(ผม)จีบหมอ [Yaoi] END

ตอนที่ 14 : 13 : จีบหมอครั้งที่สิบสอง 100 per

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 27,896
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 495 ครั้ง
    17 ต.ค. 59


จีบหมอครั้งที่สิบสอง

 

            สัปดาห์สอบได้เวียนมาถึงไวอย่างกับโกหก บุ๋นยังรู้สึกเหมือนพึ่งเปิดเทอมเมื่อวาน ร่างที่นั่งประจำอยู่ที่โต๊ะอ่านหนังสือในหอกำลังขะมักเขม้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อาจเพราะถึงเวลาที่ต้องจริงจังกับการอ่านหนังสือสอบมิดเทอมครั้งแรกในรั้วมหาวิทยาลัยซึ่งข้อสอบจากที่ได้ฟังมาจากรุ่นพี่ก็ไม่ได้ง่ายเหมือนสมัยมัธยมเพราะเป็นข้อสอบอัตนัยซึ่งต้องใช้ความรู้อย่างกว้างขวาง ทำให้คนที่ขี้เกียจมาตลอดต้องกระตุ้นตัวเองมากกว่าเพื่อนคนอื่นๆ

            อีกเหตุผลหนึ่งคงจะหนีไม่พ้นวันที่หมอฐานทัพติวหนังสือให้เขาไม่อยากให้เวลาของหมอต้องมาสูญเปล่ากับคนอย่างเขา

            อะกาแฟที่มึงฝากซื้อ” สองที่พึ่งกลับมาจากแวะไปหาเสบียงตุนไว้ยามดึกวางถุงพลาสติกที่บรรจุกาแฟสองกระป๋องกับขนมปังหนึ่งถุงไว้บนโต๊ะของคนที่กำลังอ่านหนังสืออยู่

            “เท่าไหร่ หยิบเงินในกระเป๋ากูไปเลย” บุ๋นยื่นกระเป๋าสตางค์ให้เพื่อนโดยที่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่เนื้อหาที่กำลังอ่านเข้าหัว

            ตั้งแต่ที่หมอฐานทัพอธิบายให้ฟังอะไรๆก็ดูง่ายขึ้นกว่าเดิมสำหรับคนที่เข้าใจอะไรยากอย่างเขา บุ๋นขีดเน้นข้อความที่สำคัญก่อนจะจดเนื้อหาที่ควรจำแยกไว้ที่กระดาษเปล่าอีกแผ่น

            ปกติไม่เคยต้องมาทำอะไรยิบย่อยขนาดนี้มาก่อน

            “ดูมึงขยันกว่าปกตินะไอ้สี่” สองหันมาแซวก่อนจะนั่งประจำโต๊ะอีกฝั่งของห้อง

            “แน่นอน กูขยันแข่งไอ้สาม” บุ๋นแลตาไปที่ร่างของเพื่อนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงหลังจากที่อดนอนมาเกือบสองคืนกับงานที่ต้องเร่งส่งก่อนมิดเทอม

            บางทีก็แอบอิจฉาที่ไอ้สามไม่ต้องมีเนื้อหาให้อ่านเยอะๆเหมือนคณะของเขา แต่ถ้าเทียบกันแล้วการสอบของมันก็ไม่ได้ง่ายไปกว่าคณะอื่นๆ ยิ่งถ้าเป็นคนที่มีฝีมือด้านศิลปะติดลบอย่างบุ๋นแล้วยิ่งยากเข้าไปอีก

            เขาคิดว่า…เกษตรคงเหมาะกับตัวเขามากที่สุดแล้วในตอนนี้

            พรึ่บ!

            จู่ๆไฟในห้องก็ดับลงพร้อมกับเสียงของห้องข้างๆที่ดังขึ้นมาราวกับว่าไม่ได้ดับแค่ห้องของเขาห้องเดียว บุ๋นหันไปมองหน้าสองก่อนจะเดินออกไปดูที่ระเบียงกลางของหอพักชาย หม้อแปลงที่อยู่หน้าหอมีควันพวยพุ่งออกมาพร้อมกับกลิ่นที่บ่งบอกว่าพึ่งมีการระเบิดของหม้อแปลงไปเมื่อไม่กี่วินาทีที่ผ่านมา

            ชิบเอ้ย…” คนที่พึ่งขยันสบถออกมาอย่างหัวเสีย ทั้งๆที่ตั้งใจอ่านหนังสือเพื่อสอบพรุ่งนี้ เขายังเหลือเนื้อหาอีกสองบทใหญ่ๆที่อ่านยังไม่จบ

            เอาไงวะเนี่ย” สองดูหัวเสียไม่ต่างกัน ถึงแม้พรุ่งนี้จะสอบบ่ายแต่การที่ไฟดับในเวลาอ่านหนังสือแบบนี้ก็สร้างความเดือดร้อนไม่น้อย

            จะอ่านหนังสือในความมืดไม่ได้

            เสียงพูดคุยเริ่มดังจนกลายเป็นเสียงโวยวายของหลายๆชั้น พอมองดูแล้วทุกชั้นก็เกิดปัญหาเหมือนกันไม่ได้มีแค่ชั้นของเขาชั้นเดียว

            เอายังไงต่อไปดีวะ

            “จุดเทียนอ่าน” บุ๋นพูดออกมาก่อนจะตบบ่าเพื่อน “กูว่าอีกชั่วโมงสองชั่วโมงไฟก็น่าจะกลับมา

            “อืม เอาไงก็เอา” ในเมื่อหาทางเลือกไม่ได้ก็ต้องยอมเดินคอตกกลับเข้าห้องของตัวเองเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า

            ไฟดับครั้งนี้ไม่ได้ทำให้คนที่นอนอยู่ตื่นขึ้นมาแต่อย่างใด อาจเพราะความเหนื่อยล้าทำให้สามไม่มีแรงที่จะตื่นขึ้นมารับรู้เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น

            “โห เทียนอะไรมึงเนี่ย จะสุขสันต์วันเกิดใครหรอ” สองประชดเมื่อเห็นสี่เดินไปหยิบเทียนเล็กๆที่บรรจุไว้ในกล่องสีขาว

            “ก็ใครจะไปคิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้วะ มีให้ใช้ก็บุญแล้วมึง” บุ๋นตอบกลับก่อนจะเดินไปหยิบไฟแช็กที่ชั้นวางของมาจุดเทียนเพื่อให้ในห้องมีแสงสว่าง

            “กูว่าไม่ถึงสิบห้านาทีก็หมดแล้ว” สองส่ายหัว เขาคิดว่าเทียนแบบนี้ไม่น่าจะอยู่จนถึงไฟมา

            “เออ อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่มี” บุ๋นให้กำลังใจเพื่อนตัวเองก่อนจะจุดเทียนแล้วยื่นไปให้สองเพื่อเอาไปวางไว้ที่โต๊ะของตัวเอง

            แสงสว่างจากเทียนเล่มเล็กทำให้เขาพอจะอ่านหนังสือต่อได้แม้ว่าบรรยากาศภายในห้องจะเริ่มอบอ้าวเพราะไม่มีลมจากข้างนอกและลมจากพัดลม

            ร้อนว่ะ…

            มือข้างหนึ่งเช็ดเหงื่อส่วนมืออีกข้างเปิดหนังสือ บุ๋นรู้สึกเสียสมาธิมากกว่าเดิมหลังจากที่เขาไม่สบายตัวกับอากาศที่ค่อนข้างร้อน 

            เชี่ย ไม่ไหวว่ะ ร้อนชิบ” สองบ่นออกมาก่อนจะเดินออกไปนอกห้องเพื่อไปดูที่ระเบียงกลางอีกครั้ง

            อย่างน้อยข้างนอกอากาศก็ถ่ายเทสะดวกมากกว่าข้างในที่แย่งอากาศกันสามคน มองดูข้างล่างก็ยังไม่มีวี่แววของช่างที่จะมาซ่อมหม้อแปลงหน้าหอพัก

            เออกูก็ไม่ไหว” บุ๋นพูดพร้อมกับเดินออกมาจากห้องพร้อมกับเหงื่อบนใบหน้า

            อยู่ไม่ได้โว้ยยยย!!!!

            “ประกาศ ประกาศ” เสียงประกาศดังขึ้นจากลำโพงที่อยู่หน้าหอพักชาย ขณะนี้เกิดเหตุขัดข้องทำให้ไฟฟ้าใช้การไม่ได้

            “เออกูรู้แล้วครับ” สองถอนหายใจแรงๆ

            “ทางหอพักกำลังดำเนินการตามช่างซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการตรวจสอบและซ่อมราวๆสามถึงสี่ชั่วโมง สำหรับผู้อาศัยหากมีความจำเป็นที่จะใช้ไฟฟ้าสามารถไปเข้าพักหอพักในกำกับมหาวิทยาลัยและหอพักชายตึกอื่นๆได้โดยทางหอพักได้ติดต่อประสานงานให้สามารถขึ้นหอพักได้ทุกที่โดยไม่มีข้อยกเว้นเนื่องจากเหตุสุดวิสัยนี้ ขออภัยในความไม่สะดวกทางหอพักจะรีบแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุด ขอบคุณครับ

            “เอางี้เลยหรอวะ” สองบ่นออกมาอีกครั้งหลังเสียงประกาศจบลง

            “เออ ก็คงต้องเอางั้น” บุ๋นถอนหายใจออกมาก่อนจะถามต่อ “มึงจะไปหรือจะรอ

            “กูคงไปว่ะ เพื่อนกูอยู่หอถัดไป คงไปขออยู่กับมัน” สองตอบ ไปกับกูปะ

            “ไม่เป็นไร มึงไปอยู่ก็สี่คนแล้ว เพิ่มกูไปอีกคงอึดอัด” บุ๋นคิดก่อนจะถอนหายใจ “เดี๋ยวกูลองโทรถามไอ้เดชดู

            “เออ งั้นเดี๋ยวกูไปปลุกไอ้สามก่อน

            “อืมๆ” บุ๋นพยักหน้ารับก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือออกมากดโทรหาเดชที่อยู่หอพักในมหาวิทยาลัยเหมือนกันกับเขา

            หวังว่าจะได้

            ( ไงมึง ) น้ำเสียงโหดทักทายเหมือนทุกครั้งที่บุ๋นโทรหา

            หอกูหม้อแปลงระเบิดว่ะ ไปนอนหอมึงได้ปะวะ

            ( เออได้ แต่ว่าจะมีเพื่อนมาขอนอนอีกสองคน )

            “รวมกูเป็นหกหรอวะ?

            ( เออ แต่นอนได้ อัดๆกันเอา )          

            “อืม” บุ๋นรับคำสั้นๆ งั้นเดี๋ยวกูโทรบอกอีกที

            ( เออๆ จะมาก็มาเลยไม่มีปัญหา )

            “ขอบใจว่ะ

            โทรศัพท์ตัดสายไปก่อนที่บุ๋นจะกดโทรหาใครอีกคนที่น่าจะเป็นที่พึ่งสุดท้าย หวังว่าไอ้หนึ่งจะมีที่นอนให้เขาได้นอนเพื่อผ่านค่ำคืนนี้ไป 

            ( ไงไอ้สี่ ) คำทักทายประโยคเดิมๆดังขึ้นเมื่อเสียงสัญญาณดังไม่นาน

            อยู่หอปะวะ กูจะไปนอนด้วย

            ( เอออยู่ แต่จะมานอนทำไมวะ )

            “หอกูหม้อแปลงระเบิด ใช้ไฟไม่ได้ว่ะ

            ( อืม ความจริงมึงจะมาก็ได้ แต่… ) เสียงถอนหายใจของหนึ่งดังขึ้นก่อนจะปรับเสียงให้เบาลง ( มีปัญหากับรูมเมทว่ะ )

            อ่าวหรอเอาไงดีวะ” เขาเริ่มหมดหนทาง จะให้รอต่อไปสี่ชั่วโมงก็เสียดายเวลาเปล่าๆ

            คิดสิบุ๋นคิด

            มึงไม่มีรุ่นพี่หรือเพื่อนคนอื่นหรอวะที่พอจะไปขอนอนด้วยได้ )

            เพื่อนมันก็มีแต่ห้องมันก็มีคนมาขอนอนเพิ่ม ส่วนรุ่นพี่กูไม่ค่อยรู้จัก…” ยังไม่ทันที่จะพูดจบความคิดหนึ่งในหัวก็แล่นขึ้นมา “เชี่ยยย กูคิดออกแล้ว!!!” บุ๋นร้องออกมาเสียงดังก่อนที่จะรู้สึกเหมือนใบหน้ากำลังร้อนผ่าว

            ทำไมคิดไม่ได้วะ!!!!

            ( อะไรของมึงวะสี่ )

            เออเปล่า ไม่เป็นไรมึงกูรู้แล้วว่าจะไปนอนกับใคร

            ( ใครวะ )

            “รุ่นพี่” เสียงของบุ๋นอ่อนลงเมื่อพูดถึงรุ่นพี่ที่เขาคิดถึง “แค่นี้นะ เดี๋ยวกูไปเตรียมของ ขอบใจมากเพื่อนรัก” ทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะกดตัดสาย

            หัวใจของบุ๋นเต้นแรงขึ้นมาอัตโนมัติเมื่อคิดว่าเขาจะไปขอนอนกับใครในคืนนี้ แม้จะยังไม่รู้คำตอบแต่นั่นก็คือหนทางสุดท้ายของเขาแล้ว

            หมอฐานทัพ

            แค่คิด…ก็เขินแล้วโว้ยยยยยยยยยย!!!!!!

 

            วันนี้เป็นอีกวันที่ไฟของหอพักนักศึกษาแพทย์สว่างเกือบทุกห้อง เป็นปกติที่ในช่วงสอบหอพักจะดูสว่างขึ้นกว่าปกติเป็นสองเท่าเพราะไฟจากทุกห้องที่เปิดรวมกัน ฐานทัพทิ้งกระป๋องกาแฟที่พึ่งดื่มหมดลงถังขยะข้างตัวก่อนจะเปิดหนังสือหน้าถัดไปหลังจากที่อ่านจบแล้ว

            วันพรุ่งนี้เป็นวันสอบวันแรกแต่เขาดันมีสอบวันที่สองเลยทำให้ไม่ต้องฝืนตัวเองมากจนเกินไป แต่การดื่มกาแฟมันเป็นกิจวรรคประจำวันจนเขาเลิกไม่ได้ ถึงแม้จะรู้ว่าไม่ดีแต่มันก็ติดเป็นนิสัยไปแล้ว

            เสียงเคาะประตูห้องด้านนอกดังทะลุมาถึงห้องเขา ปกติเวลาที่ข้างห้องพูดอะไรก็จะได้ยินถึงกัน ยิ่งเสียงเคาะประตูยิ่งไม่ต้องพูดถึง เขาได้ยินบ่อยจนชิน

            ขอโทษนะครับ นี่ใช่ห้องพี่ฐานทัพรึเปล่า” เสียงที่ดังแว่วเข้ามาในห้องทำให้คนที่อ่านหนังสืออยู่ชะงักกึกก่อนจะตั้งใจฟังเสียงอีกครั้ง

            ก๊อกก๊อกก๊อก

            เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันเริ่มใกล้ห้องเขาเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ เสียงที่ถามก็เริ่มดังชัดเจนจนเขาไม่ต้องเดาว่าชื่อนั้นคือชื่อของใคร

            ฐานทัพก็มีแค่เขาคนเดียว

            ก๊อกก๊อกก๊อก

            เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นเสียงจากห้องข้างๆซึ่งทำให้คนที่หยุดอ่านหนังสือแล้วตั้งใจฟังได้ยินทุกประโยคราวกับวนลูปซ้ำๆ

            ขอโทษนะครับนี่ใช่ห้องพี่ฐานทัพรึเปล่า

            เสียงที่ดังชัดเจนทำให้ฐานทัพค่อยเดินไปที่ประตู เสียงที่ตอบกลับจากห้องข้างๆทำให้คนที่ยืนอยู่ข้างนอกพูดตอบกลับด้วยประโยคเดิมหลังจากที่รู้ว่าไม่ใช่

            “ขอโทษนะครับ” บุ๋นพูดเป็นรอบที่สิบหลังจากที่เขาเดินวนหาห้องของหมอฐานทัพตั้งแต่ชั้นสองเพราะไม่เจอพี่ประจำหอทำให้ไม่รู้ว่าห้องของหมอฐานทัพอยู่ชั้นไหน

            เบอร์โทรศัพท์ก็ไม่มีเลยต้องมาเดินตามหาทุกห้องราวกับเขาเป็นโรคจิต

            “ขอโทษนะครับนี่ใช่ห้อง…” ยังไม่ทันจะพูดจบประตูห้องก็เปิดออกพร้อมกับร่างของหมอฐานทัพในชุดนอนสบายๆกับแว่นตาที่สวมไว้พร้อมใบหน้าที่ดูสงสัยไม่น้อย

            ไม่สงสัยก็แปลก

            “ขึ้นมาได้ยังไง” คำถามแรกที่หลุดออกจากปากหมอฐานทัพหากแต่ได้คำตอบกลับมาเป็นรอยยิ้มกว้างของคนตรงหน้า

            นึกว่าจะต้องพูดคำเดิมๆไปถึงชั้นสี่ซะแล้ว” บุ๋นถอนหายใจด้วยความเหนื่อยก่อนจะยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนใบหน้า

            “มีอะไร

            “ผมจะมาขอนอนด้วย” บุ๋นแจ้งความประสงค์ออกไปตรงๆทำเอาคนที่ไม่เข้าใจอยู่แล้วไม่เข้าใจขึ้นไปอีก

            จู่ๆมาบอกว่าขอนอนด้วย…อะไรของเขา

            คือที่หอผมหม้อแปลงระเบิดเลยใช้ไฟไม่ได้ หอของเพื่อนคนอื่นก็มีคนขอนอนเยอะผมเลยไม่อยากจะไปอัดเพิ่มอีกคน” บุ๋นรัวยาว “ผมก็เลย…”

            “เลย?” 

            “คิดถึงพี่” บุ๋นตอบกลับไปตรงๆก่อนจะยิ้มบางๆ

            “…” คำว่าคิดถึงที่สื่อออกมาอาจจะตีความไม่เหมือนกันทำให้คนที่ได้ยินอึ้งไปพักหนึ่งก่อนจะมองกระเป๋าที่บุ๋นสะพายอยู่

            เตรียมพร้อมขนาดนี้ ถ้าเขาปฏิเสธก็ดูจะใจร้ายเกินไป

            แต่ถ้าไม่ได้ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมกลับไปรอให้เขาซ่อมหม้อแปลงก็ได้” เมื่อเห็นว่าฐานทัพเงียบไปคนที่อยู่รอฟังก็รู้สึกใจแป้ว

            ไม่ได้บอกล่วงหน้าก็ไม่แปลกที่หมอจะไม่ให้เขานอนด้วย

            “อืม เข้ามา” ฐานทัพเบี่ยงตัวหลบ “คราวหลังถามพี่ประจำหอว่าห้องอยู่ไหน ไม่ต้องเดินเคาะทุกห้อง

            “ก็พี่เขาไม่อยู่นี่ครับ” บุ๋นตอบ “ผมเห็นมีคนกำลังจะเข้าหอพอดีก็เลยเดินตามเข้ามาเลย

            “อืม” 

            “ถ้าพี่ให้เบอร์ผมตั้งแต่แรกผมก็คงโทรมาขอพี่ล่วงหน้าแล้ว” บุ๋นบ่นอุบอิบ

            “อืม” ฐานทัพรับคำสั้นๆ สิ่งที่บุ๋นพูดก็ถูก วันนั้นเขาไม่ได้ให้เบอร์โทรศัพท์ไปเพราะคิดว่าไม่มีเหตุจำเป็นอะไรที่จะต้องโทร

            ทั้งๆที่ความจริงบุ๋นอาจจะต้องการความช่วยเหลือจากเขาก็ได้อย่างเช่นตอนนี้

            เอาไป” ฐานทัพหยิบโทรศัพท์มือถือที่ใส่อยู่ในกระเป๋ากางเกงออกมายื่นให้คนตรงหน้า 

            “ครับ? ให้ผมทำไม

            “เบอร์” ฐานทัพพูดสั้นๆ คราวหลังจะได้โทร” 

            “ครับ ได้ครับ ได้เลย” บุ๋นกระตือรือร้นขึ้นมาทันที เขารับโทรศัพท์ของคนตรงหน้ามาถือไว้แล้วกดเลขทั้งสิบหลักลงไปพร้อมกับตั้งชื่อให้เสร็จสรรพก่อนจะกดโทรออกหาเบอร์ของตัวเองเพื่อเมมเบอร์ของฐานทัพไว้ในเครื่อง

            ฐานทัพยืนดูบุ๋นที่กดโทรศัพท์เขาด้วยสีหน้ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ก่อนจะส่ายหัวนิดๆ บางทีเขาก็ไม่เข้าใจพฤติกรรมที่คนตรงหน้าแสดงออกมาสักเท่าไหร่

            “นี่ครับ” บุ๋นยื่นโทรศัพท์คืนให้เมื่อได้เบอร์โทรของหมอฐานทัพเรียบร้อยแล้ว

            อืม” เขารับกลับไปก่อนจะพูดต่อ “เข้าห้อง

            “ครับ!” บุ๋นดูตื่นเต้นกว่าทุกๆครั้ง อาจเพราะครั้งนี้เขาไม่ได้เจอกันตามสถานที่สาธารณะแต่เป็นสถานที่ที่หมอฐานทัพใช้ชีวิตอยู่ทุกๆวัน

            ถ้าได้เจอหมอแบบนี้ให้หม้อแปลงระเบิดทุกวันเขาจะไม่เดือดร้อนเลย

            ห้องสี่เหลี่ยมที่เล็กกว่าห้องของเขากับเพื่อนๆถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ของในห้องของหมอฐานทัพมีน้อยชิ้นจนดูเหมือนพึ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ กองหนังสือและกองเอกสารถูกวางอยู่ข้างๆโต๊ะอ่านหนังสือที่อยู่ตรงข้ามกับเตียงนอนที่พับผ้าห่มไว้อย่างเป็นระเบียบ ทางเดินออกไปนอกระเบียงเล็กมีชั้นวางของเล็กๆที่ไว้ตากถ้วยชามและแก้วน้ำ ถัดไปอีกนิดมีหม้อหุงข้าวที่วางอยู่บนโต๊ะเล็กๆข้างๆกับกาต้มน้ำ

            ต่างกับที่เขาคิดไว้เยอะเลย

            “มองอะไร” ฐานทัพที่เห็นบุ๋นมองอยู่นานถามขึ้นด้วยความสงสัย

            “ห้องพี่…” บุ๋นกวาดสายตามองไปรอบๆ “ต่างกับที่ผมคิดไว้เยอะเลย

            “คิด?

            “ครับผมคิดว่าห้องพี่จะมีของเต็มไปหมดแต่ของห้องพี่น้อยกว่าห้องผมอีก” บุ๋นพูดก่อนจะหันมามองหน้าฐานทัพตรงๆ

            “อืม น้อยดีแล้ว” ฐานทัพตอบก่อนจะถอนหายใจ “ขี้เกียจย้ายของเยอะ

            “ก็ไม่ต้องย้ายสิครับ” บุ๋นตอบกลับไปอย่างลืมตัวทำให้อีกฝ่ายขมวดคิ้วทันทีที่คนตรงหน้าพูดออกมา

            “เมื่อกี้พูดว่า?

            “เปล่าครับ” เขาปฏิเสธ “ผมอ่านหนังสือดีกว่า” บุ๋นยิ้มนิดๆก่อนจะวางกระเป๋าลงข้างเตียงแล้วย่อตัวนั่งลงไป

            เมื่อกี้เขาพูดอะไรออกไปทำไมเขาจะไม่รู้มันเหมือนจิตใต้สำนึกที่เขารู้ดีว่าปีหน้าหมอฐานทัพจะต้องย้ายไปอยู่ฝั่งโรงพยาบาลและเขาจะไม่ได้เจอหมอฐานทัพบ่อยๆอีก

            ไม่อยากจะคิดถึงวันนั้นเลยจริงๆ

            ฐานทัพมองคนที่หยิบหนังสือออกมาอ่านอย่างตั้งใจก่อนจะเดินไปยกโต๊ะเล็กที่ใช้วางหม้อหุงข้าวกับกาน้ำมาเพื่อให้บุ๋นอ่านหนังสือสะดวกมากขึ้น

            อ่านดีๆ เดี๋ยวปวดหลัง” เขาวางโต๊ะไว้ตรงหน้าคนที่ดูซึมผิดไปจากเมื่อครู่

            เป็นไบโพล่ารึไง

            “ขอบคุณครับ” บุ๋นที่อารมณ์เปลี่ยนตอบกลับช้าๆแววตาเหม่อมองหนังสือแต่จับใจความไม่ได้แม้แต่ประโยคเดียว

            “เป็นอะไร” อาการที่ผิดไปจากเมื่อครู่ทำให้ฐานทัพตัดสินใจถามออกไป 

            “เปล่าครับ” บุ๋นส่ายหน้า “แค่คิดว่าปีหน้าพี่ต้องย้ายผมก็รู้สึกเหงา” อาจเพราะอยู่ในที่ส่วนตัวกว่าครั้งไหนๆทำให้บุ๋นพูดตามที่คิดออกมาอย่างลืมตัว

            “เหงา?” เขาทวนอย่างไม่เข้าใจ ฐานทัพย่อตัวนั่งลงตรงข้ามก่อนจะถามต่อ ทำไมต้องเหงา

            “ไม่รู้ครับ” บุ๋นตอบกลับไปตรงๆ เขาค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาสบตาคนตรงหน้า “แค่รู้สึกว่าต้องเหงา

            “อืม” คนที่ดูไม่เข้าใจพยักหน้าช้าๆ “ไม่ไกล ปั่นจักรยานเพิ่มอีกยี่สิบนาทีก็ถึง” 

            “ครับ” 

            “กลัวไม่มีคนติวหนังสือให้?” เมื่อเห็นท่าทางผิดปกติคนที่ชวนคุยไม่เก่งอย่างฐานทัพถึงกับหาคำพูดเพื่อที่จะชวนอีกคนคุย

            “ครับ กลัวมากๆเลย” บุ๋นพยักหน้าอย่างรวดเร็วแม้ว่าความจริงเขาจะไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ แต่ไม่อยากจะบอกหมอฐานทัพตรงๆ

            “ปีสี่คงไม่มีเวลา” เขาตอบไปตามความจริง จากที่เห็นรุ่นพี่ที่ย้ายไปฝั่งโรงพยาบาลเขาก็ได้รับรู้ว่าการเรียนอีกสามปีหลังไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

            “ใช่ครับ

            “มาหา” ฐานทัพพูดสั้นๆ “เบอร์ก็มี

            “ไปหาได้หรอครับ โทรได้หรอครับ?” คนที่ซึมเศร้าอยู่ตาประกายขึ้นมาอีกครั้งเมื่อได้ยินคนตรงหน้าพูดออกมา

            “อืม” เขาตอบ “ทำไมจะไม่ได้

            “งั้นขอบคุณล่วงหน้าไว้ก่อนเลยนะครับ” บุ๋นกลับมายิ้มเหมือนเดิมทำให้คนตรงหน้าเบาใจลง

            กลัวไม่มีคนติวหนังสือให้ขนาดนั้นเลยหรือไง

            “อืม” ฐานทัพตอบรับสั้นๆเมื่อเห็นว่าคนที่หน้าบึ้งยิ้มออกมา 

            ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขาใส่ใจคนๆนี้มากขึ้น ทั้งๆที่แต่ก่อนเขาไม่เคยต้องมาใส่ใจเรื่องเล็กๆน้อยๆแต่ทุกครั้งที่เจอบุ๋น เขามักจะทำในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำและไม่เคยคิดจะทำอยู่เสมอ 

            เหมือนตอนนี้ที่ต้องการเห็นรอยยิ้มมากกว่าหน้าบึ้ง

            ไม่เข้าใจ

            “ผมซื้อกาแฟกับขนมปังมาฝากพี่ด้วยนะครับ” บุ๋นเปิดกระเป๋าหยิบถุงพลาสติกที่วางอยู่ออกมายื่นให้คนที่ทำท่าจะลุกกลับไปอ่านหนังสือ

            “ไม่เป็น…” ยังไม่ทันที่จะปฏิเสธพอสบตากับคนที่บอกว่าซื้อมาฝากปากก็ดันพูดอีกอย่าง “อืม ขอบคุณ

            “ครับ” บุ๋นยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าฐานทัพไม่ได้ปฏิเสธเขาเหมือนทุกๆครั้ง

            เขาตั้งใจจะซื้อมาให้จริงๆ

            “งั้นผมอ่านหนังสือนะ” เมื่อหยิบอุปกรณ์เตรียมอ่านออกมาหมดแล้วก็เงยหน้าไปบอกคนที่กำลังจะเดินกลับโต๊ะ

            “อืม” ฐานทัพพยักหน้า ยังไม่ทันที่จะหันกลับไปเขาก็พูดต่อ “พรุ่งนี้ไม่มีสอบถ้าไม่เข้าใจก็เรียก

            “ขอบคุณครับ” บุ๋นตอบพร้อมรอยยิ้มก่อนจะหันกลับมาสนใจเนื้อหาตรงหน้าต่อ

            ถึงแม้ว่าจะมีอะไรน่าสนใจกว่าการอ่านหนังสือแต่จิตใต้สำนึกบอกเขาว่าเขาต้องอ่านให้จบเพื่อที่จะเอาความรู้ที่อ่านมาทั้งหมดไปสอบในวันพรุ่งนี้และไม่ทำให้คนที่ตั้งใจสอนเขาผิดหวัง

            ตั้งสติบุ๋น…ไม่เป็นไร กูเข้าใจ

            เข้าใจว่าอยากมอง

            แต่ว่า

            เออ ขอมองนิดนึงก็ยังดี

            หลังจากที่ทะเลาะกับตัวเองพักใหญ่บุ๋นก็ค่อยๆเงยหน้ามองคนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะ แผ่นหลังกว้างที่กำลังตั้งใจอ่านหนังสืออยู่พอมองจากตรงนี้มันทำให้เขารู้สึกดีไม่ต่างกับตอนที่ได้พูดคุยกัน แม้ว่าในตอนนี้จะไม่มีประโยคใดๆหลุดออกมาจากปากของเขาทั้งสอง แต่แค่ได้มองหมอฐานทัพในทุกอิริยาบถก็มีความสุขมากแล้ว

            บางทีบุ๋นก็คิดว่าเขาโรคจิต

            ถ้าจะโรคจิตก็เป็นโรคจิตที่ชอบทุกอย่างที่เป็นหมอฐานทัพแหละวะ…แค่หมอฐานทัพ

            บุ๋นยิ้มออกมาอย่างไม่เข้าใจตัวเองก่อนจะกลับมาอ่านหนังสืออีกครั้ง ถึงจะเริ่มรู้สึกหิวแล้วแต่พอเริ่มเข้าเนื้อหามันก็อ่านไปได้เรื่อยๆจนกระทั่งได้กลิ่นหอมๆลอยมาแตะจมูก

            ถ้วยมาม่าถูกวางไว้ข้างๆหนังสือพร้อมกับอีกถ้วยที่ถือไปวางไว้บนโต๊ะ บุ๋นมองการกระทำของหมอฐานทัพงงๆ ทั้งๆที่บรรยากาศรอบข้างก็ไม่ได้เสียงดังแต่ทำไมเขาถึงไม่รู้เลยว่าหมอลุกไปต้มมาม่า

            ให้ผมหรอครับ?” คนที่ปิดหนังสือลงเอ่ยถาม

            “อืม” ฐานทัพหันมาตอบ “ได้ยินเสียงท้องร้อง

            “จริงหรอครับ” บุ๋นทำตาโต ถ้าเป็นเสียงท้องร้องทำไมจะไม่ได้ยิน เขาไม่ได้ตั้งใจอ่านจนไม่ได้ยินเสียงของร่างกายตัวเอง

            “ล้อเล่น” ฐานทัพตอบก่อนจะชี้ถ้วยมาม่า “กิน

            “ครับกินแต่พี่ไม่มากินด้วยกันหรอครับ” บุ๋นยกหนังสือลงวางกับพื้น ต่างคนต่างกินแบบนี้ดูใจร้ายเกินไปหน่อย

            “หรอ” คนที่ไม่คิดอะไรรีบยกถ้วยมาม่ามาวางไว้ตรงหน้าบุ๋นทันที ปกติเขาก็ทำแบบนี้กับเพื่อนตลอดไม่เคยเห็นมีปัญหา

            ใจร้ายยังไง

            “ผมล้อเล่น” บุ๋นยิ้มนิดๆอย่างผู้ชนะก่อนจะพูดต่อ “ไหนๆพี่ก็ยกมาแล้ว ก็กินตรงนี้กับผมเลย

            “อืม” ฐานทัพที่พึ่งจะเข้าใจพยักหน้า อ่านถึงไหน

            “เหลือหนึ่งบทกับอีกครึ่งหนึ่งครับ” เขาเป่าไล่ความร้อนจากเส้นมาม่าก่อนจะพูดต่อ “แล้วพี่ล่ะครับ อ่านถึงไหนแล้ว

            “จบแล้ว” ฐานทัพตอบ “วิชาอื่นเหลืออ่านทวน”

            “โห ทำไมไว

            “เก่ง” เขาตอบกลับมากวนๆก่อนจะยิ้มมุมปาก “ล้อเล่น

            “ถ้าไม่บอกว่าล้อเล่นผมก็เชื่อนะ” บุ๋นสบตาคนตรงหน้านิ่ง “เพราะพี่เก่งจริงๆ

            “อืม” คนที่โดนชมตรงๆถึงกับไปต่อไม่ถูก ฐานทัพเป็นฝ่ายหลบตาแล้วกินมาม่าต่อ 

            “พี่ไม่เหนื่อยหรอครับที่เรียนเยอะขนาดนี้

            “เหนื่อย แต่ไหว” เขาตอบกลับ “หนักกว่านี้ก็ไหวจบไปวิชาที่เรียนต้องเอาไปใช้กับผู้ป่วย ชีวิตคนไม่ใช่ของเล่น

            “ครับ ผมรู้

            “อืม แค่เห็นผู้ป่วยหายดีก็หายเหนื่อยแล้ว

            “งั้นผมจะเป็นผู้ป่วยให้ไหมพี่จะได้หายเหนื่อย” 

            “ไม่ต้อง” ฐานทัพตอบกลับทันที “ไม่เป็นอะไรดีแล้ว

            “ทำไมครับ?

            “บุ๋น” ฐานทัพเรียกชื่อคนตรงหน้าเสียงนิ่ง “เลิกถามแล้วกิน

            “โหพี่…”

            “กินแล้วอ่านหนังสือต่อ” เขาพูดย้ำอีกครั้ง “เดี๋ยวนี้

            ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องหนักหนาที่เขาจะต้องสั่งคนตรงหน้า อาจเพราะคำถามที่ถามเขามาตรงๆและเขาเองก็ไม่รู้คำตอบว่าควรจะตอบกลับไปว่าอะไร

            ที่ไม่อยากให้บุ๋นเป็นอะไรคงเป็นเพราะ​…

            อืม เพราะอะไร
 

 

            การอ่านหนังสือล่วงเลยไปจนถึงตีหนึ่งครึ่ง บุ๋นปิดหนังสือลงหลังจากที่อ่านจบทั้งหมดที่ต้องสอบก่อนจะหาวออกมาเพราะความเหนื่อยล้าและความง่วงที่กำลังคลืบคลานเข้ามา สายตามองไปยังร่างที่นั่งอยู่บนโต๊ะตั้งใจอ่านหนังสือไม่ต่างไปจากสองชั่วโมงที่แล้ว รอยยิ้มเล็กๆปรากฏขึ้นอีกครั้งกับคนที่แอบมอง แม้จะง่วงแต่ก็ไม่กล้าบอกเพราะเห็นท่าทางที่ดูตั้งอกตั้งใจของหมอฐานทัพ บุ๋นค่อยๆบิดขี้เกียจคลายความเมื่อยล้าก่อนจะวางแขนทั้งสองข้างลงบนโต๊ะญี่ปุ่นที่ใช้อ่านหนังสือแล้วฟุบหน้าลงไป

            ขอพักสายตาสักพัก

            ฐานทัพปิดปลอกปากกาลงเมื่อเขียนย่อเนื้อหาที่ใช้สอบเสร็จ เขาถอนหายใจออกมาช้าๆก่อนจะหันไปดูเวลาที่อีกไม่กี่นาทีก็จะตีสอง แว่นตาที่สวมอยู่ถูกถอดออกพร้อมกับมือที่ขยี้ตาเพื่อคลายความง่วง เขาปิดโคมไฟอ่านหนังสือลงแล้วลุกออกจากเก้าอี้เพื่อเตรียมตัวนอน สายตาของเขาหันมาสะดุดกับร่างที่ฟุบหน้านอนอยู่บนโต๊ะที่เขายกมาให้ ลมหายใจที่เข้าออกเป็นจังหวะทำให้รู้ว่าคนตรงหน้านอนหลับสนิท ฐานทัพมองภาพตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะรู้สึกถึงความผิดปกติ

            เขากำลังยิ้ม

            รู้ตัวอย่างนั้นคนที่ปกติยิ้มยากถึงกับตกใจ ฐานทัพส่ายหน้าไปมาเพื่อเรียกสติตัวเอง อาจเพราะอ่านหนังสือมาหลายชั่วโมงเลยทำให้เขาเบลอๆ ร่างสูงละสายตาจากภาพตรงหน้าก่อนจะเดินไปเปิดตูเสื้อผ้าเพื่อหยิบผ้าห่มอีกผืนออกมาให้คนที่มาขอนอนด้วยกระทันหัน ดีที่เขามีผ้าห่มสองผืนไว้ผลัดเวลาต้องซัก

            บุ๋น” ฐานทัพเดินไปสะกิดคนที่ฟุบหลับ “ขึ้นไปนอนบนเตียง

            “…” ไร้เสียงตอบรับมีแต่เสียงลมหายใจของคนตรงหน้าเท่านั้น

            ลืมไปว่าตื่นยาก

            บุ๋น บุ๋น” เขาเพิ่มแรงเขย่ามากกว่าเดิมหวังจะให้คนตรงหน้าตื่นขึ้นมา

            คงหลับลึกจริงๆ

            “บุ๋น ขึ้นไปนอนบนเตียง” ฐานทัพยังคงพยายามต่อไป “ตื่นก่อน

            “อืม…” เสียงตอบรับเบาๆดังขึ้นก่อนที่ร่างของบุ๋นจะค่อยๆดันตัวขึ้นมาจากโต๊ะญี่ปุ่น ความรู้สึกแรกคือปวดหลัง เพราะโต๊ะที่ใช้อ่านมันเตี้ยกว่าตัวเขาเวลานั่งทำให้ต้องก้มลงไปเยอะกว่าเดิม

            ปวด

            “ขึ้นเตียง” ฐานทัพพูดสั้นๆเพื่อให้คนตื่นยากขึ้นไปนอนบนเตียง 

            พี่นอนเถอะครับ ผมนอนพื้นได้” เสียงงัวเงียตอบกลับมา

            “ขึ้นเตียง” เขายังคงยืนยันคำเดิม

            “แต่ห้องพี่นะ”

            ยังไม่ง่วง” ฐานทัพโกหกกลับไป

            ถ้าพูดแบบนี้แล้วจะทำให้อีกคนยอมขึ้นไปนอนง่ายๆเขาก็ยอม…ขี้เกียจเถียง

            หืม? หรอครับ” คนที่ตาเหลือขีดเดียวถาม “งั้นถ้าพี่จะนอนปลุกผมนะ เดี๋ยวผมลงมานอนข้างล่างให้” 

            อืมตัวเองปลุกง่ายมาก

            ได้” เขารับปากกลับไป

            พอได้ยินอย่างนั้นบุ๋นก็พยักหน้าอีกครั้งก่อนจะลุกขึ้นไปนอนบนเตียงอย่างกับที่พูดไปทั้งหมดคือการละเมอ พอหัวถึงเตียงสติเขาก็ดับลงอีกครั้งราวกับสั่งได้ ฐานทัพมองให้แน่ใจว่าบุ๋นหลับแล้วก่อนจะห่มผ้าให้บุ๋นแล้วเอาหมอนที่วางอยู่ข้างๆลงมาวางไว้ที่พื้นกับผ้าห่มประจำของเขา 

            ลืม” อยู่ๆเสียของบุ๋นก็ดังขึ้นอีกครั้งทำให้มือที่กำลังจะหยิบผ้าห่มบนเตียงชะงักลง

            “อะไร

            “ฝันดีนะครับคร่อก” 

            “อืม ฝันดี” 

            ไม่รู้ว่าคำที่หลุดออกมาจากปากเป็นการละเมอหรือตื่นขึ้นมาบอกจริงๆแต่เพราะจิตใต้สำนึกบอกให้พูดออกมา แม้จะง่วงแต่ก็ฝืนพูดทั้งๆที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายอยากฟังรึเปล่า

            แค่อยากบอกว่าฝันดี

            พอเห็นว่าบุ๋นหลับไปแล้วจริงๆฐานทัพถึงเดินไปปิดไฟที่เปิดอยู่ทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความมืด เขาเดินกลับมาที่ข้างเตียงก่อนจะล้มตัวลงนอนช้าๆ ดีหน่อยที่วันนี้ไม่ได้หนาวมากทำให้พื้นห้องเขาสามารถนอนได้โดยที่ไม่ต้องมีอะไรมาปู ดวงตาทั้งสองข้างค่อยๆหลับตาลงพร้อมความง่วงที่เริ่มคลืบคลานเข้ามา

            ทั้งๆที่รู้สึกง่วงแต่กลับนอนไม่หลับ

            เหมือนมีคำถามต่างๆวิ่งวุ่นอยู่ในหัวไม่หยุดหย่อน ทั้งที่ปกติฐานทัพเป็นคนนอนหลับง่ายแต่ดันไม่ใช่กับวันนี้ เขารู้สึกง่วงแต่ข่มตานอนไม่หลับ พลิกตัวไปมาก็ยังไม่ได้ผล

            สงสัยต้องนับแกะ

            ฐานทัพหลับตาลงอีกครั้งก่อนจะใช้วิธีที่ตอนเด็กๆพ่อเคยบอกเขาอยู่บ่อยๆ ถ้านอนไม่หลับก็นับแกะทีละตัวแล้วจะค่อยๆง่วงหลับไปเอง

            แต่หากคืนนี้ภาพที่เขานับกลับไม่ใช่ภาพแกะ

            มันคือภาพของบุ๋น

            

            แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาในห้องของนักศึกษาแพทย์ที่ยังคงนอนหลับสนิท เสียงนกร้องนอกระเบียงทำให้คนที่นอนอยู่บนเตียงค่อยๆลืมตาขึ้นมา บุ๋นหรี่ตานิดๆเพื่อให้ดวงตาปรับแสงสว่างที่ส่องเข้ามา แขนทั้งสองข้างค่อยๆชันตัวลุกขึ้นก่อนจะรู้สึกได้ว่า

            เขานอนอยู่บนเตียง

            หมายความว่า…

            บุ๋นค่อยๆชะโงกหน้าลงไปดูล่างเตียงช้าๆอย่างรู้สึกผิด ไม่ต้องบอกก็เดาได้ว่าหมอฐานทัพต้องนอนอยู่ที่พื้น ทันทีที่เห็นร่างของหมอฐานทัพนอนอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบางความรู้สึกผิดก็แล่นขึ้นมาทันที

            เขาจำได้ว่าเขาบอกหมอไปแล้วว่าให้ปลุกทำไมไม่ปลุก

            พี่ครับ” บุ๋นสะกิดคนที่นอนหลับอยู่ “นอนบนเตียงเถอะครับ ผมตื่นแล้ว” พูดไปก็รู้สึกผิดในใจ

            ทำให้หมอฐานทัพลำบาก

            “อืม” ฐานทัพตอบกลับมาสั้นๆก่อนจะค่อยๆชันตัวลุกขึ้น เขาหรี่ตาเพื่อปรับแสงจากข้างนอกก่อนจะยกมือขึ้นมาขยี้ตา

            “ทำไมพี่ไม่ปลุกผม นอนพื้นทำไม” บุ๋นถามออกมาอย่างไม่เข้าใจ “ผมบอกให้ปลุกผมไง

            “พูดมาก” ฐานทัพที่พึ่งตื่นตอบสั้นๆก่อนจะขยับตัวขึ้นมาอยู่บนเตียง “นอนล่ะ” พูดจบเขาก็ทิ้งตัวนอนลงไปไม่ตอบคำถามอะไรต่อ

            บุ๋นได้แต่ถอนหายใจกับคำตอบของหมอฐานทัพ เขาทำท่าจะลุกออกจากเตียงแต่แขนข้างหนึ่งของหมอพาดอยู่บนขาของเขา ทั้งๆที่จะลุกออกไปก็ได้แต่บุ๋นเลือกที่จะนั่งอยู่กับที่

            อืม…ตื่นมาแล้วเจอแบบนี้มันก็ดีเหมือนกัน

            แม้จะไม่เข้าใจเรื่องที่หมอนอนพื้นแต่เขาก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ บุ๋นนั่งอยู่บนเตียงต่อเกือบยี่สิบนาทีก่อนจะลุกออกมาเก็บของเพื่อเตรียมตัวกลับไปอาบน้ำแล้วออกไปสอบในเช้าวันนี้ เขาหวังว่าที่อ่านมามันจะออกสอบทั้งหมด

            ขอให้เป็นอย่างนั้น

            พี่ครับ ผมไปก่อนนะ” พอเก็บของเสร็จหมดแล้วก็หันกลับมาบอกคนที่ยังนอนอยู่บนเตียง เขาไม่ได้ต้องการให้หมอตื่นขึ้นมา แค่อยากจะบอก

            “อืม” ฐานทัพตอบกลับมาสั้นๆ ถึงจะสะลึมสะลือแต่ก็ได้จับใจความได้

            “นอนต่อเถอะครับ ถ้าปวดหลังบอกผมนะ เดี๋ยวผมไปซื้อยามาให้

            “ไม่ปวด” 

            “งั้นผมไปนะ

            “อืม

            “ครับ” บุ๋นรับคำแม้ว่าตัวเขาจะยังยืนรอฟังคำๆนึงอยู่ 

            เพราะเขาเชื่อว่าหมอฐานทัพจะต้องเรียก ‘บุ๋น

            “บุ๋น

            เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ คนที่ยืนรอฟังคำๆนี้อยู่ถึงกับเก็บอาการไว้ไม่อยู่ รอยยิ้มแรกของเช้าวันนี้ปรากฏขึ้นพร้อมน้ำเสียงของหมอที่เอ่ยออกมา

            ตั้งใจสอบ” เขาเว้นช่วงไปพักหนึ่ง “ขอให้มั่วได้

            “โหพี่ไม่เชื่อว่าผมจะจำได้หรอ

            “เชื่อ” ฐานทัพตอบกลับมาสั้นๆ “เลยไม่พูด” 

            “ครับ” คำพูดที่แฝงความนัยไว้ทำให้บุ๋นยิ้มออกมาอย่างหุบไม่อยู่ “ผมจำได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมั่วหรอก

            “อืม” ฐานทัพพยักหน้า “ถ้าตกเลี้ยงข้าว

            “แล้วถ้าผ่านล่ะครับ?

            “ก็ผ่านไง” ฐานทัพตอบกลับมากวนๆทำเอาคนที่ถามออกมาหัวเราะ

            “ถ้างั้นผมตกก็ได้ จะได้เลี้ยงข้าวพี่

            “เดี๋ยวหมอนบิน” ฐานทัพพูดพร้อมกับเอื้อมมือไปจับหมอนอีกใบที่ยังว่างอยู่ “ห้ามตก” เขาออกคำสั่ง แม้จะไม่จริงจังมากแต่ก็ถือว่าเขาห้าม

            เห็นความตั้งใจที่บุ๋นทำมาก็อยากจะช่วยลุ้นให้สอบผ่านไปได้ด้วยดี

            “ครับ ไม่ตกหรอก” บุ๋นยิ้มอีกครั้ง “ถ้าผ่านเลี้ยงมาม่าผมหนึ่งถ้วยนะ

            “อืม” เขารับคำ “ให้สองถ้วยเลย

            “โห มีเพิ่มให้ด้วย งั้นผมต้องได้รองท๊อปแน่ๆ” 

            “ทำให้ได้” เขาหันไปมองหน้าบุ๋นก่อนจะพูดต่อ “กลับได้แล้ว เดี๋ยวสาย

            “ครับ ขอบคุณสำหรับเมื่อคืนนะครับ” บุ๋นไม่ลืมที่จะพูดทิ้งท้าย “ถ้าหม้อแปลงระเบิดอีกผมจะมาหาพี่ใหม่นะ ถือว่าขออนุญาติแล้ว” พูดจบเขาก็ตรงดิ่งออกไปไม่รอให้ฐานทัพพูดอะไรต่อ            

            คนที่ยังนอนอยู่บนเตียงเหมือนเดิมประมวลคำพูดสุดท้ายก่อนที่บุ๋นจะออกไปแล้วขมวดคิ้ว

            เมื่อกี้…ถามความสมัครใจหรือแค่บอกให้รับรู้

 

 





--------------------------
ขอโทษที่เว้นช่วงไประยะหนึ่งนะคะ หายไปหลายวันเลย
ไม่ได้หายไปไหนแต่เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เราต้องหยุดอัพไป
หลายๆคนอาจจะรอกันอยู่ ตัวเราเองก็เริ่มดีขึ้นแล้วก็เลยมาเขียนต่อ
ไม่หายไปไหนแล้วจ้า จะอยู่ให้คนอ่านฟินแบบนี้กันไปนานๆเลยยย~
อยากให้ทุกคนยิ้มนะคะ ชีวิตเราต้องดำเนินต่อไป สู้ๆ!!!!
ยิ้มเยอะๆนะคะ ^______________________________^

ติดตามการอัพเดทนิยาย พูดคุยกันได้ทาง Fan page : Perlina.
นิยายเรามีแฮชแท็กแล้วน้าาา อย่าลืมติดแฮชเท็กกัน #ผมจีบหมอ เจอกันในทวิตเตอร์ อยากพูดคุยทักทายกันได้ทางทวิตเตอร์ @perlinjun นะคะ ^____^ ไว้เจอกันใหม่น้าาาา เลิ้บบบบบบบบบบ




 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 495 ครั้ง

5,818 ความคิดเห็น

  1. #5817 Sarinrat Lortongpanich (@30152) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 / 09:07
    แง้ ตอนคุยกันตอนเช้าน่ารักมากแม่
    #5817
    0
  2. #5782 Lolo02 (@Lolitar0002) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2562 / 00:10
    ชอบความมั่นคงของน้อง
    #5782
    0
  3. #5751 napa_toey (@napa_toey) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2562 / 23:13
    มียงมีหยอกนะพี่หมอออออออ
    #5751
    0
  4. #5742 Chompoo_mg (@Chompoo_mg) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 / 21:18
    ชอบความเรื่อยๆแต่มั่นคงยัง ฮืออออละมุนอะแม่
    #5742
    0
  5. #5707 Nuthathai Por (@oengoeng15) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2562 / 01:03

    พี่หมอใจดีจังเลยน๊า

    #5707
    0
  6. #5634 ชิตาโพนี่ (@icezeedzad18) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 10 เมษายน 2562 / 14:32
    ชอบนิยายของไรท์ตรงที่ มันค่อยๆเป็น ค่อยๆไปอ่ะ มันเหมือนกับชีวิตจริงๆของคนสองคน อ่านแล้วยิ้มตลอดเลย ฮอลลลล~
    #5634
    0
  7. #5589 despasito (@pupay468) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 / 09:51
    หมอนบิน555

    อย่าใจร้ายกับน้องงง
    #5589
    0
  8. #5489 loloza bbk (@lolozabbk) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2561 / 23:39
    หมอน่ารัก เริ่มมีกวน มีตลกด้วย งื้อออ
    #5489
    0
  9. #5483 noonookjang (@noonookjang) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2561 / 01:12
    'กิจวัตร'ประจำวัน ค่ะไรต์
    ชอบนิยายของไรต์นะคะ ละมุน ดีต่อใจ ไม่ได้แตะตัวกันด้วยซ้ำ ตอนที่เอามือไปอังปิดตาหมอ อ่านไปยิ้มไป ถ้าอ่านข้างนอกนี่คนอื่นเห็นอาจคิดว่าอีนี่บ้าแน่ ๆ ยิ้มกับจอโทรศัพท์เป็นชม.ๆ 5555
    #5483
    0
  10. #5477 kimleehyun (@kimleehyun) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2561 / 22:26
    หมอนบิน 555
    #5477
    0
  11. #5457 dewwiizodiac (@dewwiizodiac) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2561 / 13:49
    กำลังใจดี
    #5457
    0
  12. #5418 MCMXCIV (@MCMXCIV) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 11 เมษายน 2561 / 14:08
    ชอบความเดี๋ยวหมอนบิน555555 งื้อออดีต่อใจ
    #5418
    0
  13. #5393 DraftD (@DraftD) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 16 มีนาคม 2561 / 20:15
    พี่หมอน่ารัก
    #5393
    0
  14. #5374 Sebieez (@kwang_1226) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 / 11:48
    เดี๋ยวหมอนบิน ฮืออ พี่หมอตลก
    #5374
    0
  15. #5308 RhongTood (@marklmsg7) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 / 06:00
    ทำไมพี่หมอกวนได้น่ารักจังว่ะ ฮึ้ยๆๆ
    #5308
    0
  16. #5263 Piszerel (@manaki-ne) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 / 20:12
    เดี๋ยวหมอนบิน... โอ้ย น่ารักกกก
    #5263
    0
  17. #5154 bwp_k (@bwp_k) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2560 / 22:45
    โอ้ยยยยยย ยังหลับลงนะบุ๋น
    #5154
    0
  18. #5130 lufian (@ployykp) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 29 กันยายน 2560 / 11:36
    น่ารักๆ นิยายเรื่องนี้มีแต่คำว่าน่ารัก
    #5130
    0
  19. #5104 velaz (@wazwa) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2560 / 23:05
    ฮืออออ ตอนนี้น่ารักมากๆเลยค่ะะ อ่านแล้วใจเต้นตึกตักตามบุ๋น ได้เข้าห้องนอนหมอแล้ว เย่! 555555 เริ่มได้เห็นอารมณ์ต่างๆหมอมากขึ้น บทจะกวนก็กวนนะคะ มีหมอนบินด้วย โอย น่ารักมากๆ
    #5104
    0
  20. #5061 JJ_Hikari (@joyjea) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2560 / 15:38
    หมอคนซึน 555555
    #5061
    0
  21. #5040 Notty Kero (@sung-yong-nelu) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2560 / 22:21
    พูดไม่ค่อยเก่งงงงง
    #5040
    0
  22. #4961 itzmeboombim (@itzmeboombim) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 26 เมษายน 2560 / 19:30
    ทำไมพี่หมอดีขนาดนี้ เอ็นดูบุ๋นมากเลยใช่มั้ย
    #4961
    0
  23. #4841 FairyP718 (@sn_inmymind) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2560 / 22:24
    หมอเหมือนเย็นชาแต่โคตรอบอุ่นเลย น่ารัก
    #4841
    0
  24. #4840 FairyP718 (@sn_inmymind) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2560 / 22:09
    เราสังเกตมาหลายบทแล้ว ไรเตอร์เขียนกิจวัตรผิดนะคะ "กิจวัตร" ไม่ใช่กิจวรรค ถ้าเห็นเม้นท์เราแล้วช่วยแก้ไขให้ถูกด้วยนะคะ
    #4840
    0
  25. #4788 Intelligence- (@capacite) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 / 23:44
    โอ๊ยยยย ไม่ไหวล้าววววว น่ารักมากๆเลยอ่ะะะ ฮืออออ คือแบบบ มันเรื่อยๆ แต่เห็นอะไรได้ชัดอ่ะ ชอบบบ ยอมใจหมอเลย น่าร๊ากกกก ><
    #4788
    0