[The Boyz] I'm Your Boy

ตอนที่ 6 : Chapter 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 121
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    3 มี.ค. 61

"วันนี้หมูป่วยไม่ได้มาโรงเรียนหรอก หมูไม่บอกเหรอ?"



ซอนอูขมวดคิ้วฉับเมื่อได้ยินคำบอกเล่าจากปากของรุ่นพี่อูจินเพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งของฮักนยอนหรือที่อีกฝ่ายเรียกว่าหมูนั่นแหละ จริงๆ ฮักนยอนไม่ได้หน้าเหมือนหมูแล้วก็ไม่ได้อ้วนถึงขนาดที่จะถูกเรียกว่าหมูด้วย แต่เพราะที่บ้านของฮักนยอนที่เจจูเป็นฟาร์มหมูบวกกับนิสัยชอบกินของฝ่ายนั้น คำว่าหมูก็ดูจะเป็นคำเรียกแทนตัวฮักนยอนที่เหมาะสมไปโดยปริยาย



ตาคมมองเลยเข้าไปในห้องเรียนของรุ่นพี่ปีสามทั้งที่รู้ว่ามันไม่มีประโยชน์ เขาถอนหายใจบอกขอบคุณพี่อูจินก่อนจะขอตัวเดินออกมา



ซอนอูรู้สึกอารมณ์เสียที่ฮักนยอนไม่ยอมโทรมาบอกเขาว่าตัวเองป่วยจนไม่สามารถมาโรงเรียนได้หรืออย่างน้อยส่งข้อความมาบอกกันซักนิดก็ยังดี แต่ก็อารมณ์เสียแค่นิดหน่อยเท่านั้นล่ะ เขารู้สึกเป็นห่วงฮักนยอนมากกว่าเพราะปกติฮักนยอนไม่ค่อยป่วย ป่วยแต่ละทีก็ไม่เคยหนักถึงขนาดต้องหยุดเรียน แถมฮักนยอนยังเป็นมนุษย์ขี้เหงา ยิ่งป่วยก็ยิ่งเหงา ยิ่งต้องการการเอาอกเอาใจ ไอ้นอนซมอยู่กับหอคนเดียวนี่ไม่มีทางซะล่ะ ฮักนยอนจะขุดตัวเองมาโรงเรียนแล้วเอาร่างเปื่อยๆ ไปแปะคนโน้นทีคนนี้ที ออดอ้อนใครต่อใครเขาไปทั่ว



นี่ฮักนยอนต้องป่วยแค่ไหนกันถึงขนาดมาโรงเรียนไม่ได้?



ซอนอูเอาลิ้นดันกระพุงแก้ม อีกเดี๋ยวเขาต้องไปซ้อมฟุตบอล เขาไม่อยากขาดซ้อมเพราะอาทิตย์หน้าก็จะถึงวันแข่งแล้ว แต่ถ้ารอซ้อมเสร็จแล้วค่อยไปหาฮักนยอน ซอนอูก็ไม่รู้ว่าป่านนั้นฮักนยอนจะเป็นยังไงไปแล้วบ้าง จะได้กินข้าวกินยารึเปล่า จะไม่เป็นอะไรมากใช่มั้ย มือหยิบโทรศัพท์ออกมากดโทรหาอีกฝ่าย ในใจภาวนาขอให้ฮักนยอนรับสาย เขาจะได้สบายใจว่าฝ่ายนั้นยังไม่ตาย  แต่ยิ่งสิ่งที่ได้ยินมีเพียงเสียงสัญญาณรอสายและเสียงของเครื่องตอบรับอัตโนมัติซอนอูก็ยิ่งร้อนใจ



ไม่ใช่ว่าไข้ขึ้นสูงจนช็อกหรือเป็นลมล้มหัวฟาดพื้นไปแล้วหรอกนะ ให้ตายสิ!!



สบถกับตัวเองแล้วก็รีบวิ่งกลับไปที่ห้องเรียนของตัวเองเพื่อหยิบกระเป๋า ปากบอกเพื่อนร่วมชมรมฟุตบอลที่ยืนรออยู่ว่าญาติป่วยต้องรีบกลับด่วนฝากบอกโค้ชด้วยแล้วก็ออกวิ่งเต็มฝีเท้าเพื่อจะไปยังหอพักของจูฮักนยอนที่อยู่ห่างจากโรงเรียนไปเกือบสามป้ายรถเมล์



ฮักนยอนไม่สบายแบบนี้จะให้เขาเอาสมาธิที่ไหนไปซ้อมฟุตบอล คอยดูเถอะ ถ้ายังไม่ตายจะดุให้ร้องไห้เลย โทษฐานที่ทำให้เขาเป็นห่วงขนาดนี้



ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีคิมซอนอูก็มายืนหอบแฮ่กๆ อยู่หน้าประตูห้องของจูฮักนยอน เขาสูดหายใจเข้าลึกขณะที่นิ้วกดรหัสเปิดประตูห้องของฮักนยอนไปด้วย แต่ยิ่งรีบก็ยิ่งรนเขากดรหัสผิดถูกๆ ทำให้ไม่สามารถเปิดประตูห้องได้ซักที ซอนอูสบถหยาบ เขาบังคับมือตัวเองไม่ให้สั่นตั้งใจกดรหัสอีกครั้งแล้วก็คลิ๊ก มือหมุนลูกบิดเปิดประตูโผล่พรวดเข้าไปด้านใน



ภาพที่เห็นออกจะผิดจากที่คิดไปซักหน่อย



คือ... ก็ไม่ได้คิดว่าฮักนยอนจะตายไปจริงๆ หรอก ก็แค่คิดว่าอาจจะนอนหลับอยู่บนเตียงถึงไม่ยอมรับโทรศัพท์ แต่ใครจะไปคิดว่าฮักนยอนจะนั่งสบายอยู่บนเตียงแล้วมองหน้ากันตาแป๋วแบบนี้



"โอ่ะ!! คิมซอนอู ว่าแต่ทำไมหอบแบบนั้นล่ะ?" ฮักนยอนถามเสียงแหบแล้วก็ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อซอนอูกระแทกประตูห้องเขาปิดเสียงดังปัง



"ถามว่าทำไมหอบแบบนี้เหรอ?! ก็เพราะวิ่งมาน่ะสิ!! ตื่นอยู่แล้วทำไมถึงไม่รับโทรศัพท์?! รู้มั้ยว่าทำให้คนอื่นเขาเป็นห่วงต้องโดดซ้อมฟุตบอลมาดูเนี่ยว่าตายไปรึยัง!!" ซอนอูว่าเสียงดัง มือยกขึ้นขยี้ผมตัวเองด้วยความหัวเสีย ซอนอูรู้สึกโมโหเพราะเขาคิดเป็นห่วงฮักนยอนไปต่างต่างนานากลัวว่าอีกฝ่ายจะเป็นอะไรไป



"ทำไมต้องพูดจาแบบนี้ด้วย? ใช่ว่าฉันตั้งใจจะไม่รับโทรศัพท์นายซักหน่อย ก็คนมันเพิ่งตื่นเมื่อตะกี้ที่เสียงเครื่องกดรหัสมันดังเพราะมีคนกดรหัสผิด ก็กำลังจะลุกไปดูนายก็โผล่พรวดเข้ามาแล้วก็ตะโกนๆๆ" ฮักนยอนตอบกลับดื้อรั้น เขาไม่ชอบถูกตำหนิในความผิดที่ตัวเองไม่ได้ก่อ โดยเฉพาะถ้าคนตำหนิเป็นรุ่นน้องที่อายุน้อยกว่า



"แล้วทำไมถึงไม่โทรไปบอกว่าป่วย? ส่งข้อความมาก็ยังดี" ซอนอูลดความเข้มในน้ำเสียงลงถึงกระนั้นฮักนยอนก็ยังจับความไม่พอใจในน้ำเสียงได้ ฮักนยอนเม้มริมฝีปากอย่างที่ชอบทำเวลาเครียดหรือกังวล



"ก็..."



"ก็อะไร?"



ถ้าบอกไป... ซอนอูต้องปรี๊ดแตกแน่ๆ



"ก็... ลืม" ฮักนยอนบอกเสียงเบาแล้วก็รีบหลับตาเอามือสองข้างปิดหูพอดีกับที่



"ลืมอย่างนั้นเหรอ?!" ซอนอูแผดเสียงดังลั่น



"จูฮักนยอน!!"



"ถ้าจะเอาแต่ตะโกนเสียงดังก็กลับไปเลย ปวดหัว" ฮักนยอนทิ้งตัวลงนอนหันหลังให้คนที่ยืนอยู่ เขายอมรับว่าตัวเองผิดที่ไม่ได้โทรบอกซอนอู เมื่อเช้าเขาตื่นมาแล้วปวดหัวปวดเมื่อยไปทั้งตัว เขาคิดว่าไปโรงเรียนไม่ไหวก็เลยรีบโทรไปบอกจีฮุนให้ลาอาจารย์ให้ด้วยจากนั้นเขาก็เผลอหลับ เขาไม่ได้แตะโทรศัพท์อีก เขารู้ว่าซอนอูคงเป็นห่วงแต่ที่ถูกดุเขาก็ไม่ชอบเหมือนกัน



ซอนอูกระแทกลมหายใจแรง ตามองคนที่นอนตะแคงหันหนีไปอีกด้านแล้วก็ไม่รู้จะทำยังไง? ปากสบถโดยที่ไม่มีเสียง เขาถอนหายใจอีกรอบก่อนจะเดินไปดึงเก้าอี้ตรงโต๊ะเขียนหนังสือลากไปนั่งข้างเตียง สบตากลมปรอยเพราะพิษไข้ด้วยความรู้สึกที่ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้หมด



"ขอโทษ" เป็นซอนอูที่ตัดสินใจเอ่ยคำสำคัญก่อน ฮักนยอนกระพริบตามองเขาสองสามที



"ขอโทษเหมือนกัน" ฮักนยอนบอกเสียงเบาแล้วมุดหน้าลงซบกับหมอนใบโต อยู่กับซอนอูทีไรเขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กไม่รู้จักโตทุกที และนั่นก็ออกจะน่าอายอยู่เหมือนกัน



"เป็นยังไงบ้าง?" ซอนอูถาม เกลี่ยผมสีน้ำตาลเข้มออกจากหน้าผากแล้วแนบมือลงไป ตัวฮักนยอนไม่ได้ร้อนมาก แต่จะว่าไม่ร้อนเลยก็ไม่ใช่



"มือนายเย็น" ฮักนยอนเอียงหน้ามาบอกด้วยรอยยิ้มสดใสแบบป่วยๆ เขาชอบไอเย็นๆ จากมือของซอนอู อยากให้ซอนอูจับหน้าผากเขาอย่างนี้ไปอีกซักพักก็เลยเอามือตัวเองวางทับหลังมือซอนอูกดไว้ไม่ให้ดึงมือออก



ซอนอูรู้สึกว่าลำคอตนเองแห้งผาก ฮักนยอนในตอนนี้ทำให้หัวใจของเขาสั่นไหว เขาชอบเวลาที่ฮักนยอนออดอ้อนเขาด้วยท่าทางแบบนี้ สำหรับซอนอูแล้วฮักนยอนตอนไม่สบายจะน่ารักเป็นพิเศษ



"ปวดหัวรึเปล่า? เจ็บคอมั้ย?"



"อืออ ปวดหัว ปวดแขน ปวดขาด้วย ปวดไปทั้งตัวเลย เจ็บคอ ขี้มูกก็ไหล หายใจไม่ออก" ฮักนยอนบอกอาการตัวเองยาวเป็นพรืด แถมตบท้ายด้วยการสูดน้ำมูกโชว์



"แล้ววันนี้กินข้าวกินยารึยัง?" ซอนอูถามต่อด้วยความเป็นห่วง



"อืออ กินนมกับยาลดไข้ไปตอนสิบเอ็ดโมงกว่า" ฮักนยอนบอก ปล่อยมือจากมือของซอนอูที่เริ่มจะไม่เย็นแล้ว



"ไม่ได้กินข้าวเหรอ?" ซอนอูจ้องคนป่วยตาดุแต่มีหรือที่ฮักนยอนจะกลัว รายนั้นยู่ปากแล้วพูดเสียงง๊องแง๊งว่าข้าวกล่องแช่แข็งในตู้เย็นหมด รามยอนก็หมด แล้วก็งอแงต่อว่าไม่มีแรงออกไปซื้อของกินข้างนอก ซอนอูถอนหายใจ จูฮักนยอนควรย้ายไปอยู่บ้านเขาเสียให้รู้แล้วรู้รอด เวลาป่วยเขากับแม่จะได้ช่วยดูแลได้



"ลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตาไหวมั้ย? เดี๋ยวจะลงไปซื้ออะไรให้กิน" ซอนอูถาม เขาลุกขึ้นยืนดึงผ้าห่มออกจากตัวฮักนยอนโดยไม่รอฟังคำตอบ ฮักนยอนงอแงนิดหน่อย ดีดขาไปมา แต่สุดท้ายก็ยอมลุกขึ้นมานั่งตามแรงดึงของเขาอยู่ดี เมื่ออีกฝ่ายหย่อนขาลงกับพื้นแล้วลุกขึ้นยืนซอนอูก็ช่วยโอบประคองเอวฝ่ายนั้นไม่ให้ล้ม ฮักนยอนเองก็ยกมือขึ้นมาจับไหล่เขา ท่าทางเก้ๆ กังๆ หมดเรี่ยวหมดแรงทำให้ซอนอูต้องดึงตัวฮักนยอนเข้ามาชิดกับตัวเองมากขึ้นแล้วก็อดจะขำไม่ได้



"หัวเราะอะไร?" ฮักนยอนถามเหล่มองรุ่นน้องที่อยู่ๆ ก็หัวเราะออกมา



"ไม่สูงขึ้นเลยเนอะ" ซอนอูตอบคำถามด้วยรอยยิ้มกวนๆ ปีที่แล้วเขาสูงเท่ากันกับฮักนยอน แต่พอมาปีนี้เขาสูงขึ้นในขณะที่ฮักนยอนสูงเท่าเดิม



ฮักนยอนจิ๊ปากและไม่ได้พูดต่อความอะไรอีก ขืนพูดอะไรไปก็คงหนีไม่พ้นจะเข้าตัว 



เมื่อเดินมาถึงห้องน้ำฮักนยอนก็ทิ้งตัวลงนั่งบนฝาชักโครกส่วนซอนอูเดินหายออกไปซักพักก็กลับมาใหม่พร้อมกับผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า และโทรศัพท์มือถือของเขา



"ถ้ามีอะไรก็รีบโทรมานะเข้าใจมั้ย?" ซอนอูบอกพลางบีบยาสีฟันใส่แปรงแล้วรองน้ำใส่แก้วให้ฮักนยอนแปรงฟัน



"นี่เป็นน้องหรือเป็นพ่อกันแน่?" ฮักนยอนถามทะเล้น มือรับแปรงสีฟันกับแก้วน้ำมาถือไว้



"ไม่อยากเป็นทั้งน้องทั้งพ่อนั่นแหละ ไปล่ะ" ซอนอูบอกเซ็งๆ แล้วก็เดินออกจากห้องน้ำไป ฮักนยอนก็ได้แต่ยักไหล่ ถ้าไม่อยากเป็นน้อง ไม่อยากเป็นพ่อ ก็คงเป็นเพื่อนล่ะมั้ง หรือบางทีซอนอูอาจจะอยากเป็นพี่เขาก็ได้



.



.



.



ซอนอูกลับมาที่ห้องของฮักนยอนในอีกสิบนาทีให้หลังแล้วก็แทบจะทำถุงโจ๊กหลุดมือเมื่อเห็นผ้าขนหนูสีเทาวางแปะอยู่บนหัวของฮักนยอน



"จูฮักนยอน!!"



ฮักนยอนสะดุ้งโยงจนน้ำในแก้วกระชอกออกมาเลอะมือ เขาหันไปมองคิมซอนอูที่ยืนอยู่หน้าประตูนิ่วหน้าเพราะอาการปวดจี๊ดที่หัว



"จะตะโกนทำไม? เสียงดังๆ มันทำให้ปวดหัวนะ" ฮักนยอนว่า วางแก้วน้ำที่เพิ่งจะฝืนดื่มไปได้แค่นิดเดียวลงกับโต๊ะ แล้วหยิบผ้าเช็ดผมบนหัวมาเช็ดมือแทน



"ก็แล้วสระผมทำไม? ไม่สบายใครเขาสระผมกัน แล้วยังไม่รีบเช็ดผมให้แห้งอีก มันน่าตะโกนใส่มั้ย?" ซอนอูวางถุงโจ๊กที่ซื้อมาไว้บนโต๊ะอ่านหนังสือของฮักนยอนจากนั้นก็รีบเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าที่จำได้ว่าเคยเห็นไดร์เป่าผมเก็บอยู่ ปกติฮักนยอนเป็นพวกขี้เกียจเป่าผม ถ้าเป็นเวลาอื่นเขาก็คงจะไม่ว่าหรอกถ้าฮักนยอนจะรอให้ผมแห้งเองแต่ในเวลาที่ป่วยจนไปโรงเรียนไม่ไหวแบบนี้เขายอมไม่ได้



"ก็ผมมันเหนียวๆ ไม่สบายหัวอ่ะ" ฮักนยอนอุบอิบบอกเสียงเบา จริงๆ พอได้อาบน้ำสระผมแล้วเขาก็รู้สึกสดชื่นขึ้นนิดนึง



"มานั่งนี่" ซอนอูดึงฮักนยอนให้ไปนั่งเก้าอี้ที่เขาดึงไปไว้ข้างเตียงตั้งแต่ก่อนหน้านี้ มือจัดการเสียบปลั๊กไดร์เป่าผมแล้วก็จัดการกับผมยาวๆ เปียกน้ำของคนตรงหน้า เสียงหัวเราะคิกๆ ทันทีที่ไออุ่นๆ จากไดร์เป่าผมแตะรดต้นคอทำให้ซอนอูอดจะหมั่นไส้ไม่ได้



"สบายจัง" ฮักนยอนบอกอย่างอารมณ์ดี มือเอื้อมหยิบตุ๊กตาที่ซอนอูเคยคีบให้มาเล่นสลับกับเอาหลังมือปาดน้ำมูกที่ไหลลงมาเป็นระยะ



ใช้เวลาไม่นานผมสีน้ำตาลเข้มก็แห้งสนิท ซอนอูกดปิดสวิตช์ไดร์เป่าผมในขณะที่ฮักนยอนปีนขึ้นไปบนเตียง เตรียมพร้อมจะนอนเต็มที่



"นี่อย่าเพิ่งนอน กินโจ๊กก่อน จะได้กินยา" บอกพร้อมกับดึงคนที่นอนแผ่อยู่บนเตียงขึ้นมานั่ง 



ฮักนยอนมุ่ยหน้านิดหน่อยเพราะอาการปวดหัวตุ๊บๆ และอาการร้อนผ่าวๆ ที่เบ้าตา เขาอยากนอนแต่ก็ไม่ได้ดื้ิอทิ้งตัวเองลงไปกับเตียงอีกเพราะจริงๆ เขาก็รู้สึกหิวอยู่เหมือนกันแต่ว่ามันขมปากขมคอไปหมดเขาก็เลยไม่รู้สึกอยากอาหาร 



ตาเรียวมองซอนอูที่เอาโต๊ะญี่ปุ่นมากางบนเตียงเสร็จแล้วก็เดินไปหยิบถุงโจ๊กที่วางอยู่บนโต๊ะอ่านหนังสือมาจัดการแกะกล่องโจ๊กและกล่องเครื่องเคียงให้ทีละอย่างจากนั้นก็เดินไปหยิบช้อนกับแก้วน้ำมาวางให้ ฮักนยอนกระพริบตามองคนที่ทำโน่นทำนี่ให้เขาเงียบๆ เมื่อซอนอูทิ้งตัวลงนั่งด้านตรงข้ามฮักนยอนก็ลุกขึ้นเดินไปหยิบช้อนอีกคันมาให้ซอนอูด้วย



"กินด้วยกัน กินไม่หมด"



ซอนอูไม่แน่ใจว่าตอนที่ยื่นมือไปรับช้อนมาจากฮักนยอนมือของตนสั่นรึเปล่า ตาเป็นประกายแบบนั้นๆ จมูกแดงๆ กับแก้มแดงๆ เพราะพิษไข้แบบนั้น ริมฝีปากที่วาดเป็นรอยยิ้มส่งให้เขา



คิมซอนอูแพ้



"ฮักนยอนเนี่ยนะจะกินไม่หมด ไม่มีทาง" ซอนอูพูดแกล้งไปอย่างนั้น แล้วก็ได้ตาเรียวรีตวัดมองค้อนมา ฮักนยอนที่ยกช้อนขึ้นทำท่าจะตีเขาทำให้อดจะหัวเราะไม่ได้



บางทีคนที่ทำตัวเป็นเด็กอาจจะเป็นเขาก็ได้ เด็กที่ไม่สามารถแสดงความรู้สึกชอบออกไปอย่างตรงไปตรงมาได้ เด็กที่เวลาชอบใครแล้วก็จะพูดจาแย่ๆ แล้วก็แกล้งให้ร้องไห้



"ว่าแต่ทำไมอยู่ๆ ถึงเป็นหวัด? เมื่อวานก็ให้ร่มไปแล้วนี่" ซอนอูถามหลังจากที่ต่างฝ่ายต่างตักโจ๊กเข้าปากกันไปเงียบๆ ได้ซักพัก



"ก็ให้มาแต่ว่า..." ฮักนยอนหยุดคำพูด พอนึกถึงสาเหตุที่ทำให้ป่วยแล้วก็อดจะยิ้มกว้างออกมาไม่ได้



"แต่ว่าอะไร?" ซอนอูถาม คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเพราะเห็นสีหน้าประหลาดๆ ของฮักนยอน



"สัญญาก่อนว่าจะไม่บ่น" ฮักนยอนต่อรองด้วยท่าทางกระตือรือร้น เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานเขายังไม่ได้เล่าให้ใครฟังเลย



"พูดมาแบบนี้ก็แปลว่าเป็นเรื่องที่ต้องบ่นใช่มั้ย? ถ้าต้องบ่นก็จะบ่น" ซอนอูบอกเสียงเข้มทำให้ฮักนยอนหุบยิ้มหน้าเบ้



"งั้นก็ไม่เล่า!!" ฮักนยอนบอกเสียงสะบัด ตักโจ๊กคำโตเข้าปากเป็นการปิดปากตัวเอง



"ไม่เล่าก็ไม่ต้องเล่า" ซอนอูบอกอย่างไม่สนใจแล้วตักโจ๊กเข้าปากบ้าง ฮักนยอนร้องเอ๊ะที่เห็นเขาไม่สนใจ คิมซอนอูยกยิ้มอยู่ในใจ เขาจะนับหนึ่งถึงสาม



หนึ่ง... ตาเรียวใสกระพริบหนึ่งครั้ง



สอง... ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแล้วคลายออก



และ



สาม...



"โอเค!! เล่าก็ได้ แต่ห้ามบ่นนะ หรือจะบ่นก็ได้ ไม่เป็นไร อยากเล่า" ฮักนยอนบอกรัวเร็วแล้วก็หัวเราะคิกๆ ยิ้มเผล่เป็นการปิดท้าย ซอนอูรู้ตั้งแต่เห็นรอยยิ้มกว้างผิดปกติบวกกับท่าทางหูตั้งหางกระดิกนั่นแล้วว่าฮักนยอนน่ะอยากจะเล่าเรื่องที่เจ้าตัวไปประสบพบเจอมา แล้วถ้าฮักนยอนอยากจะเล่าก็ไม่มีทางที่ฮักนยอนจะอดใจปิดปากเงียบได้หรอก



"เมื่อวานฉันบอกนายว่าจะไปช่วยอาจารย์จินอูเรื่องแบบสอบถามวิทยานิพนธ์ของอาจารย์ใช่มั้ย? ทีนี้ตอนที่เดินลงมาจากตึกกำลังจะแยกย้ายกันกลับก็ปรากฏว่าฝนตกลงมาพอดี อาจารย์จินอูบอกว่าเพิ่งเอารถไปซ่อมต้องกลับรถไฟใต้ดินแต่อาจารย์ไม่มีร่ม สงสัยคงต้องรอให้ฝนหยุดก่อน ฉันก็เลยจะเอาร่มให้อาจารย์ยืมแต่อาจารย์ถามว่าถ้าเอาร่มให้อาจารย์แล้วฉันจะกลับยังไง สุดท้ายอาจารย์เลยบอกว่างั้นรบกวนกางร่มไปส่งที่ร้านสะดวกซื้อหน้าโรงเรียนหน่อยก็แล้วกัน อาจารย์จะได้ซื้อร่มได้ ก็ตกลงตามนั้น" ฮักนยอนเล่ารัวเร็วแทบไม่หายใจเพราะแค่นึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานเย็นเขาก็รู้สึกจั๊กกะจี้ที่หัวใจแล้วและไอ้อาการปวดแก้มที่รู้สึกอยู่ตอนนี้ก็เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าเขากำลังยิ้มกว้างจนปากแทบจะฉีกไปถึงรูหู



เอาจริงๆ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไปเอาความกล้ามาจากไหนถึงได้พูดโพล่งบอกให้อาจารย์เอาร่มไปแบบนั้น คงเพราะเขาเป็นห่วงไม่อยากให้อาจารย์ต้องตากฝนแล้วไม่สบายล่ะมั้งปากมันก็เลยไปไวไปหน่อย จังหวะที่อาจารย์ยิ้มกับท่าทางงงๆ ของเขาตอนที่ถูกถามกลับว่าแล้วเขาจะกลับบ้านยังไงก็ทำเอาเขาอายไม่น้อย แต่เขาชอบเวลาที่อาจารย์จินอูยิ้ม โดยเฉพาะเมื่อรอยยิ้มนั้นเกิดขึ้นเพราะเขา



"เดินไปส่งแค่ร้านสะดวกซื้อแล้วทำไมถึงไม่สบาย?" ซอนอูถามเสียงเรียบ ใบหน้าไม่แสดงความรู้สึกอะไร ก็แล้วจะให้เขารู้สึกอะไร? เขาไม่รู้ว่าตัวเองควรจะรู้สึกอะไรดีเลยด้วยซ้ำ อุตส่าห์พกร่มไปสองคันเพราะพยากรณ์อากาศบอกว่าฝนจะตก อุตส่าห์เอาร่มคันนึงไปให้ฮักนยอนเพราะรู้ว่าคนอย่างฮักนยอนไม่ดูพยากรณ์อากาศ อุตส่าห์ดูแลทุกอย่างไม่ให้ต้องเจ็บต้องป่วยแต่หมูโง่กลับส่งต่อความหวังดีของเขาไปให้คนอื่นและทำให้เขาต้องมานั่งเดือดเนื้อร้อนใจเป็นกังวลที่เห็นอีกฝ่ายไม่สบาย แถมเจ้าตัวดียังมานั่งเล่าฉอดๆๆ โดยที่ไม่รู้อะไรเลยซักนิด



"นี่!! ฟังอยู่รึเปล่า?"



เสียงของฮักนยอนทำให้ซอนอูหลุดจากความคิดฟุ้งซ่านเมื่อซักครู่ เขามองหน้างงๆ ของคนถามแล้วก็ต้องหยิบกระดาษทิชชู่ในถุงมาเช็ดมุมปากให้เพราะหมูตะกละกินเลอะเทอะ



"ขอโทษที เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ?" ซอนอูถามกลับ



"บอกว่าร่มคันเล็กแล้วลมมันแรงก็เลยเปียกกันคนละครึ่งตัว ไม่เห็นจะโรแมนติกเหมือนในหนังเลย แต่ก็สนุก"



"อืม" ซอนอูพึมพำตอบไปแค่นั้น สมองพยายามสั่งไม่ให้หูได้ยินว่าฮักนยอนเล่าอะไรต่อ เขาไม่ได้ยินที่รายนั้นบอกว่ายืนเหม่ออยู่หน้าร้านสะดวกซื้อเกือบสิบนาที เขาไม่ได้ยินที่รายนั้นบอกว่าเหม่อจนเดินเลยหอของตัวเองไปเกือบสองป้ายรถเมล์ เขาไม่ได้ยินที่รายนั้นบอกว่าสุดท้ายก็เปียกมะล่อกมะแล่กไปทั้งตัว เขาไม่ได้ยินทั้งหมดนั่นแหละ



แม่งเอ๊ย!!



"อิ่มแล้วหรอ? เห็นเขี่ยโจ๊กมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว" ฮักนยอนถามคนที่เงียบไปตั้งแต่เมื่อกี้ รุ่นน้องหน้าเข้มเอาแต่เขี่ยช้อนกับโจ๊กข้นๆ ในกล่อง ซอนอูดูลอยๆ เหมือนกำลังคิดอะไรอยู่และไม่ได้ฟังที่เขาพูดซักนิดทั้งๆ ที่เขาอุตส่าห์เล่าให้ฟังแม้ว่าจะเจ็บคอ



"ไม่ค่อยหิวน่ะ ฮักนยอนกินอีกสิ" ซอนอูบอกเนือยๆ เขาวางช้อนลงข้างๆ เป็นสัญญาณว่าเขาจะไม่แตะโจ๊กอีก



"กินไม่ลงแล้ว" ฮักนยอนบอกแล้ววางช้อนลงเช่นกัน เพราะว่าไม่สบายโจ๊กที่เคยชอบจึงไม่อร่อยอย่างทุกที



"งั้นก็กินยา นั่งพักแป๊บนึงแล้วค่อยนอน" ซอนอูลุกจากเตียง เดินไปหยิบยาจากกล่องที่วางอยู่บนตู้เย็นมายื่นให้ฮักนยอนที่รับไปแกะกินอย่างว่าง่าย



ฮักนยอนกระถดตัวไปทางหัวเตียง ยกเข่าขึ้นชันแล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมจนถึงคาง เขามองซอนอูที่ค่อยๆ ปิดกล่องโจ๊กและกล่องเครื่องเคียงทีละกล่องเก็บใส่ถุงพลาสติกเอาไปใส่ไว้ในตู้เย็น ซอนอูแยกช้อนที่ต้องล้างมาถือไว้ พับโต๊ะญี่ปุ่นยกเอาไปเก็บไว้ที่เดิม จากนั้นก็เดินไปล้างช้อนที่ห้องน้ำ ฮักนยอนกอดเข่าแน่นขึ้น เขารู้สึกได้ว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับซอนอู อยู่ๆ ซอนอูก็เงียบไปแล้วก็เอาแต่ทำหน้าเครียด เขาไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิดรึเปล่าซอนอูถึงได้มีท่าทีอย่างนี้ เขาทิ้งตัวลงนอนกับเตียง ลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ



ซอนอูเดินออกมาจากห้องน้ำ เอาช้อนไปเก็บแล้วก็ยกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกา ตอนนี้เพิ่งจะหกโมงกว่า ใจนึงก็ไม่อยากให้ฮักนยอนรีบนอนเพราะกลัวจะตื่นมากลางดึกแล้วนอนไม่หลับอีก แต่อีกใจให้นอนเยอะ เขาเดินไปนั่งเก้าอี้ที่ยังตั้งอยู่ข้างเตียง มองสบตาใสแจ๋วของฮักนยอนแล้วก็ไม่รู้จะพูดอะไร



"ซอนอูอ่า ขอโทษนะที่ทำให้ต้องโดดซ้อมฟุตบอล" ฮักนยอนบอกเสียงเบา 



"อืม ไม่เป็นไรหรอก มันเป็นเรื่องสุดวิสัยนี่" ซอนอูตอบ ยกยิ้มให้ฮักนยอนสบายใจ



"วันนี้... ขอบคุณนะ เมื่อวานก็ขอบคุณ พรุ่งนี้ก็ด้วย ขอบคุณทุกวันเลย" ฮักนยอนบอกเสียงเบา ยื่นมือออกจากผ้าห่มไปหามือใหญ่ที่ยื่นมารับมือเขาไปจับอย่างรู้งาน



"อือ รีบนอนได้แล้ว พรุ่งนี้ตื่นมาจะได้หายป่วย" ซอนอูจับมือฮักนยอนเข้าไปใต้ผ้าห่มเหมือนเดิม เขามองคนเป็นพี่ขยับตัวหาท่านอนที่สบายก่อนจะปิดเปลือกตาลง มือใหญ่ตบที่หัวกลมปุๆ เป็นสิ่งส่งท้ายขอให้ฝันดี



คิมซอนอูนั่งกอดอกนิ่งอยู่ท่าเดิมนานเท่าไหร่ก็ไม่แน่ใจ เขามองฮักนยอนค่อยๆ จมตัวเองสู่ห้วงนิทรา ลมหายใจสม่ำเสมอของฮักนยอนช่างขัดกันกับภาวะหายใจไม่ออกที่ซอนอูกำลังเผชิญอยู่



"จะใจร้ายไปถึงไหนกันจูฮักนยอน?" ซอนอูถอนหายใจ เขาขยับตัวเข้าไปใกล้คนที่หลับสนิท มองคนตายาวที่ทาบทาบนแก้มขาว ปลายนิ้วแตะเบาๆ ไม่รู้สึกถึงความร้อนก็ค่อยเบาใจ นิ้วยาวลากเรื่อยลงมาที่มุมปาก สายตาเองก็เช่นกัน



"ถึงจะใจร้ายแต่ก็หายไวๆ นะจูฮักนยอน"



จูบบางเบาประทับที่ริมฝีปาก เขาว่ากันว่าถ้าทำให้คนอื่นติดหวัดได้ตัวเองก็จะหายหวัดเร็วขึ้น ถึงจูฮักนยอนจะยกร่มให้อาจารย์จินอู คิมซอนอูคนนี้ก็พร้อมจะยกร่างกายให้จูฮักนยอนเหมือนกัน



.



.



.



To Be Continued



.



.



.



Talk*~

สวัสดีค่ะ ㅠㅠ
หายไปนานมาก ไม่มีข้อแก้ตัวอะไรค่ะ
มีแต่คำขอโทษอย่างเดียว
แล้วก็ขอบคุณคนที่อ่านฟิคเรื่องนี้ด้วยนะคะ

ปปฮม
180303
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

48 ความคิดเห็น

  1. #24 allrisedefpig (@elficezaa) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 เมษายน 2561 / 12:06
    เอ็นดูซอนอูมาก แบบเมื่อไหร่คนพี่จะรู้ตัวสักทีีีีี
    #24
    0
  2. #16 jul99x (@jul99x) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 13:35
    ขอบคุณที่แต่งเรื่องนี้ขึ้นมานะคะ ฟิคซอนฮักดีๆแบบนี้หาอ่านยากมากเลย ถ้าเป็นไปได้อยากให้ไรท์กลับมาแต่งต่อนะคะฮือ
    #16
    0
  3. #12 noonnintm (@noonnintm) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 12:34
    สงสารซอนอูอ่าาาา ฮือออออออออ
    #12
    0
  4. #11 janjira3816 (@janjira3816) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 มีนาคม 2561 / 21:17
    ชอบความอบอุ่นของซอนอูอ่าาาาา น้องอบอุ่นและละมุนมากกกกก แงงงงง
    หนูจูลูกรีบๆรู้ตัวได้แล้วนะคะว่ามีคนแอบรักหนูอยู่ งื้ออออออชอบบบบบ ซู่ๆนะคะไรท์เค้าเป็นกำลังใจให้ ไฟท์ติ้ง!!!
    #11
    0
  5. #10 LUCIF0N (@fmindo) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 มีนาคม 2561 / 23:44
    ไม่ไหวแล้วค่ะฮืออออออ หน่วงใจแทนซอนอูมากๆๆๆๆๆๆ แบบหนูลูก สู้นะ ซักวันจูฮักนยอนต้องรู้ใจตัวเองแน่ๆ อย่าท้อ แต่ลูกก็น้าาา ไปเล่าแบบนั้น นี่เป็นคิมซอน นี่ร้องแล้ว ใจร้าย(แบบไม่รู้ตัว)มากๆเลย /กอดปลอบคิมซอนอู
    #10
    0