Retweet สะกิดรัก [Yaoi]

ตอนที่ 16 : บทที่ 15 อยากให้รัก...รักพี่เหอะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15,596
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 242 ครั้ง
    18 ส.ค. 60

บทที่ 15

อยากให้รัก...รักพี่เหอะ

 

เผลอแป๊บเดียวก็มาถึงวันเสาร์จนได้ ผมกับพั้นซ์เจอกันหน้าป้ายรถเมล์ตรงประตูมหาวิทยาลัย พวกเราเลยเดินเข้ามาด้วยกัน ทั้งที่ตอนแรกว่าจะโดด...หมายถึงไม่เข้าร่วมกิจกรรมแรลลี่คณะเพราะขี้เกียจ แต่สุดท้ายไท่ก็สรรหาเรื่องมาดราม่าใส่ผมกับพั้นซ์จนพวกเรารำคาญและตกลงมาจนได้

เสียงกลองดังประสานกับเสียงร้องเพลงทันทีที่พวกเราเดินมาใกล้ลานหน้าตึกคณะ เห็นพี่ๆ สวมเสื้อยืดสีประจำสาขาตัวเองเดินว่อนไปมา ส่วนปีหนึ่งอย่างพวกเรา พี่ๆ บอกให้ใส่ชุดที่คิดว่าทิ้งได้ไม่เสียดาย เหมือนบอกกลายๆ ว่างานนี้เละแน่ไอ้น้อง อย่าได้คิดเอาไปซัก ผมเลยหยิบเสื้อยืดสีดำกับกางเกงวอร์มขายาวมาใส่ ตอนแรกว่าจะคีบแตะมาด้วยเพราะกลั้นใจหยิบรองเท้าผ้าใบมาใส่ไม่ได้เนื่องจากกลัวเลอะ แต่สุดท้ายก็จำใจต้องใส่มาเพราะมันสะดวกกว่าใส่รองเท้าแตะ

ไม่อยากนึกถึงตอนซักรองเท้า นรกแน่ๆ

“ไท่มันบอกจะรออยู่ตรงไหนนะ”

“น่าจะที่ซุ้ม” ผมบอก เหลือบมองหน้าพั้นซ์เล็กน้อย “วันนี้ไม่แต่งหน้าเหรอ”

“แต่งไปเดี๋ยวก็โดนป้ายสีเต็มหน้าอยู่ดี เลยทาแค่ครีมกับแป้งนิดหน่อย”

เธอทำหน้าเหม็นเบื่อ ดูหงุดหงิดที่วันนี้ไม่ได้แต่งหน้าเหมือนทุกวัน แต่ผมคิดว่าหน้าพั้นซ์ตอนไม่แต่งก็ไม่ได้แย่อะไร เธอผิวดีอยู่แล้วไงครับ แต่พวกผู้หญิงก็อย่างนี้แหละ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็เก็บมาคิดเยอะแยะ

เราเดินมาถึงซุ้ม ไท่นั่งคุยกับเพื่อนคนอื่นอยู่ พอเห็นผมก็พั้นซ์ก็กวักมือเรียกยิกๆ

“ไง หน้าตาสดชื่นแจ่มใสแต่เช้าเลยนะ” มันทัก ผมเลยกลอกตา

“หน้าฉันดูสดชื่นตรงไหนเหรอ”

“ฮ่าๆๆ เอาน่าๆ น่าสนุกดีออก”

“อย่าลืมที่ตกลงกันไว้นะ” พั้นซ์ตีไหล่ไท่เบาๆ “นายต้องพาฉันกับเพียวไปเลี้ยงชาบูเป็นการตอบแทนที่พวกเรามาเป็นเพื่อนนาย”

“กินมากระวังอ้วนนะ”

“หยาบคาย!

ก่อนที่สองคนนี้จะตีกัน เสียงนกหวีดก็ดังแทรกขึ้นมาซะก่อน ผมถอนหายใจ ลากเพื่อนทั้งสองวิ่งไปรวมแถว พี่ปีสองยืนเรียงหน้ากระดานอยู่ตรงหน้า ในมือพวกเขาบางคนถือลิปสติก แป้งฝุ่น ขันใส่ดินสอพองผสมสีต่างๆ ผมเริ่มเหงื่อตก ไม่อยากจินตนาการว่าหน้าตัวเองจะถูกละเลงออกมาเป็นยังไง

“สวัสดีค่าน้องๆ ทุกคน” พี่ปูพูดใส่โทรโข่งด้วยน้ำเสียงลั้ลลาเต็มที่ “วันนี้มากันเยอะกว่าที่พี่คิดเลยน้า เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ก่อนพี่จะปล่อยเราไปเข้าฐานต่างๆ พี่เจมส์จะเป็นคนอธิบายกติกาให้นะคะ”

“ว่าไงครับน้องๆ” พี่เจมส์ยิ้ม “คณะบริหารของเราแบ่งเป็นเจ็ดสาขา เพราะฉะนั้นซุ้มกิจกรรมทั้งหมดจะมีเจ็ดซุ้มนะครับ พวกน้องๆ จะถูกแบ่งกลุ่มคละรวมกับเพื่อนสาขาอื่น แต่ละกลุ่มจะมีพี่ปีสองคอยดูแลกลุ่มละสองคนและพาน้องๆ วนไปตามฐานต่างๆ เราจะพักทานอาหารกลางวันกันตอนเที่ยงที่ลานกลางหน้าคณะและพักหนึ่งชั่วโมง ก่อนแยกย้ายกันไปตามฐานที่เหลือตอนบ่ายโมงครับ ตามกำหนดการ แรลลี่น่าจะจบไม่เกินบ่ายสี่โมงเย็น น้องๆ จะกลับกันเลยก็ได้ แต่ตอนหกโมงเย็นจะมีคอนเสิร์ตคณะ อันนี้พี่ไม่บังคับ ใครจะมาร่วมด้วยก็ได้”

“มีใครสงสัยอะไรอีกมั้ย ถ้าไม่มีพี่จะให้พวกเราแบ่งกลุ่มกันแล้วนะ”

พี่ปูถาม ส่วนปีหนึ่งอย่างพวกผมก็ส่ายหน้ายิกๆ เธอเลยให้พวกเรานับเลขหนึ่งถึงเจ็ดวนกันเพื่อเป็นการแบ่งกลุ่ม ผม ไท่ พั้นซ์นั่งติดกัน พวกเราเลยถูกแยกกันคนละกลุ่ม ผมเดินไปต่อแถวกับกลุ่มคนที่นับได้เลขห้าและพบว่าตัวเองอยู่กลุ่มเดียวกับเบ็น ประธานรุ่นปีหนึ่งของสาขา

“ไงเพียว โดนแยกมาคนเดียวล่ะสิ”

“อือ ไอ้ไท่บอกจะแอบแลกมาอยู่ด้วย ไม่รู้จะได้มั้ย”

“คงได้หรอก” เบ็นหัวเราะ “พี่ๆ คุมเข้มจะตาย ไม่เป็นไรเว้ย อยู่กับกลุ่มฉันก็ได้ ถึงนายจะชอบผู้ชายฉันก็ไม่คิดเล็กคิดน้อยอะไรหรอก”

“เฮ้ ฉันไม่ได้ชอบ...”

“น่าๆ” เบ็นตบบ่าผม “ไม่ต้องอายเพื่อน นี่สมัยไหนแล้ว”

ผมอ้าปากจะเถียง แต่เบ็นกลับชวนคุยเรื่องนู้นเรื่องนี้ต่อเรื่อยๆ จนเถียงไม่ทัน ไอ้ประธานรุ่นนี่มันพูดมากสุดๆ เลยครับ ผีเจาะปากมาพูดโดยแท้ ผมเลยกลายร่างเป็นผู้ฟังที่ดี พยักหน้าหงึกๆ เออออไปตามน้ำ จนพี่ๆ ปีสองเรียกให้พวกเราเดินไปต่อคิวละเลงหน้านั่นแหละเบ็นถึงได้หยุดพูด

ผมถูกเอาลิปสติกมาวาดหนวดแมวที่ข้างแก้ม กับวาดยันต์บนหน้าผาก แป้งสีๆ ถูกป้ายละเลงเต็มหน้าจนกลายร่างเป็นมนุษย์แป้งสี แถมยังถูกมัดผมเป็นจุกๆ หลายอันอีกแน่ะ ตอนเห็นเงาสะท้อนตัวเองที่ประตูกระจกห้องเรียนผมนี่แทบผวากับสภาพตัวเอง

“ยิ้มหน่อยครับน้องๆ ขอพี่ถ่ายรูปนิดนึง”

พี่ปีสองที่มีหน้าที่ถ่ายรูปเก็บบรรยากาศส่งเสียงเรียกพวกเรา ผมเลยหันไปแสยะยิ้มกว้างด้วยปากที่โดนทาลิปสติกสีแดงเป็นวงกว้างจนพี่คนถ่ายรูปสะดุ้งโหยง มาคิดอีกทีก็ไม่น่าทำแบบนั้นเลย ถ้าถูกเอารูปลงเว็บบอร์ดมหาวิทยาลัยคงน่าเกลียดสุดๆ

พวกเราเดินตามพี่ปีสองไปสมทบกับเพื่อนๆ สาขาอื่นตามกลุ่มตัวเอง หลังรวมกลุ่มเรียบร้อยและแบ่งฐานที่จะไปกันเสร็จก็เริ่มออกเดินทาง ฐานแรกของผมตั้งอยู่ข้างโรงอาหาร เจ้าของฐานคือพี่ๆ สาขาโลจิสติกส์ ผมมองพื้นที่ถูกปูด้วยผ้ายางและเต็มไปด้วยน้ำฟองสบู่ลื่นๆ กับลูกโป่งหลากสีแล้วไม่อยากคิดสภาพตัวเองว่ามันจะเละแค่ไหน...

 

ปรี๊ด ปรี๊ด ปรี๊ดดดด!!!

เสียงนกหวีดเป่าดังลั่นพร้อมกับผมที่กลายร่างเป็นตัวอะไรสักอย่าง แต่ที่แน่ๆ สภาพผมตอนนี้เต็มไปด้วยแป้งเปียกสีๆ เต็มหน้าเต็มตัว บนหัวมีเฉาก๊วยกับเม็ดแมงลักผสมแป้งเหนียวเป็นก้อนๆ ผมเบ้หน้า รู้สึกเหนียวหนึบไปทั้งตัวจนอยากกลับหอมันซะให้รู้แล้วรู้รอด แค่ฐานที่สี่ยังเละขนาดนี้ ถ้าถึงฐานที่เจ็ดผมไม่อยากจะคิดสภาพว่าคนเราสามารถเละได้มากแค่ไหน

“เดี๋ยวพี่จะให้น้องพักล้างเนื้อล้างตัวแล้วไปรับข้าวกล่องพักเที่ยงกันที่ลานคณะนะคะ”

เสียงพี่ปีสองพูดผ่านโทรโข่ง ผมหันซ้ายหันขวาก่อนโดนเบ็นกับเพื่อนของมันอีกสองคนจับลากไปห้องน้ำชายที่อยู่ใกล้ฐานที่สุดเพื่อล้างเนื้อล้างตัว แต่พวกมันคงจะลืมไปว่าไม่ได้มีแค่พวกเราที่ต้องการทำความสะอาดร่างกาย

“นี่ห้องน้ำหรือปลากระป๋องวะ” ไอ้เบ็นเกาหัว(ที่เต็มไปด้วยเม็ดแมงลัก)ยิกๆ

“คนเยอะขนาดนี้อย่าหวังจะได้ล้างเลย” มิกว่า ก่อนมาร์ค แฝดของมันจะพยักหน้ารับแล้วเสริม

“ไปล้างที่อื่นเถอะ”

“ข้างลานตึกคณะมีก๊อกน้ำอยู่นี่” ผมออกความเห็น เพราะจำได้ว่าคนสวนชอบเอาสายยางไปต่อรดน้ำสวนด้านข้างอยู่บ่อยๆ “ไปล้างที่นั่นกันเถอะ คนน่าจะไม่เยอะ”

“เออ เข้าท่าๆ ไปดิ”

เบ็นพยักหน้ารับ พวกเราสี่คนเลยปล่อยให้คนอื่นแย่งห้องน้ำกันไป พอมาถึงก็ไม่รอช้ารีบไปเปิดก๊อกน้ำล้างหน้าล้างตาตัวเองทันที ผมสางเอาเฉาก๊วยกับเม็ดแมงลักที่เกาะหัวออกด้วยความยากลำบาก พอเงยหน้าจะขอความช่วยเหลือจากเพื่อน พวกมันก็มีสภาพไม่ต่างกัน

“เพียว” เสียงหนึ่งเรียกผมจากด้านหลัง พอหันไปก็เห็นเป็นพี่พัชนั่นเอง พอเขาเห็นสภาพผมก็ชะงักไปเล็กน้อยก่อนหัวเราะออกมาดังลั่น “นี่คนหรือตัวอะไรเนี่ย”

“ไม่ต้องมาล้อเลย!

“พี่พัชหวัดดีครับ” สามสหายเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงพี่เขาแถมยังพร้อมใจกันประสานเสียงทักอีกต่างหาก

“เละกันเป็นแถวเลยนะ”

“กว่าจะถึงฐานที่เจ็ดผมคงกลายร่างเป็นมนุษย์ลอดช่องแน่ๆ” เบ็นหัวเราะแล้วชี้มาทางผม “แต่ไอ้เพียวนี่โดนหนักกว่า พี่ๆ เอ็นดูมันจนเอาแป้งให้ทั้งถังเลยครับ”

“ก็ว่าอยู่” พี่พัชหัวเราะ “เห็นตอนแรกนี่ตกใจเลย นึกว่ามนุษย์แป้งที่ไหน”

“ตกใจก็ไม่ต้องมองดิ” ผมเบะปากใส่พี่พัชแล้วหันหนีไปทางเพื่อนๆ ก่อนเห็นว่าพวกมันจัดการเม็ดแมงลักบนหัวและคราบต่างๆ ออกจนเกือบกลับเป็นมนุษย์ปกติแล้ว “เฮ้ย รอด้วยดิ ฉันยังล้างไม่เสร็จเลย”

“ไม่รอเว้ย รีบล้างรีบตามมาแล้วกัน เดี๋ยวจองที่ให้”

“เฮ้ยไอ้เบ็น มิก มาร์ค เฮ้ยอย่าทิ้งกันดิ!

ผมตะโกนไล่หลังเพื่อนทั้งสาม แต่พวกมันทำเป็นไม่ได้ยินแล้ววิ่งหนีไปซะอย่างนั้น ทิ้งให้ผมอ้าปากหวออยู่กับที่ ฮึ่ย! คอยดูเถอะผมจะฟ้องไท่กับพั้นซ์ให้มาจัดการเจ้าพวกนี้!

“ไม่รีบล้างตัวล่ะ” พี่พัชถาม ผมตวัดตามองเขาแล้วย่นจมูกใส่

“ก็กำลังจะล้างอยู่ ถ้าพี่ไม่เข้ามาขัดป่านนี้ก็เสร็จแล้ว”

“งั้นให้ช่วยมั้ยล่ะ”

“หือ” ผมเลิกคิ้ว “พี่ว่างนักหรือไง”

“ก็ว่างนะ” เขายักไหล่ พยักพเยิดหน้ามาทางผมแล้วถามซ้ำ “ตกลงว่าไง ให้ช่วยมั้ย ท่าทางจัดการลำบากนะเราอ่ะ”

“ก็ได้” ผมพยักหน้ารับแบบจำใจ ตอนนี้เริ่มหิวแล้วครับ ขืนเล่นตัวชักช้าไม่ได้กินข้าวพอดี “พี่ถือสายยางให้ผมหน่อย ขอล้างผมก่อน เหนียวหนึบไปหมดแล้วเนี่ย”

พี่พัชยื่นมือมาหยิบสายยางไปถือตามคำขอ เขาฉีดน้ำลงบนหัวผม ส่วนผมก็ใช้มือสางเอาสารพัดสิ่งแปลกปลอมที่เกาะหนึบอยู่บนนี้ทิ้งแล้วขยี้ๆ น้ำเปล่าพอให้มันหายเหนียว เพราะยังไงเดี๋ยวอีกสามฐานที่เหลือก็กลับมาเละเหมือนเดิมอยู่ดี

“ถือไว้” พี่พัชพอเห็นผมล้างหัวเสร็จก็ยัดสายยางคืนมา ฝ่ามือใหญ่แตะเข้าที่ข้างแก้มผมแล้วออกแรงบังคับให้เงยหน้าขึ้น “เดี๋ยวล้างหน้าให้”

“หือ อ๊ะ ไม่ต้องพี่”

“อย่าดื้อน่า” พี่พัชดุ ก่อนเอามือไปรองน้ำให้เปียกแล้วมาเกลี่ยๆ เช็ดที่ใบหน้าผม “อะไรก็ไม่รู้เต็มหน้าเต็มตาไปหมด ล้างออกหน่อย เดี๋ยวสิวก็ขึ้นหรอก”

“ก็ไม่ได้บอกว่าจะไม่ล้าง” ผมหลับตาลงข้างหนึ่งเมื่อพี่พัชไล้ปลายนิ้วโป้งเช็ดสีที่ระบายรอบดวงตาผม “จะล้างอยู่แต่ไม่ได้ล้างสะอาดขนาดนั้น เดี๋ยวช่วงบ่ายมันก็กลับมาเละอีกไงครับ”

“ไม่รู้ล่ะ พี่ไม่อยากให้ผิวเราเสียนี่”

“พี่นี่จุกจิกจังเลยอ่ะ”

“ก็จุกจิกแค่เรื่องของเพียวเท่านั้นแหละ” เขาว่าหน้านิ่ง แต่คนฟังอย่างผมนี่ทนนิ่งไม่ไหวแล้วครับ ยิ่งหน้าพี่พัชอยู่ใกล้ๆ แบบนี้ด้วยแล้ว หัวใจไม่รักดีของผมยิ่งทำงานหนัก เขาเหลือบตาขึ้นมองผม “หรืออยากให้พี่ไปจุกจิกกับคนอื่นด้วย?”

“ไม่! อะ เอ่อ...” ผมรีบหุบปากฉับเมื่อปากมันไปไวกว่าความคิด พี่พัชหรี่ตาจ้องหน้าผมด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ เขาขยับนิ้วเช็ดสีข้างแก้มให้แล้ววนปลายนิ้วลูบอยู่แบบนั้น

“แก้มแดงนะ”

“กะ ก็เพราะสี...” พูดยังไม่ทันจบพี่พัชก็โน้มหน้าลงมาใกล้ เขาเบี่ยงใบหน้ามากระซิบข้างหูผม

“เช็ดสีออกหมดแล้ว...” เสียงทุ้มหัวเราะเบาๆ “...หน้าแดงเพราะเขินพี่ล่ะสิ”

ฉ่า...

แม่ครับ ลูกชายแม่รู้สึกหน้ามันร้อนๆ ชอบกล

“ฮื่อ เลิกแกล้งได้แล้วพี่” ผมดันหน้าพี่พัชออกเบาๆ รวบรวมความกล้าเงยหน้าสบกับดวงตาคมกริบสีดำสนิทที่ฉายประกายพราวระยับ “ผมจะไปหาเพื่อนแล้ว”

“เดี๋ยวสิ”

“อะไรอีกล่ะ”

“เย็นนี้มีคอนเสิร์ตคณะ จะมามั้ย?”

“ขี้เกียจอ่ะ” ผมตอบกลับไปตามตรง “ว่าจะกลับหอนอน”

“พี่อยากให้มา”

“ทำไมครับ” ผมเลิกคิ้ว “พี่ขึ้นแสดงด้วยเหรอ”

แต่พี่พัชกลับไม่ตอบผมตรงๆ เขาขยี้เส้นผมเปียกๆ แล้วบีบแก้มผมด้วยความหมั่นไส้

“อยากรู้ก็มาดูเอง”

“มัดมือชกชัดๆ”

“อย่าลืมล่ะ” พี่พัชว่าทิ้งท้าย “พี่ไปก่อน แล้วจะรอนะ”

พูดจบพี่มันก็หันหลังเดินหนีไม่ยอมเปิดช่องให้ปฏิเสธสักนิด ผมได้แต่มองแผ่นหลังกว้างที่ไกลออกไปเรื่อยๆ ก่อนถอนหายใจกับตัวเอง ดูเหมือนแผนกลับไปนอนหอหลังจบแรลลี่ของผมจะเป็นหมันซะแล้วล่ะครับ

ก็ใครใช้ให้ผมมีภูมิคุ้มกันพี่พัชต่ำขนาดนี้ล่ะ เฮ้อ...

 

หลังจบแรลลี่ผมก็กลับมาเป็นมนุษย์แป้งสีอีกครั้งจนได้ เบ็นกับแฝดมิก มาร์คแยกตัวไปก่อนแล้ว ผมเลยรอไท่กับพั้นซ์ที่ซุ้มแล้วพากันไปอาบน้ำล้างตัวที่ห้องผม(เจ้าพวกนี้หอบชุดมาเปลี่ยนครับ)จนพวกเรากลับมาเป็นมนุษย์ปกติอีกครั้ง ผมมองนาฬิกา ตอนนี้ห้าโมงเกือบครึ่งแล้ว

“รีบไปหาอะไรกินกันจะได้ทันไปจองที่หน้าเวที” พั้นซ์ว่าพลางยัดกระเป๋าเป้ใบใหญ่ที่ใส่ชุดเละๆ ของตัวเองจากการแรลลี่ไว้ข้างเตียงผม “เดี๋ยวไม่ทันวงเปิดนะ”

“แหม ก็ใครไม่รู้อาบน้ำนานเป็นบ้า ตัวก็แค่นี้ล่อไปครึ่งชั่วโมง” ไอ่ไท่ว่าอย่างเคืองๆ ด้วยเพราะพั้นซ์เป็นผู้หญิง พวกเราเลยเสียสละให้เธอใช้ห้องน้ำก่อน แต่แม่เจ้าประคุณดันยึดห้องน้ำไปครึ่งชั่วโมง กว่าจะเสร็จ ผมกับไท่ก็เกือบรวมร่างกับสารพัดของบนตัวไปแล้ว

“เออน่า เป็นผู้ชายทำไมขี้บ่นจัง” พั้นซ์ย่นจมูก เธอหันมาทางผม “เออ เดี๋ยวฉันฝากกระเป๋าไว้ห้องนายก่อนนะ ไว้เดี๋ยวจบคอนเสิร์ตค่อยกลับมาเอา ขี้เกียจขนไปด้วยน่ะ”

“อืม ไว้นี่ก่อนก็ได้”

“โอเค งั้นไปกัน”

พั้นซ์ว่าเสียงใส เจ้าหล่อนควงแขนผมกับไท่คนละข้างแล้วออกแรงลากไปข้างหน้าจนผมต้องบอกเธอให้ปล่อยก่อน ไม่งั้นเดี๋ยวไม่ได้ล็อกห้องกันพอดี พอจัดการล็อกห้องเรียบร้อยพวกเราก็ลงไปหาอะไรกินที่ร้านอาหารใต้หอจนอิ่มถึงได้กลับมหาวิทยาลัย

ตอนนี้เกือบหกโมงเย็นแล้วครับ ลานกว้างหน้าตึกคณะถูกเนรมิตใหม่ เวทีขนาดใหญ่พร้อมด้วยเครื่องเสียงตั้งอยู่ตรงหน้า บนเวทีมีกลุ่มนักดนตรีขึ้นมาปรับจูนเครื่องดนตรีจนเกิดเสียงหวีดแหลมไปทั่วบริเวณ หน้าเวทีเต็มไปด้วยกลุ่มเฟรชชี่ปีหนึ่งยืนออกันเต็มไปหมดจนผมชักขี้เกียจเข้าไปแทรก

“โห คนเยอะอ่ะ” พั้นซ์บ่น

“เธอเบียดเข้าไปสิ” ผมเสนอ

“ฉันได้โดนรุมตบกลับมาน่ะสิ”

“เฮ้ย ฝั่งนั้นว่าง” ไท่สะกิดผมกับพั้นซ์แล้วชี้ให้มองข้างเวที ตรงนั้นคนไม่เยอะเท่าไหร่ “มาเร็ว ขืนช้านี่ไม่มีที่แล้วนะ”

พวกเรารีบเข้าไปจับจองพื้นที่นั้นทันที กลุ่มวงดนตรีเข้าประจำตำแหน่งตัวเอง เสียงกีต้าร์ดังกังวาน เรียกเสียงกรี๊ดดังลั่นจนหูผมแทบดับ นักร้องนำที่ผมจำหน้าได้ลางๆ ว่าเขาเป็นรุ่นพี่ปีสองสาขาการตลาดส่งเสียงกระตุ้นผ่านไมค์

“น้องๆ พร้อมจะมันกันรึยังครับบบ!!!

“พร้อม กรี๊ดดดด!!!

“ถ้าพร้อมแล้วก็ไปกันเล้ย เอ้าดนตรีมา!

มือกลองตีไม้ให้จังหวะ ก่อนเครื่องดนตรีทั้งหมดจะถูกบรรเลงขึ้นพร้อมกัน จังหวะหนักหน่วงกับทำนองเพลงร็อคมันๆ ทำให้พวกเราลืมความเหนื่อยล้าทั้งวันแล้วกระโดดโยกตะโกนร้องเพลงอย่างไม่อายใคร ผมแหกปากร้องเพลงโดยไม่สนว่าเสียงตัวเองจะหลงคีย์หรือเพี้ยนแค่ไหนก็ตาม

“ได้เกิดมาเจอเธอทั้งที ไม่ว่ายังไงจะลองดีซ้ากกกกวันนนนน!!!” ผม

“อยากร๊ากก็ต้องเสี่ยง ไม่อยากให้เธอเป็นเพียง ภาพในความฝานนนนน!!!” ไอ้ไท่

“กรี๊ดดด หูฉันจะพังหมดแล้วเว้ย ไอ้พวกมลภาวะทางเสียง!!!” ส่วนนี่เป็นเสียงพั้นซ์ผู้โชคร้ายที่อยู่ตรงกลางระหว่างผมกับไท่ เธอเลยโดนเสียงพวกเรากรอกหูไปโดยปริยาย แต่ผมกับไท่แกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน พวกเรายังคงกระโดดเหย่งๆ แล้วแหกปากร้องเพลงต่อไปราวๆ สี่ห้าเพลงได้ ตอนนั้นเองที่ผมรู้สึกคอแห้ง อยากได้น้ำสักขวด

“หิวน้ำว่ะ เดี๋ยวไปซื้อน้ำแป๊บ”

“เออๆ เอามาฝากด้วยดิ” ไท่พูดเสียงแหบแห้ง “ออกเงินไปก่อนเดี๋ยวคืน”

“เออๆ”

ผมรับคำ ตั้งท่าจะเดินฝ่าฝูงเฟรชชี่เก็บกดออกไปหาซื้อน้ำ แต่เสียงทุ้มคุ้นหูที่พูดผ่านไมค์กลับทำให้ผมชะงักสิ่งที่ตั้งใจจะทำ

“สวัสดีครับ”

“กรี๊ดดดดด!!!

“วันนี้สนุกมั้ยครับน้องๆ”

“สนุกค่ะ/สนุกครับ!!!

ผมหันขวับ เงยหน้าจ้องพี่พัชที่ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่บนเวทีตาไม่กะพริบ พี่เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีดำแขนยาวที่พับไว้ตรงข้อศอก กระดุมสองเม็ดบนถูกปลดออก เผยให้เห็นกล้ามหน้าอกวับๆ แวมๆ กางเกงยีนส์สีซีดขาดๆ ยิ่งเสริมภาพลักษณ์ให้พี่มันดูแบดเข้าไปใหญ่ ผมมองหน้าเขา ไม่รู้เป็นเพราะการเซ็ตผมหรือแสงไฟบนเวทีด้วยหรือเปล่าที่ทำให้พี่พัชในคืนนี้ดูดึงดูดผมมากกว่าเดิม

“งั้นพร้อมจะสนุกต่อกับวงพี่หรือยังครับ!

“พร้อมมม!!!

“ถ้าพร้อมงั้นเรามาเริ่มกัน” พี่พัชนั่งลงบนเก้าอี้ ขาตั้งไมค์ถูกปรับให้อยู่ในระดับเดียวกับริมฝีปาก เขาทำสัญญาณมือให้เพื่อนร่วมวงที่ผมเพิ่งสังเกตว่าคือพี่มาร์ชกับพี่ทัพ เสียงดนตรีจะเริ่มบรรเลงเป็นจังหวะ พี่พัชคว้าจับไมค์เอาไว้ เขาคลี่ยิ้มเรียกเสียงกรี๊ดดังลั่นจากสาวๆ ดวงตาสีดำสนิทแพรวพราวจนผมใจเต้นแม้จะไม่ได้ถูกมอง “เปลี่ยนมาฟังแนว Acoustic เบาๆ กันหน่อยนะครับ เชื่อว่าหลายๆ คนในที่นี้คงจะมีใครสักคนที่เราอยากบอกกับเขาว่า รักเหอะ ไปฟังกันเลยครับ!

เสียงกรี๊ดดังตอบรับ แต่ผมกลับไม่ได้ยินเสียงอะไรนอกจากเสียงทุ้มนุ่มของพี่พัช

 

[1]ยังต้องเดินทางอีกแสนไกล ยังต้องเดียวดายอีกนาน เธอต้องการอ้อมกอดบ้างมั้ย ยังต้องมีวันที่มืดมน ที่ต้องทนทรมาน เธอต้องการรักมั้ย?

ใครข้างบนคงรู้ว่าโลกโหดร้าย จึงกำหนดมาให้ต้องมีคนข้างกาย ทำให้วันนี้เราได้เจอ ขอให้เธอมั่นใจ...

 

ในตอนนั้นเองที่ดวงตาคมกริบตวัดมาทางผม ผมสะดุ้ง ไม่นึกว่าพี่พัชจะรู้ว่าผมอยู่ตรงนี้ท่ามกลางคนมากมาย มุมปากเขายกยิ้ม นัยน์ตาสีดำสนิทฉายประกายวิบวับ ประโยคต่อมาของพี่พัชทำเอาใจผมสั่นไม่เป็นจังหวะ รวมกับสายตาที่เหมือนจะสื่ออะไรสักอย่างทำให้เผลอหลงตัวเองคิดว่าพี่พัชร้องเพลงนี้ให้ผม

 

รักเหอะ ฉันจะมีชีวิตนี้เพื่อเธอ รักเหอะ ฉันจะอยู่เคียงข้างกันเสมอ ไม่ว่าจะดีเราก็พร้อมจะรับมา ไม่ว่าจะร้ายเราก็พร้อมจะฟันฝ่า เธอเชื่อมั้ยรักแท้ยังมี อยู่ตรงนี้แค่ยื่นมือมา

 

พี่พัชจ้องผมไม่ละสายตา เขายิ้มก่อนขยิบตาให้ เรียกเสียงกรี๊ดดังลั่น ส่วนผมได้แต่ยืนเม้มปากกลั้นยิ้มอยู่ที่เดิม ใบหน้าร้อนเห่อไปหมด มือไม้เก้งก้างไม่รู้จะเอาไปวางไว้ที่ไหน

ขี้โกง พี่พัชน่ะขี้โกงสุดๆ ไปเลยที่ทำให้ผมใจเต้นแรงขนาดนี้

 

ที่เขาว่าความรักยิ่งมีมากเท่าไร ยิ่งต้องเสียใจมาก แต่ฉันว่าสิ่งนั้นที่ทำร้ายจิตใจ นั่นคือความไม่รัก เธออย่าคิดมากเกินไป แค่ถามตัวเอง อยู่ตรงไหนแล้วสุขใจก็พอ

 

จริงๆ อยู่กับพี่พัชผมก็สุขใจดี...

 

รักเหอะ ฉันจะมีชีวิตนี้เพื่อเธอ รักเหอะ ฉันจะอยู่เคียงข้างกันเสมอ ไม่ว่าจะดีเราก็พร้อมจะรับมา ไม่ว่าจะร้ายเราก็พร้อมจะฟันฝ่า เธอเชื่อมั้ยรักแท้ยังมี อยู่ตรงนี้แค่ยื่นมือมา

จะสุขจะทุกข์เราก็พร้อมจะรับมา จะดีจะร้ายเราก็พร้อมจะฟันฝ่า เธอเชื่อมั้ยรักแท้ยังมี อยู่ตรงนี้แค่ยื่นมือมา

 

ถ้าผมยื่นมือไปแล้วพี่พัชจะจับไว้มั้ยนะ?

ผมได้แต่ถามตัวเองในใจ ตาก็จ้องมองคนที่ร้องเพลงอยู่บนเวทีอย่างละสายตาไม่ได้ พี่พัชทิ้งจังหวะช่วงท้าย เสียงดนตรีเงียบลง ดวงตาคมกริบสีดำสนิทจ้องสบผม เขาคลี่ยิ้ม เปล่งเสียงทุ้มนุ่มในถ้อยคำสุดท้ายของเพลง

 

...รักเหอะ :)

 

“กรี๊ดดดดดด!!!

เสียงกรี๊ดดังลั่นเมื่อจบเพลง พี่พัชมองหน้าผม เขายิ้มไม่หุบ ซ้ำยังดูชอบใจซะอีกที่เห็นผมเขินจนทำตัวไม่ถูก ใบหน้าหล่อพยักพเยิดไปด้านหลังเวที ผมตีความได้ว่าเขาเรียกให้ไปหา และก็เป็นอีกครั้งที่เท้าผมไปไวกว่าความคิด รู้ตัวอีกทีก็เดินมาหาพี่มันที่หลังเวทีจนได้

“มาด้วยกันหน่อยสิ” ไม่รอให้ผมตอบรับก็คว้ามือจับผมจูงทันที

“ถ้าพี่จะถามแล้วไม่รอคำตอบผม ต่อไปพี่ไม่ต้องถามก็ได้นะ”

“เอางั้นเหรอ”

“ประชดครับ!

“ฮ่าๆๆ ก็นึกว่าพูดจริง”

พี่พัชหัวเราะ ก่อนเปลี่ยนจากจับมือธรรมดามาเป็นจับมือแบบผสานนิ้วเราเข้าด้วยกัน ผมเม้มปาก รู้สึกแปลกๆ นิดหน่อยเพราะไม่เคยจับมือใครอย่างนี้มาก่อน พี่พัชพาผมเดินห่างจากลานหน้าตึกคณะจนเสียงดนตรีหนักๆ ค่อยๆ เบาลง ก่อนมาหยุดตรงมานั่งหินอ่อนข้างสนามบอล

“พามานี่ทำไมอ่ะ”

“พามาปล้ำ” พี่พัชตอบหน้าตาย ผมเลยชกไหล่เขาไปทีนึง

“ไม่ตลกครับ”

“ล้อเล่นน่า” พี่พัชกดตัวผมให้นั่ง ก่อนเขาจะนั่งลงข้างกัน บรรยากาศเงียบลงถนัดตา ถึงจะมีเสียงดนตรีจากลานคณะแว่วมาก็ตาม ผมทอดสายตามองสนามบอลตรงหน้า ลมเย็นๆ พัดโชยมาทำให้รู้สึกสบายขึ้นนิดหน่อย ผมหลับตา สูดอากาศเข้าเต็มปอด ก่อนมือใหญ่ของคนข้างตัวจะลูบหัวผมเบาๆ “ที่พามาเพราะอยากอยู่กับเราไง”

“แค่นั้น?”

“แล้วก็อยากถามอะไรนิดหน่อย”

“ถามอะไรครับ” ผมเลิกคิ้ว หันมองพี่พัชอย่างสงสัย “จริงจังปะเนี่ย จะได้ปรับอารมณ์ทัน”

“จริงจัง” เขาว่าสั้นๆ ยังไม่ทันที่ผมจะถามอะไรต่อพี่พัชก็หันหน้ามาสบตาผม “ที่จีบเราน่ะจริงจังนะ...”

“อ่า...”

“เพลงเมื่อกี้ รู้ใช่มั้ยว่าร้องให้ใคร”

“ละ แล้วร้องให้ใครล่ะครับ” ผมถามทั้งที่รู้ดีอยู่แก่ใจ แต่จะให้พูดออกไปมันก็ดูหลงตัวเองไงครับ

“ร้องให้เด็กเอ๋อแถวนี้ฟัง”

“ผมไม่เอ๋อนะ” ผมบ่นอุบอิบ ก้มหน้างุดไม่กล้าสบตา ยิ่งนึกถึงเนื้อเพลงเมื่อกี้แล้วหน้าก็กลับมาร้อนเอาดื้อๆ พี่พัชเองก็เหมือนรู้ว่าทำผมเขิน เขาหัวเราะ ใช้ปลายนิ้วเกลี่ยแก้มผมก่อนดึงเบาๆ อย่างหยอกล้อ “ฮื่อ อย่าเล่นแก้มผมดิพี่”

“ก็ชอบ นุ่มดี”

“ชอบแค่แก้มรึไง”

“ชอบทั้งแก้มทั้งคนนั่นแหละ”

“โอ๊ย พอแล้วพี่” ผมหลับตาปี๋ จับมือพี่มันที่เริ่มซนเอาไว้ กลั้นใจหันไปสบตากับพี่พัชอีกครั้ง เขามองผมอยู่ก่อนแล้ว แถมยังยิ้มเจ้าเล่ห์ใส่อีกแน่ะ “จะ จะถามอะไรก็รีบถามสิพี่ เนี่ยยุงกัดหมดแล้ว!

“ไม่เห็นจะกัดพี่สักตัว”

“พี่พัช!

“โอเคๆ” เขายกมือยอมแพ้ ตาจ้องสบผมนิ่ง “ที่จะถามน่ะ ถามในเพลงไปแล้วไง”

“ฮะ?”

พี่พัชยื่นหน้าเข้ามาใกล้แล้วเบี่ยงไปด้านข้าง ก่อนเสียงทุ้มจะเปล่งเสียงร้องเพลงอยู่ข้างใบหูผม

“ยังต้องเดินทางอีกแสนไกล ยังต้องเดียวดายอีกนาน เธอต้องการอ้อมกอดบ้างมั้ย ยังต้องมีวันที่มืดมน ที่ต้องทนทรมาน เธอต้องการรักมั้ย?”

ผมก้มหน้าหลบสายตาพี่พัชอีกครั้ง ได้แต่จ้องปลายเท้าตัวเอง คำถามของพี่พัชมันไม่ได้ยากอะไรเลย แต่ส่วนที่ยากคือความรู้สึกผมนี่แหละ ไม่ปฏิเสธหรอกว่ารู้สึกดีๆ กับพี่มันบ้างแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ผมไม่กล้าตอบรับออกไปคงเป็นเพราะยังมีข้อสงสัยบางอย่างที่ผมยังไม่ได้รับคำตอบจากเขา

ตกลงพี่พัชคือคุณรีทวีตใช่มั้ย ผมอยากถามออกไป แต่รู้ดีว่าพี่มันต้องเฉไฉแล้วผมก็จะหงุดหงิดเพราะผมเองก็สืบหาเบาะแสจนมั่นใจไปแล้วว่าพวกเขาคือคนเดียวกัน เพราะงั้นสิ่งที่ผมทำในตอนนี้เลยเป็นการ...

“ถ้าบอกว่าไม่ต้องการล่ะ?”

“ก็จะตื๊อต่อไป”

“จะไม่เบื่อก่อนเหรอ”

“ถ้าเบื่อคงเลิกจีบไปนานแล้ว”

“พี่อ่ะขี้โกง” ผมบ่น เหลือบมองเขาแวบหนึ่งแล้วหลบตา “ผมคงจะตอบพี่ง่ายกว่านี้ถ้าไม่ใช่เพราะผมยังค้างคาใจกับ เรื่องที่พี่เองก็รู้ดี เพราะงั้นผมจะไม่ตอบพี่หรอก จนกว่าพี่จะพูดความจริงกับผม”

“กลัวพี่หลอกหรือไง?”

“แค่อยากได้ความจริงใจมากกว่า” ผมสบตาเขา ทำสีหน้าจริงจังให้พี่พัชรู้ว่าคราวนี้ผมไม่ได้ล้อเล่น “ผมจะไม่รักพี่หรอก ถ้าพี่ยังไม่บอกความจริงเรื่องนั้นกับผม เลือกเอานะครับ”

พี่พัชขมวดคิ้ว เหมือนเขากำลังตีกับตัวเองอยู่ในใจ สุดท้ายเลยทำได้แค่ถอนหายใจออกมา ดวงตาสีดำสนิทจ้องหน้าผมนิ่ง ผมจ้องเขากลับ พยายามไม่หลบสายตา

“แต่พี่อยากให้รัก...”

“...”

“รักพี่เหอะ...นะครับ”

เป็นอีกครั้งที่ผมรู้สึกว่าคนอย่างพี่พัชนี่ขี้โกงสุดๆ ไปเลย



[1] รักเหอะ – BIG ASS

-------------------------------------------------------

แจ็ค ทอร์ค

อ่านไปฟังเพลงไปก็ได้อารมณ์ดีนะคะ 5555 คุณพี่พัชเขาก็ช่างสรรหามุกมาจีบน้องจริงๆ ส่วนนุ้งเพียวนี่บางทีก็เผลอเปิดโอกาสให้พี่พัชหยอดบ่อยๆ แบบไม่รู้ตัว สงสารน้องจัง(หัวเราะ)

เอ้อ แจ็คอ่านเม้น เห็นว่ามีบางคนสงสัยว่าคุณรีทวีตเป็นแอคเค่อหรือเปล่า โอยยย เปล่านะคะ 555555 ถึงแอคของพี่เขาจะมีแต่รูปโชว์ซิกแพ็ค แต่ไม่ใช่แอคเค่อเด้ออออ 555555555555

ขอบคุณที่ติดตามนะคะ ใครเล่นทวิตก็ติดแท็ก #RTสะกิดรัก ได้น้าาาา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 242 ครั้ง

933 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น
  1. #928 คนที่ 12 นาฬิกา (@aimoat2548) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2562 / 16:27
    โอเค๊ กูตายยยยย
    #928
    0
  2. #911 tbuykeid37 (@tbuykeid37) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2562 / 22:27
    เมื่อไหร่จะบอกน้องไปอ่ะ
    #911
    0
  3. #891 pcy921 (@chanchanchan) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2562 / 01:27
    เนี่ยขนาดนี้แล้วทำไมไม่บอกอะ งง
    #891
    0
  4. #860 Pangi2 (@pangi2) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2562 / 18:12
    บอกน้องไปเลยพี่พัช
    #860
    0
  5. #803 Raatty (@Raatty) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 16:48
    ใครไหวไปก่อนเลย นี่เขินพี่พัชจนมือสั่นแล้ววววววว
    #803
    0
  6. #741 jasmintea (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2561 / 10:53

    พี่โว้ยยยย บอกน้องไปเถอะจริงๆถ้าอยากให้น้องบอกรักพี่ก็ต้องไม่มีความลับสิ

    แต่นึกภาพพี่พัชอยู่บนเวทีแล้วแบบหฟหก่ก่ดาดาดสสกากากาาก ฮอลลลล เขินแทนน้องง

    #741
    0
  7. #708 AirrUtai (@AirrUtai) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2561 / 14:18
    หัวใจทำงานหนักมากค่ะ
    #708
    0
  8. #664 Mintty_ty (@Mintty1307) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2561 / 12:24
    เขิลลลลลลลลลลลลลล
    #664
    0
  9. #614 baekbow (@baekbow) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2560 / 00:43
    ม่ายยยย อย่าไปยอมมม ถ้าพี่มันไม่ยอมรับก็อย่าเพิ่งยอม อย่างน้อยๆก็ต้องได้รู้แหละ ว่าปิดบังทำไม กลัวน้องรู้ว่าตัวเองคือเด็กอ้วนคนนั้นแล้วน้องจะไม่รักหรือไง / มีความร้องเพลงให้กัน อะไรจะหวานกันขนาดนี้ นี่ขนาดยังไม่ใช่แฟนนะ ><
    #614
    0
  10. #586 GBright˙ω˙ (@logooo) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 / 13:25
    ยอมรับเลยยยย
    #586
    0
  11. #554 Orathaiks (@Orathaiks) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2560 / 21:47
    ทำไมไม่ยอมรับสะที ยังไงน้องก็รู้อยู่แล้วป่ะ งงจรั้ยยยยยยย
    #554
    0
  12. #530 KiHaE*129 (@princezzaofz) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2560 / 04:52
    งานนี้อยู่ที่พี่พัชละ
    ยอมบอกก็ได้รัก
    ไม่บอกก็ได้รักนะแต่ไม่บอก
    ฮ่าๆๆ
    #530
    0
  13. #511 iampit (@iampit) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2560 / 22:18
    ใจกูสั่นหมดแล้วจ้าาา แพ้ฉากร้องเพลงให้จริงๆนะ จะเรื่องไหนถ้ามีฉากร้องเพลงให้คือคือตายทุกเรื่องอ่ะ ยอมแล้ววว
    #511
    0
  14. #485 paechpeach♡、 (@inspirit-yeol) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 25 กันยายน 2560 / 17:17
    น้องเพียวเลิกปากแข็งแล้วใช่มั้ยคะ!
    #485
    0
  15. #447 jigsaw2048 (@jigsaw2048) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 17 กันยายน 2560 / 21:42
    เขินอ่ะT/////T
    #447
    0
  16. #424 Notty Kero (@sung-yong-nelu) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 13 กันยายน 2560 / 09:53
    เนี่ยแค่บอกเรื่องที่น้องถามก๋จบแล่ววว
    #424
    0
  17. #293 Mistyblack (@Mistyblack) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 4 กันยายน 2560 / 13:06
    ว๊ายตั่ยหยั่งส๊าหงบ
    #293
    0
  18. #133 tan~tan (@bootan2526) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2560 / 20:20
    บร้าาาาาา
    #133
    0
  19. #132 shshshx (@shxtaop) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2560 / 17:07
    อ้อนเว่อออออออ แต่เพียวทำดี
    #132
    0
  20. #131 noowiwie (@wiwie-nmk21) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2560 / 15:02
    กรี๊ดดดด น้องเพียวววว ถ้าน้องไม่รักยกพี่พัชให้พี่เถอะค่ะ พี่รักเค้าาาา ><
    #131
    0
  21. #114 insinsutee (@insinsutee) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2560 / 06:55
    สนุกดี รักเหอะ
    #114
    0
  22. #113 ' MR.lEE3. (@ppciiz) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2560 / 22:23
    เพียวรักหรือป่าวไม่รู้แต่ฉันรักเค้าาาาากรี้ดดดด
    #113
    0
  23. #111 C+ph (@momonuke) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2560 / 22:12
    ฮือออ รักเหอะะะ
    #111
    0