Sense สัมผัส [YAOI]

ตอนที่ 6 : SENSE 05 : ห้านาฬิกา 100 per

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 739
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    25 เม.ย. 58

  CR.SQW

05

 

 

ห้านาฬิกา

 

            เสียงสุดท้ายของธันทำเอาผมยืนนิ่งอยู่หน้าบ้านนานกว่าสิบนาที มันเป็นคำพูดที่ผมควรจะทำใจชินแต่ผมไม่เคยชินเลยสักครั้ง ไม่รู้เมื่อไหร่ที่มือทั้งสองข้างมันอ่อนแรง ขาทั้งสองข้างไม่มีเรี่ยวแรงที่จะเดินไปเปิดประตู

            ตึก!

            ผมทรุดตัวลงนั่งกับพื้น น้ำตาที่พยายามอัดอั้นไว้ไหลลงมาเป็นทาง ผมร้องไห้ตลอด ทุกครั้งที่ผมรู้สึกแย่ ผมจะพยายามไม่ร้องไห้ต่อหน้าธนู แม้ผมจะทำไม่ได้ก็ตาม

            ฮึกฮือออ” เสียงสะอื้นที่เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆทำให้เสียงประตูบ้านเปิดออก

            ร่างผู้หญิงซูบผอมเดินออกมาหาผม ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรักมองผมอยู่พักหนึ่งก่อนที่มือนุ่มจะวางลงบนไหล่ผม

            “ปริ้น แย่กว่าเดิมหรอลูก” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใยถามผม แม้ว่าแม่จะดูออกก็ตามว่าผมไม่ได้ดีขึ้นเลย

            “ไม่หรอกครับ ผมว่าไม่หรอก” ผมส่ายหน้านิดๆเพื่อที่จะทำให้แม่ไม่ต้องเป็นห่วง

            แม่รู้เรื่องราวทุกอย่างของผมกับธนู ผมไม่คิดจะปิดแม่อยู่แล้วในเมื่อแม่รับทุกอย่างที่ผมเป็นได้และเป็นคนเดียวที่คอยรับฟังและปลอบโยนผม

            “ลูกกำลังแย่

            “ปริ้นเจ็บแม่มันเจ็บตรงนี้” ผมชี้ที่อกข้างซ้าย ทุกครั้งที่ถูกคำพูดรุนแรง ทุกครั้งที่ถูกไล่ หรือมองด้วยสายตารังเกียจ ผมเจ็บเหลือเกิน

            “แล้วทำไมลูกไม่หยุด

            “หยุดไม่ได้หรอกครับ

            “แต่ลูก…”

            “ถ้าผมหายไป ธันจะไม่เหลือใคร

            “…”

            “ให้เขาไล่ผมแบบนี้ดีกว่าที่เขาไม่เหลือใคร

 

            เสียงนาฬิกาปลุกเวลาหกโมงเช้าทำให้ผมต้องกดปิดแล้วนอนบิดขี้เกียจอีกสองสามทีก่อนจะชันตัวลุกขึ้น ความปวดแผ่ซ่านเข้ามาในหัวผมจนแทบจะล้มลงนอนอีกครั้ง

            ผมคงยังไม่หายดีสินะ…

            “ผมไปทำงานก่อนนะครับ

            หลังจากที่ผมอาบน้ำแต่งตัวเตรียมไปทำงานเสร็จแล้วผมก็เดินลงมาหาแม่ที่เตรียมข้าวกล่องให้ผมไปกินที่ทำงาน แม่พยักหน้านิดๆก่อนที่จะเอ่ยถามผมด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง

            “ไข้หายดีแล้วหรอลูก

            “ดีขึ้นมากแล้วครับ ไปนะ” ผมโกหกออกไปทั้งๆที่ผมยังปวดหัวอยู่เลย

            แต่ถ้าผมไม่ออกไปทำงาน ผมก็ไม่ได้เจอธนู

            ผมถึงร้านขนมทันเวลาเข้างานพอดี ทุกคนที่กำลังจัดของเตรียมเปิดร้านหันมายิ้มให้ผมนิดๆก่อนจะหันไปสนใจทำงานกันต่อ ผมเดินเข้าไปเอาของเก็บแล้วออกมาช่วยพี่ๆจัดร้าน อีกไม่เกินห้านาทีผมมั่นใจว่าต้องเจอธนู

            เขามักจะมาคุยงานแถวๆร้านของผมเสมอ

            มองหาคนนั้นอยู่ละสิ” เพื่อนร่วมงานพูดพร้อมชี้ไปที่ร่างสูง เขาอยู่ในชุดสุภาพ แว่นตาสีดำที่ใส่ปกปิดหน้าตาถอดออกพร้อมกับร่างของเขาที่เดินมาที่ร้านผม    

            เขาไม่ได้มาหาผม เขาแค่เดินผ่านมาทางนี้

            “ขอบคุณนะ” ผมยิ้มให้เพื่อนที่บอกก่อนจะก้มหน้าก้มตาจัดของต่อ

            ได้เห็นแค่นี้ก็ดีแค่ไหนแล้ว แค่นี้ผมก็มีความสุขทั้งวันแล้ว

            “เขาไม่ได้มาคุยงานหรอกหรอ” เสียงของเพื่อนเรียกสติให้ผมที่กำลังทำงานหันไปมองเขาอีกรอบ “ดูสิมากับใครไม่รู้

            คำว่าใครเรียกความสนใจผมได้มาก ทันทีที่ผมเงยหน้าขึ้นไปมองภาพตรงหน้าก็ทำเอาผมตัวชาวาบ ความคิดที่พยายามเข้าข้างตัวเองมาตลอดว่าเขาไม่ทำแน่นอนแต่ตอนนี้ มันไม่ใช่แบบนั้นอีกต่อไปแล้ว

            มือของเขากับผู้หญิงรูปร่างหน้าตาน่ารักที่ดูเหมาะสมกันสอดประสานกันแน่นเหมือนกลัวว่าจะพลัดหลง รอยยิ้มที่ผมไม่เคยได้เห็นมานานในตอนนี้เขากลับยิ้มออกมาอย่างมีความสุข

            บอกผมทีว่าผมฝันไป บอกผมทีว่าผมละเมอเพราะพิษไข้

            “ปริ้น ปริ้น” เสียงเพื่อนที่เรียกสติผมอีกครั้ง

            “วะว่าไง

            “เขาคือคนรักของปริ้นไม่ใช่หรอ ทำไมเขาทำแบบนี้ ออกไปห้ามเดี๋ยวนี้เลยนะ!!!” เพื่อนไม่รอให้ผมตอบอะไรมากกว่านั้น มือของเพื่อนสองคนลากผมออกมานอกร้านก่อนจะผลักไปจุดที่สองคนนั้นกำลังเดินมา

            ตึก

            เสียงส้นสูงหยุดลงเมื่อเห็นผมมายืนขวางหน้า ใบหน้าน่ารักมองผมอย่างงงๆผิดกับธนูที่มองผมอย่างรำคาญ ไม่แปลกหรอก ผมชินกับสายตาแบบนั้นไปแล้ว

            อะขอโทษ” ผมรีบก้มหัวให้เขาทั้งสองคน

            เสื้อผ้าของพวกเขาดูดีมีราคากันทั้งคู่ ไม่เหมือนผมที่วันนี้ใส่เสื้อยืดเก่าๆกับกางเกงยีนขายาวสีซีด มีผ้ากันเปื้อมเก่าๆสวมทับ ผมไม่เคยรู้สึกอยู่คนละโลกกับเขาแบบนี้มาก่อนเลย

            หวังสูงตั้งแต่จะเอาเขากลับมาแล้วปริ้น…

            “หลีกไป” เสียงนิ่งๆที่ไม่ต้องเงยหน้าขึ้นไปดูก็รู้ว่าใครเอ่ย

            “นายกับคือขอโทษ” ผมไม่รู้ว่าจะต้องพูดออกไปยังไง ผมพูดไม่ออก

            ผมจุกและรู้สึกเหมือนกำลังจะขาดอากาศหายใจ

            “เหมาะสมกันดีนะ” ผมพูดออกไปเสียงสั่นเมื่อเห็นว่าเขาไม่ตอบโต้อะไร รอยยิ้มน่ารักขอคนข้างธนูยิ้มให้ผม

            “ขอบคุณมากนะคะ

            “รักกันนานๆนะครับ” ผมยังคงยืนโง่อวยพรให้เขาสองคนรักกันทั้งๆที่ผมแทบจะยืนไม่ไหว เหมือนเวลามันหยุดหมุน

            เหมือนร่างกายกำลังจะพังทลาย

            เจ็บ…

            “ขอบคุณ” ครั้งนี้เป็นธนูที่ตอบออกมา เขาไม่รอให้ผมพูดอะไรต่อ มือของเขาปัดผมให้พ้นทางก่อนจะเดินสวนออกไป

            ไม่หันกลับมามองผมอีกเลย…

            “ฮือออออ” ผมปล่อยโฮออกมาเสียงดังท่ามกลางคนพลุกพล่าน ผมนั่งลงไปกับพื้นอย่างคนบ้า ผมทำอะไรไม่ถูก แม้จะเห็นเพื่อนในร้านรีบวิ่งเข้ามาหา

            เจ็บที่ต้องมาเห็นภาพบาดตาแบบนี้ แม้ว่าผมจะรู้ว่าสักวันมันต้องเกิด แต่อย่างน้อยให้ผมไม่เห็นภาพพวกนี้มันยังจะดีกว่า

            ความสุขของผมในทุกๆวันที่จะมองเขาผ่านกระจกใสหน้าร้าน ธนูที่ใส่ชุดดูดีทุกวันมาคุยงานกับลูกค้า รถของเขาที่ขับผ่านหน้าร้านผมบ่อยๆ ทุกอย่างที่ผมทำก็เพื่อให้เห็นเขา สมัครร้านขนมเพราะชอบทำขนม สัมครร้านที่จะได้เจอเขาทุกวัน พยายามแบกหน้าไปหาทั้งๆที่โดนไล่

            แล้วตอนนี้ผมได้อะไรกลับมาบ้าง… 

            “ปริ้น!!!” เสียงเพื่อนที่เรียกอยู่ข้างหูไม่ได้ทำให้ผมมีสติขึ้นมา ขาทั้งสองข้างมันชาเกินที่จะลุกไหว

            ใครก็ได้พาผมออกไปจากเหตุการณ์บ้าๆนี้ที

            เราโอเคผมพยายามกลั้นน้ำตาไว้เมื่อพี่วาวเจ้าของร้านเดินออกมาดู ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงมองผมก่อนที่มือทั้งสองข้างจะจับไหล่ผมเบาๆ

            เหนื่อยมามากแล้วนะปริ้น รักตัวเองได้แล้ว

            “พี่ครับ ผม…”

            “ถ้าเขาไม่เห็นค่าเราก็พอได้แล้ว”

            “มันอาจจะฟังดูโง่แต่ผมทำแบบนั้นไม่ได้

            “…”

            “ขอให้ผมได้อยู่ข้างๆเขาแบบนี้จนกว่าจะถึงวันที่เขาแต่งงาน พอถึงวันนั้นผมจะหยุดทุกอย่างจริงๆ” ผมค่อยๆพยุงตัวเองลุกขึ้น แม้จะพูดออกไปแบบนั้นแต่ผมก็ภาวนาให้วันนั้นมาถึงให้ช้าที่สุด

            ทดเวลาให้ผมได้อยู่กับเขาให้นานกว่านี้หน่อยได้ไหม

            “ปริ้น…” พี่วาวจะพูดต่อแต่ผมส่ายหน้า

            มันไม่มีประโยชน์ที่จะพูดอะไรซ้ำๆหรอกครับพี่วาว

            “…”

            “ถึงยังไงคำตอบของผมก็เหมือนเดิมผมจะอยู่ข้างเขาจนกว่าเขาจะมีความสุขกับคนที่เขารัก

            “แล้วปริ้นละ

            “ความรักบางครั้งมันต้องมีคนหนึ่งเจ็บเสมอและผมเลือกที่จะทำแบบนี้

            “…”

            “ถึงมันจะไม่ได้อะไรกลับมา แต่มันก็ไม่ได้ศูนย์เปล่า

            “…”

            “อย่างน้อยเขาก็จดจำผมไว้ในความทรงจำ ว่าครั้งหนึ่งมีคนธรรมดาคนหนึ่งรักเขามาก มากจนเขาต้องลังเลว่าคนที่เขารัก รักเขามากเหมือนผมรึเปล่า

            “ปริ้น…”

            “ถึงผมจะดูโง่ในสายตาคนอื่นแต่รักของผมมันยิ่งใหญ่นะ
 

 

             -นาวาพาท-

 

            แอร์เย็นๆจากเครื่องปรับอากาศทำให้ผมกระชับเสื้อแขนยาวให้กระชับกว่าเดิม การที่ต้องมานั่งรอพี่ปืนคุยงานในร้านกาแฟที่ตอนแรกผมคิดว่ามันน่าสนุกกลับกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อ

            แต่ผมไม่มีสิทธิ์บ่นเพราะผมเป็นคนขอเขามาเอง

            พี่ปืนมองมาที่โต๊ะผมเป็นระยะ ผมนั่งอยู่ด้านในของร้านที่แยกเป็นโต๊ะเล็กๆ แต่พี่ปืนอยู่ในห้องกระจกที่ทำแยกออกมากันเสียงรบกวนจากภายนอกใช้ไว้สำหรับคุยงานโดยเฉพาะ ชาเย็นที่ผมสั่งไว้ตอนนี้มันใกล้จะหมดความอร่อยเพราะผมเอาแต่นั่งทำนู่นทำนี่ไม่ได้ดื่มมันสักที นี่ก็เกือบสองชั่วโมงแล้วที่ผมนั่งรอเขา

            การบ้านที่เอามาทำก็เสร็จเร็วเกินคาด ในตอนนี้ผมก็เลยได้แค่เอานิตยสารในร้านมานั่งเปิดอ่านรอไปพลางๆ วันนี้เป็นวันเสาร์ผมเลยขอพี่ปืนออกมาเที่ยวเล่นข้างนอกบ้าน

            “รอนานไหม” เสียงนิ่งๆเอ่ยขึ้น ร่างสูงในชุดทำงานเดินมาหาผม สายตาที่มองผ่านกรอบแว่นสี่เหลี่ยมไม่ได้ทำให้ความเย็นชาของเขาลดน้อยลงเลย ผมกลับรู้สึกว่ามันเย็นชามากว่าเดิมอีกต่างหาก

            “ไม่นานหรอกครับผมตอบกลับไปก่อนจะปิดนิตยสารที่เอามาอ่านฆ่าเวลาลง

            “คุยเสร็จแล้ว

            “งั้นเราไปกันเถอะ” ผมรีบเด้งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พี่ปืนมองผมก่อนจะยิ้มออกมาบางๆ ผมยื่นมือไปตรงหน้าอย่างรู้หน้าที่

            ผมชอบจับมือพี่ปืนที่สุดเลยละ

            เขาไม่ได้พูดอะไรเพียงยื่นมือมาจับมือผมกลับ ผมจะทำแบบนี้ทุกครั้งที่เราออกมาข้างนอก แรกๆพี่ปืนก็ไม่ค่อยยอม แต่พอทำบ่อยๆเขาก็เลยไม่ปฏิเสธผม คงเริ่มรำคาญที่จะปฏิเสธละมั้ง

            “อยากไปไหนรึเปล่าเขาถามผม มืออีกข้างดึงเนคไทด์ที่ใส่อยู่ให้คลายออกด้วยท่าทางรำคาญ

            อืมไม่ครับ” ผมส่ายหน้าก่อนจะเดินมาขวางหน้าพี่ปืนไว้ “เดี๋ยวผมทำให้นะ

            ไม่รอให้เขาปฏิเสธ ผมค่อยๆจัดเนคไทด์ให้เข้าที่กว่าตอนแรกที่เขาดึงออก ไม่ได้ถอดออกแต่แค่ทำให้มันใส่สบายขึ้น พี่ปืนยืนนิ่งๆให้ผมทำโดยที่ไม่ได้พูดอะไร

            “หล่อแล้ว” ผมยิ้มกว้างก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือเขาอีกรอบ

            “ขอบคุณ

            “ผมเต็มใจครับผม

            แล้วตกลงจะไปไหน อยากได้อะไรรึเปล่า” เสียงไร้อารมณ์ถามผม แววตาของเขามองไปรอบๆไม่ได้หยุดสนใจสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

            “ไปไหนก็ได้ครับ นาวาไปได้ทุกที่ ถ้าพี่ปืนไปด้วย

            “งั้นกลับบ้าน

            “ครับ กลับบ้าน

            “ล้อเล่น

            “อ่าว แต่ถ้าพี่ปืนอยากกลับบ้านผมกลับก็ได้นะครับ” ผมยิ้มกว้าง

            ผมไม่รู้จะไปที่ไหนจริงๆนั่นแหละ

            “ไปซื้อโทรศัพท์ใหม่” พี่ปืนเอ่ยขึ้นหลังจากเงียบไปพักใหญ่

            “ครับ? ซื้อทำไม

            ก็โทรศัพท์ที่พี่ปืนใช้อยู่ตอนนี้มันยังดีอยู่เลย ผมรู้สึกว่ามันเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดด้วย

            “ซื้อให้นาวา

            “ซื้อทำไมครับ นาวาไม่เอาหรอก” ผมส่ายหน้ารัว

            ในชีวิตผมไม่ชอบพกโทรศัพท์ ผมคิดว่ามันไม่จำเป็นและเป็นของสิ้นเปลือง อีกอย่างผมไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องใช้มันด้วย

            “จะได้ติดต่อง่าย

            “ไม่เอาหรอกครับ นาวาไม่อยากได้

            “ทำไม” เขาดูไม่เข้าใจคำตอบของผม

            “ก็นาวาอยู่กับพี่ปืนตลอด มีไปก็ไม่ได้ใช้

            “…”

            “อีกอย่างพี่ปืนก็มารับนาวาทุกวัน เราเจอกันเวลาเดิมตลอดโดยที่ไม่ต้องพึ่งเครื่องมือพวกนั้น

            “แล้วถ้าติดงานละ

            “นาวาจะรอเพราะยังไงนาวาก็เชื่อว่าพี่ปืนก็จะมารับให้เร็วที่สุดผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมผมถึงมีความเชื่อมั่นแบบนั้น

            แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมาเขาทำให้ผมเชื่อแบบนั้นจริงๆ

            อืม งั้นก็ไม่ซื้อ

            “งั้นเราไปไหนดีครับ” ผมวกกลับมาถามเรื่องเดิมอีกครั้ง

            “ไม่รู้

            “งั้นกลับบ้านนะ เดี๋ยวผมจะนวดให้พี่เอง

            “…” พี่ปืนมองผมอย่างไม่มั่นใจในคำพูด

            นาวานวดได้จริงๆนะ อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ!” ผมแกล้งเสียงดังใส่ร่างสูง พี่ปืนหัวเราะในลำคอนิดๆก่อนจะพยักหน้า

            “ครับ” พูดจบเขาก็จูงมือผมเดินนำไปที่ลานจอดรถ

            อากาศข้างนอกกับข้างในห้างต่างกับราวฟ้ากับเหว ผมเดินออกมานิดเดียวเหงื่อก็ออก พี่ปืนก็ไม่ต่างจากผม ดีที่ผมเตรียมผ้าเช็ดหน้ามา

            “หยุดก่อน” ผมเดินมาขวางหน้าพี่ปืนไว้ก่อนจะอ้าแขนออก ร่างสูงดูแปลกใจนิดๆแต่ก็ยอมหยุดตามที่ผมบอก

            “…”

            “เหงื่อเต็มหน้าหมดเลย” มือข้างหนึ่งของผมจับไหล่เขาไว้เป็นที่ประครองตัวเองก่อนที่มืออีกข้างจะค่อยๆเช็ดหน้าให้เขา

            “นาวา

            “พี่ปืนทำงานมาเหนื่อย นาวารู้

            “…”

            “ให้นาวาทำให้พี่หายเหนื่อยนะ” ผมยิ้มให้เขาอีกครั้ง มือหนักๆลูบหัวผมเบาๆ

            “ขอบคุณครับ

            “นาวาเต็มใจครับ

            ใช่ผมเต็มใจ ผมอยากทำอะไรให้ใครแบบนี้มานานแล้ว ผมอยากดูแลคนอื่น อยากทำให้เขาหายเหนื่อย และคนที่ผมอยากดูแลมากที่สุดคือพี่ปืน

            “เข้าไปรอในรถก่อน

            “พี่ปืนจะสูบบุหรี่อีกแล้วใช่ไหมครับ

            ไม่ใช่ว่าผมไม่รู้ แต่ผมแค่ไม่พูด พี่ปืนจะแอบสูบไม่ให้ผมเห็นหรือบางครั้งเวลาที่ผมเห็นเขาก็จะรีบทิ้งทันที

            “อืม

            “ผมขอให้พี่เลิกได้ไหม

            “คงไม่ได้

            “งั้นนาวาสูบด้วย

            “ไม่ได้เขาตอบเสียงแข็ง

            งั้นนาวาก็ไม่ให้พี่สูบ

            “…”

            “นาวาเป็นห่วงพี่

            “พี่โตแล้ว

            “ยังไงก็ไม่ให้สูบ เขาบอกว่าคนสูบบุหรี่จะอายุสั้น ผมอยากให้พี่ปืนอยู่กับผมนานๆ” ผมจ้องหน้าเขาด้วยสายตาจริงจัง

            ผมเป็นห่วงพี่ปืนจริงๆ

            “พี่ปืนคือคนสำคัญที่สุดของนาวาเลยนะรู้ไหม

            -ปืนพาท-

 

            ผมล้มตัวลงบนโซฟาทันทีที่กลับมาถึงบ้าน วันนี้ไปคุยงานทำให้ผมรู้สึกเครียดไม่น้อย นาวาที่เดินขึ้นไปบนห้องลงมานั่งข้างๆผม นาวามักจะชอบยิ้มเสมอผมเห็นจนเป็นกิจวรรคประจำวัน

            “พี่ปืน นาวานวดให้นะ” คนตัวเล็กตั้งท่าจะเข้ามานวดไหล่ให้ผมแต่ผมเบี่ยงตัวหลบก่อน

            “พี่ไม่เมื่อย ไม่เป็นไร” พอปฏิเสธไปแบบนั้นนาวาก็นิ่งไปพักหนึ่ง

            ผมดูออกว่านาวาก็เพลียไม่ต่างจากผม แต่ที่พยายามทำตัวร่าเริงอยู่ก็เพราะอยากจะดูแลผมมากกว่าทั้งๆที่มันไม่จำเป็น ผมดูแลตัวเองได้ ตั้งแต่มีนาวาเข้ามาอยู่ในชีวิตผมก็รู้สึกเหมือนตัวเองไม่ต้องทำอะไร ขนาดเวลาตื่นเช้ามานาวายังบีบยาสีฟันทิ้งไว้ให้ผมตลอด รวมไปถึงเสื้อผ้าที่เจ้าตัวเอาเวลาไหนไม่รู้มารีดเตรียมให้ผมทุกวัน

            ทุกอย่างที่นาวาทำผมว่ามันก็มากพอแล้ว ในชีวิตผมไม่เคยมีใครมาทำอะไรให้แบบนี้ ไม่ใช่ว่าผมไม่ชอบ แต่มันรู้สึกแปลกๆ

            “พี่ปืนอยากกินอะไรตอนเย็น เดี๋ยวนาวาจะทำให้กิน” นาวายังไม่เลิกความพยายาม ใบหน้าที่เปื้อนยิ้มถามผม แววตาดูจริงจังทุกครั้งที่ถาม

            “ขอข้าวไข่เจียว

            “วันที่ห้าแล้วนะครับ ข้าวไข่เจียวเนี่ย” นาวาบึนปากใส่ผมก่อนจะหัวเราะนิดๆ “ติดใจฝีมือนาวาใช่ไหมละ

            พอถูกถามแบบนั้นผมก็ตอบออกไปไม่ถูก ไม่ใช่ว่าผมชอบข้าวไข่เจียว แต่มันคือเมนูที่ทำง่ายและเร็วที่สุด ปฏิเสธไม่ได้ว่านาวาทำอร่อยจริงๆ

            “ครับ” ผมตอบกลับไปสั้นๆแต่นั่นก็ทำให้นาวายิ้มกว้างอีกครั้ง

            “ได้เลย วันนี้นาวาจะแถมไข่ให้พี่ปืนเพิ่มอีกหนึ่งฟอง” คนพูดดูภูมิใจมาก ผมเลยได้แต่ยิ้มบางๆกลับไป

            นาวามีเพื่อนที่โรงเรียนเยอะ ทุกครั้งที่ผมไปรับผมจะเจอกลุ่มเพื่อนนาวาเสมอ ทุกคนรู้จักผมแต่ก็ไม่ได้พูดคุยอะไรมาก นี่ก็เกือบสองอาทิตย์แล้วที่ผมอยู่กับนาวาทุกวัน มันก็ทำให้ชีวิตของผมที่เคยมีแต่งานกลับมามีสีสันขึ้นมาบ้าง แต่ก็อย่างว่า

            ผมไม่ค่อยถูกกับเด็ก แถมยังเอาใจไม่เป็นอีกด้วย

            “เอ้อ พี่ปืนครับนาวามีอะไรจะถามแหละ” ยังไม่ทันที่ผมจะได้ทำอะไรนาวาก็หันมาพูดกับผมอีกครั้ง

            “ว่า

            “พี่ปริ้นกับพี่ธนูเป็นอะไรกันหรอครับ

            “…” คำถามของนาวาทำให้ผมเลือกที่จะเงียบ แม้ผมจะมีคำตอบให้นาวาแต่มันไม่จำเป็นที่นาวาจะต้องรู้

            บอกไม่ได้หรอครับ ไม่เป็นไรนะ” นาวาดูไม่ได้ใส่ใจอะไรมากเพราะเขาก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไรผมต่อ “นาวาแค่สงสารพี่ปริ้นน่ะ ทุกครั้งที่เจอ พี่ปริ้นสีหน้าไม่ค่อยดีเลย

            “อืม

            “นาวาแค่อยากให้พี่ธนูคุยกับพี่ปริ้นดีๆเหมือนคุยกับนาวาบ้าง

            “…”

            “ถูกคนที่เราใส่ใจไม่สนใจมันเจ็บนะครับ” นาวาพูดเสียงเบาจนแทบจะกลืนลงไปในลำคอ

            “ไว้จะบอกให้” ผมยกมือขึ้นไปลูบหัวคนตัวเล็กเบาๆ ตอบไม่ได้ว่าทำไมผมถึงทำแบบนี้ ทุกครั้งที่เห็นนาวาไม่สบายใจ

            ผมรู้สึกว่าต้องทำให้นาวารู้สึกดีขึ้น…เหมือนที่นาวาพยายามทำให้ผมมีความสุข

            อะนั่นรถพี่ธนูนี่ครับ

            “…” ผมหันไปตามที่นาวาบอก รถของธนูขับเข้ามาในบ้านแต่ครั้งนี้มันไม่ได้กลับมาคนเดียว ข้างกายมีผู้หญิงคนหนึ่งที่ผมไม่คุ้นหน้านั่งมาด้วย

            หิวแล้ว นาวาทำไข่เจียวให้พี่ตอนนี้ได้ไหม

            “อ่อ ได้ครับผม!” นาวาตอบเสียงดังฟังชัด ร่างเล็กรีบวิ่งเข้าห้องครัวทันที

            ทีนี้ผมก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจนาวาแล้ว

            ใคร” ผมเดินมาหยุดรอหน้าประตูทันทีที่ธนูเดินมาเปิด น้องมองผมอยู่แว๊บหนึ่งก่อนจะถอนหายใจยาวๆ

            “ปริ้นมาที่นี่รึเปล่า” เหมือนสิ่งที่ผมถามไปก่อนหน้าจะไม่เข้าหูมัน ผมส่ายหน้าแทนคำตอบ

            “ขอบคุณมากนะโย” มันหันไปบอกผู้หญิงที่เดินตามมา ดูจากรูปร่างหน้าตาแล้วถือว่าจัดอยู่ในขั้นดีมาก เธอหันมายิ้มให้ผมก่อนจะโบกมือลาธนูแล้วเดินออกจากบ้านไป

            “อธิบายมา” ผมพูดสั้นๆแต่คิดว่าธนูคงจะเข้าใจ

            “เพื่อนเก่าน่ะพึ่งเจอกันเมื่อสามสี่วันที่แล้ว เลย…”

            “เอามาเป็นไม้กันปริ้น?

            “อืม

            “แล้วให้เขากลับไปแบบนั้นจะดีหรอ

            “แฟนโยมารอรับอยู่หน้าบ้านแล้ว โชคดีที่เป็นเพื่อนกันทั้งคู่เลยคุยกันง่าย” ธนูยังคงทำสีหน้าเหมือนเรื่องทุกอย่างเป็นปกติทั้งๆที่ผมไม่รู้สึกว่าเรื่องแบบนี้คือเรื่องปกติ

            ผมไม่รู้เรื่องความรักแต่ผมก็พอจะรู้ว่าสิ่งที่มันทำไม่ถูก

            “คิดจะโกหกปริ้นแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน

            “ตลอดไป

            “ถ้ากูเป็นมึงกูจะไม่ทำอะไรซับซ้อนแบบนี้

            “แล้วจะให้ทำยังไง” มันสบตาผม แววตาของมันดูเจ็บปวดและทรมาน

            ถ้ามันแย่มากจะทนไปทำไม

            “รักกูก็บอกรัก

            “ทำแบบนั้นไม่ได้

            “มึงทำได้แต่มึงแค่กลัวกลัวว่าการที่กล้าบอกว่ารักปริ้นมันจะทำให้ปริ้นเจอเรื่องแย่ๆ

            “…”

            “มึงกลัวทั้งๆที่ปริ้นไม่เคยกลัวอะไรเลย ยอมมาหามึงทั้งๆที่มึงไม่เคยจะแลตามองเขา ยอมทุกอย่างที่เสียศักดิ์ศรี

            “พูดได้นิ พี่ไม่เข้าใจ

            “เออกูไม่เข้าใจ แต่กูอยากบอกว่า ลูกผู้ชายจริงๆเขาไม่กลัวอะไรที่ยังมาไม่ถึงหรอก

            “…”

            “สิ่งที่มึงทำอยู่ตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับคนขี้ขลาด” ผมเองก็อดไม่ไหวแล้วจริงๆ ทุกครั้งที่ผมเจอปริ้นผมยอมรับว่าปริ้นโทรมลงทุกวัน

            ทั้งๆที่ร่างกายแย่ลงแต่ยังคงมาหาน้องผมอย่างสม่ำเสมอ ความจริงผมไม่ควรจะไปก้าวก่ายเรื่องของน้อง แต่เพราะผมทนไม่ได้

            อย่างน้อยผมก็ไม่คิดจะทำแบบมัน

            “ถ้ารักก็ต้องปกป้องเขา

            “…”

            “มึงอาจจะคิดว่าสิ่งที่มึงทำอยู่ตอนนี้ปริ้นจะปลอดภัย แต่มึงไม่เคยถามปริ้นว่าพร้อมจะอยู่กับมึงไหมถ้าปริ้นต้องเจอเรื่องแย่ๆ

            “พอเถอะ

            “ทุกอย่างที่กูเห็นกูว่าปริ้นพร้อมจะเจอเรื่องพวกนั้น ขอแค่ได้อยู่กับมึง

            “บอกให้พอไงปืน!”

            “ถ้าเสียคนนี้ไป หาไม่ได้อีกแล้วนะ

            “ปืน!!!!”

            “คนที่รักมึงมากขนาดนี้ ไม่มีแล้วนะธนู

            “ถอยไป” นั่นคือสิ่งที่มันบอกผม มือมันดันผมให้ออกห่างประตูแล้วเดินสวนผมขึ้นไปข้างบน ผมรู้ว่าธนูไม่ได้เป็นคนใจแข็งอย่างที่มันพยายามทำ

            และผมก็หวังว่ามันจะคิดได้กับคำพูดของผม

            ปริ้น?” เสื้อยีนส์ที่โผล่ออกมาให้ผมเห็นนอกประตูรั้วบ้านทำให้ผมตะโกนถามออกไป เหมือนคนข้างนอกได้ยิน เขาค่อยๆโผล่หน้าออกมา

            “สวัสดีครับพี่ปืนเป็นอย่างที่ผมคิด ปริ้นจริงๆ

            ว่าไง” ผมเดินออกไปกำลังจะเปิดประตูให้ปริ้นเข้ามาแต่ปริ้นปฏิเสธก่อน

            “ผมแค่แวะมาฝากของให้ธนูน่ะครับ

            “พึ่งมาถึง?

            “ครับ มาถึงตอนที่ธนูรีบเดินขึ้นไปข้างบน สงสัยจะรู้ว่าผมมา” ปริ้นหัวเราะแห้งๆ ผมไม่ได้ตอบกลับเพียงแต่มองสภาพร่างกายของปริ้นที่ดูโทรมกว่าทุกวัน นิ้วมือยังคงมีพลาสเตอร์แปะอยู่ไม่ต่ำกว่าห้านิ้ว

            “ผมฝากนี่ให้ธนู…”

            “คราวหลังอยากมาหาก็มาเฉยๆก็ได้ ไม่ต้องซื้ออะไรมาหรอก” ผมดูออกว่าปริ้นพยายามหาเหตุผลเพื่อที่จะได้เจอธนู

            ภาพอดีตที่ผมเห็นในตอนนี้เป็นภาพของปริ้นกำลังเดินเลือกซื้อเข็มขัดในห้างแห่งหนึ่ง สีหน้าของปริ้นดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ดูเหมือนจะเป็นลมไปหลายครั้ง แต่เจ้าตัวยังฝืนเลือกต่อ ใบหน้าที่ดูป่วยยิ้มทุกครั้งที่หยิบเข็มขัดขึ้นมาเทียบกัน

            “ผม…”

            “เข้ามาสิ

            “ไม่ครับ ไม่เอาดีกว่า” ปริ้นร้องห้ามไว้อีกครั้ง มือเรียวค่อยๆหยิบกล่องสี่เหลี่ยมสีดำที่มีชื่อยี่ห้ออยู่ตรงกลางให้ผม ฝากด้วยนะครับ

            “อืม ได้

            “ขอบคุณครับพี่ปืนส่วนอันนี้ผมทำมาให้พี่ๆกับนาวานะครับ” กล่องสีใสที่มีคัพเค้กบรรจุอยู่สี่อันถูกยื่นมาให้ผมผ่านช่องประตูรั้ว

            “ขอบคุณครับ

            “งั้นผมกลับนะครับ

            “เดี๋ยวไปส่ง

            “ไม่เป็นไรครับ ผมกลับเองได้” ปริ้นยังดึงดันเหมือนทุกๆครั้ง รอยยิ้มบางๆที่ส่งให้ผมเหมือนทุกๆครั้ง       พอปริ้นบอกแบบนั้นผมก็ไม่ได้ยื้ออะไรต่อ ผมยืนดูร่างของปริ้นที่เดินออกไปเรื่อยๆภาพในอนาคตก็แล่นเข้ามาในหัวผมไม่หยุด

            ตุ่บ!!

            ร่างที่ซูบผอมล้มลงกับพื้นและนั่นคือภาพอนาคตที่ผมเห็น ผมรีบวางของทุกอย่างแล้ววิ่งเข้าไปหาปริ้น บางทีการที่ผมรู้อดีตหรืออนาคตมันก็ไม่ได้แย่เสมอไป

            ผมช้อนร่างของปริ้นขึ้นมาก่อนจะรีบเดินกลับมาที่บ้านเป็นเวลาเดียวกับที่ธนูลงมาข้างล่างด้วยชุดอยู่บ้าน มันดูตกใจไม่แพ้กันที่เห็นปริ้นอยู่ในอ้อมแขนของผม

            พอใจรึยัง” ผมถามออกไปนิ่งๆ

            “…!!”

            “นี่หรอที่ห่วงเขา ทุเรศว่ะธนู”           

            -ปริ้นพาท-

 

            ผมรู้สึกเหมือนตัวเองลอยอยู่บนท่อนแขนของใครคนหนึ่ง ลมหายใจที่พ่นออกมาเป็นจังหวะกับกลิ่นน้ำหอมคุ้นเคยไม่ต้องลืมตาผมก็รู้ว่าเขาคือใคร รู้เลยต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้สึกตัว

            เพื่อที่ผมจะยื้อเวลาแห่งความสุขให้นานกว่านี้อีกหน่อย

            ธนูวางผมลงบนเตียงนุ่มๆอย่างเบามือ เสียงประตูปิดลงหลังจากที่ผมอยู่บนเตียงแล้ว ผมรู้สึกใจหล่นวูบเมื่อหรี่ตามองแล้วเขาไม่ได้อยู่ในห้อง

            ออกไปแล้วอย่างนั้นหรอ…

            แอ๊ดดดด~

            ประตูห้องเปิดออกอีกครั้งพร้อมกับเขาที่ถือกะละมังเข้ามาในห้อง ผมรีบหลับตาอีกครั้ง แม้รู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่มันไม่ดี ธนูมีแฟนใหม่แล้ว แต่ผมก็อยากอยู่แบบนี้

            ผมยอมเป็นคนเห็นแก่ตัว

            ปริ้น” เสียงนุ่มๆที่คล้ายกับพูดขึ้นมาลอยๆดังขึ้น ผ้าชุบน้ำค่อยๆวางลงบนหัวผมอย่างอ่อนโยน เขาค่อยๆไล้ผ้าไปตามใบหน้าของผม

            เขาอ่อนโยนกับผมแบบนี้เสมอ…

            “ขอโทษ

            “…”

            คำพูดที่ผมไม่เคยคิดว่าจะได้ยินมันอีกดังขึ้น เขาพูดเสียงเบาจนแทบจะกลืนเข้าไปในลำคอ ทั้งๆที่ปกติแล้วเขาจะผลักไสไล่ส่งผมทุกอย่าง แล้วเขาขอโทษผมทำไม

            เขาไม่ได้ทำอะไรผิดเลย

            ธันขอโทษ” เขาเปลี่ยนสรรพนามเป็นชื่อที่คุ้นเคย

            “…”

            “เหนื่อยมากไหม ธันขอโทษนะ” เขายังคงเช็ดตัวให้ผม แม้ว่าตัวเขาเองจะพ่นคำพูดออกมาไม่หยุดก็ตาม

            ผมอยากจะนอนหลับให้ไม่ได้สติหลายๆวัน ถ้ารู้ว่าเขาจะปฏิบัติกับผมแบบนี้

            “อื้อ…” ผมแกล้งทำเสียงเหมือนคนพึ่งตื่น ธันชะงักมือไปนิดหนึ่ง พอเห็นผมค่อยๆลืมตาเขาก็ชักมือตัวเองออกจากตัวผม

            เป็นไงบ้าง” น้ำเสียงของเขากลับมาสู่สภาวะปกติ สีหน้า ท่าทาง น้ำเสียง ทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้าผมตอนนี้คือธันคนที่ปฏิเสธผมมาตลอด

            “ปวดหัวอยู่ แต่ดีขึ้นแล้ว

            “ฝืนตัวเองแบบนี้ทำไม

            “…”

            “รู้ว่ายังไม่หายดีจะมาหาทำไม

            “ขอโทษ” พอเขาดุใส่ผมแบบนั้นผมก็ทำตัวไม่ถูก ผมรู้ผมผิดและเขาอาจจะโกรธผมมากกว่านี้ถ้าเขารู้ว่าผมตื่นนานแล้ว

            “ตัวยังร้อนอยู่เลย” เขาไม่ว่าเปล่า มือหนาวางลงบนหน้าผากผมเบาๆ เขาค้างไว้อย่างนั้นประมาณสิบวิก่อนจะเลื่อนมือออก

            “ธัน…”

            “นอนพักที่นี่ก่อน ถ้าดีขึ้นแล้วจะไปส่ง

            “ขอบคุณนะ” มือของผมเลื่อนไปจับมือเขาเบาๆ ธันไม่ได้สะบัดออก

            ตรงกันข้าม…เขาบีบมือผมเบาๆ

            คราวหลังอย่าฝืนตัวเองแบบนี้อีก

            “…”     

            “คนเขาเป็นห่วงรู้ไหม

            “…” ผมถึงกับพูดต่อไม่ถูกหลังจากที่เขาพูดคำๆนั้นออกมา ไม่รู้ว่าเขาต้องการจะสื่ออะไร แต่ผมคิดไปไกลแล้ว

            เขาเป็นห่วงผมใช่ไหม

            “ขอโทษนะ เราสร้างปัญหาตลอดเลย

            “รู้ว่าไม่ดีก็อย่าทำอีก

            “อื้อ

            “…”

            “…”

            ในห้องตกอยู่ในความเงียบหลังจากที่ผมและเขาไม่ได้พูดอะไรกันออกมาอีก ผมยังจับมือธนูอยู่โดยที่เขาเองก็ยังจับมือผมอยู่

            อย่าปล่อยมือผมเลย

            “หิวไหม

            “ฮะ…?”

            “เดี๋ยวไปหาอะไรให้กินจะได้กินยา” เขาค่อยๆดึงมือออกแต่ผมกลับจับมันไว้แน่นกว่าเดิม ในตอนนี้ผมอยากให้เขาอยู่กับผม

            “ไม่ต้องหรอก อยู่กับเรานะ

            แม้มันจะเป็นคำพูดที่น่าอายแต่ผมก็พูดมันออกไปอย่างง่ายดาย

            “ปริ้น

            “เรารู้ว่ามันผิดที่เราทำแบบนี้ ธันมีคนของธันแล้ว แต่ว่า…”

            “อย่าพูดถึงคนอื่นเลย

            “…”

            “พูดไปคนที่เจ็บก็คือปริ้น” เขาพูดเสียงเรียบแต่น่าแปลกที่เขาเปลี่ยนสรรพนามเป็นชื่อผมแทน

            ปกติธันจะแทนตัวเองว่ากูและเรียกผมว่ามึงอยู่ตลอด แม้ผมจะไม่ชอบแต่ผมก็ทำอะไรไม่ได้ ผมไม่ได้เป็นคนสำคัญขนาดที่จะบอกให้เขาเปลี่ยนนู่นเปลี่ยนนี่เหมือนเมื่อก่อน

            “ถ้าไม่อยากให้เราเป็นแบบนี้ธันก็กลับมาหาเราสิ

            “…”

            “เรารู้นะว่ามันแย่มากที่มาขอความรักจากคนที่ไม่รักแล้ว แต่เรายอมดูแย่ เราหวังแค่ว่าสักวันธันจะกลับมารักเราได้เหมือนเดิม

            “…”

            “เราอึดอัด เราอยากตะโกนบอกออกไปว่าเรารักธัน รักที่สุด รักมาก…”

            “…”

            “แต่เราทำอะไรไม่ได้เลย ฮึกฮืออ..ออ…” บ่อน้ำตาผมตื้นเร็วกว่าที่คิด ผมพูดออกไปได้ไม่นานน้ำตาก็ไหลอย่างกับเขื่อนแตก

            ความอดทนความทรมานที่กักเก็บมานานมันพลั่งพลูออกมาจนผมเก็บเอาไว้ไม่อยู่ ผมรู้สึกอึดอัด ผมทรมาน ผมเจ็บและผมก็เริ่มเก็บมันไว้คนเดียวไม่ได้อีกต่อไป           

            หยุดร้องไห้” เป็นคำพูดเรียบๆแต่กลับปลอบผมได้อย่างดี มือหนาดึงผมเข้าไปกอด สัมผัสที่ไม่เคยได้รับมาเนิ่นนานแต่ในตอนนี้เขากอดผม อ้อมกอดของคนที่ผมโหยหามาตลอด

            “ธัน ฮืออๆ

            “ปริ้นหยุดร้อง” เสียงของธันที่อยู่ข้างหูบอกผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า อ้อมกอดของเขาอบอุ่นกว่าอ้อมกอดไหนๆ มือหนาลูบหัวผมอย่างปลอบประโลม

            “ธันกลับมาได้ไหม

            “…”

            “วันที่เราเลิกกันเราไม่เคยเห็นด้วยสักนิด

            “…”

            “เรายังคิดว่าเราสองคนยังคบกันอยู่เลย ฮือๆ ปริ้นทำอะไรผิดธันบอกสิ ไม่ชอบตรงไหนอยากให้แก้ไขอะไรบอกเราสิ บอกเรา” กำปั้นหนักๆของผมทุบไหล่เขาไม่หยุด

            ผมไม่เคยเข้าใจว่าทำไมเราต้องเลิกกันทั้งๆที่เราแทบจะไม่มีเรื่องมาทะเลาะกันเลย

            “ปริ้นไม่ผิดอะไร

            “…”

            “ผิดที่ธันเองครับ

            “งั้นเรากลับมาคบกันได้ไหมธัน กลับมานะ” ผมสะอื้นอยู่ในอ้อมกอดของเขา ไม่เคยมีแม้สักวินาทีที่ผมอยากจะผละออกจากอ้อมกอดนี้

            “…”

            “ธัน…”

            “ขอโทษ

            “…”

 

            “มันกลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้จริงๆ

 

 

 

 

 

 

 



100 per
ไม่มีอะไรมาก แค่อยากบอกว่ารักตัวละครตัวนี้มาก 'ปริ้น' :)

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

390 ความคิดเห็น

  1. #254 จ้อยจึ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2558 / 12:39
    สงสารปริ้นน น้ำตบาคลอเลยแง่ๆ
    #254
    0
  2. #243 JERXJARQ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2558 / 11:39
    สงสารปริ้นสุดใจ
    #243
    0
  3. #235 PrayNplay (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 เมษายน 2558 / 22:59
    สงสารปริ้นอ่ะ นำตาคลอเลย ฮือออ
    #235
    0
  4. #232 aj68 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 เมษายน 2558 / 19:33
    ว่ะธนู
    คือประโยคนี้ใช่อ่ะปืนใช่เลย !!!!
    #232
    0
  5. #221 jasuhimo (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 เมษายน 2558 / 12:51
    มาต่อเถอะ พลีสสสส
    #221
    0
  6. #220 TM_สมพง (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 เมษายน 2558 / 21:03
    ผมนี่น้ำตาร่วงเบยครับ T^T
    #220
    0
  7. #219 i-am-iq (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 เมษายน 2558 / 02:58
    มาม่ามาเต็มตลอดเหอะไรท์ ตาแฉะหมดแล้วววว แฮปปี้เถอะะะะะ งื้อออ
    #219
    0
  8. #218 Pook (y) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 เมษายน 2558 / 01:21
    เกลียดจังค่ะ #ธันวา #ทีมปริ้น
    #218
    0
  9. #217 BaiTong23 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 เมษายน 2558 / 18:32
    ธันขี้ขลาดจริงๆ
    #217
    0
  10. #214 Fishchy (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 เมษายน 2558 / 04:50
    สาสารปริ้น ร้องไห้ทั้งเรื่องเลยค่าาา
    #214
    0
  11. #213 Nest (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 เมษายน 2558 / 01:13
    ธันมาทำให้ดีใจทำไม?!!!กรีดร้อง!สงสารปริ้นนนนน
    #213
    0
  12. #212 iphbz (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 เมษายน 2558 / 00:47
    ฮือปริ้นน อ่านทีไรร้องไห้ทุกที
    #212
    0
  13. #211 -papooh (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 เมษายน 2558 / 00:11
    ธันบอกปริ้นไปตรงๆสิ สงสารปริ่นมสดเลยแงงงงงงง้
    #211
    0
  14. #210 HalloPD (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 เมษายน 2558 / 22:10
    ธานนนนนนนนนนนนน จิร้องไห้
    #210
    0
  15. #209 FNAN (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 เมษายน 2558 / 17:26
    สงสารปริ้น ร้องไห้ไปหลายกะละมังแล้วเนี่ย เจ้อยากจะเบิ้ดกะโหลกธนูจริมๆ =3=
    #209
    0
  16. #208 jasuhimo (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 เมษายน 2558 / 12:24
    บางทีธนูก็ร้ายเกินไป ทำร้ายคนที่ตัวเองรัก สงสารปริ้นอ่ะ ไม่น่าไปชอบคนแบบธนูเลย
    #208
    0
  17. #207 HalloPD (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 เมษายน 2558 / 00:05
     จะร้องไห้ ~ QAQ
    #207
    0
  18. #206 JERXJARQ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 เมษายน 2558 / 10:43
    โอ้ยยยยยยยย สงสารปริ้นไม่หยุดเลยอะ ฮรือออออออ 
    #206
    0
  19. #205 BaiTong23 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 เมษายน 2558 / 07:14
    คนเราต่างมีเหตุผลเป็นของตัวเอง
    #205
    0
  20. #204 Fishchy (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 เมษายน 2558 / 02:53
    ปืนพูดดี เอาใจเราไปเหลยยยยยย
    #204
    0
  21. #203 Nest (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 เมษายน 2558 / 22:10
    ตอกย้ำมันเข้าไปธันมันจะได้เลิกขี้ขลาดสักที! สงสารปริ้นจะบ้าแล้ววว
    #203
    0
  22. #201 พัณณพัฒน์ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 เมษายน 2558 / 20:54
    ปริ๊นเป็นลมไปแล้ว ธนูจะตัดสินใจยังไงจะเลือกปกป้องปริ๊นแบบไหนต่อไปงือๆๆๆสงสารปริ๊นไม่ไหวแล้ว
    #201
    0
  23. #199 syseyya (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 เมษายน 2558 / 18:29
    รักทั้งปริ้นทั้งนาวาเลยนะ
    #199
    0
  24. #198 JERXJARQ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 เมษายน 2558 / 08:15
    อ่านแล้วเจ็บอะ ;__;
    #198
    0
  25. #197 HalloPD (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 เมษายน 2558 / 11:14
    นาวาน่าร้ากกกก พี่ปืนกินเดกกก
    #197
    0