ตอนที่ 5 : บทที่ 4 อสูรวิหค

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 958
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 29 ครั้ง
    21 ก.ค. 59

บทที่ 4

อสูรวิหค

 

“อสูรวิหค...”

เกเบรียลพึมพำ ดวงตาสีทองยังไม่ละไปจากปีกสีดำสนิทตรงหน้า มันดูคุ้นเคย แต่เทวทูตหนุ่มก็นึกไม่ออกว่าตนเองเคยเห็นปีกในลักษณะนี้จากไหน ก่อนที่เสียงระฆังดังกังวานจะดึงเขาออกจากภวังค์ความคิด เกเบรียลสะบัดหน้าตัวเองเพื่อเรียกสติ แล้วจ้องมองฮอร์คบนลานประลองด้วยสายตาราวกับกำลังประเมินท่าที คู่ต่อสู้ของฮอร์คเป็นอสูรรูปร่างใหญ่ เนื้อตัวปกคลุมไปด้วยขนสีน้ำตาลในขณะที่ศีรษะมีลักษณ์คล้ายหมี

จะไหวเหรอ?

อดคิดไม่ได้เมื่อเห็นขนาดตัวที่แตกต่าง แต่เมื่อทั้งสองพุ่งเข้าหากันเกเบรียลก็หมดข้อสงสัย เพียงแค่สะบัดปีกวูบเดียวก็สามารถหลบพ้นทิศทางการโจมตีและสวนกลับด้วยการตวัดกรงเล็บแหลมกลางแผ่นหลังคู่ต่อสู้ เสียงเนื้อถูกฉีกกระชากและกรีดร้องคำรามด้วยความเจ็บปวดดังก้อง กระตุ้นเสียงโห่ร้องรอบลานประลองให้ดังขึ้นอีกระลอก เกเบรียลย่นจมูกเมื่อได้กลิ่นคาวเลือดคลุ้ง

เลือดอสูรพวกนี้กำลังทำให้เขาแทบอาเจียน

“เฮ้ เป็นอะไรน่ะเทวทูต”

“เปล่า ไม่ได้เป็นอะไร” เกเบรียลเอ่ยตอบเซ็ปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แม้จะรู้สึกคลื่นเหียนอยู่ภายในอกก็ตาม กลิ่นเลือดอสูร เหม็นคาวเสียยิ่งกว่าเลือดของสิ่งมีชีวิตใดๆ ตอนนี้เขาได้พิสูจน์ประโยคนั้นเรียบร้อยแล้ว

“สีหน้าเจ้ามันสวนทางกับสิ่งที่พูดนะ” เซ็ปเอ่ยในขณะที่มองหน้าเกเบรียล “เผื่อเจ้าไม่รู้น่ะนะ”

“ช่างข้าเถอะ”

เกเบรียลเอ่ยเสียงสะบัด ให้ตายยังไงเขาก็จะไม่ยอมเผยด้านที่อ่อนแอของตัวเองออกมาให้อสูรนี่เห็นอย่างแน่นอน แค่ฮอร์คตนเดียวเขาก็รู้สึกว่าศักดิ์ศรีของตนเองแหลกสลายไปเกือบหมดแล้ว เทวะขัตติยะอย่างเขาไม่นึกเลยว่าจะมีวันที่ตกอับขนาดนี้

ไม่สิ อันที่จริงก็ควรเตรียมใจตั้งแต่คิดจะกบฏแล้ว...

ดวงตาสีทองเย็นเยียบเมื่อคิดถึงจุดนี้ พลันในหัวก็รู้สึกมึนตื้อ รู้ตัวอีกทีก็เข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้นเสียแล้ว เทวทูตหนุ่มหายใจติดขัด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงหนึ่งตะโกนฝ่าเสียงอื้ออึงของเหล่าอสูรตนอื่น

“เกล เจ้าเป็นอะไรน่ะ!

เกเบรียลสบตากับฮอร์คในขณะที่ตัวเขาถูกพยุงขึ้นโดยเซ็ป เทวทูตหนุ่มอ้าปากจะตอบ ทว่าสายตากลับเหลือบไปทางด้านหลังของอสูรหนุ่มเข้าเสียก่อน ดวงตาสีทองเบิกกว้างก่อนจะร้องตะโกนเสียงดัง

“ระวัง!

แต่ดูเหมือนว่าคำเตือนของเขาจะช้าไป เมื่อกรงเล็บของคู่ต่อสู้ร่างยักษ์ตวัดวูบโดยมีปีกสีดำสนิทของฮอร์คเป็นเป้าหมาย ราวกับทุกอย่างหยุดชะงัก ภาพความทรงจำไหลเข้าหัวของเกเบรียล ปีกสีขาวบริสุทธิ์ที่ถูกกระชากออกไปอย่างไม่ปรานี เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็น

ไม่! เขาไม่ต้องการเห็นภาพเหตุการณ์เช่นนั้นอีก!

ฝ่ามือเรียวยกขึ้นสูง แสงสีทองสว่างเปล่งประกายก่อนที่เกเบรียลจะสะบัดแสงนั้นพุ่งเข้าใส่อสูรร่างยักษ์จนอีกฝ่ายกระเด็นไปอีกทาง โดยที่ไม่แม้แต่จะแตะปลายปีกของฮอร์คได้สักนิด พลันเสียงอุทานก็ดังเซ็งแซ่ยิ่งกว่าเดิม

“มันผิดกติกา การประลองไม่ควรมีคนนอกเข้าแทรก!

“แสงนั่น...พลังเวทย์ของเทวทูตงั้นเหรอ?”

“เทวทูตในแดนอสูร?!

“ให้ตายสิ! เจ้าทำอะไรลงไปเนี่ย?!

เกเบรียลได้ยินเสียงเซ็ปบ่นอุบ ก่อนที่วินาทีต่อมาเขาจะถูกอีกฝ่ายยกขึ้นพาดบ่าอย่างกะทันหัน ดวงตาสีทองเบิกกว้างทันทีที่โดนอีกฝ่ายแตะเนื้อต้องตัวด้วยสัมผัสจาบจ้วง ก่อนที่วินาทีต่อมาเทวทูตหนุ่มจะเริ่มดิ้นด้วยแรงทั้งหมดที่มีพร้อมกับอ้าปากโวยวายเสียงดังลั่น

“เจ้าจะทำอะไรฮะ ปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้”

“เงียบน่ะ! ขืนปล่อยเจ้าลงได้มีจลาจลย่อมๆ แน่” เสียงทุ้มบ่นอุบ ก่อนจะร่ายยาว “ตอนนี้เจ้าไปนั่งเงียบๆ ในห้องรับรองก่อนดีกว่า ไม่งั้นอสูรพวกนั้นต้องทึ้งร่างเจ้าแหงๆ โทษฐานยื่นมือเข้าขวางการประลอง”

“ขะ ข้าไม่ได้ตั้งใจสักหน่อย” เกเบรียลเถียง ใบหน้าบูดบึ้งด้วยความหงุดหงิด “ใครใช้ให้เพื่อนเจ้าหันหลังให้คู่ต่อสู้กันฮะ ในสนามรบ การทำแบบนั้นไม่ต่างกับการฆ่าตัวตายหรอกนะ!

“ก็เพราะเจ้านั่นแหละ”

“ข้าไปเกี่ยวกับเรื่องนี้ตรงไหนฮะ!

เกเบรียลยังคงโวยวายลั่น ถึงแม้ว่าตอนนี้เซ็ปจะวางเขาลงบนเก้าอี้ไม้เนื้อแข็งภายในห้องรับรองซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากลานประลองแล้วก็ตาม อสูรร่างใหญ่ถอนหายใจเฮือกเมื่อได้ยินเช่นนั้นแต่ก็ไม่ได้อธิบายอะไรให้มากความนอกจากสั่งกำชับด้วยประโยคสั้นๆ

“เจ้ารอฮอร์คอยู่ในนี้แหละ เดี๋ยวจบประลองเจ้านั่นก็มาหาเจ้าเอง”

“นี่ยังจะประลองต่อหรือไง?”

“แน่นอนสิ คิดว่าข้ากับฮอร์คจะยอมเสียเดิมพันที่วางไว้เพราะแค่เจ้าทำเสียเรื่องงั้นหรือไง” เซ็ปเลิกคิ้วจ้องหน้าเกเบรียลก่อนจะเดินไปทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม “ไม่ต้องห่วงเจ้านั่นหรอก เจ้าไม่อยู่ตรงนั้นแล้วเพื่อนข้าคงมีสมาธิมากขึ้น”

“ข้าไม่ได้ห่วง” เกเบรียลเชิดใบหน้าแต่กลับไม่ยอมสบตากับเซ็ป “อีกอย่าง เจ้าอย่ามาพูดเหมือนข้าเป็นตัวถ่วงเพื่อนเจ้าได้ไหมฮะ ข้าอยู่ของข้าเฉยๆ นะโว้ย!

“ตัวถ่วงงั้นเหรอ ข้าชอบคำนั้นนะ”

เกเบรียลได้แต่ถลึงตามองสีหน้ายียวนกวนประสาทของเซ็ปด้วยไม่รู้จะเอ่ยคำใดโต้กลับไปดี อสูรพวกนี้เป็นเหมือนกันหมดหรือไง ปากร้าย ป่าเถื่อน พูดจาหยาบคายจนเขาอยากจะถลาเข้าไปชกสักหมัดสองหมัดให้ฟันร่วง สบถด่าในใจได้ไม่เท่าไหร่เสียงประตูเปิดก็เรียกความสนใจเขาไป เทวทูตหนุ่มหันกลับไปมองก่อนจะพบว่าฮอร์คกำลังเดินเข้ามาข้างใน เสื้อผ้าอสูรหนุ่มขาดวิ่น แผงอกมีเลือดเปื้อนเป็นทางยาวแต่กลับไม่แสดงท่าทีเจ็บปวดเลยสักนิด ทันทีที่ดวงตาสีดำคู่นั้นหันมาสบเขา ปากร้ายๆ ก็เริ่มทำงานทันที

“เจ้านกปีกหัก ทำอะไรของเจ้ากันฮะ!

“ข้าสิที่ต้องถามเจ้า” เกเบรียลชักสีหน้าเมื่ออีกฝ่ายอ้าปากบ่นเขาทันทีที่เห็นหน้ากัน “หันหลังให้คู่ต่อสู้แบบนั้นอยากตายหรือไง!

“ลานประลองไม่อนุญาตให้ฆ่ากันสักหน่อย”

“งั้นแค่เจ้าโดนกระชากปีกหลุดก็ไม่ผิดกฎใช่ไหม?!

“เจ้า...?”

“ช่างเหอะ” เกเบรียลตัดบทเมื่อรู้สึกว่าตัวเองพูดมากเกินไปแล้ว เทวทูตหนุ่มหันหน้าหนีสายตาของฮอร์คแล้วเอ่ยต่อ “เสร็จหรือยัง ข้าอยากกลับแล้ว”

“เทวทูตนี่เมากลิ่นเลือดน่ะ” เซ็ปหันไปพูดกับฮอร์คโดยไม่สนใจสายตาเย็นเยียบที่เกเบรียลส่งไปข่มขู่เลยสักนิด

“ข้าฝากเจ้ารับเงินพนันด้วย พรุ่งนี้ค่อยเอาไปให้ข้า” ฮอร์คเอ่ยก่อนจะเอื้อมมือไปหิ้วคอเสื้อเกเบรียลขึ้นมาจนอีกฝ่ายร้องโวยวายเสียงดัง “ส่วนเจ้าเงียบๆ หน่อย จะพากลับแล้วนี่ไง”

“คอข้า คอข้า โอ๊ย!

“ฮ่าๆๆ พวกเจ้าดูสนิทกันจังนะ”

สนิทกับผีสิ!

เกเบรียลได้แต่สบถด่าอีกฝ่ายอยู่ในใจ อยากด่าออกมาตรงๆ อยู่หรอกเสียแต่ว่ากลิ่นคาวคลุ้งที่ลอยมาแตะจมูกทันทีที่เดินพ้นบานประตูออกมาทำให้เทวทูตหนุ่มชักจะมึนหัวขึ้นมาอีกครั้ง

“เหม็น...”

“ก็รู้ว่าตัวข้าเปื้อนเลือดเต็มไปหมด แต่เจ้าน่าจะรักษามารยาทบ้าง มาว่าข้าตัวเหม็นแบบนี้ ข้าเสียความรู้สึกนะ”

“เหอะ กับอสูรอย่างเจ้าน่ะข้าไม่ต้องระวังคำพูดนักหรอก”

เกเบรียลบ่นไปพลางเดินตามแรงฉุดของอีกฝ่ายไปพลาง พวกเขาเดินห่างออกจากลานประลองได้ระยะหนึ่งแล้ว สายลมยามค่ำคืนพัดเอากลิ่นคาวเลือดอสูรไปเกือบหมดจนเทวทูตหนุ่มเริ่มจะหายใจสะดวกขึ้นมาบ้าง แต่แทนที่ฮอร์คจะเดินกลับไปยังทิศทางที่ตั้งบ้านของตัวเอง อสูรหนุ่มกลับเลี้ยวไปอีกทางเสียอย่างนั้น เมื่อเกเบรียลเอ่ยถามก็ได้รับคำตอบมาสั้นๆ

“แวะอาบน้ำก่อนไง”

“อาบน้ำ?” เทวทูตหนุ่มย่นหัวคิ้ว “บ้านเจ้าก็มีห้องน้ำไม่ใช่หรือไง”

“ข้าชักขี้เกียจจะพูดกับเจ้าแล้วสิ” อสูรหนุ่มส่ายหัว “ช่างซักช่างถามจนข้าปวดหัว”

“อ้าว พูดแบบนี้เจ้าอยากมีเรื่องหรือไง!

เกเบรียลโวยวายไปตลอดทางจนเจ็บคอ ทว่าก็ไม่อาจเรียกความสนใจจากฮอร์คได้เลยแม้แต่น้อย อสูรหนุ่มตั้งหน้าตั้งตาเดินจนกระทั่งเกเบรียลเห็นแม่น้ำสายหนึ่งทอดตัวอยู่ด้านหน้า แสงไฟสีทองสว่างกะพริบวับวาว และเมื่อเดินเข้าไปใกล้เรื่อยๆ จึงเห็นว่ามันคือกลุ่มหิ่งห้อยนั่นเอง

“ไง สนใจมาอาบด้วยกันไหม” ฮอร์คเอ่ยชวน

“เชิญเจ้าคนเดียวเถอะ”

เกเบรียลกลับปฏิเสธไปแทบจะทันทีก่อนจะหันซ้ายหันขวาแล้วทิ้งตัวนั่งลงบนโขดหินใกล้ๆ ริมแม่น้ำ ฮอร์คเองเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยืนยันจะไม่ลงมาด้วยกันตามคำชวนจึงได้แต่ถอดเสื้อผ้าของตัวเองกองไว้บนฝั่งแล้วกระโดดลงน้ำเสียงดังตู้มโดยจงใจกระโดดไปบริเวณที่ใกล้กับโขดหินที่เกเบรียลนั่งอยู่ ตามมาด้วยเสียงโวยวายที่ฮอร์คคาดเอาไว้แล้วว่าต้องได้ยินแน่ๆ อสูรหนุ่มหัวเราะลั่นในขณะที่วักน้ำขัดล้างผิวกายเปื้อนเลือดของตัวเอง

“เจ้านี่โวยวายได้โวยวายดีจริงๆ”

“ถ้าเจ้าไม่หาเรื่องข้า คิดว่าข้าจะด่าเจ้าให้เจ็บคอหรือไง”

“เอาน่าๆ ข้าก็แหย่เจ้าไปอย่างนั้นแหละ”

“เหอะ...”

เกเบรียลแค่นเสียงใส่ก่อนจะเงียบไป เทวทูตหนุ่มพ่นลมหายใจออกจมูกในขณะที่หันเหความสนใจไปจากเรือนร่างสูงใหญ่ของฮอร์ค เจ้าอสูรนี่ก็แค่อยากแหย่เขาเล่น แม้จะไม่อยากมีปฏิกิริยาให้เจ้านั่นได้ใจแต่มันก็อดไม่ได้จริงๆ เพราะฉะนั้นเขาควรเลิกสนใจอสูรนี่ไปสักระยะท่าจะดีกว่า เกเบรียลคิดในใจพลางจ้องมองเหล่าหิ่งห้อยที่บินวนไปมาตรงหน้า แสงกะพริบวิบวับดูสวยงามในยามค่ำคืน บนแดนน่านฟ้าก็มีเจ้าแมลงจำพวกนี้อยู่เหมือนกัน แต่กลับหาดูยากมาก แถมยังไม่เปล่งแสงสว่างขนาดนี้

“นี่...”

“อะไรของเจ้าอีก” เกเบรียลตวัดสายตามอง ก่อนจะพบว่าฮอร์คว่ายน้ำมาเกาะอยู่บริเวณริมขอบแม่น้ำตรงหน้าเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ “ข้าขี้เกียจเถียงกับเจ้าแล้วนะ ขอพักหายใจบ้างไม่ได้หรือไง”

“เปล่าสักหน่อย”

“งั้นเจ้ามีธุระอะไรจะคุยกับข้า” เกเบรียลเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ก่อนที่ดวงตาสีทองจะเบิกขึ้นเล็กน้อยเมื่อฮอร์คเอ่ยประโยคต่อมา

“ที่เจ้าช่วยข้าไว้...” อสูรหนุ่มใช้ดวงตาสีดำขลับมองหน้าเขานิ่ง ริมฝีปากหนากระตุกยิ้มก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแหบต่ำที่รอบนี้ฟังดูอ่อนโยนจนเกเบรียลรู้สึกแปลกๆ “ขอบใจนะ”

“...ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร” เกเบรียลว่าพลางเบนหน้าหนีสายตาของฮอร์ค ไม่รู้หรอกว่าทำไมต้องหนี เขารู้แค่ว่าหากสบตากับอีกฝ่ายนานกว่านี้ความรู้สึกแปลกๆ อาจเล่นงานเขาได้

“ข้าถามเจ้าได้ไหม?”

“ถามอะไร”

“ที่เจ้าช่วยข้าไว้...” ดวงตาสีดำหรี่ลงเล็กน้อยในขณะที่จ้องพิจารณาสีหน้าของเทวทูตหนุ่มแล้วกล่าวต่อ “เจ้ากลัวข้าบาดเจ็บ หรือเพราะนั่นทำให้เจ้านึกถึงตัวเอง”

“ข้าไม่จำเป็นต้องตอบเจ้า” เกเบรียลคอแข็งขึ้นทันทีเมื่อฮอร์คเอ่ยถามอย่างรู้ทัน เกิดความเงียบขึ้นครู่หนึ่ง ฮอร์คไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา อสูรหนุ่มทำเพียงเกาะริมขอบแม่น้ำแล้วมองหน้าเกเบรียลนิ่งๆ ส่วนผู้ถูกมองก็ได้แต่หลบสายตาไปทางอื่น เนิ่นนานกว่าจะยอมเอ่ยปากออกมาอีกครั้ง “...เพราะข้ารู้ว่าสำหรับเผ่าพันธุ์อย่างพวกเรา ปีกคือสิ่งที่สำคัญ มันเปรียบเสมือนแขนขาข้างที่สาม เป็นสิ่งที่หากขาดไปก็ไม่ต่างอะไรกับคำว่าพิการ”

“แต่เจ้าเข้มแข็งมาก”

“ข้าไม่มีทางเลือกอื่นนี่” เกเบรียลกระตุกยิ้ม หากเขาไม่เข้มแข็ง วันข้างหน้าเขาจะเอาพลังที่ไหนไปแก้แค้นล่ะ? ดวงตาสีทองฉายประกายกร้าวอย่างไม่รู้ตัวเมื่อคิดมาถึงจุดนี้

ใช่...เกเบรียลยังคงมีความคิดแก้แค้นวนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลา

“เจ้า...ยังแค้นอยู่สินะ”

“หึ เจ้าคิดว่าไงล่ะ”

เกเบรียลถามกลับ ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ได้ตอบอะไรเขา เห็นดังนั้นเทวทูตหนุ่มจึงเบนหน้าไปทางอื่น แสงไฟจากหิ่งห้อยตัวน้อยทำให้เขาตกอยู่ในภวังค์ความคิดที่ถูกฮอร์คเอ่ยกระตุ้น รู้ตัวอีกทีก็มีใครบางคนทรุดตัวนั่งลงบนโขดหินข้างๆ เขาเสียแล้ว เมื่อหันไปก็พบว่าเป็นฮอร์คที่แต่งตัวเรียบร้อย ไม่สิ...เรียบร้อยกับผีอะไร ใส่แค่กางเกงตัวเดียวเปลือยแผงอกล่ำราวกับจะข่มกันแบบนี้ เกเบรียลหรี่ตาลงด้วยความหงุดหงิดเมื่อคิดว่าหุ่นตัวเองก็ไม่ได้น้อยหน้าอะไรกับอสูรนี่ เพียงแค่เขาตัวไม่หนาเท่าอีกฝ่ายก็แค่นั้นเอง

“มองข้าด้วยสายตาพิศวาสขนาดนี้ข้าคิดลึกนะ”

“พิศวาสกับผีสิ!

ฮอร์คหัวเราะลั่นเมื่อโดนเกเบรียลตอกหน้ากลับมาเช่นนั้น อสูรหนุ่มเท้ามือทั้งสองข้างลงกับพื้นก่อนจะเอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อย ใบหน้าคมเข้มเงยมองท้องฟ้ายามราตรี พระจันทร์สีเหลืองนวลลอยเด่นอยู่ท่ามกลางหมู่ดาวระยิบระยับ บรรยากาศเงียบสงบลงไปถนัดตาเมื่ออสูรหนุ่มไม่ได้เอ่ยปากเย้าแหย่อะไรเกเบรียลอีก เนิ่นนานที่ทั้งคู่ปล่อยอารมณ์ให้ไหลไปตามธรรมชาติตรงหน้า ก่อนที่ฮอร์คจะเอ่ยปากขึ้นมา

“เจ้าเชื่อไหมเกล ว่าการแก้แค้นไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นมาหรอกนะ”

“จู่ๆ เจ้าวกกลับมาพูดเรื่องนี้อีกทำไม” เกเบรียลชะงักไปแล้วหันกลับมามองหน้าฮอร์คด้วยแววตากึ่งสงสัยกึ่งไม่ไว้ใจ “ดูเจ้าอยากจะยุ่งวุ่นวายกับเรื่องของข้าจังนะ”

“ข้าก็แค่ไม่อยากเห็นใครหลงผิด”

“ข้ามีเหตุผลของข้าเสมอ” เกเบรียลถอนหายใจเฮือก ดวงตาสีทองสบกับดวงตาสีดำสนิทไม่ละไปไหน จนอีกฝ่ายเห็นชัดถึงความมุ่งมั่นที่ไม่อาจสั่นคลอนได้ด้วยถ้อยคำไม่กี่ประโยค “เจ้าว่ามันไม่ทำอะไรให้ดีขึ้นมางั้นเหรอ? แต่ว่านะ สำหรับข้าแล้ว ข้าคิดว่ามันต้องดีขึ้น อย่างน้อยความแค้นในใจข้าก็ได้รับการบรรเทาหากได้เห็นเจ้านั่นตายตกด้วยน้ำมือของข้าในสักวันหนึ่ง”

“เจ้าพูดมาขนาดนี้ ข้าชักจะเข้าใจแล้วว่าเจ้าหัวดื้อขนาดไหน” และความแค้นกำลังกัดกินจิตใจเจ้าจนแทบหมดหนทางเยียวยา ประโยคนี้ฮอร์คได้แต่คิดอยู่ในใจโดยไม่ได้เอ่ยออกไป เกเบรียลนอกจากจะร่วงหล่นแล้วยังใกล้มืดบอด หากไม่รีบฉุดอีกฝ่ายขึ้นมา มีหวัง...

“ข้าไม่เห็นว่ามันจะเกี่ยวกับเจ้าตรงไหน”

“งั้นพอหายดีเจ้าก็คงจะจากไป?” ฮอร์คเลิกคิ้วในขณะที่เอ่ยถาม “เย็นชาจริงๆ จะทิ้งข้าอีกรอบสินะ”

“ไม่มีเหตุผลให้ข้าต้องอยู่ต่อนี่ แล้วทิ้งเจ้าอีกรอบอะไร?”

“ว่าแต่เจ้าคิดเหรอว่าจะแก้แค้นอริเจ้าได้ด้วยตัวคนเดียว” ฮอร์คไม่ได้ตอบสิ่งที่เกเบรียลถาม แต่กลับเอ่ยไปอีกเรื่องแทน “ซ้ำปีกของเจ้า...”

“ข้ามีหนทางของข้าแล้วกัน” เกเบรียลเอ่ยขัดขึ้นมาโดยไม่ยอมให้ฮอร์คได้กล่าวจนจบ ดวงตาสีทองปรายมองใบหน้าคมเข้มก่อนกล่าวต่อ “บางทีข้าก็ไม่เข้าใจเจ้านะฮอร์ค ข้าจะเป็นจะตายแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเจ้ากันฮึ”

“ข้าก็แค่เตือนเจ้าในฐานะที่เคยเป็นแบบเจ้าแค่นั้นแหละ”

“หืม? เจ้าจะบอกว่าเจ้าเคยแก้แค้นงั้นเหรอ”

“หึ...เรื่องมันนานมาแล้ว” อสูรหนุ่มแค่นหัวเราะเล็กน้อย ดวงตาสีดำสนิทจ้องสบกับเกเบรียลก่อนจะเอ่ยย้ำ “และข้าขอยืนยันว่ามันไม่มีอะไรดีขึ้นสักนิด”

“ข้ากับเจ้ามันคนละคนกัน ความคิดเห็นแตกต่างกันเป็นเรื่องธรรมดา” เกเบรียลถอนหายใจแล้วตัดสินใจตัดบท “เลิกพูดเรื่องนี้เถอะ ข้าปวดหัว”

“เปลี่ยนใจเมื่อไหร่บอกข้าแล้วกัน”

ฮอร์คเอ่ยสั้นๆ แล้วเงียบไป ดวงตาสีดำสนิทมองเสี้ยวหน้าคนข้างกาย เกเบรียลหลุบตามองผืนน้ำตรงหน้าโดยไม่เอ่ยอะไร ทว่าเมื่ออสูรหนุ่มทำท่าจะลุกขึ้น ดวงตาสีทองคู่นั้นกลับตวัดมองมาทางเขาแล้วเอ่ยร้องขอบางสิ่งที่ทำให้ฮอร์คเบิกตาขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ

“ปีกของเจ้า...” เกเบรียลเงียบไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยต่อ “ช่วย...สยายมันออกมาอีกครั้งได้ไหม?”

“ทำไม เจ้าติดใจหรือไง”

เอ่ยกระเซ้าออกไปเช่นนั้นแต่ก็ยอมสยายปีกของตนเองออกมาแต่โดยดี ก่อนที่ฮอร์คจะคลี่ปีกข้างหนึ่งเข้าโอบร่างของเทวทูตข้างกายเอาไว้ อสูรหนุ่มสัมผัสได้ถึงฝ่ามือกร้านที่ไล้แผ่วตามแนวโครงปีกของตนเอง เมื่อลอบพิจารณาใบหน้าของเกเบรียลก็เห็นว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าเศร้าสร้อยระคนโหยหาจนน่าตกใจ ตลอดมาเทวทูตตนนี้มักแสดงท่าทีเข้มแข็งต่อหน้าเขามาโดยตลอด น้อยมากที่จะแสดงด้านที่อ่อนแอออกมาเช่นนี้

ฮอร์คคิดไปเพลินๆ ก็ต้องประหลาดใจอีกครั้งเมื่อเกเบรียลเอนศีรษะเข้าซบกับกลุ่มขนนกนิ่มบริเวณแผงปีกของตนเอง เสียงถอนหายใจแผ่วเบาก่อนที่เสียงทุ้มจะเอ่ยออกมาสั้นๆ

“ข้าคิดถึงปีกของข้าจัง...”

จบประโยคนั้นเกเบรียลก็ไม่เอ่ยอะไรออกมาอีก และตอนนั้นเองที่ฮอร์คตระหนักได้ถึงความจริงบางสิ่งเกี่ยวกับเทวทูตหนุ่มตนนี้ นอกจากเกเบรียลจะแข็งกร้าวเพราะความแค้นแล้ว ลึกๆ ในใจกลับเปราะบางราวกับกระเบื้องเคลือบ กระเบื้องเคลือบที่เพียงแค่สะกิดเบาๆ ก็อาจแตกร้าวได้ทุกเมื่อ

ดวงตาสีดำสนิทไหววูบเมื่อความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา

...เขาอยากรักษาบาดแผลในใจของเทวทูตตนนี้เหลือเกิน

 ---------------------------

แจ็ค ทอร์ค 

ที่จริงฮอร์คน่ะอ่อนโยนมากๆ เลยนะคะ ถึงจะปากร้าย ปากหมาก็เถอะค่ะ 55555

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 29 ครั้ง

169 ความคิดเห็น

  1. #168 dartothegleiz (@chalisagam) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 เมษายน 2562 / 17:00
    ฉากซบปีกคือน้ำตาไหลเลยฮือ
    #168
    0
  2. #163 wonnybum (@wonnybum) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 19:55
    เริ่มคุ้นเคยกันมากขึ้นแล้วนะ น่ารักตรงที่ต่อปากต่อคำกันนี่แหละ เกลก็ค่อยๆสงบลงกว่าแรกๆเยอะเลย แต่สองคนนี้เคยเจอกันมาก่อนเหรอ
    #163
    0
  3. #125 baekbow (@baekbow) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2560 / 20:12
    คู่นี้เขาเคยเจอกันสินะ // ตอนที่เกลสัมผัสปีกฮอร์คคืออารมณ์เราแบบโคตรเศร้าอ่ะ คือสงสารมาก น้ำตาไหลเลย รู้สึกปวดใจมากๆ เหมือนสูญเสียสิ่งสำคัญในชีวิตไปอ่ะ
    #125
    0
  4. #97 sehun-hunhan (@hunhan-sehun) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 / 12:39
    แสดงว่าคู่นี้เคยเจอกันแล้วแน่ๆ แต่น้องเกลจำไม่ได้ สงสารน้องมาก เข้าใจความรู้สึกว่าเสียปีกไปคงจะเสียใจมาก พี่อสูร ช่วยเป็นปีกให้น้องด้วยนะ
    #97
    0
  5. #80 พญานก T^T (@Khaofang_17) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2560 / 11:50
    ละมุนวนไป
    #80
    0
  6. #68 eveATK (@evezaka) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 มีนาคม 2560 / 14:27
    อ่อนโยน
    #68
    0
  7. #6 อลิสแสบ>////< (@alissaraoom19) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2559 / 03:28
    คิดถึงงงงมาต่ออีก55556
    #6
    1