[Rainverse] November Rain #ฤดูฝนที่ยี่สิบเก้า ll Yaoi

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 7,456 Views

  • 201 Comments

  • 801 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    144

    Overall
    7,456

ตอนที่ 13 : Chapter 12 Nothing outside but Broken inside (Edit)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 575
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 118 ครั้ง
    13 มี.ค. 62

Chapter 12

Nothing outside but Broken inside



[Jasper]

เวลาล่วงเลยถึงวันเสาร์ วันนี้ผมมีนัดทานมื้อเย็นที่บ้านของเจสสิก้า ผู้หญิงที่จู่ๆ ก็วิ่งมาให้รถผมเฉี่ยวจนหมดสติ ผมพาเธอส่งโรงพยาบาล อีกฝ่ายต้องการตอบแทนน้ำใจและขอโทษโดยการเลี้ยงมื้อเย็นผมที่ร้านอาหารของบ้านเธอ ความจริงผมไม่ได้ติดใจอะไร แต่รับคำไปเนื่องจากเจสสิก้ารบเร้าเหลือเกิน

แมทธิวไม่อยู่ตั้งแต่เช้าแล้ว พรุ่งนี้คุณมาเรียจะบินกลับ วันนี้เขาเลยรับอาสาพาเธอเที่ยวและช้อปปิ้งทั้งวัน ผมตื่นมาเคลียร์งานเอกสารที่ค้างจากเมื่อเย็นวานตั้งแต่สิบโมงจนถึงบ่าย พักทานมื้อกลางวันและใช้เวลาว่างที่เหลือทำความสะอาดบ้านที่เริ่มกลับมารกอีกครั้ง

มันเป็นกิจกรรมฆ่าเวลาว่างได้ดีทีเดียว รู้ตัวอีกทีก็ใกล้ถึงเวลานัดหมาย ผมจัดการอาบน้ำล้างคราบเหงื่อไคลและแต่งตัวพร้อมออกไปข้างนอก เสื้อไหมพรมคอเต่าแขนยาวสีน้ำเงินเข้มปิดบังรอยสักที่แขนและคอผมไว้มิด ยกเว้นรอยสักดอกกุหลาบบริเวณหลังมือขวา แต่มันไม่ได้ดูน่าเกลียดหรือไม่สุภาพอะไร ผมเลยไม่จำเป็นต้องปกปิดมัน

ผมหยิบเสื้อโค้ทขึ้นสวมก่อนคว้ากุญแจรถเดินออกจากบ้าน ท้องฟ้าเย็นนี้ครึ้มกว่าปกติ ผมค่อนข้างกังวลว่าฝนจะตก อาจระหว่างทาง ระหว่างอยู่ที่ร้าน หรือตอนขากลับ แต่ไม่ว่ามันตกตอนไหนก็ทำให้ทุกอย่างลำบากขึ้นกว่าเดิมทุกครั้งนั่นแหละ

ผมเกลียดหน้าฝน เกลียดเวลาฝนตก และเกลียดอากาศที่เย็นจัดจนเสียดแทงเข้ากระดูก แต่ในสิ่งที่เกลียดทั้งหมดมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมยิ้มได้ แม้ไม่ใช่ในตอนแรก แต่ตอนนี้ใช่...

นั่นคือเสียงของแมทธิว


“คุณแจสเปอร์ เชิญทางนี้เลยค่ะ”

เจสสิก้าผายมือเชิญผมเข้าไปในร้าน เธอเป็นคนออกมายืนรอรับด้วยตัวเองจนอดเกรงใจไม่ได้ อากาศหนาวขนาดนี้แต่กลับออกมารอก่อนผมถึงไม่รู้นานเท่าไหร่ แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มดีใจของเธอก็ไม่กล้าเอ่ยปากห้ามอะไร

“ฉันนึกว่าคุณจะไม่มาซะแล้ว”

“ผมรับปากแล้วก็ต้องมา”

“คุณดูเกรงใจนี่คะ” เธอเดินนำผมผ่านเข้าไปในส่วนของโซนห้องส่วนตัว “ฉันรู้ว่ารบเร้าคุณจนน่ารำคาญ แต่คุณพ่อฉันอยากขอบคุณคุณกับตัวเองที่ช่วยฉันไว้ เขารออยู่ในห้องนี่แหละค่ะ ส่วนแม่ฉันจะตามมาทีหลังกับน้องชายฉันค่ะ”

“ครับ”

ผมรับคำสั้นๆ เพราะไม่รู้จะพูดอะไร

“เชิญค่ะ” เธอเปิดประตูห้องอาหารส่วนตัว ผายมือเข้าไปข้างใน โต๊ะอาหารถูกจัดเรียงอย่างสวยงาม ผมเห็นชายวัยกลางคนคนหนึ่งนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เขาเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเปิดประตู รอยยิ้มถูกส่งมาให้

“สวัสดีครับ” ผมเป็นฝ่ายทักทายก่อน ในขณะถอดเสื้อโค้ทแขวนไว้กับที่แขวนซึ่งตั้งอยู่ข้างประตู เขาพยักหน้ารับ ผายมือไปทางเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามตัวเอง

“สวัสดีครับ เชิญคุณนั่งก่อน”

“ขอบคุณครับ”

ผมนั่งลงตามคำเชิญ เจสสิก้านั่งข้างผม เธอยกมือเรียกพนักงานประจำห้องมาประจำข้างโต๊ะ ใบเมนูถูกยื่นมาให้ เธอส่งต่อให้ผม

“ตามสบายเลยนะคะ”

“ความจริงผมควรจะเตรียมไว้ล่วงหน้า” พ่อของเจสสิก้าพูดกับผม เขาดูอัธยาศัยดีเข้ากับคนง่าย “แต่กลัวว่าคุณจะแพ้อาหารบางประเภทหรือมีเมนูที่ไม่ชอบ เลยรอให้คุณเลือกเองดีกว่า”

“ไม่หรอกครับ” ผมยิ้มให้เขาเล็กน้อย “มารบกวนพวกคุณแบบนี้ ผมต่างหากที่เป็นฝ่ายต้องเกรงใจ”

“ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ” เขาหัวเราะ “คุณช่วยลูกสาวผมเอาไว้ แค่นี้สบายมาก”

ผมยิ้มรับ ไม่ได้ตอบอะไรกลับและเลือกเมนูอาหารอย่างง่ายๆ ไม่กี่เมนูก่อนส่งคืน ส่วนเจสสิก้ากับพ่อของเธอก็เลือกเพิ่มอีกสองสามรายการ หลังพนักงานรับออเดอร์เรียบร้อยก็เดินออกจากห้องไป

“สวัสดีอีกครั้งอย่างเป็นทางการนะครับ” พ่อของเจสสิก้ายื่นมือมาทางผม ผมยิ้ม จับมือทักทายเขาตามมารยาทที่ดี “ผมเจสัน มอร์ริสครับ”

“แจสเปอร์ คิมครับ ยินดีที่ได้รู้จัก”

“ถ้าวันนั้นไม่ได้คุณ ไม่รู้เจสจะเป็นยังไงบ้าง” คุณเจสันหันมองเจสสิก้าที่ยิ้มแหย “พ่อเคยบอกแล้วให้ระวัง ลูกก็ไม่เคยจะเชื่อฟังพ่อเลย”

“พ่อคะ หนูก็ขอโทษไปหลายรอบแล้ว”

“ไม่ใช่แค่ลูกที่เจ็บตัว แต่คุณแจสเปอร์เขาก็เดือดร้อนไปกับเราด้วย”

“โธ่พ่อ…”

“ไม่เป็นไรครับ” ผมเป็นฝ่ายห้าม “เรื่องก็ผ่านไปแล้ว คุณเจสสิก้าปลอดภัยก็เป็นเรื่องที่ดีแล้วใช่ไหมล่ะครับ”

“นั่นสิคะ พ่อเลิกดุหนูสักทีน่า”

“ได้ทีเอาใหญ่นะเรา” คุณเจสันส่ายหัวไปมา แต่รอยยิ้มบนริมฝีปากบ่งบอกว่าเจ้าตัวไม่ได้โกรธเคืองลูกสาวหนักอย่างที่ปากว่า ผมมองพวกเขา เห็นถึงสายสัมพันธ์พ่อลูกที่อบอุ่น

สิ่งที่ผมนึกสงสัยมาตลอดว่ามันให้ความรู้สึกอย่างไร

“แจสเปอร์คะ?”

“ครับ?” ผมหลุดจากภวังค์ความคิด เจสสิก้ามองหน้าผม แววตาเธอแฝงความเป็นห่วงจนสังเกตได้ชัดเจน “เป็นอะไรหรือเปล่าคะ คุณอึดอัดเหรอ เห็นเงียบไปเลย”

“เปล่าครับ” ผมปฏิเสธ น้ำเสียงและรอยยิ้มเป็นไปอย่างธรรมชาติจนผมนึกตลกตัวเอง ต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงควบคุมสิ่งที่ทำร้ายความรู้สึกไม่ให้กระทบต่อสีหน้าของตัวเองได้ขนาดนี้ “แค่รู้สึกว่าคุณกับคุณเจสันดูสนิทกันมากเลยนะครับ”

“รายนี้เขาติดผมมากครับ” คุณเจสันหัวเราะ

“ปกติลูกสาวน่าจะติดแม่นะครับ” ผมออกความเห็นเพื่อให้บทสนทนาไม่ขาดตอน

“อาจยกเว้นในกรณีแม่เลี้ยงล่ะมั้งครับ”

“ฟ้องแม่แน่ค่ะ” เจสสิก้าหัวเราะ “พ่อก็รู้ว่าหนูรักแม่มากเหมือนกัน”

“ไม่เอาน่าเจส”

สองพ่อลูกหยอกล้อกันอยู่สักพักก่อนพนักงานเริ่มทยอยนำอาหารเข้ามาเสิร์ฟทีละอย่างจนเต็มโต๊ะ เจสสิก้ามองนาฬิกาข้อมือตัวเอง หัวคิ้วขมวดเล็กน้อย ผมได้ยินเสียงเธอพึมพำ

“เมื่อไหร่แม่จะมานะ”

“ลูกโทรตามแม่สิเจส บอกว่าคุณแจสเปอร์เขามารอนานแล้ว”

“ไม่เป็นไรครับ” ผมรีบห้าม แตะข้อมือเจสสิก้าที่ทำท่าจะคว้าโทรศัพท์กดโทรเร่งแม่ของตัวเองเพราะผมเป็นสาเหตุ ผมยิ้มให้เธอ ส่ายหัวเล็กน้อย “ไม่ต้องขนาดนั้นหรอกครับ ผมยังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ เราคุยกันไปพลางๆ ก่อนก็ได้”

“แต่…”

“หรือผมคุยไม่สนุกครับ?”

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ” เจสสิก้ารีบปฏิเสธหน้าตาตื่น ผมหลุดหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้าเธอ “ฉันไม่ได้คิดอย่างนั้นเลยนะคะคุณแจสเปอร์”

“ครับๆ ผมก็ยังไม่ได้ว่าอะไร แค่ลองเดาดูเฉยๆ”

“เอาล่ะทั้งสองคนไม่ต้องเถียงกันแล้ว” คุณเจสันแทรกขึ้น เขาเงยหน้าจากจอโทรศัพท์ “เพราะคุณนายของพ่อเขาส่งข้อความมาว่าอยู่หน้าร้านแล้วล่ะ”

“โล่งอกไปที นึกว่าต้องให้คุณแจสเปอร์รอนานกว่านี้”

เจสสิก้าถอนใจเฮือกใหญ่ ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นประตูห้องก็เปิดเข้ามาพร้อมกับร่างของหญิงวัยกลางคนที่รูปร่างยังคงดูดีอยู่แม้อายุจะมากแล้วกับเด็กชายวัยรุ่นคนหนึ่งที่อายุไม่น่าจะเกินสิบสามปี เธอส่งเสียงทักทายในขณะถอดโค้ทพาดกับแท่นแขวน และทันทีที่อีกฝ่ายหันมา ผมก็เผลอกลั้นหายใจ

เธอมีโครงหน้ารูปไข่ เส้นผมสีดำหยักศกทิ้งตัวเคลียไหล่ ดวงตาสีเข้มดูสดใสจนเกือบไม่เชื่อว่าครั้งหนึ่งมันเคยเฉยชาและหมดหวังในการมีชีวิตอยู่ และเมื่อเธอคลี่ยิ้มส่งให้ผม ผมรู้สึกเหมือนร่างกายตัวเองตกลงไปในแม่น้ำที่เย็นเยียบ แช่แข็งทั้งอารมณ์และความรู้สึกให้หยุดนิ่ง ณ ห้วงวินาทีตรงหน้า

“แม่คะ เจมมี่ มาช้าจังเลย”

“รถติดน่ะจ้ะ”

“พี่เจสขี้บ่นจังเลยครับ” เด็กที่ชื่อเจมมี่พูดแซวพร้อมเสียงหัวเราะ เขาหันมาทางผม “สวัสดีครับ ผมเจมมี่ พี่คงเป็นคนที่ช่วยพี่สาวผมไว้ใช่ไหม?”

“ใช่ครับ” ผมพยักหน้ารับ ไม่ทันได้พูดคุยมากกว่านั้นอีกแทรกก็แทรกขึ้นมา

“สวัสดีจ้ะ”

ทั้งรอยยิ้มและแววตานั้นไม่มีสักเศษเสี้ยวที่บ่งบอกว่าจดจำกันได้

“...สวัสดีครับ” ผมกลืนก้อนอารมณ์ที่พุ่งขึ้นจุกลำคอลงไป การเปล่งเสียงทักทายกลายเป็นสิ่งที่ยากเย็น ราวกับมีเข็มแหลมพันเล่มทิ่มแทงคอเอาไว้

“ขอโทษที่ปล่อยให้รอนานนะ ฉันโรสจ้ะ”

เธอยื่นมือออกมา ผมลุกขึ้น มองมือเรียวบางตรงหน้า ใจกลางฝ่ามือมีรอยแผลเป็นจากการถูกกรีดเป็นทางยาว มันจางลงจากในความทรงจำจนแทบมองไม่เห็น แต่ผมกลับเห็นมันชัดเจน มือผมสั่นในขณะยื่นจับมือเธอเอาไว้ เราสบตากัน

“ผมแจสเปอร์” เสียงผมแหบเครือกว่าปกติ ประโยคต่อไปแผ่วเบาลง “แจสเปอร์ คิม ยินดีที่ได้รู้จักครับ...คุณโรส”

ดวงตาสีเข้มคู่สวยพลันถูกย้อมด้วยความตระหนก เธอเบิกตากว้าง ริมฝีปากเผยอค้างเล็กน้อยแต่ไม่มีเสียงใดหลุดรอดออกมา ใบหน้าซีดเผือดจนผมนึกอยากหัวเราะกับเรื่องตลกร้ายตรงหน้า เธอรีบชักมือกลับไป มือผมคล้ายถูกสะบัดออก ผมมองมือตัวเอง

“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า” คุณเจสันถามเมื่อเห็นภรรยาตัวเองปัดมือผมออก เธอเลิ่กลั่ก ไม่ได้ตอบกลับในทันที ผมจึงออกหน้าให้

“ไฟฟ้าสถิตน่ะครับ” ผมยิ้ม แม้ไม่มีความรู้สึกอยากยิ้มสักนิด “ช็อตจนเจ็บไปหมด ไม่มีอะไรหรอกครับ”

“อ๋อ ผมตกใจหมด นึกว่าภรรยาผมเสียมารยาทกับคุณซะแล้ว”

“คุณโรสคงไม่มีเหตุผลให้ทำอะไรแบบนั้นกับคนที่เพิ่งรู้จักกันหรอกครับ” ผมไม่รู้ว่าน้ำเสียงตัวเองเป็นไปในทิศทางไหนตอนพูดประโยคนี้ “แต่ถ้าไม่ว่าอะไรผมขอตัวเข้าห้องน้ำสักครู่ได้ไหมครับ?”

“เชิญตามสบายครับ”

“ขอบคุณครับ”

ผมก้มหัวเล็กน้อย เดินออกจากห้องนั้น พนักงานดูแลประจำห้องผายมือและเดินนำผมไปยังห้องน้ำในร้าน ทุกๆ ก้าวเต็มไปด้วยความรู้สึกที่คุ้งอยู่ในใจ ตะกอนความเจ็บปวดที่ตกค้างมาหลายปีกำลังถูกกวนให้ขุ่นขึ้นมาอีกครั้ง ผมพยายามทำตัวให้เป็นปกติ

มันทำได้แค่ภายนอกเท่านั้น

ทันทีที่ผมผลักประตูเข้าไปในห้องน้ำ ราวกับหลุดไปในโลกอีกใบ โลกที่ผมสร้างขึ้น ห่อหุ้มตัวตนที่ใกล้พังทลาย มือผมสั่นจนต้องกุมเข้าด้วยกันและบีบมันเอาไว้ ลมหายใจผมกระชั้นสั้น ผมสูดหายใจลึก ระบายออกทางปาก พยายามระงับอาการที่เกิดขึ้นแม้หัวใจจะเต้นแรงจนเจ็บไปหมด

มันทรมาน ผมเคยคิดว่าตัวเองด้านชากับมัน แต่ความจริงไม่เลย แผลเป็นกลายเป็นแผลสดอีกครั้งเมื่อต้องเผชิญหน้ากับอดีตโดยไม่ทันตั้งตัว

ผมเกาะขอบอ่างล้างหน้าแน่นจนนิ้วขึ้นข้อขาว ก้มหน้าจ้องสายน้ำที่ไหลจากก๊อกแล้ววักมันขึ้นลูบหน้า ความเย็นเรียกสติที่กระเจิดกระเจิงผมให้กลับคืนมา เมื่อเงยหน้ามองเงาสะท้อนตัวเองในกระจกก็พบกับสายตาคู่หนึ่ง

ดวงตาของผม

เจ็บปวด สับสน ราวกับคนที่ใกล้แตกสลาย

ผมเกลียดตัวเองที่อ่อนแอ เกลียดสีผม เกลียดสีดวงตา เกลียดใบหน้าของตัวเองที่ถอดแบบมาจากแม่ทั้งหมด แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังใช้นามสกุลของแม่

คิม

โรส คิม

ที่เป็นคนเดียวกับ โรส มอร์ริส คนนั้น

คุณแม่ที่ไม่ต้องการผมตอนนี้มีครอบครัวใหม่แสนสมบูรณ์ ส่วนผมคือรอยด่างพร้อยในชีวิตที่เดินกลับเข้ามาหาเธออีกครั้ง…เธอไม่เคยต้องการผม กระทั่งตอนนี้ ผมรู้ดีเมื่อได้มองเข้าไปในดวงตาเธอ


“ขอโทษที่ให้รอนะครับ”

ผมกลับเข้ามาในห้องอาหารอีกครั้งหลังสงบสติอารมณ์ตัวเองแล้ว ทุกคนนั่งประจำที่เรียบร้อย เจสสิก้ายิ้มรับ เธอรีบเชื้อเชิญผมนั่งและแนะนำเมนูอาหารต่างๆ พร้อมชวนคุย ผมปล่อยให้ตัวเองไหลไปตามบทสนทนา ยิ้มรับ หัวเราะ พยักหน้าเอออออย่างเป็นธรรมชาติที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมคิดว่าตัวเองแสดงได้ดี รอสซ์สอนให้ผมควบคุมอารมณ์และสีหน้าตั้งแต่เด็กๆ เพราะผมต้องคอยอยู่ข้างแมทธิว และผมไม่อาจทำให้งานเสียเรื่องโดยการแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกไปจนคู่ค้าหรือใครก็ตามที่อยู่ฝั่งตรงข้ามใช้มันเพื่อเป็นข้อได้เปรียบเหนือรอสซ์

รอสซ์ควรเป็นฝ่ายได้เปรียบ ไม่ว่าในกรณีใดๆ ก็ตาม

“ผมชอบแนวคิดด้านการลงทุนของคุณนะ ดีใจที่ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนรุ่นใหม่อย่างนี้”

“เช่นกันครับ” ผมก้มหัวเล็กน้อย “ผมเองก็ได้มุมมองใหม่ๆ จากคุณเจสันเหมือนกัน”

“พ่อฉันเหมือนจะชอบคุณนะเนี่ย” เจสสิก้าแซว “คุณคุยถูกคอพ่อมากเลยนะคะแจสเปอร์”

“คุณว่าอย่างนั้นเหรอครับ”

ผมยิ้มรับ แม้ในใจจะเริ่มมีความรู้สึกบางอย่างก่อตัว มุมมองที่ผมมีต่อเจสสิก้าเปลี่ยนไปเมื่อรู้ว่าเธอเกี่ยวพันยังไงกับแม่

ลูกเลี้ยง

ลูกเลี้ยงที่แม่รักและยอมรับในตัวเธอมากกว่าลูกแท้ๆ อย่างผม เพราะผมไม่เคยเป็นที่ต้องการ แม้จะทำตัวปกติไม่เปิดเผยอะไรแต่แม่ก็เลี่ยงคุยกับผมไม่เหมือนคุณเจสัน เจสสิก้า หรือเจมมี่ ผมมองออกว่าเธออึดอัดกับมื้อเย็นวันนี้มากทีเดียว

“ใช่ค่ะ”

“พี่แจสเปอร์เท่มาก” เจมมี่ยกนิ้วชม เขายิ้มกว้างจนตาหยี ผมยิ้มตอบ พิจารณามองโครงหน้าของอีกฝ่ายที่มีส่วนคล้ายแม่มากๆ ถ้าให้ผมกะจากอายุแล้ว เจมส์คงเป็นลูกของแม่อีกคน

น้องชายของผม

“ทั้งเก่งทั้งฉลาด พ่อแม่คุณคงภูมิใจในตัวลูกชายมากทีเดียว” คุณเจสันชมไม่หยุด ผมยิ้ม เบนสายตาไปทางแม่ที่หน้าเครียดขึ้นกว่าเดิม เธอสบตาผม แววตาหวาดหวั่น ผมเผลอกำมือตัวเองแน่น

แม่คงคิดว่าผมจะเปิดโปงล่ะมั้งถึงได้มีสีหน้าแบบนั้น เยี่ยมชะมัด จนถึงตอนนี้ผมก็ยังเป็นตัวน่ารังเกียจสำหรับเธอ

“ไม่หรอกครับ” ผมส่ายหน้า “ผมโตมาในบ้านเด็กกำพร้าครับ”

“พระเจ้า” คุณเจสันอุทาน สีหน้ารู้สึกผิดทันทีที่ผมตอบ “ผมขอโทษครับ ไม่ได้จะทำให้คุณรู้สึกไม่ดี”

“ไม่เป็นไรครับ อันที่จริง…” ผมยกน้ำขึ้นมาจิบ “เรื่องมันก็นานมากแล้ว ผมไม่ได้รู้สึกอะไรแล้วครับ”

ผมโกหก ใช่ ผมรู้ตัวเองดี

ก็แค่อยากให้แม่รู้ว่าผมไม่ได้อ่อนแอ ผมไม่แคร์สักนิดแม้เธอจะทิ้งผมไว้กับพ่อเฮงซวยและห้องรูหนูที่ไม่ต่างจากนรกบนดิน เธอรู้ดีว่านรกของพ่อมันโหดร้ายแค่ไหนเพราะเธอก็โดน แต่กลับทิ้งผมเอาไว้…

“ยังไงผมก็ต้องขอโทษคุณอยู่ดี เรื่องให้คุยมีตั้งหลายเรื่อง ไม่น่ามาคุยกันเรื่องนี้เลย”

“ใช่ค่ะ คุณคุยเรื่องอื่นดีไหมคะ”

เป็นครั้งแรกที่แม่พูดขึ้นมา ผมมองหน้าเธอแต่อีกฝ่ายเลี่ยงไม่ยอมสบตา คุณเจสันพยักหน้า พวกเราเปลี่ยนเรื่องคุยโดยเจสสิก้าเป็นฝ่ายเลือกหัวข้อบทสนทนาใหม่

มันเป็นมื้อค่ำที่ผ่านไปอย่างไร้ที่ติ ผมต่อบทสนทนาอย่างลื่นไหลแม้ในใจกำลังถูกความเจ็บปวดกัดกินช้าๆ ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองรู้สึกอะไรมากกว่ากัน โกรธหรือเสียใจ ในเมื่อมันชาไปหมด


“ขอบคุณที่มาวันนี้นะคะ”

“ยินดีครับ”

ผมพยักหน้ารับ เจสสิก้าเดินมาส่งที่หน้าร้าน เธอยังคงมีรอยยิ้มสดใสประดับใบหน้า แต่ความรู้สึกที่ผมมีให้เธอไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เจสสิก้าคงเติบโตมาอย่างดีในครอบครัวที่ให้ความรักจนเต็มเปี่ยม แล้วผมล่ะ? เพราะอะไรทำไมผมถึงไม่ได้สิ่งที่เจสสิก้าได้รับ ทำไมต้องเป็นเธอ ผมทำผิดอะไร...

ผมนึกอิจฉา อยากแทนที่จุดที่เจสสิก้ายืนอยู่แม้รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ ทำไมแม่ถึงรักลูกเลี้ยงมากกว่าผมที่เป็นลูกแท้ๆ กันนะ ผมนึกสงสัย แต่ก็ไม่อยากตอบคำถามข้อนี้ ลึกๆ แล้วผมรู้ดีว่าทำไม

“เดินทางกลับดีๆ นะคะ เหมือนฝนจะตกยังไงไม่รู้” เจสสิก้าเงยหน้ามองท้องฟ้าที่ปกคลุมด้วยเมฆสีเทาเข้ม เสียงคำรามแผ่วเป็นสัญญาณว่าอีกไม่นานฝนจะลงเม็ด

“คุณก็เหมือนกัน อากาศข้างนอกเย็น กลับเข้าไปข้างในได้แล้วครับ เดี๋ยวจะไม่สบายเอา”

“งั้น…” เธอคลี่ยิ้ม “โชคดีนะคะ”

“ครับ”

เจสสิก้าหันหลังเดินกลับเข้าไปในร้าน ผมกำลังจะเดินไปทางลานจอดรถ ทว่าเสียงเรียกจากด้านหลังแช่แข็งทุกการกระทำของผมเอาไว้

“เดี๋ยวก่อน”

“ครับ” ผมหันกลับมา เผชิญหน้ากับคนที่เงียบใส่ผมตลอดมื้ออาหาร “คุณมีธุระอะไรกับผมหรือเปล่าครับ...คุณโรส”

อีกฝ่ายไม่ตอบ เธอจ้องหน้าผมนิ่ง ดวงตาสีเข้มพิจารณาใบหน้าผมจนรู้สึกอึดอัด ผมเลือกทำลายบรรยากาศบ้าๆ นี่ไปซะก่อนที่ความรู้สึกข้างในจะขุ่นขึ้นมาอีก

“ถ้าไม่มีอะไรผมขอตัวนะครับคุณโรส”

“ตอนนี้ทุกอย่างมันดีอยู่แล้ว” จู่ๆ เธอก็โพล่งขึ้นมา น้ำเสียงเรียบนิ่งเย็นชา ผมแค่นหัวเราะ อย่างนี้สิถึงจะเหมือนแม่ในความทรงจำของผม “อย่าพังทุกอย่างของฉัน...ครอบครัวของฉัน”

“...”

“เราไม่ควรกลับมาเจอกัน”

ลมหายใจผมสะดุด ความเป็นจริงถูกตอกย้ำด้วยประโยคสั้นๆ จากปากคนตรงหน้า แววตาที่แม่มองมาแม้จะเจือความหวาดหวั่นแต่ก็เย็นชาจนน่าใจหาย ผมเผลอกำมือตัวเองแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือ มันเจ็บ แต่อย่างน้อยก็ทำให้ผมรู้ว่าตัวเองยังเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อและความรู้สึก แม้ในใจจะชาไปหมดจากคำพูดของแม่ก็ตาม

“นั่นสิครับ” นานกว่าผมจะหาเสียงของตัวเองเจอ ผมสบตาเธอ จ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น อยากรู้ว่าลึกๆ แล้วแม่เสียใจกับการกระทำของตัวเองบ้างไหม แต่ไม่...ผมไม่เห็นร่องรอยความเสียใจในดวงตาเธอสักนิด “อย่างที่คุณเคยบอก ความจริงแล้วผมไม่ควรเกิดมาด้วยซ้ำ”

“...”

“โชคดีครับ”

ผมหมุนตัวเดินออกจากตรงนั้น ทุกย่างก้าวหนักอึ้งราวกับมีลูกตุ้มเหล็กถ่วงขาเอาไว้ มันเป็นสิ่งที่บอกว่าความจริงแล้วผมไม่อยากเดินจากมา ผมโหยหาคำว่าครอบครัว ผมต้องการการยอมรับ...ต้องการความรักจากเธอคนนั้นเหมือนที่เจสสิก้าและเจมมี่ได้รับ แต่แม่ไม่ต้องการผม ไม่เคยต้องการ และผมไม่หน้าด้านพอจะดึงดันอยู่ต่อ

สิบห้าปีที่แล้วแม่เดินจากผมไปโดยไม่เหลียวแล

สิบห้าปีต่อมาเป็นผมที่ถูกบังคับให้เดินออกจากโลกของแม่

โลกที่ผมไม่เคยมีตัวตนอยู่ในนั้น

ผมเข้ามาในรถตอนไหนไม่รู้ รู้ตัวอีกทีตอนกำลังกำพวงมาลัยรถแน่น และบังคับให้มันเคลื่อนไปตามเส้นทางตรงหน้า ปลายเล็บผมจิกกับพวงมาลัยจนเจ็บนิ้วไปหมด ผมหอบหายใจหนัก คล้ายกำลังขาดอากาศหายใจ ทั้งที่ความจริงแล้วทุกอย่างรอบตัวมันปกติ มีแต่สภาพจิตใจผมที่บิดเบี้ยว ความรู้สึกทรมานกำลังคืบคลานเข้ามา โอบล้อมตัวผมเอาไว้ ฉุดรั้งให้ย้อนกลับไปในอดีต เรื่องราวที่พยายามข้ามผ่าน

ผมตบไฟเลี้ยวเข้าจอดข้างทาง รู้ตัวดีว่าหากยังฝืนขับต่อทั้งที่สติไม่พร้อมแบบนี้คงได้พุ่งเสยราวกั้นตกข้างทาง ผมฟุบหน้าลงกับพวงมาลัยรถ พยายามปรับจังหวะลมหายใจตัวเองที่หอบสั้นลงเรื่อยๆ เสียงการจราจรภายนอกดังเข้ามาข้างใน มันวุ่นวายไม่ต่างกับความคิดในหัวผมตอนนี้

ทำไมกัน ทำไมแผลเป็นที่ไม่ควรเจ็บมันกลับเจ็บเหมือนแผลสดได้ขนาดนี้

ขอบตาผมร้อนผ่าว เหมือนความเข้มแข็งที่พยายามสร้างมาตลอดสิบห้าปีพังทลาย สุดท้ายผมก็ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมา หลับตาลง ทิ้งตัวจมลงสู่ความมืดมิดของจิตใต้สำนึก

แม่ทำลายชีวิตผม มันจะผิดตรงไหนถ้าผมทำลายชีวิตเธอบ้าง ในขณะที่เธอมีความสุขกับครอบครัวใหม่ ผมกลับจมอยู่ในนรกของพ่อ บ้านเด็กกำพร้า ชีวิตที่ต้องปากกัดตีนถีบ

ถ้าเพียง...ผมกล้าพูดออกไปว่าโรส มอร์ริสคือคนเดียวกับโรส คิม แม่ของผม คนที่ทำลายผม ครอบครัวใหม่ของแม่จะรับได้ไหม อดีตของแม่ที่ต้องการลบมันออกไป พวกเขาจะรับได้หรือเปล่า?

และถ้าไม่ แม่จะเจ็บปวดมากแค่ไหนกับความรู้สึกที่ตัวเองไม่เป็นที่ยอมรับ เป็นตัวน่ารังเกียจที่ไม่สมควรมีอยู่ในโลกใบนี้

ความคิดเริ่มฟุ้งซ่านไปไกล เสียงร้องไห้ผมเริ่มดังขึ้น มันดังกว่าเดิมเมื่อเสียงรอบตัวแผ่วเบาลง แรงบีบอัดของมวลอากาศดังก้องข้างหู ผมเหลือตัวคนเดียวในโลกที่เงียบงัน

‘แจสเปอร์’

ไม่สิ…

‘นายเป็นอะไร เฮ้ แจส?’

แจส…


เธอไม่ควรเกิดมาแจส ฉันไม่น่าให้เธอเกิดมาเลย

แม่ ผมขอโทษ

แจส...เธอคือความผิดพลาดในชีวิตฉัน


‘แจส เฮ้ ตอบฉันสิ แจสเปอร์!?’

“แมท…” การเค้นเสียงตอบกลับมันยากได้ขนาดนี้ ผมเองก็เพิ่งรู้ “แมทธิว”

‘นายเป็นอะไร อยู่ที่ไหน ทำไมเสียงเป็นแบบนั้น’

“ฉัน…” ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สูดลมหายใจลึกและพรูออกทางริมฝีปาก “แมท ฉันไม่ไหว มันทรมานเกินไป”

น้ำเสียงผมแหบพร่าจนน่าเกลียด ทว่าเสียงของแมทธิวที่ลุกลนน่าเกลียดยิ่งกว่า ผมอยากหัวเราะ แต่เสียงที่หลุดออกมากลับเป็นเสียงสะอื้นหนัก

‘นายอยู่ไหน’ แมทธิวถามเสียงเข้ม ‘อยู่ไหนแจสเปอร์!’

“...”

‘แจส!’


ฉันเกลียดเธอแจส แววตาเธอเหมือนเขาไม่มีผิด

ผมรู้ แต่แม่ห้ามเลือดก่อนเถอะ มือแม่...


‘พระเจ้า นายอย่าเงียบแบบนี้ ตอบฉันหน่อย ฉันเป็นห่วงนายนะแจส!’

แจส แจส แจส

ความทรงจำในอดีตกับปัจจุบันทับซ้อนกันจนผมสับสน ผมใช้เวลาพักใหญ่ในการคุมสติและตอบแมทธิวไปว่าตัวเองอยู่ที่ไหน

‘รออยู่ตรงนั้น อย่าขับไปไหน ฉันจะไปหานาย’

“แมท”

‘ครับ’

“ฉันรอนะ”

‘ไม่ว่านายเจออะไรมา ฉันจะไม่ทิ้งนาย’ แมทธิวให้คำสัญญา ผมหลับตาลงอีกครั้ง ส่งเสียงรับในลำคอ ตลอดระยะเวลาที่รอแมทธิวมาหา เสียงของเขาคอยปลอบประโลมผม

อย่างน้อยโลกทั้งใบก็ไม่ว่างเปล่าอีกต่อไป


‘เฮ้ เงยหน้าขึ้นมาเปิดประตูให้ฉันหน่อย’

ผมเงยหน้าขึ้นจากพวงมาลัยตามเสียงเรียก สัญชาตญาณสั่งให้หันไปทางกระจกประตูรถ แมทธิวยืนอยู่ตรงนั้น เขาสวมโค้ทตัวยาวป้องกันตัวเองจากอากาศหนาวเหน็บ ร่มสีแดงคันใหญ่โดดเด่นปกป้องเขาจากสายฝน เขายิ้มให้ผมในขณะเคาะนิ้วกับกระจกแม้จะรู้ดีว่าไม่มีเสียงใดๆ ดังขึ้น ผมปลดล็อกประตูให้เขา แมทธิวเปิดเข้ามาทันที

“ขยับไปนั่งฝั่งนู้น ฉันจะขับเอง”

“อืม”

ผมรับคำอย่างว่าง่าย ขยับย้ายตัวเองไปนั่งที่นั่งข้างคนขับ แมทธิวแทรกตัวเข้ามา เขาหุบร่มก่อนโยนมันไปเบาะหลัง ถ้าผมอยู่ในอารมณ์ปกติคงด่าไปแล้วที่แมทธิวทำเบาะเปียก แต่เวลานี้ผมไม่ปกติ และผมเหนื่อยเหลือเกิน

“นายมายังไง” ผมมองหน้าเขา แมทธิวยักไหล่

“ขับรถมา จอดทิ้งไว้หลังรถนายนั่นแหละ ช่างเถอะ เดี๋ยวค่อยให้คนมาเอา”

“ขอโทษที่ทำให้ลำบาก”

“เฮ้ฟังนะ” เขาวางมือบนไหล่ผม ดวงตาสีเขียวมรกตฉายประกายจริงจัง “ฉันไม่ลำบาก ฉันเต็มใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร แต่ถ้าเกี่ยวกับนายฉันเต็มใจ รู้ไว้ซะเจ้าหมีโง่”

“ขอบใจแมท”

ผมพึมพำตอบเขา สูดจมูกจนคนข้างตัวหัวเราะเบาๆ ผมหรี่ตาจ้องหน้าแมทธิว เจ้าเสือจากัวร์ตัวร้ายมองผมด้วยสายตาที่อ่อนโยนลงกว่าเดิม เขาแตะปลายนิ้วกับเปลือกตาผม ลูบสัมผัสแผ่วเบาจากนั้นก็ดึงตัวผมเข้าไปกอด ผมกอดตอบ ไม่มีเหตุผลให้ต้องผลักไส อ้อมกอดแมทธิวอบอุ่นจนผมอยากร้องไห้อีกครั้ง ผมซบหน้ากับไหล่กว้าง ซึมซับกลิ่นอายของอีกฝ่าย กดจูบหัวไหล่เขาผ่านเนื้อผ้าหนา

“กลับบ้านกันนะ” เขายิ้ม ผละตัวออกมามองหน้ากัน “กลับบ้านเรากัน หาอะไรอุ่นๆ ให้นายดื่ม หลังจากนั้นถ้านายรู้สึกดีขึ้นค่อยเล่าให้ฉันฟังว่าเกิดอะไรขึ้น”

“...”

“หรือนายจะไม่เล่าฉันก็ไม่ว่าหรอก” เขาเสริมเมื่อผมเงียบไป ผมส่ายหน้า

“ฉันจะเล่าให้นายฟัง”

“ขอบใจ”

“เรื่องอะไร” ผมขมวดคิ้ว มองหน้าแมทธิวอย่างไม่เข้าใจ อีกฝ่ายยื่นมือแตะแก้มผม ปลายนิ้วโป้งเกลี่ยเบาๆ แมทธิวยิ้มให้ผมอีกครั้ง

“ที่นายไว้ใจจะเล่าให้ฉันฟัง”

ผมวางมือทาบหลังมือแมทธิว มองสบเข้าไปในดวงตาสีเขียวมรกตคู่สวย เจ้าของแววตานี้เชื่อใจได้เสมอ

“ฉันเต็มใจ”


----------------------

13/03/2019

เข้ามาอีดิทเนื้อหาเพิ่มเติมค่ะ เนื่องจากเรานับ ทล.อายุตัวละครผิดเลยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเนื้อหาและเพิ่มตัวละครเพื่อความสมบูรณ์ของเนื้อหา ขอบคุณคุณภาสุรมากค่ะที่ช่วยชี้ให้เห็นถึงข้อผิดพลาดครั้งนี้


----------------------

เป็นตอนที่เขียนแล้วปวดใจแทนคุณหมีขี้โมโหมาก แจสเปอร์เป็นตัวละครที่เจาะลึกแล้วมีปมชีวิตที่น่าสงสารมากค่ะ เราจะค่อยๆ เปิดเผยอดีตของแจสเปอร์ไปเรื่อยๆ นะคะ นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้น หวังว่าทุกคนจะคอยเป็นกำลังใจให้เขาค่ะ

#ฤดูฝนที่ยี่สิบเก้า


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 118 ครั้ง

15 ความคิดเห็น

  1. #198 baekbow (@baekbow) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 เมษายน 2562 / 13:29
    แจสเปอร์น่าสงสารมากจริงๆอ่ะ มันเป็นปัญหาครอบครัว เป็นอะไรที่สะเทือนใจมากที่สุด การเกิดมาไม่เป็นที่ต้องการ แถมถูกแม่แท้ๆแสดงออกว่าเกลียดขนาดนั้น มันเจ็บปวดมากจริงๆ แต่ยังไงชีวิตก็ต้องเดินหน้านะ ขอให้เข้มแข็งได้ไวๆ
    #198
    0
  2. #186 Rutt2212 (@Rutt2212) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 13:28
    กอดแน่นๆเลยคุณหมีขี้โมโห ที่กลายเป็นคุณหมีโหมดเศร้า แต่ปัญหานี้ใหญ่จริงๆ
    #186
    0
  3. #166 PeachyJMl (@vskbn) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 มีนาคม 2562 / 21:02

    ถ้าโรสไม่ก้าวก่ายคนของแมธก็ไม่น่ามีปห แต่ถ้าทำขึ้นมาคิดว่าน่าจะขุดยันชาติตระกูล....

    #166
    0
  4. #165 HyeMin9795 (@joiizpilkyo) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 4 มีนาคม 2562 / 15:50

    เจ้าหมีน่าสงสารมากกกก

    #165
    0
  5. #163 gemello (@ryokoakok) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 3 มีนาคม 2562 / 18:29

    แม่คะ แม่เป็นแม่ที่แย่มากกกกกก หงุดหงิด5555

    สงสารแจส ไม่ร้องน้าาาา มีแมททั้งคน

    #163
    0
  6. #162 Toey_Cassiopeia (@Toey_Cassiopeia) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 2 มีนาคม 2562 / 21:27
    อยากเป็นคนเลวให้ล้างแค้นโรส.........
    #162
    0
  7. #161 feonixsh (@feonixsh) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 1 มีนาคม 2562 / 20:13
    สงสารแจสเปอร์ ขอแค่แมทธิวไม่ทิ้งแจสเปอร์ก็พอแล้ว ส่วนโรสก็ปล่อยหล่อนไป หวังว่าเจสสิก้าจะไม่มาเกี่ยวข้องกับแจสเปอร์และแมทธิวอีก
    #161
    0
  8. #160 redlotus (@redlotus) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 1 มีนาคม 2562 / 15:21

    โรสไม่ควรเป็นแม่คนเลยเอาจริงๆ ทอดทิ้งแม่กระทั่งลูกตัวเอง ทอดทิ้งเด็กที่ไม่ผิดอะไรเลยให้เจ็บปวด แล้วยังจะมีหน้ามาพูดแบบนี้อีก ทิ้งลูกของตัวเองเอาไว้แล้วมามีครอบครัวใหม่พอเจอลูกตัวเองก็บอกว่าอย่ามาทำให้ชีวิตตัวเองพังในขณะที่เธอทำลายชีวิตของแจสเปอร์อ่ะ มันได้เหรอวะ
    #160
    0
  9. #159 Bevip Nong Pim (@pimypapa) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 1 มีนาคม 2562 / 06:57
    อินอ่ะไรรร น้ำตาปริ่มๆเลยทีเดียว
    #159
    0
  10. #158 [In_My_DreaM] (@i-sompannn) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 1 มีนาคม 2562 / 01:49
    โอ๋ๆ กอดแจสแน่นๆนะแมท 😢😢
    #158
    0
  11. #157 pcard (@pcardcards) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 1 มีนาคม 2562 / 01:42
    จะร้องไห้ตามคุณหมีแล้วนะ ฮือออ TT
    #157
    0
  12. #156 xlh7meaw2 (@xlh7meaw2) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:23
    คุณหมี TT /*กอด*
    #156
    0
  13. วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:10
    สงสารคุณหมี TT
    #154
    0
  14. #153 goldenstars (@nuttats) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:39
    ชีวิตแจสเปอร์โคตรน่าสงสาร ทำไมคุณโรสถึงไม่คิดถึงลูกบ้าง กลัวแต่ลูกจะมาพังชีวิตตัวเองแต่กล้าพังชีวิตลูก
    #153
    0
  15. #152 jc.cj (@galaxy_fanfannn) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:30
    ถ้าตอนนี้แจสเปอร์ไม่มีแมทจะเป็นยังไงกันนะ สู้ๆเจ้าหมีโง่ คุณไรท์ก็สู้ๆนะคะ💙💙
    #152
    0