(ผม)จีบหมอ [Yaoi] END

ตอนที่ 12 : 11 : จีบหมอครั้งที่สิบ 100 per

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 29,818
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 536 ครั้ง
    12 พ.ย. 59

จีบหมอครั้งที่สิบ

 

            การประกวดดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย ช่วงที่หลายๆคนรอคอยรวมถึงคนที่ยืนอยู่บนเวที ไม่ได้ตื่นเต้นเพราะอยากได้แต่รู้สึกปวดฉี่ อยากลงไปเข้าห้องน้ำแล้วกลับไปนอนหลับ ง่วงจะตายอยู่แล้ว

            เอาล่ะค่ะ เราจะเริ่มประกาศดาวกันก่อนนะคะ และผู้ที่ได้รับรางวัลดาวคณะเกษตรประจำปีนี้ได้แก่…” เสียงของผู้ประกาศที่ดูตื่นเต้นยิ่งกว่าคนประกวดกับเสียงเอฟเฟ็คที่ดูลุ้นเกินจริงทำให้คนบนเวทีรู้สึกตื่นเต้นคูณสอง

            “หมายเลขสาม นางสาวน้ำฟ้า รัตตานันท์ ค่าาาาาา~” เป็นไปตามคาด น้ำฟ้าที่ดูโดดเด่นกว่าผู้ประกวดคนอื่นๆเดินออกไปรับรางวัลด้วยใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข

            เสียงปรบมือดังขึ้นพร้อมกับแฟลชกล้องถ่ายรูปหลายตัวที่หันไปโฟกัสน้ำฟ้าเป็นจุดเดียว เธอหันไปยิ้มให้กล้องอย่างมั่นใจก่อนจะยกมือไหว้ขอบคุณกรรมการผู้มอบรางวัล

            เป็นยังไงกันบ้างคะ ดาวคณะเราปีนี้ตรงกับใจหลายๆคนรึเปล่า” พิธีกรหญิงพูดต่ออย่างคล่องแคล่ว “เอาละค่ะ ลำดับต่อไป ผู้ที่ได้รับรางวัลเดือนคณะเกษตรปีนี้ได้แก่…”

            บุ๋นมองลงไปที่เพื่อนทั้งสามคนที่ยังคงชูป้ายไว้ อยากจะถามพวกมันเหลือเกินว่าไม่ปวดแขนกันรึไง ก่อนจะเปลี่ยนจุดโฟกัสไปที่คนที่เหมือนพึ่งตื่นอีกครั้ง ฐานทัพขยี้ตาเล็กน้อยก่อนจะหรี่ตามองมาที่เวทีตามประสาคนสายตาสั้น บุ๋นนึกขำในใจ อีกใจหนึ่งเขาอยากวิ่งเข้าไปขอบคุณหมอฐานทัพที่มาอยู่ดูการประกวดของเขาจนจบ

            หมายเลขสี่ นายกิตติกร เกรียงไกรรักษ์ ค่าาาาา~” สิ้นเสียงประกาศคนที่ยืนมองไปที่คนข้างล่างถึงกับสะดุ้งสุดตัว

            เมื่อกี้ชื่อเขาใช่ไหม

            “ครับ” บุ๋นเหมือนพึ่งได้สติ เขาเดินไปรับรางวัลอย่างงงๆก่อนจะย่อตัวเล็กน้อยเพื่อให้ใส่สายสะพายได้ถนัด เขายกมือไหว้กรรมการมอบรางวัลก่อนจะหันไปยิ้มให้คนที่ส่งเสียงเชียร์ให้เขาข้างล่าง

            ได้มาได้ไงวะ…

            “ขอเชิญดาวกับเดือนมาข้างหน้าเวทีด้วยค่ะ” กล้องหลายตัวรัวแฟลชกันอย่างกับว่าดาวเดือนเป็นของแปลกหายาก บุ๋นยิ้มให้กล้องก่อนจะขยับเข้าใกล้น้ำฟ้าอีกนิดตามคำขอของช่างภาพ

            คนที่นั่งมองภาพอยู่ข้างล่างได้แต่ปรบมือเบาๆก่อนจะลุกออกไปโดยไม่รอให้งานจบ ความจริงเขาควรจะออกไปตั้งแต่การแสดงของบุ๋นจบแล้วด้วยซ้ำ ไม่รู้ทำไมยังอยู่ต่อ อาจเพราะไม่อยากเบียดเสียดคนหรือกลัวใครบางคนหาเขาไม่เจอ 

            จะว่าไป

            ดาวกับเดือน เหมาะสมกันดี

 

            บุ๋นเดินลงมาจากเวทีพร้อมกับตะกร้าดอกกุหลาบที่ได้จากหลายๆคนที่โหวตให้เขาได้รางวัลป๊อปปูล่าโหวต แต่เขาดันได้น้อยกว่าอีกคนหนึ่งไปสิบกว่าดอกซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องที่น่าคิดมาก แต่เรื่องที่ทำให้เขาคิดมากจนคิ้วขมวดคือเขาหาหมอฐานทัพไม่เจอ

            เงยหน้ามาอีกทีที่นั่งของหมอก็ว่างเปล่า

            “ไงครับคุณเดือน” น้ำเสียงกวนประสาทของสองดังขึ้นพร้อมกับเพื่อนอีกสองคนที่เดินมาสมทบแถมยังไม่ลืมที่จะถือป้ายพิเรนๆมาด้วย

            “เดือนอะไรล่ะ” บุ๋นตอบแต่สายตากลับกวาดมองไปทั่วห้องประชุม

            “แหม่ๆ ได้ตำแหน่งแล้วหยิ่งหรอวะ” สามที่ยอมทิ้งเวลาที่มีน้อยนิดของตัวเองมาเชียร์เพื่อนถึงกับเอ่ยแซว

            “เปล่าเว้ย” บุ๋นหัวเราะก่อนจะมองตะกร้าดอกกุหลาบที่เขาถือ

            ตะกร้าดอกกุหลาบที่มีคนพิเศษยกมาให้

            “เออมึงจะกลับเลยปะ จะได้กลับพร้อมกัน” สามถามพร้อมกับช่วยบุ๋นถือของในมือ

            “อืม คงกลับเลย ไม่มีอะไรแล้วนิ” เขาถอดใจ หมอคงกลับไปแล้วจริงๆ

            แทบไม่ได้คุยอะไรกันเลย

            “งั้นเดี๋ยวกูไปส่งไอ้หนึ่งก่อน แล้วเจอกันที่หอ” สองออกตัวเพราะว่าหอของหนึ่งอยู่คนละฝั่งกับหอของพวกเขาทั้งสามคน

            “เดี๋ยวกูไปส่งก็ได้” พอนึกได้บุ๋นก็รีบพูดออกมาทันที “วันนี้พวกมึงอุตส่าห์มาเชียร์กู เดี๋ยวกูบริการเอง” ไม่ง่ายนักที่พวกเขาทั้งสี่คนจะมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน ถึงจะเจอไอ้สองกับสามบ่อยแต่กับไอ้หนึ่งเวลาของมันแทบจะหายไปกับกองหนังสือ

            “เออแล้วแต่มึง เอาตะกร้ามาเดี๋ยวแบกกลับให้” สองพูดพร้อมกับดึงตะกร้าในมือของบุ๋นไป

            “ขอบใจว่ะ” บุ๋นบอกก่อนจะหันไปมองหนึ่งที่สภาพเหมือนใกล้จะหลับเต็มที “ไป กลับหอกัน

            “อืม” หนึ่งตบบ่าสี่อย่างนึกขอบใจ ถ้างานเลิกดึกกว่านี้อีกนิดก็คงหลับคาห้องประชุม

            “เฮ้ยไอ้สอง” บุ๋นเรียกเพื่อนที่กำลังจะเดินแยกไปอีกทางหนึ่งไว้ก่อนจะเอื้อมไปหยิบดอกกุหลาบออกมาหนึ่งดอก “แค่นี้ละ ไปเถอะ” เขายิ้มนิดๆทิ้งความสงสัยไว้ให้คนที่ถือตะกร้าก่อนจะเดินนำหนึ่งไปที่รถจักรยาน

            “ขอบคุณนะมึงที่มาเชียร์กู” บุ๋นหันไปคุยกับร่างของเพื่อนที่เหมือนถูกถอดวิญญาณ “กลับไปก็รีบนอนเลยละ อย่าหักโหม

            “อืม รู้น่า” หนึ่งตอบก่อนจะยิ้มนิดๆ “กูไม่ได้มาเชียร์มึง กูมาเชียร์สาว

            “หรอ เชื่อครับเพื่อน” บุ๋นประชด จะมาเชียร์สาวได้ไงในเมื่อหนึ่งไม่เคยเหลียวมองอะไรนอกจากหนังสือ

            “รีบกลับเถอะ กูจะหลับแล้ว

            “เออ ขึ้นมา” บุ๋นหัวเราะนิดๆก่อนจะขึ่นคร่อมจักรยานแล้วให้เพื่อนสนิทนั่งซ้อนข้างหลัง

            ระยะทางจากคณะเกษตรไปที่หอพักของคณะสัตวแพทย์ไม่ได้ใกล้แต่บุ๋นกลับรู้สึกชินระยะทางจนมองว่ามันไม่ได้ไกลมาก ตลอดทางเขาแทบไม่ได้พูดอะไรกับหนึ่งอีกเพราะรู้ว่าคนที่ซ้อนอยู่เริ่มไม่ไหว บุ๋นไม่เคยคิดว่าการเรียนมหาลัยของคณะสายสุขภาพจะเหน็ดเหนื่อยมากขนาดนี้ ตั้งแต่วันนั้นที่เขาได้เห็นหมอฐานทัพดูอ่อนเพลียกับหนึ่งที่มีสภาพไม่ต่างกันก็พอจะทำให้เขารู้ว่าทำไมพวกหมอถึงไม่สนใจอย่างอื่นนอกจากเรื่องเรียน

            เพราะไม่มีเวลาให้สนใจ เวลานอนยังแทบจะไม่ค่อยมี

            เขาเริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้น

            รถจักรยานของบุ๋นจอดลงหน้าหอพักนักศึกษาพร้อมกับหนึ่งที่ลงจากจักรยานอย่างสะลึมสะลือ เขายิ้มให้เพื่อนสนิทก่อนจะโบกมือลา

            “ฝันดีนะมึง ไว้เจอกัน

            “อืม ขอบคุณเหมือนกัน” น้ำเสียงเนือยๆตอบกลับมาพร้อมกับร่างของหนึ่งที่เดินเข้าหอพัก

            บุ๋นรอจนหนึ่งปิดประตูลงก่อนจะปั่นจักรยานถัดไปอีกไม่ไกล หอพักนักศึกษาแพทย์ที่เขาคุ้นเคย ไฟแต่ละห้องยังเปิดสว่างอยู่ราวกับเป็นการบอกว่าคนในหอพักส่วนใหญ่ยังไม่นอน บางคนก็เห็นเงากำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะ บางคนก็เดินผ่านระเบียงกลางเหมือนพึ่งอาบน้ำเสร็จ

            แล้วหมอฐานทัพจะทำอะไรอยู่

            บุ๋นจอดจักรยานลงข้างๆตัวก่อนจะนั่งลงตรงที่นั่งหน้าหอ เขาไม่รู้ว่าหมอฐานทัพอยู่ห้องอะไรและถึงรู้เขาก็ขึ้นไปไม่ได้ แต่ความรู้สึกของเขามันยังไม่อยากจะกลับหอตอนนี้ เขาอยากขอบคุณ ขอบคุณทุกๆอย่าง

            ดอกกุหลาบสีแดงสดดูสวยเมื่อถูกหยิบออกมาเพียงดอกเดียว ความจริงแล้วดอกไม้ทุกชนิดมีความสวยในตัวของมันแต่ในบางครั้งมันอาจจะถูกกลบจากดอกไม้ดอกอื่นๆที่โดดเด่นมากกว่า เขานั่งมองดอกกุหลาบที่ถืออยู่พร้อมกับนึกถึงเหตุการณ์ที่หมอฐานทัพยกตะกร้าดอกกุหลาบมาให้เขา

            คิดแล้ว…ก็ยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว

            อยากจะขอบคุณแต่ก็ไม่รู้จะขอบคุณใครที่ทำให้หมอฐานทัพได้ยกดอกกุหลาบมาให้เขา มันเป็นความบังเอิญที่เข้าข้างตัวเขาสุดๆจนแอบคิดไปไกล

            โคตรฝันลำเอียง

            ฐานทัพเดินออกมาจากห้องอาบน้ำพร้อมพร้อมกับขันอาบน้ำที่เต็มไปด้วยแชมพูสระผม ครีมอาบน้ำ โฟมล้างหน้าและยาสีฟันกับผ้าเช็ดตัวที่พาดอยู่ที่ไหล่ซ้าย เขารู้สึกสดชื่นขึ้นหลังจากที่ได้กลับมาอาบน้ำ ยังไม่ทันที่เขาจะเดินผ่านระเบียงกลางไปสายตาก็หยุดลงที่ร่างของใครคนหนึ่งที่นั่งอยู่ที่ไม้หินอ่อนกับดอกกุหลาบสีแดงในมือ เขาไม่รู้ว่าคนๆนั้นคือใครเพราะไกลเกินกว่าจะมองด้วยสายตาที่ไม่ผ่านกรอบแว่นได้ ฐานทัพละความสนใจตรงหน้าก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้อง

            ความสงสัยหรือความอยากรู้ที่ผิดไปจากนิสัยเดิมของเขาทำให้เขาเดินกลับออกมาพร้อมกับแว่นตาที่สวมอยู่ ร่างของคนๆนั้นยังนั่งอยู่ที่เดิมพร้อมกับความชัดที่ทำให้เขาพอจะดูออกว่าคนที่นั่งอยู่หน้าหอพักของเขาคือใคร

            บุ๋น

            ขาทั้งสองข้างพาเขาก้าวออกมาโดยที่ฐานทัพเองแทบไม่รู้ตัวว่าเดินออกมาถึงหน้าประตูทางเข้าได้ยังไง รู้ตัวอีกทีก็ยืนอยู่ตรงนี้พร้อมกับมองคนที่นั่งอยู่ข้างนอก

            บุ๋น” ฐานทัพเรียกชื่อคนตรงหน้าก่อนจะเดินออกมาหลังจากคนที่ถูกเรียกชื่อหันมามองอย่างรวดเร็ว

            “พี่มาทำอะไรครับ” บุ๋นเด้งตัวลุกขึ้นอย่างลืมตัวก่อนจะเอาดอกกุหลาบที่ถือไว้หลบด้านหลัง

            วันนี้หมอฐานทัพแปลกตาไปกว่าทุกวัน อาจเพราะอยู่ในชุดเตรียมเข้านอน เสื้อยืดกางเกงกีฬาสบายๆ เส้นผมที่ยังเปียกน้ำอยู่บ่งบอกว่าหมอฐานทัพพึ่งอาบน้ำเสร็จหมาดๆ กลิ่นแชมพูอ่อนๆลอยมากระทบจมูกคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าจนทำให้บุ๋นเผลอยิ้มออกมา

            หอมจัง

            “หอนักศึกษาแพทย์” ฐานทัพตอบกลับก่อนจะขมวดคิ้ว เขาควรจะถามว่ามาทำอะไรไม่ใช่ถูกถาม “มาทำอะไร

            “อ่อ…” บุ๋นยิ้มแหยๆ ผมลืมว่าพี่ต้องถาม” เขาหัวเราะ

            มาทำไม…มาทำไม

            มาขอบคุณครับ” รอยยิ้มของบุ๋นปรากฏขึ้นอีกครั้ง เป็นรอยยิ้มที่สดใสทุกครั้งและดูได้ไม่เบื่อ “ขอบคุณที่พี่มาดูผมถึงจะไม่ได้อยู่ถึงจบก็ตาม

            “ง่วง” เขาตอบกลับไปทั้งๆที่ความจริงเขาไม่ได้รู้สึกง่วงขนาดนั้น

            แค่ไม่อยากอยู่ต่อ

            “ผมขอโทษนะครับ” บุ๋นเอ่ยอย่างรู้สึกผิด “แต่ผมดีใจที่พี่มานะ

            “รู้แล้ว” ฐานทัพเสมองไปทางอื่น เขารู้สึกแปลกๆกับรอยยิ้มของบุ๋น “เลิกยิ้ม

            “ครับ? ยิ้มผมมันทำไมหรอ” คนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลิกคิ้วถาม “มันน่ากลัวหรอครับ

            “เปล่า” ฐานทัพถอนหายใจ

            ช่างเถอะ

            “มาแค่ขอบคุณ?” ฐานทัพถามกลับเมื่อเห็นคนยิ้มไม่เลิกจนเขาต้องพูดต่อ “ฟันแห้งแล้ว

            “ผมมีความสุข ก็ต้องยิ้ม” บุ๋นรู้สึกเหมือนตัวเองแทบบ้าเมื่อได้มาเห็นหมอฐานทัพในมุมที่เขาไม่เคยเห็น จากหัวใจที่มันเริ่มปรับตัวได้เริ่มกลับมาเต้นแรงอีกครั้ง

            หมอมีอิทธิพลกับใจเขามากจนเขาถอนตัวไม่ทัน

            “ความสุขอะไร” ฐานทัพถามกลับอย่างต้องการคำตอบหากแต่ว่าคนตรงหน้าไม่ได้ตอบอะไรกลับมา บุ๋นยกนิ้วโป้งขึ้นมาก่อนจะเป่าลมลงไปเบาๆ

            “เป่านิ้วโป้ง” 

            “หืม?” ฐานทัพดูเหมือนจะไม่เข้าใจในสิ่งที่อีกคนต้องการสื่อ “แล้วช่วยได้ไหม

            “ได้มั้งครับ” บุ๋นตอบกลับ เขาไม่รู้ว่ามันช่วยได้ไหมเพราะเขาคิดถึงหน้าหมอแทนเรื่องที่กำลังเครียด เลยไม่รู้ว่าวิธีเป่านิ้วโป้งใช้ได้จริงรึเปล่า

            “ดีแล้ว

            “พี่ครับ ผมเล่นมายากลได้นะพี่รู้รึเปล่า”          

            “ไม่รู้

            “งั้นพี่หลับตา เดี๋ยวผมจะเสกของมาให้พี่ดู” บุ๋นหัวเราะกับคำตอบตรงๆของหมอฐานทัพ 

            “ทำไมต้อง…” ยังไม่ทันที่เขาจะได้ถามต่อมือของบุ๋นก็ค่อยๆเอื้อมมาปิดตาเขาโดยที่ไม่ได้สัมผัสกับใบหน้าของเขาโดยตรง

            หนึ่ง” น้ำเสียงนุ่มเอ่ยช้าๆ สอง

            รู้ตัวอีกทีตาทั้งสองข้างของเขาก็หลับลงพร้อมกับเสียงของบุ๋นที่นับสาม แสดงสว่างวาบเข้ามาในตาพร้อมกับดอกกุหลาบสีแดงตรงหน้า

            ตกใจอะดิ” บุ๋นยิ้มกว้าง

            “อืม” ฐานทัพตอบรับสั้นๆ

            เขาเห็นตั้งแต่อยู่ที่ระเบียง

            “พี่ตกใจจริงปะเนี่ย” บุ๋นรู้สึกเหมือนฐานทัพไม่ได้ตกใจอย่างที่พูดออกมา “มายากลมืออาชีพเลยนะพี่

            “อืม ตกใจ” เดี๋ยวจะเสียกำลังใจ       

            “ผมให้” บุ๋นสอดก้านกุหลาบไว้ในมือของฐานทัพ “แทนคำขอบคุณที่พี่มาดูผมวันนี้

            “อ่ออืม” ฐานทัพพยักหน้าก่อนจะเด็ดกลีบกุหลาบออกมาหนึ่งกลีบ “ให้

            “ครับ?

            “แทนคำขอบคุณที่ให้

            เหมือนถูกกลีบดอกกุหลาบกระแทกเข้าที่ใจอย่างจัง บุ๋นถึงกับไปต่อไม่ถูกเมื่อฐานทัพยื่นกลีบดอกกุหลาบคืนมาให้เขาด้วยท่าทีเฉยๆไม่ได้แสดงออกถึงอารมณ์อะไร

            “ให้…เอ่อ…” บุ๋นยิ้มออกมาอย่างคนทำตัวไม่ถูกก่อนจะยกมือเกาหัว “ให้ตามมารยาทรึเปล่าครับ

            “เปล่า” ฐานทัพถอนหายใจ “แล้วแต่จะคิด”

            “งั้นขอบคุณนะครับ” บุ๋นรีบกลีบดอกกุหลาบมาถือไว้อย่างเบามือ กลีบดอกกุหลาบที่ได้จากหมอฐานทัพ

            ไม่อยากปล่อยให้มันเหี่ยวเลย

            “กลับได้แล้ว” เมื่อเห็นว่าคนที่ยืนยิ้มอยู่ไม่มีท่าทีจะขอกลับฐานทัพจึงต้องเป็นฝ่ายไล่ “ดึกแล้ว

            “นั่นสิ ผมลืมตัว” บุ๋นเหมือนพึ่งนึกได้ว่าวันนี้เหนื่อยมาทั้งวัน ป่านนี้เพื่อนของเขาคงถึงหอกันแล้ว 

            “ไปๆ” ฐานทัพโบกมือไล่ 

            “โห่พี่ ไล่กันแบบนี้เลยหรอ” 

            “ดึกแล้ว” ฐานทัพยังคงพูดคำเดิม 

            บุ๋นพยักหน้าเข้าใจก่อนจะเดินไปขึ้นคร่อมจักรคานคันเก่งแล้วหันมายิ้มให้ฐานทัพอีกครั้ง รอยยิ้มที่แปลความหมายได้อย่างเดียวว่าคนๆนี้กำลังมีความสุข

            ฝันดีนะครับพี่

            “ฝันดี” ฐานทัพตอบกลับก่อนจะยืนรอส่งจักรยานที่กำลังจะปั่นออกไปหากแต่ว่าคนที่กำลังจะปั่นหันกลับมาเหมือนลืมบอกอะไรเขา

            “เรายังจะได้เจอกันอยู่ใช่ไหมครับ

            “อืม” ฐานทัพพยักหน้างงๆ “มีเหตุผลอะไรที่จะไม่เจอ” เขาถามกลับไปแต่คนที่คร่อมจักรยานกลับไม่ตอบ มีเพียงรอยยิ้มส่งกลับมา

            จักรยานของบุ๋นปั่นออกไปพร้อมความรู้สึกในหัวของฐานทัพที่ยังวนเวียนแล่นอยู่ไม่หยุด คำถามที่เป็นคำถามธรรมดาทั่วไปสำหรับเขา

            แต่กลับไม่ธรรมดาสำหรับอีกคน…

 

            เทศกาลปั่นงานกลับมาอีกครั้งเมื่อถึงเย็นวันศุกร์ที่เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขของใครหลายๆคนแต่ไม่ใช่กับนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่สามที่เปิดเทอมมาไม่กี่วันก็โดนสั่งรายงานเล่มโตทำให้วันหยุดสุดสัปดาห์ถูกใช้ไปกับการที่สิงอยู่ในหอสมุดของมหาวิทยาลัยสลับกับหอพักของปกป้องกับคิน

            “ตรงนี้ได้ปะวะ” คอมพิวเตอร์เครื่องบางถูกยกหันไปทางเพื่อนทั้งสองคน คินในแบบที่ใส่แว่นตาคงไม่คุ้นหน้าสำหรับใครหลายๆคนแต่กับฐานทัพและปกป้องแล้วนี่ถือเป็นเรื่องปกติเวลาทำงาน

            “อืม ได้” ฐานทัพเงยหน้าขึ้นมาจากตำราเล่มโตที่กำลังหาข้อมูลอยู่ก่อนจะกระชับแว่นตัวเอง “เป็นไงบ้าง” เขาหันไปถามปกป้องที่กำลังคร่ำเคร่งอยู่กับตำราตรงหน้า

            ข้อมูลแค่นี้น่าจะไม่พอ” ปกป้องพึมพำก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองฐานทัพ “ต้องหาเนื้อหาอ้างอิงจากในเน็ตเพิ่ม

            “อืม ได้ๆ” ฐานทัพพยักหน้าก่อนที่ทุกคนจะหันไปสนใจเนื้อหาตรงหน้าต่อ

            เป็นแบบนี้ทุกครั้งเวลาทำงานกลุ่ม พวกเขามักจะจริงจังและไม่มีใครทำลายสมาธิของใคร ถ้าอยู่ในช่วงทำงานพวกเขาก็พร้อมจะทำออกมาให้ดีทุกสุด นั่นเป็นเหตุผลที่ทำไมพวกเขาสามคนถึงอยู่ด้วยกันอย่างไม่มีปัญหาแม้นิสัยจะต่างกันคนละขั้ว

            “โห ไม่ไหวว่ะ ขอกาแฟอีกแก้ว” คินยกมือลาคนแรกหลังจากที่นั่งจ้องหน้าคอมมาเกือบสามชั่วโมง ความอ่อนล้าทำให้เขาถอดแว่นตาที่สวมใส่อยู่ออกก่อนจะใช้นิ้วมือนวดบริเวณขมับ

            “มึงจะไม่หลับไม่นอนเลยรึไง” ปกป้องหันมาถามก่อนจะใช้นิ้วเคาะหน้าผากอีกคนเบาๆ “พักสายตาก่อนก็ได้

            “อืม” คินตอบรับสั้นๆก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบมือถือของหมอฐานทัพมาอย่างถือวิสาสะ ปกติเขาเล่นโทรศัพท์ฐานทัพบ่อยจนเจ้าตัวเคยพูดว่าเอากลับไปเล่นที่หอเลยก็ได้

            ฐานทัพเป็นแบบนี้เสมอ…ไม่เคยมีความลับ

            “โหไอ้หมอไลน์มึงพันกว่าข้อความแล้วครับ” คินพูดพร้อมกับเลื่อนดูแอปพลิเคชั่นอื่นๆ ถึงจะชอบเล่นมือถือเพื่อนแต่ก็ไม่เคยไปก้าวก่ายความเป็นส่วนตัว

            “ช่าง” ฐานทัพที่กำลังสนใจงานตรงหน้าตอบปัดๆ

            “เหงาจังเลยครับ ทำงานคนเดียว” คินพูดพร้อมกับกดหน้าจอโทรศัพท์ที่เปิดเสียงสั่นไว้ ฐานทัพเงยหน้าขึ้นมามองแว๊บหนึ่งก่อนจะก้มหน้าลงไปทำงานต่อ  

            ปล่อยมันเล่นไป

            “คนเดียวหรอ อีกสองคนคือภูตผีหรอ” ปกป้องหันไปแขวะเพื่อนที่ดูมีความสุขผิดปกติ ตอนแรกก็เข้าใจว่าเหนื่อยแต่ตอนนี้ดูจะสนุกมากกว่าเหนื่อยแล้ว

            “เอ้า มึงก็รู้ไอ้ฐานแค่พิมพ์ว่าอืมคนไลค์เป็นร้อย นี่ลงสเตตัสพร้อมรูปแบบนี้ไปเผลอๆมีคนอาสามาอยู่เป็นเพื่อนมันด้วยซ้ำ

            “เพ้อ...” ฐานทัพที่หันไปหาคินหยุดคำพูดไว้ก่อนจะถอนหายใจ ทำงาน

            “อะไรวะ” คินมองเพื่อนสนิทงงๆ “เมื่อกี้จะพูดว่าอะไร

            “เปล่า” เขาปฏิเสธ “รีบทำจะได้รีบกลับ

 

            สนามบาสครึกครื้นเหมือนทุกๆวัน ยิ่งดึกมากเท่าไหร่คนก็ยิ่งเยอะขึ้นเรื่อยๆ บุ๋นวิ่งตามลูกบาสที่แต้มนำอยู่สองแต้มพร้อมกับเพื่อนในทีมที่รับส่งกันอย่างรู้ใจ เกือบสามอาทิตย์ที่เขาได้กลับมาเล่นบาสอย่างจริงๆจังๆ เวลาส่วนใหญ่ของเขาเลยหมดไปกับการฝึกซ้อม

            “บุ๋นรับ!!!” เสียงตะโกนบอกจากเพื่อนทำให้คนที่วิ่งอยู่หันมารับลูกบาสได้พอดีก่อนจะวิ่งต่อไปแล้วเลี้ยงบาสชูตเข้าแป้น

            ตึง!

            ลูกบาสลงห่วงอย่างกับถูกจับวาง เขาหันไปแตะมือกับเพื่อนก่อนจะเริ่มเล่นต่อ วันนี้คงได้กลับหอดึกเหมือนทุกๆวัน

            ทางนี้ๆ” เสียงดังในสนามไม่ได้ทำให้สมาธิของพวกเขาหายไป บุ๋นหันไปมองตามเสียงก่อนที่ทุกอย่างจะหยุดลงเหมือนโดนหยุดเวลา

            มาทำไม

            “พี่ต้าสวัสดีครับ” เพื่อนคนอื่นๆที่นั่งดูหันไปยกมือไหว้พี่ต้าอย่างคุ้นเคย พี่ต้าเป็นหนึ่งในนักกีฬาบาสมหาลัยที่เป็นคู่แข่งด้านกีฬากับมหาลัยของเขามาตั้งแต่ไหนแต่ไร ทุกคนรู้จักเขาเป็นอย่างดีเพราะมักจะแวะมาซ้อมบาสที่มหาลัยของเขาบ่อยๆ

            เป็นไงกันบ้าง” รอยยิ้มที่ประดุจเทพบุตรหันไปถามพวกที่นั่งดูอยู่บนอัศจรรย์ก่อนจะหันมามองที่สนาม

            “หึ” ความเกลียดพลุ่งพล่านจนบุ๋นเก็บอารมณ์ไว้ไม่อยู่ เห็นหน้าก็หมดอารมณ์จะเล่นต่อ บุ๋นทำท่าจะหันไปบอกเพื่อนว่าจะกลับก่อนแต่ดูเหมือนจะไม่ทันอีกคน

            อ้าวบุ๋น ไม่ได้เจอกันตั้งหลายวัน” น้ำเสียงที่หาความจริงใจไม่ได้เอ่ยขึ้นพร้อมกับร่างที่เดินเข้ามาใกล้ “ซ้อมเป็นไงบ้างวะ เหนื่อยไหม

            “ก็ดี” บุ๋นตอบกลับอย่างคนไม่อยากคุยด้วย เขาถอนหายใจนิดๆก่อนจะพูดต่อ “ถอยพี่ ผมจะกลับแล้ว

            “จะรีบกลับไปไหนวะ” คนที่พึ่งมาเอ่ย “อยู่เล่นด้วยกันสักควอเตอร์ก่อนแล้วค่อยกลับดิวะ

            “ไม่ละครับ” เขาปฏิเสธแทบจะทันที บุ๋นทำท่าจะเดินเลี่ยงออกมาแต่เหมือนอีกฝ่ายไม่ยอมให้เขาไปง่ายๆ

            “อะไรวะ นานๆจะได้กลับมาเล่นด้วยกัน ก็อยากจะรู้ว่าฝีมือน้องพัฒนาไปถึงไหนแล้ว” 

            “ยังไงก็จะเอาให้ได้ใช่ไหม” บุ๋นถาม

            “ไม่ทำหน้าตาแบบนั้นสิ คนชวนเสียใจนะรู้ไหม” พี่ต้าหัวเราะออกมาก่อนจะถอดเสื้อนักศึกษาที่ใส่อยู่ออกเผยให้เห็นเสื้อกีฬาที่สวมทับมา

            “เหอะ” ไม่รู้จะสรรหาคำใดๆออกมาพูดจริงๆเมื่อเห็นปฏิกิริยาตรงหน้า ตอนแรกเขาก็ว่าจะเดินออกไปเลยแต่พอเห็นพี่ต้าเดินเข้าไปชวนเพื่อนที่กำลังเล่นกันอยู่ก็ดูเหมือนจะไม่ทัน

            ไม่มีใครรู้เรื่องระหว่างเขากับพี่ต้า

            สนามดูครึกครื้นขึ้นอีกเมื่อตัวแทนบาสของอีกมหาลัยลงเล่นในควอเตอร์นี้ บุ๋นที่อยู่คนละทีมถอนหายใจเป็นรอบที่หนึ่งร้อย ไม่รู้ทำไมเขาต้องมายอมเล่นทั้งๆที่ไม่อยากจะจับลูกบาสลูกเดียวกับพี่ต้าเลยด้วยซ้ำ

            เสียงเริ่มเกมส์ดังขึ้นพร้อมกับลูกบาสที่ไปอยู่ในทีมฝั่งตรงข้าม บุ๋นวิ่งตามเท่าที่กำลังทั้งหมดยังมี ถึงจะไม่อยากเล่นแต่ก็ไม่ยอมให้ใครมาดูถูกฝีมือ เขามั่นใจว่าเขาเองก็เก่งไม่แพ้อีกฝั่ง

            “บุ๋นรับ” เพื่อนที่แย่งบาสมาได้สำเร็จตะโกนบอกคนที่อยู่จุดที่ใกล้แป้นบาสที่สุด 

            เสียงของเพื่อนเหมือนเป็นตัวส่งสัญญาณที่ดี บุ๋นยกมือขึ้นเตรียมกระโดดรับลูกบาสที่กำลังลอยมาหากแต่ว่าร่างของเขาถูกกระแทกจากร่างของอีกคนจนเสียการทรงตัว

            ตึก!!!

            “เชี่ยเอ้ย” คนถูกกระแทกสบถออกมาก่อนจะเงยหน้ามองคนที่ครองลูกบาสที่ทำสีหน้าตกใจ

            “เห้ยขอโทษๆ เป็นไรปะวะ” พี่ต้าทำท่าทางตกใจพร้อมกับเพื่อนๆในทีมที่วิ่งเข้ามาดูอาการ

            “ไม่เป็นไร” บุ๋นตอบเสียงแข็งก่อนจะค่อยๆชันตัวลุกขึ้นมา นี่พึ่งเริ่มเกมส์ได้ไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำ เขาพยายามสงบสติอารมณ์ของตัวเองให้เย็นลงกว่าเดิมก่อนจะเล่นต่อ

            รู้สึกเจ็บแปล๊บๆที่ข้อเท้า…

            เกมส์ยังคงดำเนินต่อไป แต้มเริ่มสูสีกันมากขึ้นเรื่อยๆจนพักครึ่งแรกคะแนนก็กลับมาเสมอกัน บุ๋นเดินเข้ามาตรงที่วางของก่อนจะทรุดตัวลงนั่งเพราะรู้สึกถึงความเจ็บที่แผ่ซ่านขึ้นมาจากข้อเท้า

            เห้ยเป็นไรปะวะ” เพื่อนร่วมทีมเดินเข้ามาถามเมื่อเห็นท่าทางของเขาแปลกไป

            “ไม่เป็นไร สงสัยเมื่อกี้ล้มผิดท่า” บุ๋นยิ้มตอบก่อนจะยกขวดน้ำที่วางอยู่ข้างตัวขึ้นดื่ม

            ครึ่งหลังดำเนินต่อไปหลังจากที่พักไปครู่เดียว บุ๋นรับบาสจากเพื่อนที่ส่งมาก่อนจะเลี้ยงบาสไปยังแป้นของฝ่ายตรงข้าม ขาทั้งสองข้างวิ่งประสานกันราวกับเป็นหนึ่งเดียวแต่เขากลับรู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่อเห็นพี่ต้าวิ่งตามมาด้วยความเร็วไม่ต่างจากเขา

            จะอะไรกับกูนักหนาวะเนี่ย

            ความคิดในใจแล่นขึ้นมา ใจอยากจะโยนบาสอัดหน้าแต่ทำได้แค่คิด ขืนทำไปก็มีแต่จะทำทุกอย่างให้แย่ลงกว่าเดิม
            
รับ” บุ๋นตัดสินใจโยนบาสให้เพื่อนที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเองเพื่อชู้ตแต่ยังไม่ทันที่จะปล่อยลูกบาสหลุดมือร่างของพี่ต้าก็กระโดดโถมตัวมาทางเขาอย่างตั้งใจ

            ปึก!!!

            หลังกระแทกกับพื้นเสียงดังก่อนที่เขาจะรู้สึกเจ็บที่บริเวณขา บุ๋นค่อยๆชันตัวขึ้นมาก่อนจะพบว่าถูกร่างของพี่ต้าทับขาไว้แถมตัวก็ไม่ได้เบา

            “ขอโทษว่ะ” พี่ต้าค่อยๆดันตัวขึ้น มือข้างหนึ่งจับข้อเท้าของบุ๋นไว้เพื่อชันตัวลุกขึ้นก่อนจะมีเพื่อนๆมาช่วยพยุงทั้งสองคนขึ้นจากพื้น

            “อืม” บุ๋นรับคำสั้นๆ เขาไม่มีอารมณ์จะเล่นต่อถึงแม้อีกไม่กี่นาทีก็จะจบควอเตอร์แรก เขาค่อยๆเดินออกมาจากสนามโดยขอเปลี่ยนให้เพื่อนคนอื่นลงไปเล่นแทนก่อนจะเดินไปเก็บกระเป๋าเตรียมตัวกลับหอ

            จงใจชัดๆ

            เวลานี้จะไปซื้อยาทาจากไหนวะเนี่ย

            บุ๋นปั่นจักรยานออกมาจากสนามบาสก่อนจะจอดจักรยานลงที่ตึกเรียนรวมหลังจากที่ทนปั่นต่อไปไม่ไหว ความเจ็บปวดแผ่ซ่านจนต้องพาตัวเองมานั่งพักเพื่อดูอาการข้อเท้าของตัวเองที่เริ่มปวดตุ้บๆ

            นี่มันเรื่องบ้าอะไรวะเนี่ย!!!!

            เขานึกหงุดหงิดในใจ

            ปวดแบบนี้ให้ทนปั่นกลับไปถึงหอคงไม่ไหว รอให้ดีขึ้นกว่านี้อีกหน่อยแล้วค่อยกลับคงจะดีกว่า เขาค่อยๆเหยียดขาตรงก่อนจะมองไปรอบๆตึกที่เงียบสงัดหัวก็ดันไปคิดถึงเหตุการณ์วันฝนตกที่เขาได้นั่งอยู่กับหมอฐานทัพ   

            เทียบกับวันนี้แล้วบรรยากาศต่างกันราวฟ้ากับเหว

            โทรศัพท์ที่แทบไม่มีอะไรแจ้งเตือนสั่นอยู่ในกระเป๋าของเขาพร้อมกับหน้าจอที่สว่างวาบขึ้นมาให้เห็นข้อความไลน์กลุ่มที่เด้งเป็นดอกเห็ด บุ๋นทำท่าจะปิดหน้าจอลงแต่มือกลับเลื่อนไปสะดุดตรงความเคลื่อนไหวของคนที่เขากดติดตาม

            

            30 นาทีที่แล้ว

            Thanthup titrirat : เหงาจังเลยครับ ทำงานคนเดียว

 

            ภาพพร้อมแคปชั่นปรากฏขึ้นบนหน้าจอโทรศัพท์พร้อมกับยอดไลค์ที่ขึ้นเร็วอย่างกับเป็นภาพของดารา บุ๋นยิ้มออกมาหลังจากที่เห็นภาพตรงหน้า ใบหน้าที่ดูจริงจังเวลาทำงานของหมอฐานทัพน่ามองเสมอ เขากดค้างไว้ที่รูปก่อนจะ

 

            Save

 

            นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่เห็นความเคลื่อนไหวอะไรในเฟสบุ๊คของหมอฐานทัพอีก วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันในรอบหลายสัปดาห์ที่หมออัพเดทชีวิตของตัวเองลงเฟสบุ๊ค บุ๋นยิ้มเหมือนคนบ้าโดยลืมความโมโหที่มีอยู่ไปทันที เขามองภาพตรงหน้าที่เหมือนมีคนแอบถ่ายหมอฐานทัพก่อนจะซูมดูบรรยากาศรอบๆ

            หอสมุดมหาลัย…

            เขาปิดโทรศัพท์ลงพร้อมกับรอยยิ้มที่ไม่จางหายไปจากใบหน้า แค่ได้รู้ว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่ก็พอแล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เจอกันก็ไม่เป็นไร เขารู้ว่าหมอฐานทัพเรียนหนัก งานก็เยอะ อย่างน้อยอาทิตย์นึงเจอกันแค่สี่วันก็พอแล้ว

            เอาจริงๆก็ไม่พอ

            เออกูกำลังรีบกลับเนี่ย เร่งจัง” เสียงของคนๆหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับร่างที่เดินผ่านหน้าเขาไปด้วยความเร่งรีบ

            นั่นมัน…

            “พี่คิน!” บุ๋นตะโกนเรียกเสียงดังจนคนที่พึ่งวางโทรศัพท์สะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันหน้ามามอง พอเห็นว่าเป็นใครเจ้าตัวก็ยกมือทักทายก่อนจะเดินกลับมาหา

            ไง

            “มาทำอะไรครับ” 

            “ธุระนิดหน่อย ว่าแต่นี่มาทำอะไร” คินถามกลับเมื่อเห็นว่ารอบข้างเงียบสงัด เขารู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่เจอคนๆนี้คนเดียวในเวลาแบบนี้

            เท่าไหร่ครับ

            อะไม่ใช่

            “พึ่งเล่นบาสเสร็จครับ เจ็บข้อเท้านิดหน่อยเลยมานั่งพัก” บุ๋นยิ้มนิดๆก่อนจะมองถุงในมือของคินที่เต็มไปด้วยกาแฟกระป๋องและขนมปัง พี่จะไปไหนครับ

            “ไปหอสมุด งานเยอะว่ะ” คินถอนหายใจ “แล้วนี่จะกลับยังไง ให้ไปส่งปะ

            “ไม่เป็นไรครับพี่ ผมเกรงใจ”

            “เกรงใจอะไรวะ ไปส่งได้ แต่เดี๋ยวเอาของไปให้พวกมันก่อน โทรเร่งจนจะฆ่ากูแล้วเนี่ย” แค่คิดถึงเสียงไอ้ปกป้องที่โทรมาเร่งให้เอาของที่สั่งไปให้ก็นึกโมโหในใจ

            เพื่อนนะโว้ยไม่ใช่คนใช้!!

            “อ่องั้นก็ได้ครับ” บุ๋นชั่งใจคิดไปพักหนึ่งก่อนจะตอบตกลง “รบกวนด้วยนะครับ

            เออไม่เป็นไร คนหล่อมักใจบุญแบบนี้แหละ” คินยักคิ้วก่อนจะถามต่อ “ลุกไหวไหม

            “ได้อยู่ครับ” บุ๋นค่อยๆดันตัวขึ้นก่อนจะลุกยืนโดยทิ้งน้ำหนักไปที่เท้าอีกฝั่งที่ไม่เป็นอะไร “พี่เดินนำไปเลย เดี๋ยวผมเดินตาม”  

            “ไม่ให้ช่วยพยุงหรอ

            “ไม่ได้เป็นหนักขนาดนั้นหรอครับ” บุ๋นยิ้ม “ผมเดินได้อยู่

            “เออโอเคๆ” คินพยักหน้าก่อนจะเดินนำไปที่รถมอเตอร์ไซค์ที่จอดอยู่ไม่ไกล

            เขาขึ้นคร่อมรถมอเตอร์ไซค์ก่อนจะเอาของที่ซื้อมาทั้งหมดไว้ที่ตะกร้าหน้ารถแล้วหันไปมองบุ๋นที่เดินตามมาติดๆ ท่าทางจะเจ็บไม่น้อย

            “เดี๋ยวแวะไปหอสมุดก่อนนะ” คินพูดเมื่อรู้สึกว่าบุ๋นขึ้นซ้อนข้างหลังแล้ว

            “ครับ ตามสบายเลย

            “ดีมากไอ้น้อง” เขาค่อยๆขับออกมาจากอาคารเรียนรวมไปหอสมุดที่อยู่ห่างกันไม่ไกลมาก 

            ระหว่างทางไม่มีบทสนทนาใดๆหลุดออกมาจากปากของทั้งสองคน อาจเพราะความเหนื่อยล้าทั้งวันทำให้เลือกที่จะเงียบแทนการหาเรื่องคุย

            รถมอเตอร์ไซค์จอดลงหน้าหอสมุดพร้อมกับคินที่ลงจากรถพร้อมกับดึงเอกสารที่สอดไว้ในถุงขนมออกมาแล้วหันมาบอกบุ๋น

            “จะรอนี่หรือเข้าไปด้วยกัน

            “รอนี่ก็ได้ครับ” ถึงจะอยากเดินเข้าไปแต่ก็ไม่ได้ เขารู้สึกปวดระบมจนไม่อยากจะขยับเขยื้อนตัว ถึงจะแอบเสียดายเล็กๆก็ตาม

            “โอเค เดี๋ยวรีบมา” คินทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะเดินเอาเอกสารเข้าไปในหอสมุดที่อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะปิดให้บริการ

            ยิ่งดึกหอสมุดก็ยิ่งโล่ง ช่วงนี้ไม่ค่อยมีใครเข้าหอสมุดกันเท่าไหร่เพราะยังไม่ถึงช่วงสอบ ถ้าเป็นช่วงสอบป่านนี้ไม่มีโต๊ะว่างเหลือให้ได้ดูต่างหน้า

            คินเดินตรงไปยังโต๊ะที่มีตำราวางกองอยู่ก่อนจะวางถุงเอกสารที่ถูกใช้ไปถ่ายมาลงบนโต๊ะแล้วยกมือขึ้นคล้ายกับจะบอกว่าอย่าพึ่งพูดอะไรเมื่อเห็นปกป้องทำท่าจะอ้าปาก

            “กูไม่ได้ไปผลิตหมึกแต่เครื่องถ่ายเอกสารที่ร้านมีปัญหา กูก็เลยต้องรอให้เขาแก้ไข โอเคไหมครับ” เตรียมคำตอบมาดีเหมือนรู้ว่าเพื่อนต้องการจะพูดอะไร

            “เออ ทำงานต่อ” ปกป้องตอบกลับมาก่อนจะก้มหน้าลงไปทำงานอีกครั้ง

            “เดี๋ยวกูมา” 

            “ไปไหน” ปกป้องถามเสียงนิ่งเมื่อเห็นว่าคนที่พึ่งมาทำท่าจะเดินออกไปอีกครั้ง

            “อ่อ พอดีกูไปเจอเด็กไอ้หมอมา เห็นว่าข้อเท้าเจ็บเลยจะไปส่งมัน”

            “ใครวะ” ปกป้องขมวดคิ้วแต่อีกคนที่กำลังก้มทำงานอยู่ถึงกับเงยหน้าขึ้นมาแล้วรอฟังต่อ

            “ชื่ออะไรวะ กูจำไม่ได้

            “บุ๋น?” ฐานทัพถามออกไปสั้นๆพร้อมกับคำตอบของคินที่พยักหน้ากลับมาอย่างรวดเร็ว

            เออนั่นแหละ เห็นว่าพึ่งเล่นกีฬามา กูดูท่ามันน่าจะกลับเองไม่ไหวเลยอาสาไปส่ง กูไปก่อนนะเดี๋ยวจะรีบกลับมา

            “คิน” ฐานทัพเรียกชื่อเพื่อนไว้อีกครั้ง “เดี๋ยวกูไปส่ง

            “หืม? ทำไมวะ” คินถามอย่างนึกแปลกใจ 

            “เดี๋ยวไปส่งเอง” ฐานทัพไม่ตอบ มือข้างหนึ่งปิดหนังสือลงก่อนจะถอดแว่นตาแล้วยื่นมือไปหาคิน “กุญแจรถ”

            “อ่อ…เออเอาไปๆ” คินที่ยังงงๆกับท่าทางของเพื่อนยื่นกุญแจให้ไปก่อนจะย้ำถามอีกครั้ง “มึงจะไปส่งจริงหรอวะ

            “อืม” ฐานทัพพยักหน้า “หิวข้าวพอดี จะไปหาอะไรกิน

            ตอบไปทั้งๆที่ความจริงเขาไม่ได้รู้สึกหิวอย่างที่พูด…

 

            บรรยากาศข้างนอกหอสมุดในตอนกลางคืนดูเงียบเหงาแปลกๆ คนที่นั่งรออยู่ไม่ไกลจากรถมอเตอร์ไซค์มองซ้ายทีขวาทีแก้เบื่อระหว่างรอก่อนจะหันกลับมาสนใจรถมอเตอร์ไซค์ของพี่คินที่เขานั่งมา ในหัวก็พลันคิดถึงเหตุการณ์วันนั้น

 

            บุ๋น เดี๋ยวกลับบ้านครั้งหน้าแม่จะพาไปซื้อรถนะ จะได้ขับไปเรียนได้” คนเป็นแม่หันมาพูดระหว่างทางกลับมหาลัย หลังจากที่มารับลูกชายออกไปกินข้าวข้างนอก

            “ไม่เป็นไรครับ ไม่อยากได้แล้ว” คนที่ตอนแรกเคยบอกว่าอยากได้มอเตอร์ไซค์ปฏิเสธเสียงแข็ง “ขี้เกียจเติมน้ำมัน ปั่นจักรยานดีกว่า

            “หืม?” คนเป็นแม่เลิกคิ้วอย่างนึกสงสัย “จักรยานแบบไหนลูก พวกเสือภูเขาหรอ” คำว่าจักรยานในความหมายของบุ๋นคงเป็นพวกจักรยานราคาแพงที่ต้องซื้ออุปกรณ์มาตกแต่งซึ่งเทียบกันแล้วราคาไม่ต่างอะไรกับรอมอเตอร์ไซค์

            “เปล่าครับ จักรยานธรรมดาทั่วไป ขอมีตะกร้าหน้ารถกับที่คนซ้อนก็พอ” บุ๋นตอบออกมาก่อนจะพูดต่อ “แต่เอาจริงๆช่วงนี้ใช้จักรยานที่หอไปก่อนก็ได้ มีให้ยืมเยอะแยะ

            “จักรยานธรรมดา?” คำตอบของบุ๋นทำให้ผู้เป็นแม่งงหนักเข้าไปอีก “แปลกจัง ไหนตอนแรกบอกแม่ว่าอยากได้มอเตอร์ไซค์

            “ไม่อยากได้แล้วครับ เปลืองน้ำมัน” บุ๋นย้ำคำเดิม

            ความจริงเขามีอีกเหตุผลที่ไม่ได้บอกออกไป รถมอเตอร์ไซค์ถึงที่หมายเร็วกว่าจักรยาน…ถึงจะดีในความคิดของคนอื่นๆแต่สำหรับเขามันไม่ดี

            “บางทีจักรยานก็มีข้อดีนะครับ”

            “หืมยังไง?

            “ไม่รู้สิครับ” บุ๋นยิ้มนิดๆก่อนจะเสมองออกไปนอกหน้าต่าง

            จักรยานทำให้เขาได้มีเวลาอยู่กับคนที่อยากอยู่นานขึ้น

            

            พอกลับมาคิดอีกทีเขาไม่ได้รู้สึกว่าการตัดสินใจของตัวเองเป็นการตัดสินใจที่ผิด ถึงแม้ว่าจะลำบากในบางครั้งที่ต้องไปเรียนให้ทันเวลาแต่ถ้าดูโดยรวมแล้วมันก็คุ้ม อีกอย่างเขาแทบไม่ออกไปไหนนอกจากหน้ามอกับคณะและหอพักของตัวเอง

            ไม่เห็นจำเป็นเลย

            บุ๋นนั่งเหม่ออยู่พักหนึ่งก่อนจะหันไปมองประตูหอสมุดที่ยังไม่มีวี่แววของพี่คินที่หายเข้าไปเกือบสิบนาที เขาค่อยๆถอดรองเท้าตัวเองเพื่อให้สบายเท้ามากขึ้นหลังจากที่เห็นว่ายังไม่มีใครออกมา

            เจ็บมากไหม”      

            “นิดหน่อยครับ เดี๋ยวก็คง…” เขาค่อยๆเงยหน้าจากที่กำลังก้มดูเท้าตัวเองก่อนที่คนตรงหน้าจะทำให้เขาพูดต่อ เจ็บมากครับ

            พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นคนที่ไม่ใช่คนเดียวกับคนที่พามาปากก็ดันตอบกลับไปอีกอย่าง

            “ตกลงเจ็บหรือไม่เจ็บ” ฐานทัพขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะไล่สายตาลงไปมองที่เท้าของบุ๋นที่ถอดรองเท้าออกข้างหนึ่ง

            “เจ็บครับ” บุ๋นพยักหน้ารัวพร้อมกับยิ้มกว้าง

            ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอกัน ไม่คิดว่าการตัดสินใจให้พี่คินไปส่งจะเป็นการตัดสินใจที่ถูก

            “เจ็บแล้วยิ้มทำไม” ฐานทัพงงกับปฏิกิริยาที่ค่อนข้างสวนทางกัน ใบหน้าของบุ๋นไม่ได้บ่งบอกถึงความรู้สึกเจ็บเหมือนที่ปากพูด

            “มีคนเคยบอกว่าถ้าเจ็บต้องยิ้มสู้ครับ” 

            ความจริงคือยิ้มเพราะเจอหมอฐานทัพ

            “อืม” ฐานทัพพยักหน้าก่อนจะย่อตัวลงไปในระดับที่ต่ำกว่าที่นั่งของบุ๋น “ดูหน่อย

            “เห้ยพี่ อย่าๆ เท้าผมเหม็น” บุ๋นรีบชักเท้ากลับ คนที่พึ่งเล่นกีฬามาหมาดๆกับรองเท้าที่ใส่เล่นบาสทุกวัน กลิ่นมันคงไม่รัญจวนใจเท่าไหร่นัก ถึงจะใส่ถุงเท้าอยู่ก็ตาม

            ถ้าไม่ดูจะรู้ได้ยังไง” ฐานทัพเงยหน้าขึ้นมามองบุ๋นนิ่งๆ

            แว๊บแรกที่เขารู้สึกคือ…หมอฐานทัพดุ

            แต่เท้าผมเหม็น ผมอายเหมือนกันนะ” เขาพูดไปตามความจริง ถึงจะกล้าในหลายๆเรื่องแต่กลิ่นเท้าไม่ใช่เรื่องที่ควรกล้าสักเท่าไหร่

            “เดี๋ยวกลั้นหายใจ” ฐานทัพตอบกลับมานิ่งๆ ไม่ได้สนใจอะไร เขารู้ว่าบุ๋นเจ็บเพราะเล่นกีฬา

            “รู้สึกแย่กว่าเมื่อกี้อีกพี่” บุ๋นยิ้มแหยๆ “ผมว่าข้อเท้าคง โอ้ยยยย!!” ยังไม่ทันที่จะพูดจบนิ้วของหมอฐานทัพก็จิ้มลงบริเวณที่เขาปวดราวกับมีญาณวิเศษ

            เจ็บ?

            “เจ็บดิพี่ เล่นจิ้มมาไม่ให้ผมเตรียมใจเลย” บุ๋นขมวดคิ้ว ถ้าเป็นเพื่อนป่านนี้ได้โดนด่าจนลืมคณะไปแล้ว

            “ข้อเท้าน่าจะพลิก ประคบน้ำแข็งสัก20นาที” ฐานทัพไม่สนใจคำบ่นของคนที่นั่งอยู่ เขาเงยหน้าขึ้นมามองบุ๋นก่อนจะถามต่อ “เข้าใจไหม

            “ครับ” คนที่ไม่เคยเจอฐานทัพโหมดนี้เข้าไปถึงกับเงียบกริบลงในพริบตา

            ทำไมวันนี้หมอดูดุ

            “ทำทุกๆสองถึงสามชั่วโมง ประคบให้รู้สึกชา แล้วเอาผ้ายืดพันไว้” 

            “ครับ” บุ๋นพยักหน้า แต่ผมคงยังไม่พันผ้าเพราะไม่มี” อันที่เคยซื้อไว้ก็ดันอยู่ที่บ้าน ไว้ฝากเพื่อนซื้อกลับมาให้ใหม่น่าจะง่ายกว่า

            “อืม ประคบน้ำแข็งไปก่อน

            “ครับ เข้าใจแล้วครับ” บุ๋นพยักหน้าช้าๆ

            คราวหลังระวังให้มากกว่านี้” ฐานทัพพูดพร้อมกับเหยียดตัวลุกขึ้นยืน “ช่วงนี้ก็งดซ้อม

            “ครับ” บุ๋นได้แต่ตอบรับโดยที่ไม่มีอะไรจะพูดต่อ ถ้าเป็นปกติเขาคงจะหาเรื่องมาพูดกับฐานทัพมากมายแต่ในตอนนี้เขาคิดอะไรไม่ออก

            เหมือนหมออารมณ์ไม่ดี

            “ลุกได้ไหม” ฐานทัพถามคนที่กำลังจะสวมรองเท้ากลับ ถึงภายนอกบุ๋นจะดูไม่เป็นอะไรมากแต่คิดว่าคงเจ็บไม่น้อย

            “พอได้ครับ” บุ๋นยิ้มนิดๆ “ขอบคุณนะครับ

            “อืม” พอเห็นรอยยิ้มที่ตอบกลับมาก็ทำให้คนที่ยืนอยู่เสมองไปทางอื่น

            เจ็บตัวแล้วยังยิ้ม แปลกดี

            “แล้วพี่คินละครับ

            “อยู่ในหอสมุด

            “อ่าวพี่คินขอให้พี่มาส่งผมแทนหรอ” บุ๋นถามด้วยความไม่รู้ เขาแอบรู้สึกผิดที่ไปรบกวนเวลาทำงานของหมอฐานทัพ

            “เปล่า” ฐานทัพปฏิเสธ “หิวข้าว ก็เลยออกมาแทน

            “อ่อครับ” บุ๋นยิ้มนิดๆก่อนจะเหลือบมองถุงขนมปังกับกาแฟกระป๋องที่อยู่ที่ตะกร้าหน้ารถ ผมก็หิวเหมือนกันเราไปกินพร้อมกันเลยดีไหมครับ?

            คำถามที่เหมือนรวบรัดตัดตอนทำให้ฐานทัพเงียบไปพักหนึ่ง ความจริงเขาไม่ได้หิวข้าวอะไรมากมายขนาดนั้นแต่ในเมื่อบอกไปแล้วเขาก็คงต้องยอมเลยตามเลย

            อืม ตามใจ

            “ครับ” บุ๋นตอบกลับมาสั้นๆพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า “ผมพร้อมแล้วครับ” ร่างสูงค่อยๆลุกขึ้นพร้อมกับถ่วงน้ำหนักไปที่ขาข้างที่ไม่เจ็บ

            “อืม” ฐานทัพพยักหน้าก่อนจะเดินไปพร้อมๆกับบุ๋นที่ค่อยๆก้าวช้าๆไปที่รถ

            “พี่จะขับหรอครับ” บุ๋นหันมาถามเมื่อเห็นฐานทัพเสียบกุญแจมอเตอร์ไซค์ของพี่คิน เขาไม่เคยเห็นหมอฐานทัพขับมอเตอร์ไซค์มาก่อน

            “อืม ทำไม” ฐานทัพหันมาถาม ถึงเขาจะปั่นจักรยานทุกวันแต่เขาก็พอจะขับมอเตอร์ไซค์ได้ 

            “เปล่าครับ ผมไม่เคยรู้มาก่อน” บุ๋นยิ้มตอบ 

            “อืม” 

            บุ๋นค่อยๆขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์ก่อนที่เสียงสตาร์ทรถจะดังขึ้น ฐานทัพเร่งเครื่องก่อนจะหันมาดูความเรียบร้อยของคนซ้อนแล้วค่อยๆขับออกมาจากหอสมุด

            “กินอะไร” เสียงของคนขับถามพร้อมกับเสียงของลมที่ตีกระทบหน้า 

            “แล้วแต่พี่เลยครับ ผมกินได้หมดเลย

            “อืม” ฐานทัพรับคำสั้นๆก่อนจะเลี้ยวไปตามทางถนนที่ทอดยาวไปเรื่อยๆ

            ร้านอาหารที่ปกติมักจะอยู่เปิดจนถึงดึกแต่ในวันนี้กลับไม่เปิดทำให้เขาตัดสินใจจอดรถมอเตอร์ไซค์ลงหน้าเซเว่นในมหาลัยที่เปิดไฟสว่างทั่วบริเวณ

            “รอนี่” ฐานทัพสรุปให้เสร็จสรรพก่อนจะเดินนำเข้าไปในเซเว่นปล่อยให้คนที่พึ่งลงจากรถมองตามอย่างไม่เข้าใจ

            บุ๋นนั่งลงที่เก้าอี้ไม่ไกลจากเซเว่น มีแสงพอให้เขาได้เห็นบริเวณรอบข้างก่อนที่รอยยิ้มจะปรากฏขึ้นอีกครั้ง มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ เขาคิดไม่ถึงเลยด้วยซ้ำว่าหมอฐานทัพจะออกมาแทนที่จะเป็นพี่คิน เขาคิดไม่ถึงว่าหมอจะก้มลงมาดูเท้าของเขาที่เหม็นรึเปล่าก็ไม่รู้แถมไม่ได้มีท่าทีรังเกียจ ถึงจะรู้ว่าหมอเรียนหมอแต่ก็อดที่จะคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้

            ฐานทัพเดินออกมาพร้อมกับถ้วยมาม่าและถุงใส่ขวดน้ำ ความจริงก็อยากจะซื้อเยอะกว่านี้แต่เพราะไม่คิดว่าจะต้องออกมาซื้ออะไรกินจริงๆเลยเอาเงินติดตัวมาไม่มาก

            “พี่รู้ได้ยังไงว่าผมชอบกินรสนี้” บุ๋นถามหลังจากที่มาม่าหมูสับถูกวางไว้ตรงหน้าเขาพร้อมกับน้ำเปล่าหนึ่งขวด

            “เดา” คำเดียวสั้นๆหากแต่ทำให้อีกคนยิ้มกว้าง

            “เดาถูกซะด้วย

            “พูดมาก” ฐานทัพมองก่อนจะก้มลงไปสนใจมาม่าในมือของตัวเอง

            “ผมรบกวนเวลาทำงานพี่นานเลย ขอโทษด้วยนะครับ” บุ๋นเอ่ยอย่างรู้สึกผิด 

            “ไม่เป็นไร” ฐานทัพตอบปัด งานส่วนของเขาเหลืออีกไม่มาก ยังไงก็ทำทันอยู่แล้ว ที่น่าเป็นห่วงคืนส่วนของคิดกับปกป้องมากกว่าเพราะต้องหาข้อมูลเพิ่ม

            “เรียนหมอนี่ดูเหนื่อยมากเลยนะครับ เห็นพี่ทำงานกันจนดึกเลย” บรรยากาศรอบข้างที่เงียบสงัดทำให้เขาคิดหาเรื่องชวนคุยเพื่อทำลายบรรยากาศ

            “อืม หนัก” ฐานทัพไม่ปฏิเสธ “แต่ก็สนุก ได้ความรู้ใหม่เยอะดี

            “ความรู้ใหม่มันก็ดีอยู่หรอก แต่ไอ้เรื่องจำๆผมไม่ถนัดเลยจริงๆ” เขาพูดพร้อมกับเป่าเส้นมาม่าร้อนๆ “ถนัดลงมือมากกว่า

            “อืม” ฐานทัพพยักหน้า 

            “แล้ว…”

            “ไปทำยังไงถึงข้อเท้าพลิก” คำถามของฐานทัพดังขึ้นก่อนที่บุ๋นจะชวนคุยอะไรต่อ แววตาที่จริงจังแฝงความดุดันไว้ข้างในมองตรงมาที่เขาอย่างต้องการคำตอบ

            “ผม…” บุ๋นชั่งใจอยู่พักหนึ่งก่อนจะยิ้มกลับไป “ซุ่มซ่ามเองครับ

            “หรอ” คำถามกลับดูเหมือนจะไม่ค่อยเชื่อในสิ่งที่เขาพูดสักเท่าไหร่

            ครับ” บุ๋นตอบรับสั้นๆ 

            “อืม” ฐานทัพไม่ได้ถามต่อ

            ทั้งสองคนตกอยู่ในความเงียบอีกครั้งหลังบทสนทนาจบลง เส้นมาม่าที่ลอยอยู่เต็มถ้วยในตอนนี้เหลือเพียงร่องรอยความว่างเปล่ากับน้ำซุปครึ่งถ้วย

            “พี่อิ่มแล้วหรอครับ” บุ๋นถามเมื่อเห็นคนตรงหน้ากินไปได้นิดเดียว

            “อืม” 

            “ผมนึกว่าพี่จะหิวมากกว่าผมซะอีก ผมกินจนหมดเลย” บุ๋นหัวเราะ

            “อิ่ม” ฐานทัพตอบกลับมาสั้นๆ เขาไม่ได้หิวตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ไม่รู้ทำไมถึงบอกออกไปว่าหิว พอได้กินจริงๆก็กินไปได้ไม่ถึงครึ่งถ้วย

            “กลับกันเถอะครับ พี่จะได้กลับไปทำงานต่อด้วย” ถึงจะอยากอยู่ด้วยกันนานๆแต่เขาก็รู้ว่าหมอฐานทัพมีงานที่ต้องทำต่อ นี่ก็ดึกแล้ว

            “อืม” ฐานทัพพยักหน้าก่อนจะพูดต่อ “เดี๋ยวเข้าเซเว่นอีกรอบ” 

            “ครับ” บุ๋นพยักหน้าพร้อมกับลุกจากเก้าอี้ ไม่ลืมที่จะถือถ้วยมาม่าของเขาและหมอฐานทัพไปทิ้งที่ขยะ เขารู้สึกเหมือนหมอแทบจะไม่ได้กินมาม่าในถ้วยไปเลยด้วยซ้ำ

            เหลือเยอะมาก

            บุ๋นค่อยๆพาร่างของตัวเองมายืนรอฐานทัพที่รถมอเตอร์ไซค์ วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่เขาเจอเรื่องแย่ๆปนเรื่องดีๆ ถึงจะเจ็บตัวแต่ก็คุ้มที่ได้เจอหมอฐานทัพ ได้เจอโดยที่ไม่คิดว่าจะได้เจอ

            รถมอเตอร์ไซค์ขับมาถึงหน้าหอพักชายโดยใช้เวลาไม่ถึงสิบห้านาที บุ๋นค่อยๆลงจากรถพร้อมกับหมอฐานทัพที่ดับเครื่องแล้วลงมาตาม

            ขอบคุณมากนะครับ” บุ๋นยิ้มกว้างแทนคำขอบคุณ

            อืม” ฐานทัพพยักหน้าก่อนจะหันไปหยิบถุงเซเว่นที่พึ่งซื้อมาให้คนตรงหน้า “เอาไป

            “ครับ?” บุ๋นรับถุงมาอย่างงงๆก่อนจะเปิดถุงดู ในถุงมีผ้ายืดพันขาพร้อมกับถุงน้ำแข็งใส่รวมกัน “พี่ซื้อให้ผมหรอ?

            “อืม” 

            “ขอบคุณครับ” บุ๋นอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ “ทำไมพี่ถึงมาส่งผม” คำถามเดิมที่ได้รับคำตอบแล้ววนกลับมาถามอีกครั้ง

            “หิวข้าว” ฐานทัพก็ยังคงตอบกลับด้วยคำตอบเดิม

            “ผมนึกว่า…” 

            “ว่า

            “เปล่าครับ” บุ๋นชะงักไปก่อนจะส่ายหน้า ขอบคุณอีกครั้งนะครับ

            “จะพูดก็พูด” 

            “ให้พูดหรอครับ” บุ๋นชั่งใจเล็กน้อย บางทีเขาไม่ควรคิดจะถามตั้งแต่แรก

            “อืม” คำยืนยันของฐานทัพทำให้เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ถึงแม้จะเป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบแต่ก็ยากที่จะกล้าถามไปตรงๆ

            “นึกว่าพี่ห่วงผม

            คำพูดที่พูดออกมาทำให้คนที่รอฟังชะงักกึก ฐานทัพสบตาคนตรงหน้าตรงๆก่อนจะเบนสายตาไปทางอื่น เขาควรจะกลับไปทำงานต่อ

            “อืม” เขาตอบกลับมาสั้นๆ “ไปละ

            ร่างสูงขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์ก่อนจะขับออกไปอย่างรวดเร็วโดยมีคนที่ยืนส่งตะโกนบอกฝันดีตามหลังด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม ถึงจะตอบออกมาตามแบบฉบับของหมอฐานทัพแต่มันก็ทำให้เขาคนนี้ยิ้มได้ทุกครั้ง

             แค่คำว่า อืม คำเดียวก็ตอบคำถามทุกอย่าง

 

 

 

 

          

------------------------
มาแล้วจ้าหลังจากที่ปล่อยให้ทุกคนรอนานนนนนนนน
เหลือสอบอีกหนึ่งตัวจะเป็นไทแล้วววววววววววว
ใครที่สอบอยู่ก็สู้ๆไปด้วยกันนะคะ ^___________^
อย่าลืมคอมเม้นท์ให้กำลังใจกันน้าาาาาาาาา
ปล.บางครั้งมีการแก้คำผิดอาจจะทำให้ขึ้นอัพเดทบ่อยหน่อย ขออภัยทุกคนมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ จะพยายามตรวจทานให้ดีจะได้ไม่ต้องรอเก้อกันเนอะะ ^^
ขอโทษจริงๆจ้าา

ปล.ตัวใหญ่ๆ สามารถพูดคุยกันได้ทาง Fan page : Perlina. หรือทางทวิตเตอร์ @perlinjun อยากบอกอะไรให้เรารับรู้ติดแฮชแท็กกันได้เลยค่ะ

#ผมจีบหมอ      เราจะเข้าไปอ่านน้าาา -//////-

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 536 ครั้ง

5,818 ความคิดเห็น

  1. #5764 mmamaexx (@mmamaexx) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2562 / 16:48
    ทำไมไม่ฟ้องพี่ฐานไปป แต่-ต้านี่กวนตีนแล้วนะ
    #5764
    0
  2. #5741 Chompoo_mg (@Chompoo_mg) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 / 20:03
    ใส่เดี่ยวกับต้าได้ป่าว
    #5741
    0
  3. #5703 Nuthathai Por (@oengoeng15) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 00:39
    ต้านี่ยังไงจะเอายังไงว่ามาเลย
    #5703
    0
  4. #5685 ก็ชอบอ่ะ จะทำไม (@15012546) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2562 / 21:55
    โคตรเกลียดคนอย่าง-พี่ต้าเลย สงสารบุ๋น
    #5685
    0
  5. #5632 ชิตาโพนี่ (@icezeedzad18) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 เมษายน 2562 / 22:12
    อยากทุบอิพี่ต้า!!! อิผี
    #5632
    0
  6. #5588 despasito (@pupay468) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:50
    เป็น" อืม " ที่เขินที่สุด
    #5588
    0
  7. #5570 Noo_lin (@kulwadee99) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 08:21
    โอ๊ยยย เกลียด-พี่ต้า
    #5570
    0
  8. #5557 parada3346 (@parada3346) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2561 / 23:57
    พี่ต้า-จะเอาไง ไฟว้ป่ะ สาดดดดด
    #5557
    0
  9. #5549 «PhuengAugust» (@pvaugust) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2561 / 18:25
    พี่ต้าก็จบไปดิ ยังจะอะไรกับน้องมันอีกอ่ะ...แต่บุ๋นเวลาเจอหมอนี่มีร่างสองตลอดดด
    #5549
    0
  10. วันที่ 27 กันยายน 2561 / 08:53
    อีพี่ต้าเป็นไรนักหนาวะ
    #5519
    0
  11. #5487 loloza bbk (@lolozabbk) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2561 / 22:57
    เจ้าบุ๋นมันร้ายนะคะคุณ 55555 บอกพี่คิาไม่เจ็บ บอกหมอฐานทัพเจ็บขึ้นมาซะงั้น ร้ายค่ะเด็กคนนี้ 5555
    #5487
    0
  12. #5464 Shipnielong (@Shipnielong) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 / 21:37
    อยากรู้ความหลังของบุ๋นกับพี่ต้าอ่ะ
    #5464
    0
  13. #5455 dewwiizodiac (@dewwiizodiac) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2561 / 13:21
    ทำไมพี่ต้าดูแค้นอะไรบุ๋นนัก
    #5455
    0
  14. #5434 SRKM2E (@HairmitonZe) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2561 / 17:35
    อิพี่ต้า หน้าเห็บหมา #รวมพลคบกันไหม??????
    #5434
    0
  15. #5392 DraftD (@DraftD) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 16 มีนาคม 2561 / 19:04
    เล่นสกปกอะ อีพี่ต้า ไม่ชอบมัน
    #5392
    0
  16. #5361 WindyWeed_Wolny (@WindyWeed_Wolny) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 / 15:08
    เกลียดอิพี่ต้า เอาไปเก็บได้มั้ย
    #5361
    0
  17. #5286 GBright˙ω˙ (@logooo) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 / 07:30
    เดะตบเลยพี่ต้ารำคานอ่ะ
    #5286
    0
  18. #5197 Brabie-Brow (@Brabie-Brow) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 13 มกราคม 2561 / 03:01
    ทำไมพี่ต้าไม่โอเคเลย อยากกระทืบจัง
    #5197
    0
  19. #5153 bwp_k (@bwp_k) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2560 / 21:26
    -พี่ต้าเลว แต่กับพี่หมอนี่น่าร้ากกกกก
    #5153
    0
  20. #5128 lufian (@ployykp) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 กันยายน 2560 / 17:11
    ไม่ชอบพี่ต้าเลยอ่ะ ฮือ บุ๋นกับพี่หมอน่ารัก
    #5128
    0
  21. #5039 Notty Kero (@sung-yong-nelu) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2560 / 20:53
    พี่ต้ารำอ่ะแพ้เองทำตัวเองเองพาลชห.
    #5039
    0
  22. #4996 Lei_09 (@Lei_09) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2560 / 15:06
    ปสกแข็งจริงนะหมอออออออ 5555
    #4996
    0
  23. #4984 ____sunp____ (@arthip-n) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2560 / 09:38
    ไม่อยากให้บุ๋นเจอต้าอีกเลย มันอันตราย เจ็บตัวตลอดเลยฮืออ
    #4984
    0
  24. #4959 itzmeboombim (@itzmeboombim) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 เมษายน 2560 / 21:04
    อิพี่ต้านิสัยแย่อะ เคยแย่ยังไงก็ยังเหมือนเดิม บุ๋นเลยเจ็บตัว แต่มีหมอดี เดี๋ยวก็หายใช่มั้ย
    #4959
    0
  25. #4870 ฮ่อยจ๊อ (@21298) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 12 มีนาคม 2560 / 16:55
    พี่ต้านี่อันตรายจัง มีปัญหาทางจิตรึเปล่า
    #4870
    0