Sense สัมผัส [YAOI]

ตอนที่ 5 : SENSE 04 : สี่นาฬิกา 100 per

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 690
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    8 เม.ย. 58

  CR.SQW





04

 

สี่นาฬิกา


 

            อะไรนะ” พี่ปืนถามอีกครั้ง สีหน้าที่ดูไม่เชื่อกับความคิดของเขาทำให้ผมถอนหายใจออกมา

            ‘เป็นไปไม่ได้

            นั่นคือความคิดของพี่ปืน ผมไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่หลับตาแล้วพิงหลังกับพนักเก้าอี้ แม้ว่าผมจะไม่อยากเชื่อแต่อะไรหลายอย่างทำให้ผมรู้

            ความลับของพวกผมไม่ใช่ความลับอีกต่อไป

            “เด็กคนนั้นงั้นหรอ” พี่ปืนถามขึ้นหลังจากที่เขาเองก็เงียบไปพักใหญ่

            “ครับ ไม่จำเป็นที่ต้องอธิบายอะไรให้พี่ฟัง ในเมื่อพี่รู้” ผมรู้ดีว่าพี่ปืนรู้ทุกอย่าง แค่เขาทำเป็นไม่อยากจะรับรู้มากกว่า

            เรื่องสัมผัสพิเศษที่พวกเรามีมันไม่ได้ดีอย่างที่ใครหลายคนคิด มันทำให้ชีวิตของพวกเรามีสิ่งกวนใจตลอดเวลา ผมอาจจะหนักกว่าอีกสองคนเพราะผมจะได้ยินความคิดของคนรอบข้าง ทั้งๆที่ผมก็ไม่ได้อยากรับรู้ มันดูน่าเกลียดด้วยซ้ำ ไปรู้ความคิดของคนอื่นทั้งๆที่เขาอาจจะไม่อยากเปิดเผยให้ใครรับรู้

            แต่ผมรู้

            ส่วนพี่ปืนเขารู้เรื่องในอดีตรวมถึงเรื่องในอนาคต แรกๆผมคิดว่ามันคือสิ่งที่ดี แต่แปลกที่ตอนนี้ผมไม่ได้คิดแบบนั้นอีกต่อไป

            ผมไม่อยากมีสัมผัสบ้าๆนี่

            “รู้อะไรไม่มากหรอก ถ้าไม่ได้เจอตัว” พี่ปืนพูดขึ้นก่อนที่สายตานิ่งๆของพี่ชายจะหันมามองผม “อยากเจอ

            คำสั้นๆที่หลุดออกมาจากปากไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกประหลาดใจ

            “เที่ยงครึ่งพรุ่งนี้ถ้าพี่ว่าง

            “ตกลง

            “ฮะๆ…”

            “อย่าสาย” พี่ปืนทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนที่ร่างของพี่ชายจะเดินกลับเข้าไปในบ้าน

            ผมหยิบโทรศัพท์มือถือตัวเองกดส่งข้อความตกลงกับเบอร์ปลายทางว่าผมจะเจอกับเขาในวันพรุ่งนี้ สิ่งที่พี่แสดงออกมันทำให้ผมพอจะสบายใจขึ้นได้เปราะหนึ่ง

            หวังว่าความลับ มันจะยังเป็นความลับ

            ผมขอให้มันเป็นแบบนั้น

 

            กริ๊งง!!

            เสียงกระดิ่งดังขึ้น ร่างที่อยู่ในชุดไปรเวทธรรมดาถอดแว่นตากันแดดออก สายตากวาดมองไปทั่วร้านก่อนที่จะหยุดสายตาลงที่โต๊ะผมกับพี่ปืน ใบหน้าเรียบๆดูยุ่งขึ้นมาทันที เจย์เดินตรงมาที่โต๊ะผมก่อนจะมองพี่ปืนเป็นเชิงถามว่าใคร

            ผมหันไปมองพี่ปืนที่ตอนนี้จ้องมองเจย์นิ่งๆไม่แสดงท่าทางอะไร ไม่มีแม้แต่คำพูดทักทาย การที่พี่เป็นแบบนี้ผมก็พอจะเดาออกว่าเขากำลังทำอะไรอยู่

            “อยากกินอะไรไหม เดี๋ยวผมไปสั่งให้” ผมยิ้มให้คนตรงหน้าบางๆ

            “ลาเต้คาราเมลเย็น” เสียงนิ่งๆตอบผม ท่าทางที่ดูไม่ค่อยชอบหน้าผมตั้งแต่หลังจากที่วันนั้นจบลงผมเห็นมันจนผมเริ่มชินไปเสียแล้ว

            “ได้ครับ

            แม้ว่าปกติผมจะไม่ชอบทำอะไรให้ใครแต่ในเมื่อผมสวมหน้ากากเป็นคนดีแล้ว ผมก็ต้องทำให้มันตลอด มันไม่ได้ยากอะไรกับคนอย่างผมอยู่แล้ว

            “มีเรื่องอะไรถึงนัดมาที่นี่” ผมถามเจย์หลังจากที่ในมือถือแก้วน้ำของเขาอยู่ เจย์ไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่ดึงน้ำในมือผมไปก่อนจะมองพี่ปืนแล้วมองหน้าผม

            “คิดว่าคงพูดไม่สะดวก” คำพูดตรงๆนั้นทำให้พี่ปืนหลุบยิ้มออกมาเล็กน้อย สายตานิ่งๆของพี่มองมาที่ผมพร้อมกับความคิดที่ดังขึ้น

            ‘ไม่หวังดี

            “ผมรู้” ผมตอบกลับพี่ปืนแต่แกล้งหันไปทางเจย์ เพื่อไม่ให้เขาสงสัย

            “รู้แล้วพามาทำไม

            “พี่ผมกำลังจะกลับ” ผมยิ้มนิดๆก่อนจะมองพี่ปืน พี่ปืนไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่ลุกขึ้นพร้อมกับความคิดสุดท้าย

            ‘มันกำลังจะใช้มึงเป็นเครื่องมือ

            กริ๊งง!

            พี่ปืนเดินออกไปทำให้ในร้านกลับมาอยู่ในบรรยากาศปกติ หลังจากที่ผมเห็นเจย์มองพี่ปืนอย่างไม่เป็นมิตรมาพักใหญ่

            ทีนี้พูดได้หรือยังครับ” ผมแกล้งทำหน้าตาไม่รู้เรื่องทั้งๆที่ความคิดในหัวของเจย์ในตอนนี้มันตรงไปตรงมากับความคิดของพี่ปืน

            “มึง…”

            “ช่วยพูดกับผมด้วยคำสุภาพด้วยครับ J

            “หึ…” เจย์ทำท่าทางไม่พอใจแต่ก็ยอมทำตามที่ผมบอก “นายอ่านใจคนออกใช่ไหม”

            คำถามตรงๆของเจย์ทำให้ผมเงียบไปพักหนึ่ง ผมไม่รู้ว่ามันไปรู้จากที่ไหนมา แต่ที่แน่ๆมันไม่ใช่เรื่องอะไรที่ผมควรจะบอก

            “ดวงตาผมบอกแบบนั้นหรอครับ ฮ่าๆ

            “ไม่ตลก ตอบมา” เจย์ทำเสียงนิ่งๆข่มผม

            “อาไม่ครับ ผมแค่ดูออกจากสายตาคุณ แบบนี้เรียกว่าอ่านใจรึเปล่า” ผมยิ้มอีกครั้ง

            ผมชอบยิ้มเพราะนั่นคือการสร้างมิตรที่ง่ายที่สุด

            “อย่ามาพูดจาชวนขนลุก

            “ผมพูดเรื่องจริง” ผมเอื้อมมือไปสัมผัสหน้าเจย์ให้เขามองตาผม “ผมรู้ว่าคุณคิดอะไรจากสายตา

            เนิ่นนานที่ผมกับเจย์มองตาซึ่งกันและกัน เหมือนเวลาหยุดหมุน ผมได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นผิดจังหวะไปเล็กน้อย ความคิดในหัวของเจย์แล่นเข้ามาในหูของผมไม่หยุด

            ‘เลิกมองด้วยสายตาแบบนั้นสักทีก่อนที่ฉันจะใจอ่อน

            “ผมไม่ควรแกล้งคุณแบบนี้” ผมเป็นคนหลบสายตาจากเจย์ก่อน ไม่ใช่เพราะผมกลัว

            แต่อาจเป็นเพราะความคิดของเจย์ การที่ผมทำแบบนี้ก็เหมือนทำร้ายเขามากไปหน่อยละมั้ง

            “ถ้านายอ่านใจไม่ได้จริงๆงั้นก็คงไม่มีอะไรอีกแล้ว” เจย์ทำท่าจะลุกขึ้นแต่ผมคว้ามือเขาไว้ก่อน

            “ไม่คิดจะอธิบายอะไรให้ผมฟังหน่อยหรือไง?

            “…”

            “บางทีผมอาจจะช่วยคุณได้ โดยที่ไม่ต้องอ่านใจคนแบบที่คุณอยากให้เป็น

            “คนที่พึ่งรู้จักกันวันสองวันเชื่อใจไม่ได้

            “แต่คุณเชื่อใจผมได้

            “…”

            “เชื่อใจผมได้จริงๆ

            เจย์เงียบไปพักหนึ่ง ริมฝีปากที่พยายามหาคำพูดที่ดูดีที่สุดตอนนี้มันกลับดูเกร็งที่สุด เจย์มองหน้าผมอยู่นานก่อนจะพยักหน้านิดๆ

            ฉันไม่หวังดีหรอกนะ

            “ครับ?” ผมแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจแม้ความจริงผมจะอ่านความคิดเขาออกหมดก็ตาม

            “บริษัทของพ่อล้มละลายฉันเลยไปทำงานให้กับเถ้าแก่อีกที่ เป็นบริษัทเกี่ยวกับค้าอาวุธเถื่อน” คำหลังเจย์พูดออกมาเบาที่สุดเหมือนไม่ต้องการให้ใครได้ยิน

            “อันตรายน่าดู” ผมพูดเสริมเหมือนตัวเองไม่รู้เรื่องทั้งๆที่ผมก็พอจะเดาทางออก

            ผมควรจะแกล้งโง่

            “อืมและฉันได้ข่าวมาว่านายเป็นเพื่อนกับซองค์บริษัทคู่แข่ง

            “ก็เลยจะมาล้วงความลับจากผมงั้นหรอครับ?

            “จะพูดอย่างนั้นก็ถูก

            “แล้วทำไมอยู่ๆคุณถึงบอกเรื่องนี้กับผม

            “เพราะนายช่วยชีวิตฉันไว้” เจย์สบตาผมนิ่งๆแต่ในใจนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่าเขาพูดออกมาจากใจจริง

            “แต่ผมรู้แล้วว่าคุณไม่หวังดีกับผม

            “ใช่ ฉันไม่สนหรอกเพราะเราจะเจอกันเป็นครั้งสุดท้าย

            “ครั้งสุดท้ายงั้นหรอครับ?

            “อืม ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องเจอกันอีก

            “มีสิ

            “หืม ว่าไงนะ?” เจย์ดูงงกับคำพูดของผม

            “ผมจะช่วยคุณเอง

            “นี่นายบ้าไปแล้วหรือไง!!!”

            “นั่นสิครับ ผมคงบ้าไปแล้วจริงๆ

 

            ผมตรงกลับบ้านทันทีที่ไปส่งเจย์เสร็จแล้ว ความคิดล้านแปดแล่นเข้ามาในหัวไม่หยุดหลังจากที่ผมตกลงจะช่วยเจย์ ไม่ใช่ว่าผมจะหักหลังเพื่อน แต่ช่างเถอะ ทำตามวิธีของผมแล้วทุกอย่างมันจะง่ายเอง

            ในตอนนี้ผมแค่อยากรู้ว่าพี่ปืนเห็นอะไรในอดีตของเจย์บ้าง แต่ยังไม่ทันจะเลี้ยวเข้าซอยรถของผมก็เกือบเฉี่ยวร่างของใครบางคน ผมหยุดรถแล้วมองผ่านกระจกดูทาง ร่างเล็กที่มีกระเป๋าสะพายกับเสื้อยีนส์สีเก่าพอจะทำให้ผมรู้ว่านั่นคือใคร

            “ปริ้น” ผมเปิดประตูลงไปหาร่างที่หยุดยืนรอเหมือนรู้ว่าผมจะเดินลงมาหา

            “สวัสดีครับพี่ไม้” รอยยิ้มแห้งๆกับสีหน้าไม่สู้ดีทำให้ผมเอามือไปอังหน้าผากอัตโนมัติ

            ความจริงแล้วผมเป็นคนที่ห่วงใยคนรอบตัวมาก ยิ่งเป็นคนที่น้องชายตัวเองรัก ถึงมันจะไม่ยอมรับแต่ผมก็ดูออก ผมสงสารปริ้นและนั่นทำให้ผมมองปริ้นเป็นน้องชายอีกคนของผม

            “ทำไมตัวร้อนแบบนี้ แล้วนี่มาทำอะไรที่นี่

            “อ่อพอดีผมเดินเล่น ไม่รู้ว่าเดินมาไกลขนาดนี้ แหะๆ” ปริ้นหัวเราะนิดๆเหมือนเป็นเรื่องปกติทั้งๆที่ดูก็รู้ว่าโกหก

            ‘คิดถึงธัน

            ความคิดที่แล่นเข้ามาในหัวเป็นคำตอบของทุกอย่าง ผมถอนหายใจนิดๆก่อนจะจับแขนปริ้นเบาๆแล้วพาเดินมาที่รถของผม พอปริ้นเห็นแบบนั้นก็ขืนตัวไม่ยอมขึ้นรถ

            “ไปนอนพักก่อน เดี๋ยวพี่ไปส่ง

            “ไม่ได้หรอกครับ พักนี้ผมมาบ่อยเกินไป” แก้มแดงๆกับดวงตาที่แทบจะปิดทำให้ผมทนไม่ได้อีกต่อไป

            “จะให้พี่ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้หรอกนะ ถ้าปริ้นไม่ไปพี่โกรธ” ผมขู่ออกไป ปริ้นดูลังเลกับคำพูดของผมแต่ในเมื่อร่างกายไม่ไหวขนาดนี้ผมเลยถือวิสาสะผลักตัวปริ้นเข้าไปในรถ

            ถ้ามีใครสักคนที่รักผมมากเหมือนที่ปริ้นรักธนูผมคงไม่มีทางปล่อยมือเขา

            “พี่ไม้ ธนูไม่อยากเจอหน้าผมหรอกนะ ถ้าเขาเห็นผม เขาคงอารมณ์เสียมาก

            “พี่ไม่สน ปริ้นเป็นไข้สูงขนาดนี้เมื่อกี้พี่ก็เกือบขับรถชนเรา ถ้าปล่อยไปแล้วเราเป็นอะไรไปจะทำยังไง ทำไมไม่ห่วงตัวเอง” ผมร่ายยาวจนคนข้างๆหงอยไปเลย

            “ขอบคุณนะครับที่พี่เป็นห่วงผม มีแค่พี่ที่เป็นห่วงผมตลอดเลย พี่ไม้ใจดี” คำพูดของปริ้นที่ชอบชมผมบ่อยๆทำให้ผมยิ้มออก

            ผมเลือกใจดีกับบางคนเท่านั้นแหละ

            “ครับ พี่ใจดีกว่าไอ่น้องชายเยอะ

            “ไม่จริงหรอกครับ

            “หืม?

            “ธนูใจดีแค่เขายอมให้ผมเห็นหน้า แค่นั้นก็ใจดีมากๆแล้ว ฮะๆ” ปริ้นยิ้มอย่างมีความสุขก่อนที่จะค่อยๆหลับตาลง

            ผมขับรถเข้ามาถึงหน้าบ้านก่อนจะลงไปเปิดประตูเป็นเวลาเดียวกันกันที่ธนูออกจากบ้านด้วยชุดเสื้อเชิ้ตกางเกงยีนส์สีเข้ม มันมองผมแว๊บเดียวก่อนจะมองรถผม

            “จะออกไปไหน” ผมเป็นฝ่ายถามเมื่อเห็นมันหยิบกุญแจรถขึ้นมา

            “ว่าจะออกไปหาอะไรกิน แล้วนั่น…” มันเลี่ยงที่จะพูดชื่อแต่มองไปที่ร่างของปริ้นที่นอนหลับอยู่ในรถ

            ปริ้นแอบมาหามึง ถ้าพี่ไม่ขับรถเกือบชนปริ้นแล้วลงมาดูคงไม่รู้ว่าไม่สบายหนัก

            “แล้วพี่ขับรถยังไงให้ชนมันเล่า โถ่เว้ย!!!” ธนูสบถใส่ผมอย่างโมโห มันเดินจ้ำอ้าวไปเปิดประตูรถก่อนจะช้อนตัวปริ้นออกมา

            สายตาฉายแววความเป็นห่วงออกมาอย่างปิดไม่อยู่ ผมมองมันก่อนจะยิ้มออกมา ความคิดของมันมีแต่เรื่องของปริ้น มันห่วงปริ้น

            พี่ยิ้มอะไร

            “ยิ้มกับสิ่งที่เห็น” ผมหยักไหล่นิดๆก่อนจะเดินไปขับรถเข้าบ้าน

            “ถ้าครั้งหน้าพี่ขับรถไม่ได้เรื่องแบบนี้อีกก็ไม่ต้องขับ” มันดุใส่ผมอีกครั้งก่อนจะเดินขึ้นไปบนบ้านไม่รอให้ผมตอบโต้อะไรเลย

            ทุกๆอย่างที่มันแสดงออกมา ผมรู้คำตอบโดยที่มันไม่ต้องพูดอะไร

            แค่รอให้ธนูเป็นคนพูดออกมาตอนที่ตัวมันพร้อมจะดีกว่า J

 

            -ธนูพาท-

 

            ผมอุ้มร่างของปริ้นขึ้นมาที่ห้องของตัวเอง ทั้งๆที่วันนี้ผมคิดว่าผมจะใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุขแต่แล้วมันก็มีเรื่องอีกจนได้ ร่างที่ร้อนอย่างกับเครื่องอบขนมทำให้ผมรู้ว่าสิ่งที่ไม้พูดไม่ได้โกหก ร่างที่ไม่ได้สติหรืออาจจะหลับเพราะพิษไข้ทำให้ผมทำตัวไม่ถูก

            ไปทำอะไรมา” ผมได้แต่พึมพำกับร่างที่นอนไม่ได้สติ

            ผมว่างร่างบางไว้บนเตียงก่อนจะจัดการเอากระเป๋าสะพายกับเสื้อยีนส์ตัวเก่งของปริ้นออกมาให้ปริ้นสบายตัวขึ้น ของหนักๆในกระเป๋าสะพายที่ไม่ได้รูดซิปทำให้ผมเห็นกล่องอะไรบางอย่างอยู่ในกระเป๋าที่ห่อไว้อย่างดี ผมเลือกที่จะไม่สนใจมันแล้วเดินลงไปหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัว

            จริงอยู่ที่ผมไม่อยากให้ปริ้นมายุ่งวุ่นวายกับผม แต่การที่ปริ้นเป็นแบบนี้ผมเองก็ทนไม่ได้เหมือนกัน

            “เตรียมไว้ให้แล้ว” เสียงของไม้ดังขึ้น ผมหันไปมองหน้าพี่ตัวเองก่อนจะหยิบกะละมังเล็กขึ้นมาบนห้อง แม้จะรู้ว่าไม้เดินตามขึ้นมาก็ตาม

            “ให้พี่ทำให้ไหม” เสียงขี้เล่นถามขึ้น

            “ไม่ต้อง จะไปไหนก็ไปเถอะ” ผมตอบกลับไปก่อนจะลงมือเช็ดตัวให้ปริ้น

            แก้มแดงๆกับริมฝีปากสีซีดที่ปกติจะดูมีชีวิตชีวากว่านี้ ร่างกายซูบผอมจนไม่เหลือความสดใสในตัวเองเหมือนเมื่อก่อน ไม่ต้องถามก็รู้ว่าทำไมปริ้นถึงเป็นแบบนี้ ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะผม

            ถ้าเรายังคบกันเหมือนเดิม ปริ้นก็คงไม่อยู่ในสภาพนี้

            “คิดได้แล้วทำไมไม่ทำ” เสียงของไม้ดังขึ้นอีกครั้ง

            นี่ยังไม่ไปอีกหรือไง

            “อย่าลืมว่าพี่รู้ว่าใครคิดอะไร

            “เออรู้ก็รู้” ผมตัดบทอย่างรำคาญ

            “พี่ไม่รู้ว่าเหตุผลอะไรที่ทำให้เป็นแบบนี้ แต่พี่เป็นห่วงนะ

            “อืม รู้

            “เวลาไม่เคยคอยใครนะธนู” สิ้นคำพูดนั้นไม้ก็เดินออกไปปล่อยให้ผมอยู่ในห้องคิดทบทวนคำพูดของไม้

            เวลาไม่เคยคอยใคร แม้ว่าผมจะตัดสินใจเลือกที่จะทำแบบนี้ทั้งๆที่ผมคิดว่ามันดี แต่ทำไมผมเองกลับไม่มีความสุข

            “ปริ้นผมขอโทษ

            ในตอนนี้ผมมีสิทธิ์ที่จะพูดแค่นี้จริงๆ…

            ผ้าชุบน้ำค่อยๆไล่ลงบนผิวขาวเนียนอย่างเบามือ ผมที่ไม่เคยทำอะไรให้ใครแบบนี้เลยดูจะเก้ๆกังๆไปบ้างแต่ผมก็คงปล่อยไว้ให้ไข้ขึ้นสูงกว่านี้ไม่ได้ ตัวของปริ้นร้อนจี๋ชนิดที่ผมเองแทบจะไม่อยากแตะตัว มันร้อนมากและคิดว่านี่คงไม่ใช้ไข้ธรรมดา

            ริมฝีปากอุ่นๆพ่นลมร้อนออกมาเป็นจังหวะ ดวงตาสองข้างที่หลับสนิทบนใบหน้ามีเหงื่อผุดออกมาสองสามหยด ผมจับมือปริ้นหลวมๆก่อนจะเริ่มเช็ดแขนข้างต่อไป นิ้วมือที่เต็มไปด้วยรอยแผลกับพลาสเตอร์ปิดเแผลเก่าๆทำให้ผมตัดสินใจแก้มันออก ทันทีที่นิ้วไร้พลาสเตอร์รอยแผลที่ปกปิดไว้ทำให้ผมตกใจไม่น้อย ทั้งรอยของมีคมบาด รอยน้ำร้อนลวก รวมไปถึงรอยถลอกเล็กๆน้อยๆบนนิ้วเกือบครบสิบนิ้ว ผมทำอะไรไม่ถูกนอกจากรู้สึกถึงความผิดที่ตัวเองเคยทำมา

            ทุกอย่างเป็นเพราะผม…

            แกร๊ก!

            เสียงของแข็งกระทบกับพื้นพร้อมกับเสียงกลิ้งที่ดังขึ้น ผมละความสนใจจากปริ้นก่อนจะหันไปตามเสียง กล่องที่ผมเห็นไม่ชัดในกระเป๋าของปริ้นหล่นออกมาจากกระเป๋าเหมือนต้องการให้ผมเปิดมัน ปริ้นเป็นคนที่ทำงานฝีมือเก่งมาก แต่มักจะซุ่มซ่ามทำให้เกิดแผลตลอด ผมทำแผลเก่งก็เพราะทำให้ปริ้นเมื่อก่อน

            เมื่อก่อนตอนที่เรายังคบกัน

 

            “อ๊ะ!!!” เสียงของร่างเล็กที่หันหลังให้ผมอยู่ดังขึ้น ผมรีบหันกลับไปหาปริ้นที่ต้องนี้กำลังทำขนมเค้กวันเกิดให้พี่ไม้อยู่

            เป็นอะไรครับ” ผมเดินเข้าไปลูบหัวคนตัวเล็ก ปริ้นส่ายหน้านิดๆก่อนจะยื่นนิ้วชี้มาตรงหน้า

            “พอดีเราลืมไปว่ามันร้อน ก็เลยโดนไปเต็มๆ” ปริ้นหัวเราะแห้งๆแต่นั่นทำให้ผมต้องดุเขาอีกครั้ง

            “ธันบอกปริ้นเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วว่าให้ระวัง นี่ถ้าปริ้นยังซุ่มซ่ามแบบนี้อีกธันจะไม่ให้ปริ้นทำขนมแล้วนะ” ผมขู่ออกไปทั้งๆที่ความจริงผมไม่เคยทำได้

            ปริ้นรักการทำขนมพอๆกับที่เจ้าตัวรักผม

            “เราขอโทษ” น้ำเสียงสำนึกผิดจากคนตัวเล็กทำให้ผมพูดอะไรต่อไม่ได้

            ผมใจอ่อนทุกครั้งที่ปริ้นทำน้ำเสียงแบบนี้

            “เดี๋ยวธันเอาน้ำแข็งมาประคบให้นะ” ผมพูดจบก็รีบเดินไปที่ตู้เย็น ปริ้นยืนรอผมอยู่เงียบๆก่อนที่รอยยิ้มบางๆจะเผยออกมา “ยิ้มอะไรครับ” ผมถามกลับไปเมื่อเห็นท่าทางของคนที่พึ่งซุ่มซ่ามมา

            “เปล่า แต่เราดีใจที่เจ็บตัวนะ

            “หืมยังไง? ธันไม่เข้าใจ

            “ก็ทุกครั้งที่เราโดนอะไรนิดหน่อยธันก็จะเป็นห่วงเรา

            “…”

            “ถึงเราโดนอีกร้อยครั้งเราก็ยังดีใจที่เห็นว่าธันเป็นห่วงเรามากขนาดนี้

 

            ความทรงจำเมื่อก่อนผุดขึ้นมาในหัวผมอย่างห้ามไม่ได้ ผมสะบัดความคิดของตัวเองก่อนจะมองที่กล่องของขวัญที่เหมือนจะเป็นกล่องไว้ที่ถูกตกแต่งด้วยกระดาษสีสวย ผมเปิดกล่องออกพร้อมกับเห็นของต่างๆมากมายที่ผมคุ้นเคย

            นาฬิกาข้อมือคู่

            รูปคู่รูปแรก

            ตั๋วหนังเรื่องแรก

            ตั๋วรถเมล์ที่เคยนั่งด้วยกัน

            อะไรหลายๆอย่างที่ผมคุ้นถูกเก็บไว้ในกล่องไม้กล่องนี้พร้อมกับการ์ดที่แนบอยู่ข้างกล่อง จ่าหน้าซองถึงผม นั่นหมายความว่าผมต้องเปิดอ่านถูกไหม…

            ผมคลี่กระดาษเปิดอ่านแล้วไล่ดูตัวอักษรในกระดาษสีขาวสะอาดที่ถูกเขียนไว้ไม่กี่บรรทัด ตัวหนังสือบรรจงจนจะเรียกว่าคัดไทยทำให้ผมคิดถึงทุกอย่างที่เป็นตัวปริ้น

            ปริ้นทำทุกอย่างให้ผมด้วยความตั้งใจ

           

            ถึงธัน

 

            นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ที่เราเขียนจดหมายถึงธันในวันครบรอบของเรา นี่ก็สองปีแล้วที่เราเลิกกัน เราไม่อยากใช้คำว่าเลิกเลย แต่ก็โกหกความจริงไม่ได้ ที่เขียนจดหมายเรารู้ว่ามันคงไม่ถึงธันแต่เราก็ยังอยากจะเขียนแบบนี้ทุกๆเดือน

            ธัน เรารักธันนะและเราก็เชื่อว่าสักวันเราจะกลับมารักกัน อาจดูเป็นฝันลมๆแล้งๆ เป็นความหวังที่งี่เง่าแต่เรายังรอนะ

 

‘ปริ้น

 

            ผมเก็บกระดาษใบนั้นไว้ในกล่องเหมือนเดิมก่อนจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งๆที่ผมแทบจะห้ามตัวเองไม่อยู่ ไม่รู้ว่าต้องทนกับเหตุการณ์พวกนี้ไปถึงเมื่อไหร่ ความจริงผมจะย้ายไปอยู่ไกลๆเพื่อหนีปริ้นก็ได้แต่ผมไม่ทำ         

            ผมรู้ว่าปริ้นอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีผมและผมเองก็ยังห่วงปริ้น

            ห่วงมาก

            ธัน…” เสียงแหบพร่าทำให้ผมเลิกคิดเรื่องราวบ้าๆแล้วทำสีหน้านิ่งๆมองปริ้น

            เป็นไง

            “สงสัยติดไข้น้องที่ทำงานมา” ปริ้นหัวเราะนิดๆทั้งๆที่ผมไม่คิดว่ามันตลก

            “รู้ว่าไม่สบายแล้วทำไมไม่นอนพัก มาที่นี่ทำไม” ผมถามเสียงดุ คนที่นอนอยู่พยายามชันตัวลุกขึ้นเพื่อคุยกับผม “ไม่ต้อง นอนไป” ผมห้ามทำให้ปริ้นยอมทำตามที่ผมสั่งแต่โดยดี

            “เราแค่อยากมาเจอธันในวันนี้ เอ่อคือในกระเป๋าเรา…”

            “นอนพักไปเพราะผมรู้ว่าปริ้นจะพูดอะไรผมเลยรีบตัดบท

            ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราจะกลับแล้ว

            “ทั้งสภาพนี้?

            “อยู่นานกว่านี้ก็ลำบากธัน

            “รู้ก็ดี

            “อะอืมนั่นสินะ” ดวงตาที่ฉายแววผิดหวังทำให้ผมเลือกที่จะเบนหน้าหนี ผมสงสาร

            “นอนพักไปก่อน ถ้าหายแล้วจะให้พี่ไม้ไปส่ง

            “เป็นธันไม่ได้หรอ” มือร้อนๆวางทับมือผมอย่างเบามือ ความกล้าๆกลัวๆของปริ้นทำให้ผมเลื่อนมือออกแทบจะทันที

            ทั้งๆที่อยากจะจับไว้ในแน่นๆ

            “ขอโทษ…”

            นอนไป จะออกไปข้างนอก” ผมทำท่าจะลุกออกไปนั่นทำให้ปริ้นเรียกผมไว้เสียงดัง

            “อย่าไปไหนเลยนะธัน

            “…”

            “ถ้าธันอึดอัดเราจะไปเอง

            “เปล่า

            “ขอโทษนะที่เราอ่อนแอแบบนี้” ผมได้ยินเสียงปริ้นที่เริ่มสั่นก็พอจะรู้ว่าตอนนี้เขากำลังร้องไห้

            ทั้งๆที่ผมควรจะเข้าไปกอดปลอบ เข้าไปบอกว่าไม่เป็นไรผมจะปกป้องปริ้นเองแต่ผมกลับทำสิ่งพวกนั้นไม่ได้เลย

            “หยุดร้องไห้สักที มันน่ารำคาญ” ผมพยายามเค้นคำพูดออกไปทั้งๆที่ไม่ได้อยากจะพูดออกไปแบบนั้น

            เกลียดที่ต้องฝืนตัวเองอยู่แบบนี้

            “เราคิดถึงธันมากจริงๆ

            “…”

            “เรายอมให้ธันไล่เราไป แต่อย่าเป็นฝ่ายหันหลังให้เราได้ไหม ให้เราเป็นฝ่ายเดินจากธันฝ่ายเดียวมันคงดีกว่า

            “ทำไม

            “เพราะเราก็ยังจะหันหลังกลับมาหาธันอยู่ดี แต่สำหรับธันแล้วการที่หันหลังให้เราเหมือนธันจะจากเราไปจริงๆ

            “ปริ้น เลิกยึดติดได้แล้ว

            “เรายอมรับว่าเรายึดติด เรายอมให้ธันไล่ยอมให้ธันทำทุกอย่าง ขออย่างเดียว

            “…”

            “อย่าหันหลังเดินไปจากเราเลยนะ

            “นอนพักซะ” ผมเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะตัดสินใจพูดออกไป ผมรู้ว่าปริ้นทรมานแค่ไหน

            ความจริงแล้วเราก็ทรมานไม่ต่างกัน

            “ธัน…” เสียงอ่อนแรงเรียกชื่อผมไว้เมื่อเห็นผมเดินตรงไปที่ประตู

            อย่าไปเลย เดี๋ยวเราจะไปเอง” ปริ้นพูดหลังจากผมไม่ตอบ ร่างที่แทบจะเดินไม่ไหวพยายามชันตัวลุกขึ้น ใบหน้าซีดจนไม่เห็นสีของเลือด ริมฝีปากแห้งผากพยายามยิ้มบางๆ

            “…”

            “แล้วเจอกันนะ ไว้เราจะมาหาใหม่” ปริ้นพูดพลางเดินมาทางผม

            หมับ!

            ผมคว้าร่างที่เกือบจะล้มไว้ในอ้อมแขนก่อนจะช้อนตัวปริ้นขึ้นอีกครั้ง ปริ้นดูตกใจกับการกระทำของผม สีหน้าที่ดูกลัวว่าผมจะดุด่าทำให้ผมเลือกที่จะเงียบ

            ห่วงมาก

            ไม่ไหวแล้วจะฝืนทำไม

            “เรื่องบางเรื่องเราก็จำเป็นต้องฝืนนะธัน

            “…”

            “การที่ฝืนทำอะไรสักอย่าง มันไม่ได้แย่เสมอไปหรอก” ปริ้นพูดก่อนที่ดวงตาทั้งสองข้างค่อยๆปิดลง

            ฝืนงั้นหรอ ผมทำไม่ได้…

            แค่คิดยังไม่ได้เลย

 

            หลังจากที่ปริ้นนอนหลับไปอีกครั้งผมก็ออกมานอกห้อง ไม้ที่นั่งดูทีวีอยู่ข้างล่างยิ้มให้ผมนิดๆก่อนจะตบโซฟาข้างตัวมันให้ผมเข้าไปนั่งด้วย

            ไม่ใช่เด็กเสี่ย” ผมประชดพี่ชายตัวเอง เรียกเสียงหัวเราะจากไม้ออกมาได้หน่อย

            “อยากจะพูดอะไรด้วยหน่อย

            “ถ้าจะพูดเรื่องปริ้น ขอตัว

            “จะหนีทำไมวะธนู ทั้งๆที่พี่เห็นและรู้ความคิดทุกอย่าง รู้ว่านายคิดอะไร

            “จะบังคับให้พี่ไม่รู้ก็ทำไม่ได้ แต่เรื่องนั้นผมยังบอกใครไม่ได้ทั้งนั้น

            “แล้วจะฝืนแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่” ไม้ถามผมด้วยน้ำเสียงจริงจัง แม้เราจะไม่ได้อยู่ใกล้กันแต่ผมก็รับรู้ได้ว่าครั้งนี้ไม้ไม่ได้ถามเล่นๆ

            “ก็ไม่ได้อยากฝืนแต่เลือกไม่ได้

            “ทำไมจะเลือกไม่ได้ ทั้งๆที่ปริ้นก็ยังอยู่ตรงนี้

            “พี่เคยสังเกตุไหมว่าตอนที่ผมยังคบกัน ปริ้นเจออะไรบ้าง ทั้งรถชน แขนหัก ขโมยขึ้นบ้าน ของหาย” ผมต้องพูดจริงๆใช่ไหม

            พูดในเรื่องที่ผมไม่เคยบอกใครมาตลอดชีวิต

            “จะสื่อว่าอะไร

            “ผมรักใครไม่ได้

            “…”

            “ถ้ายิ่งรัก ปริ้นก็จะยิ่งเจ็บตัว

            “ธนู…”

            “ผมเลยคิดว่าแบบนี้ มันน่าจะปลอดภัยกับปริ้นมากกว่า” ผมระบายยิ้มนิดๆ

            ใช่ ทุกอย่างที่ทำไปผมหวังดี

            ผมอยากให้ปริ้นปลอดภัย ไม่ใช่เพราะผมเห็นแก่ตัวหรือเห็นปริ้นเป็นของเล่น แต่ผมไม่มีทางเลือกอื่น ไม่มีเลย

            “แล้วทำไมไม่คิดจะบอกเรื่องนี้กับปริ้น?

            “บอกปริ้นอาจจะหนักกว่านี้

            “…”

            “อย่าให้เขารับรู้ ให้เขาคิดว่าผมเลิกรักเขาแล้วดีกว่า

 

            -ปริ้นพาท-

 

            ผมนั่งอยู่บนเบาะรถของธนู รถคันใหม่ที่ผมไม่คุ้นเคย คนข้างๆที่ตลอดทางที่ออกบ้านไม่มีแม้แต่คำพูดที่จะปริปากคุยกับผม แต่การที่เขายอมมาส่งผมโดยที่ไม่ต้องขอพี่ไม้นั่นก็ถือเป็นเรื่องดีแล้ว         

            “เลี้ยวซ้ายข้างหน้านะครับ” ผมพยายามหาเรื่องคุยกับเขาแม้ธนูจะเงียบใส่ผมก็ตาม

            “…”

            “ธันหิวไหม เดี๋ยวถึงแล้วเราจะทำอะไรให้กิน” ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงจะดีใจแล้วชมว่าผมน่ารัก แต่ในตอนนี้เขากลับเงียบ

            “เราเก็บหมามาเลี้ยงแหละ มันน่ารักมากเลยนะ ธันต้องชอบมันแน่ๆเลย

            “…”

            “แล้วก็…”

            “จะถึงแล้วเตรียมตัวลง” น้ำเสียงเย็นชาเอ่ยขึ้น ทุกคำพูดที่ผมเอ่ยออกไปเมื่อครู่กลืนหายไปในสายลม เขาไม่ฟังอะไรผมเลย

            “อ้อ…”

            “…”

            เขาหยุดรถลงหน้าบ้านผม บ้านที่มีเพียงแสงไฟสลัวๆข้างทาง เขาปรายตามองบ้านที่แทบจะดูไม่เป็นบ้านก่อนจะเสมองไปทางอื่น

            เราคงไม่ชวนธันเข้าบ้านมันแคบน่ะ” ผมยิ้มนิดๆก่อนจะหันไปเก็บกระเป๋า

            “ปริ้น

            “หืม? ว่าไง มีอะไรรึเปล่า” ผมรีบตอบกลับไปทันทีที่เขาเรียกชื่อผม

            “ให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย

            “…!!!”

            “อย่ามาเจอกันอีก

            “ธัน…” ผมเรียกคนตรงหน้าเสียงสั่น แม้ว่าธันจะพูดแบบนี้หลายครั้งแล้วก็ตาม แต่ผมกลับไม่ชินและรู้สึกแย่ทุกครั้ง

            พระเจ้าครับขอให้เขาเห็นความดีของผม ขอให้เขาใจอ่อนกับผมแม้เล็กน้อยก็ยังดี

            มันไม่มีประโยชน์

            “มันมีสิมันต้องมีแน่ๆธัน” ผมพยายามเถียงแล้วเปิดประตูออกไปเพื่อจะหนีจากคำพูดพวกนี้

            ไม่อยากฟัง ไม่อยากฟังเลย

            “ปริ้น

            “เราเข้าบ้านแล้วนะ

            “ปริ้น” ธันเรียกผมเสียงเข้ม

            “ไม่เอาธัน ไม่อยากฟัง” ผมส่ายหน้าไปมา น้ำตาไหลออกมาดื้อๆ อาจเป็นเพราะพิษไข้หรือเพราะอะไรก็ตามที่ทำให้ผมดูอ่อนแอ

            บ้าจริง ทำไมทำตัวแบบนี้ต่อหน้าธันอีกแล้ว

            มือหนาเอื้อมมาเช็ดน้ำตาผมอย่างเบามือ แว๊บหนึ่งผมเห็นเขาเหมือนมีน้ำใสๆคลออยู่ แค่แว๊บเดียวเท่านั้นสายตาเขาก็กลับมาเย็นชาเหมือนเดิม

            “รักตัวเองให้มากๆ

            “ธัน ไม่เอา…”

 

            “ไม่มีกู มึงต้องอยู่ได้ปริ้น

 

 

           

            





100 per
การกลับมาอัพนิยายทำให้คนอ่านเค้าหายไปเยอะมากจริงๆ T^T
ขอโทษที่หายไปนานนะคะ แต่ตอนนี้กลับมาอัพแล้วน้า กลับมาหาเค้าาาา
ขอคอมเม้นท์หน่อยน้า กำลังใจของคนแต่งเท่ากับคอมเมนท์ดีๆที่มีต่อนิยายนะคะ ^_^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

390 ความคิดเห็น

  1. #383 Tk0954519300 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2560 / 22:40
    ดราม่าอีกแล้วววว เจ็บหัวใจจจจจ
    #383
    0
  2. #365 .uri (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2558 / 07:58
    สะเตือนไตตต TT ไม่ชอบเลยอ้ะ ธันใจร้ายยยยย สู้ๆนะค้าาไรท์
    #365
    0
  3. #231 aj68 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 เมษายน 2558 / 19:25
    น้ำตาไหลเป็นสาย T_________T
    คิดว่าปริ้นเจ็บสุดๆแล้วนะ เจอธันนี่คือแบบ โอ๊ยยยยย ดร่าม่า !
    #231
    0
  4. #200 ★Thotsakan★ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 เมษายน 2558 / 18:43
    เหตุผลคนละอย่าง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือทำเพราะรัก ; - ; มาอัพไวไวน้า
    #200
    0
  5. #182 pit_yobo (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 เมษายน 2558 / 23:14
    เศร้าว่ะ เข้าใจอารมณ์ปริ้นโครตๆ T T
    #182
    0
  6. #181 Fishchy (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 เมษายน 2558 / 13:48
    โอ้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยบางทีปริ้นก็รักธันมากเกินไป สงสาร เมื่อไหร่นางจะมีความสุข T______T
    #181
    0
  7. #180 HalloPD (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 เมษายน 2558 / 23:09
    เราจะบอกนะว่า ไรท์เองก้หายไปนาน อะไรที่หายไปจะเอากลับมาก้ไม่ใช่ง่ายๆ ไรท์หายไปนานสำหรับคนรอมันนานมากๆ นะ จะให้กลับมาปุ๊บปั๊บแล้วแบบ คอมมเมต์ดีเหมือนเดิมมันทำไม่ได้หรอกนะ แต่ถ้าไรท์น่ะยอมที่จะคิดเข้าข้างตัวเองว่า เออเด้วคนก้กลับมา บางทีไรท์อาจจะมีกำลังใจมากกว่านี้ก็ได้ เราเข้าใจว่าคอมเม้นต์คือกำลังใจสำคัญ..ที่สุดเลยแหละของคนเป็นไรท์ แต่บางทีนะ สำหรับเรานะ ในความเห็นของเรา เราว่า ถืาคนอ่านเข้า ชอบ เข้าจะมาเม้นต์เองแบบ ไม่จำเป็นต้องบังคับขู่เข็ญถึงขนาดว่าไม่เม้นเลิกอัพ แต่แค่มีแบบ 100เมนต์อัพต่อนะคะ เม้นหน่อยนะ เราว่าแบบนี้มันทำให้รู้สึกว่าอยากมาเม้นมากกว่าที่พูดว่าถ้าไม่เม้นจะไม่อัพแล้วนะมันให้ความรู้สึกแก่คนอ่านว่า ไรท์เตอร์ไม่ได้รักเรื่องนี้จริงๆ ก้อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของเรานะ ถ้าแรงไปก้อขอโทษ เราติดตามอยู่ รีบมาอัพนะ เราชอบเราว่ามันสนุกดีนะ:)
    #180
    0
  8. #179 AT2MOON (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 เมษายน 2558 / 22:34
    สูดมาม่าเรื่อยๆเลย โง้ยยยยย
    #179
    0
  9. #178 toki226 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 เมษายน 2558 / 22:32
    ธันมันก็เจ็บนะ

    ไม่รู้จะสงสารใครดี 

    #178
    0
  10. #177 Nest (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 เมษายน 2558 / 21:55
    โอยยยยยยยยยไม่มีอะไรจะพูดนอกจากหน่วงงกับน่าสงสารT Tฮืออออ
    #177
    0
  11. #175 Fishchy (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 เมษายน 2558 / 01:24
    โอ้ยหน่วงสุด สงสารปริ้นอ่ะ เออให้มันหน่วงไปเลยเอาให้เต็มที่ ธันเย็นชาให้สุดไปเลยนะ เอาให้เราน้ำตาแตกตามปริ้นหลายๆรอบสะใจโว้ยยยยยยยยยยยยย #เดี๋ยวๆ
    #175
    0
  12. #174 BaiTong23 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 เมษายน 2558 / 16:22
    ร้องไห้เลยยยอ่ะ
    #174
    0
  13. #173 toki226 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 เมษายน 2558 / 14:55
    ฉันชักจะเกลียดแกว่ะธัน ปริ้นน่าสงสารนะเฮ้ย



    #173
    0
  14. #172 Choco'l Pis (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 เมษายน 2558 / 23:55
    สงสารธัน...สงสารปริ๊น...แต่ไรท์อัพช้า...สงสารตัวเอง...ฮรึก... QvQ
    #172
    0
  15. #171 Nest (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 เมษายน 2558 / 23:54
    น่าสงสารอะT Tน้ำตาไหล~
    #171
    0
  16. #170 HalloPD (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 เมษายน 2558 / 20:52
    น้ำตาไหลลล อัพช้าไม่ได้นะ ค้าง
    #170
    0
  17. #169 BaiTong23 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 เมษายน 2558 / 13:40
    กลับมาแล้วก็อย่าหายไปอีกน้าา
    #169
    0
  18. #168 wan (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 เมษายน 2558 / 13:29
    ปริ้นนนน T/T
    #168
    0
  19. #167 JERXJARQ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 เมษายน 2558 / 12:44
    ฮรืออ สงสารปริ้นนนนนนนนนนนนมาก
    #167
    0
  20. #166 pit_yobo (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 เมษายน 2558 / 09:07
    สงสารปริ้นจัง เฮ้อ หน่วงอีกแล้ว T^T
    #166
    0
  21. #165 DURAMiii (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 เมษายน 2558 / 08:21
    ปริ๊นน่าสงสารร
    #165
    0
  22. #164 TS2P (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 เมษายน 2558 / 02:14
    สงสารปริ้นนน ทำไมธนูไม่ยอมทำตามใจตัวเองงง
    #164
    0
  23. #163 Nest (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 เมษายน 2558 / 22:22
    ธนูดูแลปริ้นดีๆ~
    #163
    0
  24. #161 HalloPD (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 เมษายน 2558 / 21:27
    กรี๊ดด ชอบทุกคู่เลยย ชอบธนูที่สุด ชอบพี่ไม้ชอบพี่ปืน >< อัพไวฟ นะครัชช
    #161
    0
  25. #159 toki226 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 มีนาคม 2558 / 15:57
    ทำไมกลัวพี่น้อง3คนนี้ เวลาแท็กทีมโครตน่ากลัวเลย 555+
    #159
    0