[Rainverse] November Rain #ฤดูฝนที่ยี่สิบเก้า ll Yaoi

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 7,448 Views

  • 201 Comments

  • 799 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    136

    Overall
    7,448

ตอนที่ 7 : Chapter 6 More than god & More than love

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 801
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 211 ครั้ง
    21 ธ.ค. 61

Chapter 6

More than god & More than love



[Jasper]

ผมไม่แน่ใจว่ามันเริ่มจากตรงไหน รู้ตัวอีกทีคือกำลังยืนอยู่ในที่โล่งกว้าง ท้องฟ้ามืดครึ้ม ก้อนเมฆสีเทาเคลื่อนผ่าน มันลดตัวลงต่ำ เสียงคำรามหึ่มดังเข้าโสตประสาท ฟ้าผ่าเป็นสายแตกระแหง แยกกลุ่มเมฆออกจากกัน หลังจากนั้นเม็ดฝนเย็นๆ ก็ตกลงมา เริ่มจากทีละน้อยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ผมยืนตัวเปียกปอน

บางทีสถานที่นี้คงเป็นความฝัน

ผมค่อนข้างมั่นใจเมื่อเม็ดฝนเปลี่ยนเป็นเศษแก้วแหลมคมบาดเนื้อ ทิ้งรอยแผลและคราบเลือดเอาไว้ ผมไม่รู้สึกเจ็บ ไม่รู้สึกหนาว แต่ตัวกลับสั่นสะท้านและตะโกนร้องอย่างไร้เสียง ความรู้สึกข้างในบอกว่าผมกำลังทรมานกับรอยแผลพวกนี้

ฝนเศษแก้วชะล้างคราบเลือดและกรีดผิวหนังผมในขณะเดียวกัน

ผมยกมือปัดป้อง หรี่สายตามองหาที่หลบ

ไม่มี

ที่โล่งกว้างแห่งนี้ไม่มีพื้นที่ให้ผมหลบซ่อนจากความเจ็บปวดสักนิด ฝนตกหนักกว่าเดิม ร่างกายผมเต็มไปด้วยบาดแผลเพิ่มอีกหลายจุด ผมได้ยินเสียงเครื่องยนต์ รถคันหนึ่งแล่นผ่านมาด้วยความเร็ว เหยียบน้ำที่ขังนองบนพื้นกระเซ็นขึ้นมา มันรวมตัวกันเป็นมวลน้ำก้อนใหญ่เท่ากำปั้น อัดกระแทกเข้าที่ท้องจนตัวงอ ความรู้สึกที่ซ่อนไว้แหวกว่ายขึ้นมา ผมได้ยินเสียงก้องอยู่ในหัว

‘แกขโมยเงินฉันไปใช่ไหมไอ้เด็กเหลือขอ!’

‘พ่อ ผมเจ็บ ผมไม่ได้เอาไป! พ่อซื้อเหล้าหมดแล้วจำไม่ได้หรือไง!!!’

‘โกหก ทั้งแกทั้งแม่แกมันเลี้ยงไม่เชื่อง ไอ้ตัวไร้ค่า บัดซบเอ๊ย!’

นอกจากเสียงและรูปประโยคพวกนั้น ผมยังจำสัมผัสที่ได้รับได้อย่างชัดเจน หมัดที่กระทบใบหน้า ความคมที่บาดผิวเนื้อ ความร้อนจากบุหรี่ที่จี้ผิว

สายฝนเปลี่ยนจากเศษแก้วเป็นน้ำกรด หยดลงและกัดกร่อนจนหลังมือที่ผมยกขึ้นกันหน้าตัวเองเป็นรอยไหม้ สถานที่แห่งนี้ไม่ได้สร้างความเจ็บปวดทางกาย ไม่รู้สึกเลยสักนิด แต่มันส่งผลกับจิตใจ ผมทรมาน ทรมานจนไม่อยากอยู่รับรู้ชีวิตเฮงซวยของตัวเองอีกต่อไป

‘เฮ้ นายน่ะ…’

เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางเสียงฝนกระหน่ำ ผมเงยหน้า ภาพตรงหน้าพร่าเลือน ไม่รู้เพราะฝนบนฟ้าหรือฝนในตาผมกันแน่

เขายืนอยู่ตรงนั้น

ใครบางคน...เด็กหนุ่มคนหนึ่ง?

ใบหน้าเขาอ่อนเยาว์ทว่าคุ้นตา ประเมินอายุไม่น่าเกินสิบหกปี ริมฝีปากประดับรอยยิ้มราวกับตนเองอยู่เหนือทุกสิ่งบนโลกนี้ เส้นผมสีดำสนิทตัดสั้นรับกับใบหน้าขาวกระจ่าง ดวงตาสีมรกตเป็นประกาย เขามองตรงมาที่ผม เดินเข้ามาใกล้ ในมือถือร่ม...ร่มแปลกๆ ที่คล้ายกับดอกกุหลาบขนาดยักษ์

ไม่สิ มันเป็นดอกกุหลาบยักษ์สีแดงสดจริงๆ กลีบดอกบานออกเป็นร่มเงาให้เขา

‘อย่าร้องไห้ มองมาที่ฉัน’

‘ฉันเจ็บ ฉันทรมาน’ ผมคราง ความรู้สึกสิ้นหวังกัดกินหัวใจ ‘นายจะมารับวิญญาณฉันไปใช่ไหม ฉันไม่อยากอยู่อีกต่อไปแล้ว’

‘นายไม่ได้จะตายสักหน่อยเจ้าโง่’ เขาส่ายหน้า ยังคงยิ้มในขณะก้าวเข้าหาผม เม็ดฝนเริ่มซาตามระยะห่างที่ลดลงระหว่างเรา ‘ฉันมาเพื่อให้ชีวิตใหม่กับนาย ฟังแค่เสียงของฉัน ทิ้งทุกอย่างไปซะ’

เสียงเขาเป็นเสียงที่ยังไม่แตกหนุ่ม แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันมีพลังอย่างน่าประหลาด ทุกสรรพเสียงเบาลงเรื่อยๆ ในขณะที่เสียงของเด็กหนุ่มตรงหน้าแจ่มชัดขึ้นกว่าเดิม เมื่อเขาเดินมาใกล้ สายฝนที่สร้างความเจ็บปวดให้ผมก็หายไป รอยแผลสมานตัว ทิ้งไว้เพียงแผลเป็นจางๆ ผมรู้สึกอ่อนล้า ทรุดลงคุกเข่าต่อหน้าเขา

ดวงตาสีเขียวมรกตฉายประกายวาว ร่มดอกกุหลาบกางอยู่เหนือศีรษะพวกเรา เขายื่นมือออกมา แตะประคองใบหน้าผมให้เงยขึ้นสบตากัน

‘วิญญาณนายเป็นของฉัน ตัวตนนายก็เหมือนกัน ยกทุกอย่างให้ฉัน ภักดีแค่ฉัน แล้วนายจะไม่เจ็บปวดอีกต่อไป’

คำพูดเขาราวกับซาตานผู้ล่อลวงคนบาปให้สวามิภักดิ์

ข้อเสนอนั้นช่างหอมหวาน เย้ายวน

ผมสบตาเขา แตะหลังมืออีกฝ่าย กอบกุมไว้มั่น

‘พูดจริงหรือเปล่า ที่ว่าจะไม่ให้ฉันเจ็บปวดอีกต่อไป’

เด็กหนุ่มแย้มยิ้ม ก้มหน้าลงจนระยะห่างเราเหลือเพียงสายลมพัด

‘รอสซ์ไม่เคยสัญญาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้’

‘ถ้าอย่างนั้น…’ ผมกลืนน้ำลาย ‘ฉันเป็นของนาย ทั้งตัวตนและจิตวิญญาณ ช่วยฉันที ได้โปรด’

เขาพยักหน้ารับ พึมพำให้คำสัญญา กลีบดอกกุหลาบหลุดร่วงลงมาหนึ่งกลีบ ตกกระทบพื้นที่เต็มไปด้วยเศษแก้วและแตกกระจายกลายเป็นผีเสื้อสีแดงนับร้อยบินวนอยู่รอบตัวผม ห่อหุ้มผมไว้ภายใน ก่อนที่ผมจะถูกรังไหมสีแดงกลืนกิน สิ่งสุดท้ายที่เห็นคือดวงตาสีเขียวมรกตแสนสวยและรอยยิ้มพึงใจ

ผมเซ็นสัญญาแลกวิญญาณกับซาตาน

ซาตานที่เปรียบดั่งพระเจ้าของผม


เมื่อลืมตาตื่นอีกครั้ง โลกความฝันราวกับอยู่แสนไกล ไม่มีฝนเศษแก้วหรือฝนน้ำกรด ไม่มีร่มดอกกุหลาบ ผีเสื้อ หรือแม้กระทั่งรังไหมสีแดงที่ปกป้องผม มีเพียงผ้าห่มสีขาวผืนหนาที่ห่อหุ้มตัวเอาไว้ นาฬิกาพรายน้ำบอกเวลาตีสี่ยี่สิบเอ็ดนาที เข็มนาทีเดินเป็นจังหวะแต่ไร้เสียงอย่างทุกครั้ง บรรยากาศรอบตัวเย็นลงกว่าเดิมแม้จะเปิดเครื่องทำความร้อน

ฝนกำลังตก ตกเหมือนในความฝัน

ฝันที่เกิดขึ้นบ่อยซ้ำซาก ผมโดนคำสาปให้ติดอยู่ในวังวน และภาพแมทธิวในวัยสิบหกปีที่แม้ผมจะไม่เคยพูดให้เขารับรู้สักครั้ง แต่ผมจดจำตัวตนเขาในวันนั้นได้แม่นยำ เทิดทูนยิ่งกว่าพระเจ้า…

แค่กๆๆ

เสียงไอดังก้องในหัว ไอจนน่ากลัวจะเจ็บคอ

ผมตลบผ้าห่มออก ลุกจากเตียงเดินออกจากห้อง เป้าหมายคือห้องที่อยู่ตรงข้ามผม ลูกบิดเย็นเยียบ แมทธิวไม่ได้ล็อกประตู ผมเปิดเข้าไปอย่างง่ายดาย โคมไฟข้างเตียงส่องแสงสีนวล ผมเห็นคนป่วยนั่งพิงหัวเตียง มือปิดปากไอไม่หยุด จนเขาสังเกตเห็นการมาของผมถึงได้เงยหน้าขึ้น

“ขอโทษ ฉันปลุกนายใช่ไหม แค่กๆ”

“ฉันตื่นก่อนหน้านั้นอยู่แล้ว” ผมนั่งบนขอบเตียง อังหลังมือกับหน้าผากแมทธิว “ก่อนหน้านี้ดีขึ้นแล้วนี่ ทำไมกลับมาไออีก?”

“อากาศเย็นมั้ง” เขาสูดจมูก “ให้ตาย ไข้หวัดงี่เง่า”

“เพราะนายดื้อไม่ฟังฉันไง”

“พระเจ้า นี่นายมาถึงห้องฉันเพื่อจะดุกันงั้นเหรอ?” แมทธิวถามเสียงขึ้นจมูก ก่อนไออีกครั้ง “พอเลย ห้ามดุอีก ฉันเป็นเจ้านายนายนะ”

“นี่นอกเวลางาน” ผมยักไหล่ “เพิ่มฮีตเตอร์ไหม?”

“อืม จัดการให้ที”

ผมพยักหน้ารับคำสั่ง จัดการเพิ่มอุณหภูมิฮีตเตอร์ให้ภายในห้องอบอุ่นขึ้นกว่าเดิม ก่อนเดินไปแหวกม่านออกเล็กน้อย ฝนตกหนักมาก ผมไม่คิดว่ามันจะหยุดในเร็วๆ นี้ พอๆ กับที่แมทธิวยังไม่หยุดไอ

“บางทีนะ” ผมออกความเห็น “นายอาจต้องการน้ำขิงร้อนๆ สักแก้วก่อนนอน”

“เดี๋ยวฉันจัดการเอง” แมทธิวตอบรับ เขาสูดจมูกฟืดฟาด ให้ความรู้สึกเหมือนเสียงครางของเสือจอมเกียจคร้าน “นายไปนอนเถอะ เดี๋ยวฉันก็จะนอนต่อเหมือนกัน จะพยายามไม่ส่งเสียงรบกวน”

“นายนั่นแหละที่ต้องอยู่เฉยๆ” ผมเดินไปกดบ่าแมทธิวไว้เมื่อเห็นเขาทำท่าจะลุก “นอนนิ่งๆ ไป ฉันจัดการเอง”

“เฮ้ แต่ว่า…”

“นายเป็นเจ้านาย” ผมย้อนเขาด้วยประโยคเดียวกันก่อนหน้านี้

“แต่นี่นอกเวลางาน” แมทธิวย้อนคืน ผมอดหัวเราะไม่ได้ บางทีเราก็มีความคิดเห็นที่ตรงกันในเวลาที่ต่างกัน “เฮ้ ชอบไม่ใช่หรือไงเวลาฉันสนใจนาย ปกติก็เรียกร้องความสนใจอยู่บ่อยๆ อย่ามาเล่นตัวตอนนี้น่า”

“มันเหมือนกันซะที่ไหนล่ะ นี่เวลาพักผ่อน ให้ฉันกวนนาย แค่กๆๆ…”

“ไม่กวน นายไม่เชื่อคำพูดฉันหรือไง?”

ผมเลิกคิ้ว แมทธิวทำหน้าดื้อใส่ สุดท้ายก็พยักหน้ายอมจำนน ผมกำชับเขาให้ทำตัวอุ่นๆ แล้วเดินออกจากห้องตรงไปยังครัว จัดการชงน้ำขิงร้อนให้เขา ก่อนหน้านี้ผมซื้อน้ำขิงผงสำเร็จรูปมาไว้แล้ว ไม่นานก็เรียบร้อย เมื่อเดินกลับเข้ามาในห้อง ผมก็พบก้อนผ้าห่มยักษ์นั่งพิงหัวเตียง ดวงตาสีมรกตเข้มขึ้นเมื่ออยู่ในแสงสลัวจ้องตรงมาที่ผม

ไม่ต่างกับเสือร้ายจ้องมองเหยื่อ

เพียงแต่วันนี้เสือร้ายป่วย และเหยื่อรับหน้าที่ดูแล

“ค่อยๆ จิบ พอดื่มหมดนายค่อยนอน”

“ขอบใจแจสเปอร์” แมทธิวรับแก้วน้ำขิงไป ประคองมันไว้ด้วยสองมือ ริมฝีปากขยับเป่าไอความร้อนจนควันลอยกรุ่นบดบังใบหน้าเขา แมทธิวเลือนรางคล้ายเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง ผมเผลอยื่นมือออกไป กระทั่งปลายนิ้วสัมผัสกับผิวแก้ม ความอบอุ่นแล่นริ้วกระจายไปทั่วมือ

แมทธิวอยู่ตรงหน้าผมจริงๆ

“แจสเปอร์?” เขาสบตาผม ดวงตาสีมรกตเข้มไม่ต่างกับห้วงทะเลลึก

สงบนิ่ง ไร้คลื่นลม มีเพียงความสงสัยแผ่กำจาย

“เปล่า” ผมกะพริบตา ภวังค์ความคิดแตกสลาย “ไม่มีอะไร แค่วัดอุณหภูมิ”

“นายจะกลับไปนอนที่ห้องไหม?”

“อาจจะ”

“อาจจะ?”

“เพราะนายพูดเหมือนอยากให้อยู่” ผมโคลงศีรษะ หลุบตามองแก้วน้ำขิงที่พร่องไปกว่าครึ่ง แมทธิวประคองมันไว้ ผิวขาวซีดเมื่อโดนความร้อนก็ขึ้นเป็นสีแดงอ่อน

“อยากอยู่ไหมล่ะ” เขาย้อนถาม “ฉันอยากให้นายอยู่ และคงดีถ้านายอยากอยู่ด้วย”

“ไม่ได้ติดขัดตรงไหนอยู่แล้ว”

“ทำไมตามใจฉันขนาดนี้ คิดอะไรอยู่หรือเปล่า” แมทธิวถาม ผมละสายตาจากแก้วน้ำขิงขึ้นสบตาเขา สายตาแมทธิวคล้ายมองทะลุทุกอย่าง ผมไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าไม่คิด ทุกครั้งที่ฝันเห็นเหตุการณ์พวกนั้นมันทำให้ผมรู้สึกเดียวดายและไร้ที่ยึดเหนี่ยว แต่แมทธิวทำให้ความรู้สึกนั้นหายไปได้

“คิดว่าถ้ากลับห้องไป นายไอเหมือนเดิมฉันต้องเสียเวลากลับมาดูแลนายอีก” ผมตอบ แน่นอนว่าไม่ใช่สิ่งที่คิดจริงๆ หรอก “อยู่กับนายตรงนี้สะดวกกว่า”

“โอเค เข้าใจแล้ว” เขายิ้ม ยกน้ำขิงขึ้นดื่มจนหมดแล้วยื่นแก้วคืน ผมรับมาวางไว้บนโต๊ะข้างเตียง พรุ่งนี้ค่อยเอาไปล้าง “งั้นก็นอนเถอะ ฉันรู้สึกดีขึ้นแล้ว”

“ขยับเข้าไปสิ”

ผมว่า แมทธิวขยับเข้าด้านใน แบ่งที่ให้ผมแทรกตัวนอนข้างๆ พวกเราไม่ได้นอนกอดกัน ไม่ได้ทำอะไรโรแมนติกมากไปกว่าการนอนข้างๆ แบ่งปันไออุ่นผ่านไหล่ที่เกยชนกัน คนป่วยกระชับผ้าห่ม ส่งเสียงหาวแล้วกล่าวฝันดี ผมพยักหน้ารับ พึมพำในลำคอ

“อืม ฝันดี”

ผมนอนนิ่งๆ ไม่ได้หลับในทันที ฟังเสียงลมหายใจของแมทธิวกระทั่งมันดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอถึงพลิกตัวตะแคงหาเขา มองใบหน้าด้านข้างอย่างเงียบงัน ลดระยะห่างระหว่างกันโดยการขยับใกล้ กดจูบเบาๆ ที่ขมับซ้าย กระซิบถ้อยคำที่ไม่กล้าเอ่ยปากข้างใบหูอีกฝ่าย

ผมขยับออกห่าง หลับตาลง จมสู่ห้วงนิทราที่ไม่มีฝนเศษแก้วและน้ำกรด

มีแค่ผมกับแมทธิว

แค่เราสองคน…


“ฉันไม่ได้เป็นหนักถึงขั้นต้องมาโรงพยาบาล”

“หรือนายอยากให้อาการแย่กว่านี้แล้วค่อยมา?” ผมถาม ดันหลังเขาให้เดินไปข้างหน้า สวนทางกับพยาบาลในชุดสีขาวที่กำลังเข็นวีลแชร์คนไข้สวนมา “เชื่อฉันเถอะ ให้หมอตรวจซะ ไม่งั้นพรุ่งนี้ฉันไม่ให้นายไปทำงานแน่”

“โดยการหลอกฉันว่ามาเดตแต่กลับหักรถเลี้ยวเข้าโรงพยาบาลเนี่ยนะ” แมทธิวแค่นเสียง “เชื่อนายเลยแจสเปอร์”

“ฉันไม่ได้หลอกว่ามาเดต”

“แล้วหมีโง่ตัวไหนบอกวันนี้อยากออกข้างนอก ใช้เวลาทั้งวันกับฉัน” เขาหยุดเดิน หันมองผม เลิกคิ้วขึ้นอย่างเอาเรื่อง “นั่นโคตรให้ความหวังกันเลยแจสเปอร์”

“โอเค” ผมยกสองมือยอมแพ้ “ก็กลัวนายไม่ยอมออกมาดีๆ”

“เห็นฉันเป็นเด็กห้าขวบสินะ”

“ที่นายโวยวายเพราะคิดว่าฉันพามาโรงพยาบาลเสร็จแล้วก็กลับเลยหรือไง”

“แล้วไม่ใช่อย่างนั้น?”

“แหงล่ะว่าไม่” ผมถอนใจ แมทธิวกลายเป็นเสือป่วยขี้หงุดหงิด อารมณ์เขาอ่อนไหวกว่าปกติ “ตรวจให้เสร็จแล้วก็ค่อย...ไปที่ไหนก็ได้ ตามที่นายต้องการทุกอย่าง ให้แน่ใจว่าอาการที่เป็นอยู่แค่หวัดธรรมดาไม่ได้ร้ายแรง”

“แล้วไม่บอกแต่แรก” เขาอ่อนลงแล้ว

“ก็นายเอาแต่กางเล็บแยกเขี้ยวขู่ฟ่อไม่ฟังกันสักนิด”

“ไม่รู้ล่ะ ความผิดนาย” เสือป่วยโยนความผิดใส่ และผมได้แต่รับไว้

“โอเค ความผิดฉัน สรุปจะตรวจดีๆ แล้วใช่ไหม” ผมชี้ไปทางห้องตรวจ “อีกสองคิวจะถึงคิวตรวจนาย”

“มาถึงนี่แล้วก็ต้องตรวจสิ”

“เยี่ยม ขอบคุณที่ไม่ดื้อไปมากกว่านี้” ผมอดค่อนแคะเขาไม่ได้ พวกเรานั่งรอหน้าห้องตรวจสักพักก็ถึงคิวของแมทธิว พอเขาเข้าห้องตรวจ ผมก็นั่งรอที่เดิม ฆ่าเวลาด้วยการอ่านข่าวสารธุรกิจบนจอไอแพดในมือสลับกับเหลือบตาขึ้นมองหน้าห้องตรวจเป็นระยะเพื่อเช็กว่าแมทธิวเสร็จหรือยัง

ผมเหลือบมองอีกครั้ง แมทธิวยังไม่ออกมา ผมกำลังจะก้มหน้าลงทว่าหางตาเห็นร่างของใครบางคน ชั่วขณะนั้นเพียงแค่แวบเดียวแต่ผมกลับคุ้นเคยจนต้องหันมองเต็มตา

เป็นแผ่นหลังของผู้หญิงคนหนึ่ง

ผมยักศกสีดำทิ้งตัวยาวเคลียไหล่

เธอกำลังเดินจากไป ความรู้สึกบางอย่างสั่งให้ผมลุกขึ้น กำลังจะก้าวขาตามไปถ้าไม่ใช่เพราะแรงรั้งที่หัวไหล่

“แจสเปอร์ นั่นนายจะไปไหน?”

“แมท…” ผมกลืนน้ำลายลงคอ ตระหนักถึงความคิดของตัวเองเมื่อสักครู่ มันเป็นไปไม่ได้ ไม่มีทางเป็นไปได้ “ตรวจเสร็จแล้วเหรอ”

“ใช่ นายกำลังจะไปไหนน่ะ นึกว่าจะรอกันซะอีก”

“ว่าจะไปห้องน้ำ” นั่นเป็นสิ่งแรกที่ผมนึกออก “อยากล้างหน้าล้างตาสักหน่อย แต่ไม่เป็นไรแล้ว”

“งั้นเหรอ?”

แมทธิวดูกังขา แต่ผมไม่ปล่อยให้เขาสงสัยไปมากกว่านี้ สัญชาตญาณของพวกรอสซ์รุนแรง และผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าสิ่งที่คิดเมื่อสักครู่จริงเท็จแค่ไหน ผมเลี่ยงไปจัดการชำระค่ายาของแมทธิว บ่นเขาให้รู้จักดูแลตัวเองเพื่อสร้างบทสนทนาใหม่ให้ไกลจากเรื่องเมื่อสักครู่

“บอกแล้วว่าแค่ไข้หวัดธรรมดา”

“ก็ดีแล้วไง” ผมโคลงหัว “แต่รีบหายจะดีกว่า นายมีนัดทานข้าวกับคุณโรเบิร์ต ฉันยังยืนยันคำเดิมว่าไม่อยากให้นายเอาหวัดไปติดคู่ค้าคนสำคัญ”

“รู้แล้วน่า” แมทธิวหัวเราะ เขาดูอารมณ์ดีขึ้นมาแล้ว “ว่าแต่หลังจากนี้นายให้ฉันเลือกใช่ไหมว่าอยากทำอะไร”

“นายอยากทำอะไรล่ะ”

“เดต”

“อ่าฮะ” ผมขานรับ “วางโปรแกรมไว้หรือยัง”

“หามื้อเที่ยงทานก่อนดูหนัง” เขาไล่เป็นข้อๆ “แล้วก็อยากเดินเล่นริมแม่น้ำ ดูพระอาทิตย์ตกดิน”

“ใช้โปรแกรมนี้กับคู่เดตมากี่คนแล้วล่ะ”

“หืม นายหึงเหรอ?”

“เปล่าสักหน่อย” ผมปฏิเสธ เราเดินมาถึงลานจอดรถในที่สุด “แค่สงสัย ทำไม ถามไม่ได้หรือไง”

“หึๆๆ”

“เสียงหัวเราะนายน่าเกลียดมากแมทธิว”

“เชื่อเถอะว่าโปรแกรมที่ฉันมีให้นายพิเศษกว่าคนอื่น นายรู้ไหมว่าตรงไหน” เขาถาม ผมหันไปมอง แววตาแมทธิวพราวระยับ สวยงามไม่ต่างจากมรกตล้อแสงไฟ

“ตรงไหนล่ะ”

“ตรงที่โปรแกรมสุดท้ายจบลงที่โรงแรม” แมทธิวขยิบตา เปิดประตูรถเมื่อผมกดปลดล็อก “ส่วนนายฉันอยากใช้ทุกวินาทีให้คุ้มค่า สร้างความทรงจำที่มากกว่าการจบลงบนเตียง”

“...”

“ถึงแม้บางทีจะอยากลากนายขึ้นเตียงก็เถอะ”

แมทธิวปิดประตูรถเป็นสัญญาณการตัดบทสนทนา ผมพ่นลมหายใจหนักๆ เปิดประตูก้าวตามเข้าไปข้างใน พวกเราไม่ได้พูดเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก และผมคงไม่บอกแมทธิวหรอกว่าอยากลากเขาขึ้นเตียงเหมือนกัน


ผมยกเวลาทั้งวันให้แมทธิวจริงๆ ทำทุกอย่างที่เขาต้องการ กิจกรรมธรรมดาที่ควรน่าเบื่อแต่กลับลื่นไหลอย่างไม่น่าเชื่อ แมทธิวค่อนข้างเก่งในการสร้างบรรยากาศรอบตัว เขาควบคุมมันได้อย่างใจนึก ทำให้คนที่อยู่ด้วยเพลินไปกับมัน รู้ตัวอีกทีก็เกือบเย็นแล้ว สถานที่สุดท้ายของเราคือจุดชมวิวประจำเมือง

แม่น้ำขนาดใหญ่อยู่ตรงหน้าผม จุดชมวิวเป็นสะพานที่มีราวกั้นสูงระดับอก ช่วงพระอาทิตย์ใกล้ตกดินคนจะเยอะพิเศษโดยเฉพาะพวกคู่รัก ส่วนพวกเรา…

“เฮ้ นายคิดว่าไงถ้าเราจะมีสถานะกันสักครั้ง” แมทธิวพูดขึ้น ผมมองเขา อีกฝ่ายเท้าแขนพาดกับราวกั้น สายตามองออกไปไกล ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี แสงนั้นตกกระทบใบหน้าเขา กระทั่งแมทธิวหันมา ดวงตาสีเขียวมรกตต้องแสงสีส้มกลายเป็นสีที่แปลกตา “อาจแค่ช่วงเวลานี้ ก่อนที่พระอาทิตย์ตกดิน…”

“มันแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้นแมท”

“ฉันรู้” เขายิ้ม “อาจจะแค่ไม่กี่นาที แต่ฉันก็อยากลอง นายให้ฉันได้หรือเปล่าล่ะ”

เขากำลังเว้าวอน แมทธิวทำให้ความตั้งใจผมปั่นป่วน ใจผมที่ยังไม่ปลดล็อกกับอะไรบางอย่างไม่คู่ควรกับแมทธิวสักนิด ผมอยากเข้าหาเขาในวันที่พร้อม ในวันที่ใจยอมรับได้ว่าตัวเองมีค่าคู่ควร

“ตอบคำถามฉันก่อน” ผมยื่นข้อเสนอ สบตาแมทธิวไม่ละไปไหน “นายเคยรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าบ้างไหม?”

“เคยรู้สึก” เขาตอบ เมื่อเห็นผมมองด้วยความสงสัยเลยขยายความ “ฉันเคยเป็นรอสซ์ที่ไม่ได้รับการยอมรับ ไม่ใช่ทายาทโดยตรงเหมือนเซ็บ ตาแก่หัวโบราณในตระกูลไม่ชอบหน้าฉัน เด็กที่เกิดจากผู้หญิงที่พวกเขาไม่ได้เลือกให้พ่อ มันก็น่าหงุดหงิดนะ ฉันพยายามพิสูจน์ตัวเองแทบทุกอย่าง ให้เก่งขึ้น ให้ดีพอ ให้คู่ควรกับสายเลือดรอสซ์ในตัว ในขณะที่เซ็บน้องชายฉันปฏิเสธสิ่งที่ฉันต้องการมาตลอดได้หน้าตาเฉย มันเหมือนฉันพยายามแทบตายแต่ไม่มีใครเห็นค่า”

“แต่สุดท้ายนายก็พิสูจน์ตัวเองได้”

“พวกเขาก็ยังไม่ค่อยชอบหน้าฉันอยู่ดี มันทำให้ฉันคิดได้” เขายักไหล่ สบตาผมในขณะคลี่ยิ้มสบายใจ “เราไม่จำเป็นต้องทำตัวให้มีค่าในสายตาคนอื่นนักหรอก แค่รู้ว่าตัวเองมีค่ามากกว่าที่พวกเขาคิดก็พอ”

“แล้วถ้ามีใครบางคน…” เสียงผมแหบพร่า การเปิดใจพูดสิ่งที่กดลึกไว้ข้างในยากสำหรับผมเสมอ “ที่พยายามมองหาคุณค่าในตัวเอง แต่กลับมองไม่เห็น หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอล่ะ”

“อย่าพูดว่าตัวเองไร้ค่า ทุกคนเกิดมาเพื่อเป็นที่รัก ถึงมีคนรักนายแค่คนเดียวก็ถือว่านายมีค่ากับเขา...นายมีค่ากับฉัน แจสเปอร์ โลกไม่ได้เกลียดนายขนาดนั้น”

“ฉันไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องของฉัน”

“งั้นเหรอ โอ้ โอเค งั้นฉันน่าจะเข้าใจผิด” แมทธิวหัวเราะ เบนหน้ามองไปทางแม่น้ำ ผิวน้ำส่องประกายระยับล้อแสงพระอาทิตย์ที่กำลังลดตัวลงต่ำ “แต่ฉันก็ยืนยันคำเดิมนะว่าทุกคนที่อยู่บนโลกนี้เกิดมาเพื่อถูกรัก ถึงไม่ได้เป็นที่รักของคนทั้งโลก แต่พระเจ้าก็ไม่ใจร้ายขนาดให้คนทั้งโลกเกลียดเราหรอก”

“แต่พระเจ้าใจร้ายพอจะให้ฉันเกลียดตัวเอง”

“ไหนบอกไม่ใช่เรื่องของนายไง”

“อย่างกับว่านายเชื่อ” ผมกลอกตา หันกลับมาเมื่อแมทธิวจับมือผมไว้

“นายมีค่า แค่กับคนเดียวก็ถือว่ามีค่า” เขาย้ำ บีบกระชับมือผมไว้ เราสบตากันนิ่ง แมทธิวส่งความจริงใจผ่านสายตา ผมรับรู้โดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาทำความเข้าใจ “อย่างน้อยก็กับฉัน และถ้าฉันมีค่ากับนายบ้าง ฉันขอให้นายรักตัวเอง เคารพตัวเอง ไม่ต้องมาก แค่วันละนิด เพิ่มเติมไปเรื่อยๆ จนนายรู้สึกว่าโลกใบนี้มันไม่ได้โหดร้ายอย่างที่คิดและนายโชคดีมากๆ ที่เกิดมาได้ไหม?”

“ฉันไม่เคยลอง” ผมตอบ “แค่คิดว่าตัวเองมีค่าก็รู้สึกแปลกๆ”

“นายทำให้ฉันยิ้มได้ ควรรู้ได้แล้วว่าตัวเองมีค่ามากขนาดไหน”

“ฉันจะ...พยายาม ขอบใจแมท”

“ตอบแทนฉันด้วยสถานะที่ชัดเจนได้ไหม” เขาตอบกลั้วหัวเราะ “ขอไม่กี่นาทีหรอก พระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว”

“นายพอใจเหรอ แค่นี้?”

“ไม่” แมทธิวตอบตามตรง มุมปากแต้มยิ้ม “แต่ก็ดีกว่าไม่เคยได้เลยใช่ไหมล่ะ”

ผมรับฟังสิ่งที่เขาบอก เปลี่ยนเป็นฝ่ายกุมมือแมทธิวเอาไว้ สบตาเขานิ่ง แววตาแมทธิวเต็มไปด้วยความหวัง มากกว่านั้นคือความต้องการที่เอ่อล้น ผมพยักหน้าให้เขา แค่เวลานี้เท่านั้นที่ผมจะทิ้งทุกความกังวลใจ

“ได้แมทธิว ตอนนี้นายเป็นคนรักของฉัน”

“เราเป็นคนรักกัน” เขาแก้ รอยยิ้มกว้างกว่าเดิม ความสุขเอ่อล้นจนแผ่ไปถึงแววตา “ฉันจูบนายได้ไหมแจสเปอร์”

“แล้วทำไมนายจะจูบคนรักของตัวเองไม่ได้ล่ะ?”

ผมตอบไปแบบนั้น แมทธิวรู้ความหมายดีว่าผมอนุญาตหรือไม่ เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้ ประคองใบหน้าผมไว้ ปลายนิ้วเกลี่ยผิวแก้ม มันเย็นเฉียบเพราะลมจากแม่น้ำที่พัดมา ผมสบตาแมทธิว แสงแดดสีส้มขับให้ใบหน้าเขาดูมีสเน่ห์มากกว่าทุกครั้ง อาบย้อมไปด้วยมนต์เสน่ห์ที่ทำให้ผมรู้สึกยากจะหาทางออก

กระทั่งริมฝีปากทาบทับลงมา สัมผัสนุ่มหยุ่นเคล้าคลอ ผมหลับตาลง โอบกระชับรอบเอวแมทธิว ดึงเขาแนบสนิทกับตัว ขยับริมฝีปากตอบรับ เราเคยจูบกันหลายครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราจูบกันในฐานะคนรัก มันให้ความรู้สึกที่ต่างออกไป รู้สึกดี ดีจนหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ กลิ่นอายแมทธิวโอบล้อมผมไว้ ตัวตนของผมกลายเป็นของเขาไม่ใช่ของตัวเองอีกต่อไป

เราจูบกันอย่างนั้น ปล่อยเวลาให้ไหลผ่าน ทิ้งทุกความรู้สึกอื่นๆ เหลือเพียงความรู้สึกของเราสองคนที่ตรงกัน กระทั่งแมทธิวผละออก เขาหลุบตาลงต่ำ แสงสีส้มอ่อนลง ท้องฟ้ากำลังผลัดเปลี่ยนเป็นม่านกำมะหยี่สีเข้ม แมทธิวหอบหายใจ กระซิบชิดริมฝีปากผม

“จูบกับคนรัก มันให้ความรู้สึกแบบนี้สินะ” เสียงหัวเราะดังขึ้นเบาๆ แมทธิวเงยหน้ามองผม “ถึงจะแค่ชั่วเวลาไม่กี่นาทีแต่ฉันจะจำมันไว้ และหวังว่าจะได้รู้สึกแบบนี้อีก”

“นายจะได้รู้สึกแบบนี้อีก” ผมรับคำ “ฉันขอเวลาปลดล็อกตัวเอง”

“ฉันให้เวลานาย” แมทธิวพยักหน้ารับ “และ เฮ้ แจสเปอร์ ฉันมีอะไรจะสารภาพ เมื่อคืนน่ะฉันได้ยินที่นายบอกข้างหูฉัน พูดมันอีกทีได้ไหม?”

ผมเลิกคิ้ว ไม่คาดคิดมาก่อนว่าเขาจะได้ยิน ไม่ใช่ว่าแมทธิวหลับไปแล้วเหรอ?

“อยากฟังประโยคไหน”

“หลังจากคำว่าฝันดี”

แมทธิวมองผม รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ประดับริมฝีปาก ผมโดนเสือร้ายไล่ต้อนซะจนมุม ไร้ซึ่งทางหลีกหนี ได้แต่บีบกระชับมือเขาไว้ เอื้อนเอ่ยคำที่อีกฝ่ายต้องการ

“หลังจากคำว่าฝันดี...คือนายเป็นยิ่งกว่าพระเจ้าของฉันแมท”

พระอาทิตย์หายลับขอบฟ้า เหลือเพียงแสงสีส้มจาง เหมือนกับสถานะคนรักของเราที่หายไป เวทมนต์ชั่วคราวเสื่อมลงแล้ว แต่แมทธิวก็ยังยิ้มรับ แสงไฟประดับรอบด้านสว่างขึ้นแทนแสงอาทิตย์ แม้สถานะจะหายไป แต่เรายังคงมีกันและกัน

“ใช่ ฉันเป็นยิ่งกว่าพระเจ้าของนาย …”

“...”

“และคนที่เป็นยิ่งกว่าพระเจ้าของนายรู้สึกกับนายยิ่งกว่าคำว่ารักแล้วแจสเปอร์”

----------------------

แจ็ค ทอล์ก

รอบนี้มายาวมาก อยากจะบอกว่าแต่ละตอนเราไม่ได้กำหนดความยาวไว้เป๊ะๆ นะคะ แค่เล่าครบประเด็นที่ต้องการก็ตัดจบแล้วค่ะ เพราะฉะนั้นบางตอนอาจสั้นกุด และบางตอนอาจยาว(อย่างตอนนี้เป็นต้น 555)

ปมในใจของแจสเปอร์มีมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วค่ะ เพราะฉะนั้นมันก็จะยากหน่อยในการปลดล็อกตัวเอง เราจะขยายความสิ่งที่แจสเปอร์เจอในวัยเด็กเรื่อยๆ นะคะ และหวังว่าคุณแมทจะเป็ฯกำลังใจให้แจสเปอร์ได้บ้าง เราชอบบรรยากาศในบทนี้มากเลยค่ะ ฮืออ อยากรวบสองคนมากอดแล้วโอ๋

ในบทนี้ฉากที่เราชอบมากคือฉากในความฝันค่ะ รู้สึกแฟนตาซีดี อยากเปรียบเปรยอะไรแบบนั้นมานานแล้ว ได้จังหวะเลยขอเขียนหน่อย

ขอบคุณที่ยังตามอ่านกันนะคะ ดีใจที่ยังอยู่ด้วยกันค่ะ และหวังว่าทุกคนจะได้รับการปลอบโยนเหมือนที่แจสเปอร์ได้รับจากแมทนะคะ แล้วเจอกันตอนหน้าค่ะ

#ฤดูฝนที่ยี่สิบเก้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 211 ครั้ง

15 ความคิดเห็น

  1. #176 theskyandsea (@thesky13) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 22 มีนาคม 2562 / 13:10
    ต้องอารมณ์ไหนดี สุจก็ๆม่สุด หน่วงก็ไม่สุด อินมากเลยค่ะ แจสขออย่าใช้เวลามากไปเลยนะถึงแมทจะรอได้ก็เถอะ
    #176
    0
  2. #123 storyfly (@fairy21) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 / 01:11
    เจส? แจส? เดี๋ยวนะ... มันควรจะมีความสุขมั้ยคะตอนนี้ แต่ทำไมชั้นหน่วงขนาดนี้ แมทยิ่งรักมากขึ้นมากขึ้นเข้าทุกวัน
    #123
    0
  3. #80 gemello (@ryokoakok) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 มกราคม 2562 / 00:36

    น้ำตาคลอตรงฉากก่อนพระอาทิตย์ตกเลยค่ะ สงสารแมทอ่ะ ฮือออออออ

    #80
    0
  4. #79 guitar1746 (@guitar1746) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 มกราคม 2562 / 01:29
    แม่นางป่าววว
    #79
    0
  5. #78 fluffyminn_ (@bloominghwang) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2561 / 17:35
    ผญจะใช่แม่แจสไหม??
    #78
    0
  6. #77 baekbow (@baekbow) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2561 / 16:52
    มันก็ไม่เชิงว่าเศร้านะ เพียงแต่มันก็ยังไม่ถึงกับสุข แต่ไม่ว่ายังไง ตอนนี้เขาก็ยังอยู่ด้วยกัน ดูแลกันแบบนี้เหมือนเดิม แค่สถานะยังไม่ชัดเจนเท่านั้นเอง // ผู้หญิงที่แจสเห็นคือแม่หรอ
    #77
    0
  7. #70 mameemamey (@maneemamey) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2561 / 10:48
    ได้แต่หวังว่าการที่แจสเปอร์จะลุกตามผู้หญิงในรพ.ไปจะไม่มีอะไร เป็น้ราที่คิดมากไปเอง มันจะไม่เกิดอะไร ใช่มั้ยคะ 555
    #70
    0
  8. #69 Ms.Y (@itun197) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2561 / 01:17
    กลัวผญ.ที่รพ.จริงๆค่ะ ยิ่งพ่อแม่แมทไม่ใช่โซลเมทด้วย แปลว่ามีโอกาสที่จะมีคนอื่นเข้ามาในคสพ.ได้ใช่มั้ย กลัวใจแจสจริงๆ
    #69
    0
  9. #68 Raatty (@Raatty) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2561 / 11:06
    ความฝันบ่งบอกถึงความจริงในจิตใต้สำนึก ไรต์บรรยายได้เห็นภาพมากๆเลยค่ะ อ่านตอนนี้แล้วให้ความรู้สึกหวานปนเศร้านิดๆก็หวังว่าความมั่นใจของแมทจะช่วยให้แจสเปอร์ปลดล็อคตัวเองได้สำเร็จนะคะ

    ว่าแต่ผญที่แจสเห็นในรพ.เป็นใครกันนะ น่าสงสัย งืมมม
    #68
    0
  10. #67 atermidyrs (@ploetkrai) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2561 / 10:40
    ชอบฉากในฝันเหมือนกันเลยค่ะ คิดตามแล้วสวยมากๆ แต่ก็สงสารแจสเปอร์มากๆ เช่นกัน ;-; ตอนนี้ก็ยังคงสงสารแมทเหมืออนเดิมเลย บางการกระทำ แต่ก็ต้องให้เวลาแจสเขาอะเนอะ รอวันที่แจสจะปลดล้อคตัวเองได้นะคะ
    ฉากสุดท้ายก็สวยค่ะ ชอบมาก หวังว่าอีกไม่นานจะได้จูบกันในฐานะคนรักจริงๆ สักทีเนอะ
    ขอบคุณสำหรับตอนนี้ค่ะ
    #67
    0
  11. #66 Spcn (@Spcn) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2561 / 05:52
    นังขะนีคนนั้นมีอะไรทำไมทำให้เจสเปอร์เป็นแบบนั้นนนนนน
    #66
    0
  12. #65 pcard (@pcardcards) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2561 / 01:26
    ค่อยๆพยายามน้าแจสเปอร์ รักตัวเองไปทีละน้อย แล้ววันนึงมันจะสำเร็จ :)
    #65
    0
  13. #64 [In_My_DreaM] (@i-sompannn) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2561 / 01:22
    ฉากในฝันคล้ายๆ ในหนังบางเรื่องที่แบบต้องตีความอ่า แต่คือดีค่ะ ไรท์เขียนเก่ง เราชอบ เป็นกำลังใจให้นะ ^^

    ส่วนแจสก็ให้หลุดออกจากห้องขังที่ขังตัวเองไว้ได้เร็วๆ นะ แอบสงสารเจ้าแมวในร่างเสือแล้วที่อยากกลืนแจสลงท้อง และคอยเว้าวอนขอความรักแบบมุ้งมิ้งตลอด 555
    #64
    0
  14. #63 Sea Talay (@Sea_Talay) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2561 / 00:20

    ดึงสองหนุ่มมาสบอก ปลดล็อกตัสเองให้ได้นะแจส พ่อเสือน้อยรออยู่นะ ขอบคุณค่ะ
    #63
    0
  15. #62 HyeMin9795 (@joiizpilkyo) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2561 / 23:03

    แจสเปอร์ปลอดล็อกตัวเองเร็วๆนะะะ

    #62
    0