. #5705 Garfield!! (@fieldgarfield) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 23:13
    ตอน 7 แล้ว ยังเดาไม่ออกว่าใครเคะ ใครเมะ &#128517;
    #5705
    0
  5. #5700 Nuthathai Por (@oengoeng15) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2562 / 21:22

    หมอ หวงรึหึงคะ

    #5700
    0
  6. #5688 OG-if-TO (@OG-if-TO) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2562 / 13:07
    หมอออออ ยังไงคะยังไงงง หงุดหงิดอะไรเอ่ยยย
    #5688
    0
  7. #5684 nnuen_g (@nnuen_g) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2562 / 18:31
    อ่านมาถึงตอนนี้ก็ยังงงกับโพ555555 ใครรู้บ้างมาบอกหน่อยได้มั้ย
    #5684
    0
  8. วันที่ 3 พฤษภาคม 2562 / 00:27
    พี่หมอ หงุดหงิดน้องชิมิ
    #5682
    0
  9. #5680 manokeng (@manokeng) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2562 / 23:13
    แค่เป็นห่วงงงงงงงงงงง อร้ายเขิน
    #5680
    0
  10. #5655 Buzzzzzzzzzz (@Buzzzzzzzzzz) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 เมษายน 2562 / 15:15
    หมอเริ่มไม่พอใจแล้วใช่มั้ย
    #5655
    0
  11. #5547 «PhuengAugust» (@pvaugust) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2561 / 13:26
    พี่ต้าไม่แมนอ่าาาาา แล้วยัยน้ำำเต้าไม่ชอบเทอหรอกเชื่อเราาาา
    #5547
    0
  12. #5527 galepn (@galepn) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2561 / 02:01
    อีพี่ต้านี่เห้มากนะ อยากเป็นตัวจริงถึงขนาดทำร้ายคนอื่นเลยหรอ ถ้าบุ๋นพิการมาทำไงวพ ของขึ้นเลบ55555
    #5527
    0
  13. วันที่ 26 กันยายน 2561 / 22:19
    หมอออออออ ชอบน้องแล้วละซี่ อิอิ
    #5518
    0
  14. #5453 dewwiizodiac (@dewwiizodiac) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2561 / 12:44
    แน่ะ แอบหึงน้อง
    #5453
    0
  15. #5431 SRKM2E (@HairmitonZe) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2561 / 23:25
    เอาจริงๆนะ อ่านปกป้อง ฐานทัพ แล้วก็คิน พอถึงตอนจบค่อยรู้ว่าใครเมะใครเคะ &#8265;&#65039;&#128529;&#128529;&#128529; ไมกูเป็นบุคคลที่น่าสงสารจังวะ
    #5431
    1
  16. #5381 karnn_sn (@karnn_sn) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 มีนาคม 2561 / 14:54
    คุณหมออออ
    #5381
    0
  17. #5237 xวาuxวาu (@mojikiss) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 / 19:40
    หมอเริ่มมีอาการละ เย้!
    #5237
    0
  18. #5210 PA5IS (@jinniphr) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:55
    เอาละๆๆ
    #5210
    0
  19. #5148 paprawarin03 (@paprawarin03) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2560 / 12:15
    พี่ทัพหึงใช่มั้ยคะ แหมมม
    #5148
    0
  20. #5125 lufian (@ployykp) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 กันยายน 2560 / 15:14
    โอ๊ย บุ๋นนนนน แสนดี
    #5125
    0
  21. #5038 Notty Kero (@sung-yong-nelu) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2560 / 18:37
    อ่ะแหน่ะ
    #5038
    0
  22. #4993 Lei_09 (@Lei_09) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2560 / 13:46
    ใช่ชอบใจใช่มั้ยล่ะหมออออ อิ_อิ
    #4993
    0
  23. #4981 ____sunp____ (@arthip-n) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2560 / 08:43
    วู้ววววแซวหมอเด้อ
    #4981
    0
  24. #4955 itzmeboombim (@itzmeboombim) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 เมษายน 2560 / 18:25
    หมอรู้ตัวมั้ยว่ากำลังหึง แต่ที่แน่ๆเด็กบุ๋นไม่รู้ ถ้ารู้นี่คงตีปีกดีใจ
    #4955
    0
  25. #4925 BLSK.BDACS (@Laksika_GOT7mb) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 เมษายน 2560 / 14:53
    หมอหึงเว้ยยยย
    #4925
    0