ตอนที่ 4 : บทที่ 3 ท่องแดนอสูร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1038
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 29 ครั้ง
    17 ก.ค. 59

บทที่ 3

ท่องแดนอสูร

 

“ร้อน! ข้าไม่ทำแล้ว!

เกเบรียลสบถออกมาด้วยความหงุดหงิดหลังจากที่ทนช่วยงานฮอร์คไปได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง แดดในแดนอสูรแรงกล้าจนแสบหน้าไปหมด เดิมทีเกเบรียลไม่ใช่พวกที่ลำบากนิดหน่อยก็โอดครวญ เขาเป็นถึงแม่ทัพแนวหน้าของกองกำลังแดนน่านฟ้า แต่ว่า...ในสภาพร่างกายที่ร่อแร่แบบนี้ เทวทูตหนุ่มก็อดที่จะตะโกนออกมาไม่ได้จริงๆ

ไอ้เวรที่ไหนมันใช้แรงงานคนเจ็บแบบนี้กันฮะ?!

“แปลงผักฝั่งซ้ายมือเจ้ายังไม่ทำเลยนะ”

“เจ้าก็ทำเองสิ!

ดวงตาสีทองถลึงมองอย่างหงุดหงิด เกเบรียลวาง...ไม่สิ โยนที่รดน้ำในมือลงกับพื้นจนน้ำภายในกระฉอกออกมาเปียกพื้นดินเป็นวง ก่อนจะหันหลังจ้ำเท้าเดินเข้าบ้านไปโดยไม่ฟังเสียงตะโกนโวยวายของฮอร์คเลยแม้แต่น้อย ตอนนี้เกเบรียลรู้แค่ว่าตัวเองร้อนจนหงุดหงิด แถมคอยังแห้งผาก ไม่รู้ว่าเพราะแดดร้อนจนสูญเสียน้ำในร่างกายหรือว่าตะโกนลับฝีปากเถียงกับฮอร์คกันแน่

แต่น่าจะเป็นเพราะอย่างหลังมากกว่า

เทวทูตหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้เนื้อแข็งภายในห้องอาหาร ก่อนจะชะงักเมื่ออิลคินำแก้วน้ำมาวางบนโต๊ะตรงหน้า ดวงตาสีทองเหลือบขึ้นสบอีกฝ่ายเล็กน้อยแล้วพึมพำขอบคุณเสียงเบา เกเบรียลจิบน้ำช้าๆ ความเย็นของสายน้ำที่ไหลผ่านลงคอทำให้เขารู้สึกดีขึ้นไม่น้อย

“ท่านต้องการเช็ดตัวหรือเปล่าท่านเกเบรียล” อิลคิที่คอยรับใช้อยู่ด้านข้างเอ่ยขึ้นมา “เหงื่อออกเต็มตัวท่านหมดแล้ว ปล่อยทิ้งไว้จะไม่เหนียวตัวหรือ?”

เกเบรียลก้มหน้าลงพิจารณาสภาพตนเองตามที่อิลคิบอกและเห็นเป็นจริงดังที่อีกฝ่ายว่า เสื้อผ้าฝ้ายที่เขาสวมใส่อยู่นั้นชื้นไปด้วยเหงื่อเป็นวงกว้าง ยิ่งช่วงแผ่นหลังนั้นยิ่งเยอะกว่าบริเวณอื่น ตอนแรกก็มัวแต่หงุดหงิดฮอร์คจนไม่ได้สังเกตตัวเอง พออิลคิเอ่ยออกมาถึงได้รู้สึกเหนอะหนะตัว

แต่ว่า...เขาไม่อยากเช็ดตัวนี่ ใบหน้าเทวทูตหนุ่มบูดบึ้ง ตั้งแต่มาอยู่ที่แดนอสูรแห่งนี้เขายังไม่เคยได้อาบน้ำจริงๆ จังๆ เลยสักครั้ง คิดได้ดังนั้นจึงเอ่ยออกไป

“ข้าอยากอาบน้ำ ไม่อยากเช็ดตัว”

“แต่...”

“บาดแผลด้านหลังข้าสมานตัวดีแล้วไม่ใช่หรือไง?” เกเบรียลเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ดวงตาสีทองจ้องหน้าอิลคิด้วยสายตากดดันจนอสูรรับใช้อึดอัดใจ

“นั่นก็ใช่ เพียงแต่ท่านยังไม่ควร...”

“ข้าจะอาบน้ำ” เกเบรียลยังคงยืนยันคำเดิมสร้างความลำบากใจให้กับอิลคิเป็นอย่างมาก เมื่อดูท่าทีแล้วว่าเทวทูตหนุ่มตนนี้คงไม่ยอมเปลี่ยนใจง่ายๆ แน่ อสูรรับใช้จึงจำต้องเอ่ยแบ่งรับแบ่งสู้

“เช่นนั้นข้าต้องไปถามท่านฮอร์ค...”

“จะถามอะไรข้ากันฮึ?” พูดยังไม่ทันขาดคำ เสียงแหบห้าวของผู้ที่กำลังถูกเอ่ยถึงก็ดังแทรกขัดขึ้นมา ฮอร์คขมวดคิ้วมองหนึ่งเทวทูตและหนึ่งอสูรรับใช้ของตนเองด้วยแววตาสงสัยก่อนจะเอ่ยถามซ้ำเมื่อเห็นว่าทั้งคู่เงียบไปเมื่อเห็นเขา “ข้าถามทำไมไม่ตอบฮะ อิลคิเมื่อกี้เจ้าจะถามอะไรข้า ว่ามาให้ไว”

“ท่านเกเบรียลอยากจะอาบน้ำ แต่ข้าคิดว่าบาดแผลของท่านเกเบรียลถึงจะสมานกันดีแล้วแต่ก็ยังไม่ควรโดนน้ำขอรับ เลยจะไปถามความคิดเห็นท่านว่าจะอนุญาตหรือไม่”

“เจ้าจะอาบน้ำงั้นเหรอ?”

“ใช่ ข้าไม่ได้อาบน้ำจริงๆ จังๆ มาสองอาทิตย์แล้วนะ” เกเบรียลเอ่ยย้ำเสียงเข้ม “เพราะฉะนั้นข้าจะอาบน้ำ ข้าอยากสระผมเต็มแก่แล้ว!

“ก็ได้...”

“ฮะ?” เกเบรียลเผลออุทานออกมาเพราะไม่คิดว่ามันจะง่ายขนาดนี้

ซึ่งก็คิดถูกนั่นแหละ...

“ข้าเองก็เหนียวตัวอยากอาบน้ำพอดี” ฮอร์คว่าพลางเอื้อมมือพาดคอเกเบรียลแล้วลากอีกฝ่ายซึ่งยังตกอยู่ในอาการงงงวยให้เดินตามมา “อาบพร้อมเจ้าเลยแล้วกัน”

“เฮ้ยเดี๋ยว เจ้าจะบ้าหรือไง!

“ไม่นี่ ข้าว่าข้าปกติดีนะ” ฮอร์คตอบกลับหน้าตาย พลันใบหน้าของอสูรหนุ่มก็ฉายแววเจ้าเล่ห์ แล้วแสร้งเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตกใจ “หรือว่าเจ้าคิดอกุศลกับข้า?”

“หลงตัวเอง ใครจะไปคิดอะไรกับอสูรถึกอย่างเจ้ากันฮะ”

“ไม่คิดก็ดี งั้นก็เลิกโวยวายได้แล้ว อยากอาบน้ำไม่ใช่หรือไง ถ้าเจ้ายังปากมากทำตัวน่ารำคาญอีกข้าจะจับเจ้ากลับไปล่ามโซ่เหมือนเดิมแล้วนะ”

“นะ นี่เจ้าคิดว่าจะขู่ข้ายังไงก็ได้เหรอ!

“แน่นอนสิ ก็ตอนนี้เจ้าเป็นนกปีกหักไม่มีพิษมีภัยอะไรให้ข้าต้องกลัวนี่”

“เจ้า เจ้ามัน...!

เกเบรียลอ้าปากจะด่า ทว่ากลับไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาพูดดี เทวทูตหนุ่มได้แต่กัดฟันกรอดในขณะที่โดนฮอร์คล็อคตัวลากไปยังห้องน้ำอย่างจำยอมก่อนที่ชายเสื้อเขาจะถูกเลิกขึ้นและถอดออกจากตัวด้วยความรวดเร็วจนไม่อาจเอ่ยปากห้ามได้ทัน

“เฮ้ย อย่าดิ้น!

“ใครใช้ให้เจ้าถอดเสื้อข้าฮะ!?” เกเบรียลสบถด่าเสียงดังลั่น แต่ฮอร์คกลับหัวเราะร่าอย่างไม่สะทกสะท้าน

“เจ้าจะอาบน้ำทั้งชุดหรือยังไง ประสาท”

“คนที่ประสาทมันเจ้าต่างหาก เฮ้ย! จับอะไรวะ!” เทวทูตหนุ่มโวยเสียงดังเมื่อมือของฮอร์คเอื้อมมาแกะผ้าพันแผลบริเวณหน้าอกของตนเอง เกเบรียลตะปบมือของอสูรหนุ่มที่กระทำการอุกอาจเอาไว้ทันควันพลางหันไปถลึงตาแยกเขี้ยวใส่ “กล้าดียังไง...!

“เฉยๆ เถอะน่า ข้าจะดูแผลเจ้า”

“ไม่ต้อง...”

“ถ้ายังอยากอาบน้ำก็อยู่นิ่งๆ” ฮอร์คกดเสียงต่ำ ในน้ำเสียงไม่ได้แฝงแววยียวนกวนอารมณ์ดังเช่นเคย ทำให้เกเบรียลเผลอชะงักการกระทำแล้วยืนหันหลังนิ่งให้อสูรหนุ่มจัดการกับผ้าพันแผลตนเอง

ผ้าพันแผลถูกคลายออกจากร่างของเกเบรียล เผยให้เห็นแผ่นหลังขาวกระจ่างเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อสมส่วนเช่นบุรุษเพศ และมันคงจะน่าเชยชมกว่านี้หากไม่ใช่เพราะมีรอยแผลเป็นใหญ่น่ากลัวหกรอยเรียงตัวอยู่ด้านหลัง ดวงตาสีดำสนิทหรี่ลงพิจารณารอยแผลนั้น มันสมานตัวแล้วเหลือทิ้งไว้เพียงรอยสีแดงคล้ำตัดกับผิวขาวกระจ่างรอบด้าน ปลายนิ้วยาวเอื้อมไปแตะผิวบริเวณนั้น สัมผัสขรุขระจากบาดแผลบอกเป็นนัยว่าผู้ที่กระชากปีกของเกเบรียลออกไปนั้นไม่ได้ออมแรงปรานีเลยแม้แต่น้อย

“อย่าแตะ...” เสียงห้ามกดต่ำดังจากเกเบรียล แผ่นหลังกว้างเกร็งขึ้นก่อนจะกล่าวต่อ “มันไม่มีอะไรน่าพิสมัยให้เจ้าดูหรอก”

“แผลเจ้าสมานเร็วดีนะ”

“เพราะข้ามีสายเลือดขัตติยะ...” เกเบรียลเอ่ยออกมาก่อนจะเงียบไป ดวงตาสีทองฉายแววกร้าวแล้วกล่าวต่อ “แม้ว่าหลักฐานแสดงฐานะจะถูกพรากไป แต่ยังไงก็ไม่อาจเปลี่ยนสายเลือดข้าได้อยู่ดี”

“ข้าก็พอจะได้ยินมาบ้าง...” ฮอร์คว่าพลางชำเลืองตามองเกเบรียล ในขณะที่ดันให้อีกฝ่ายลงไปนั่งในอ่างอาบน้ำหินตรงหน้า “เรื่องของเทวทูตหกปีก”

“ไม่น่าเชื่อว่าอสูรเช่นเจ้าจะเคยได้ยินเรื่องราวของพวกข้า” เกเบรียลว่าพลางวักน้ำขึ้นลูบร่างกาย สายน้ำเย็นทำให้อุณหภูมิในร่างกายของเขาเย็นลง ส่งผลต่ออารมณ์ที่เริ่มดีขึ้น “ทั้งๆ ที่เผ่าพันธุ์ข้ากับเจ้าไม่เคยมีสัมพันธไมตรีกันด้วยซ้ำ”

“บางทีเจ้านี่ก็น่าโมโหเหมือนกันนะ”

“ข้าควรจะพูดคำนั้นกับเจ้ามากกว่ามั้ง?” เกเบรียลสวนกลับก่อนจะเอี้ยวศีรษะมาด้านหลัง ดวงตาสีทองหรี่ลงเมื่อเห็นว่าอสูรหนุ่มยังคงยืนอยู่ด้านหลังตนเอง “แล้วเจ้าจะอยู่ตรงนี้อีกนานไหม จะอาบน้ำก็อาบไปไม่ต้องมายืนเฝ้าข้า ประสาท”

“จะสระผมไม่ใช่หรือไง”

“แล้วเกี่ยวอะไรกับเจ้า”

“ทำเองถนัดหรือไงล่ะ”

ไม่ว่าเปล่าฮอร์คยังถือวิสาสะรวบเส้นผมสีเงินยาวของเกเบรียลขึ้นมาพร้อมกับตักน้ำราดศีรษะอีกฝ่ายโดยไม่รอให้เทวทูตหนุ่มได้เอ่ยปากอนุญาต แน่นอนว่าได้รับเสียงโวยวายดังลั่นกลับคืนมาแทบจะในทันที

“เฮ้ย! หยุดเดี๋ยวนี้นะเจ้าอสูรเวร ผมข้า ข้าจัดการเองได้ โอ๊ย! แล้วจะกระชากทำไมวะ!

“เงียบน่ะ! ไม่งั้นข้าจะกล้อนผมเจ้าไปขายตลาดมืดจริงๆ ด้วย”

นะ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันฮะ?!

เกเบรียลได้แต่อ้าปากพะงาบๆ ระดับความเผด็จการของฮอร์คชักจะเพิ่มสูงขึ้นทุกวันๆ เทวทูตหนุ่มกัดฟันกรอด นึกเจ็บใจตัวเองที่เพียงแค่โดนขู่แต่กลับยอมอยู่นิ่ง อย่าบอกนะว่าลึกๆ ในใจนั้นเขากลัวเจ้าอสูรบ้านี่น่ะ?!

“เจ้ามันเผด็จการ!

“ข้าไม่เถียงหรอกนะ” ฮอร์คยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ในขณะที่มือก็สาละวนจัดการกับเส้นผมสีเงินยาวของเกเบรียลไปพลาง ความเงียบโรยตัวปกคลุมทั้งคู่จนกระทั่งอสูรหนุ่มเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาขึ้นมาอีกครั้ง “เฮ้ เล่าเรื่องของเจ้าให้ฟังบ้างสิ”

“ไม่มีอะไรน่าฟังหรอก” เกเบรียลแค่นเสียงหัวเราะหึในลำคอ

“ไว้เจ้าเล่ามาก่อนแล้วข้าจะตัดสินเองว่ามันน่าฟังหรือไม่น่าฟัง”

“เจ้านี่มันขี้ตื๊อจริงๆ” เกเบรียลบ่นอุบ เทวทูตหนุ่มเอนศีรษะพิงกับขอบอ่างหิน ดวงตาสีทองเหม่อมองเพดานด้านบนก่อนจะหลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้ฮอร์คจัดการกับเส้นผมของตนเองไปในขณะที่เริ่มเอ่ยปาก “ข้าชื่อเกเบรียล เทวะขัตติยะทายาทลำดับที่สอง ข้าเป็นแม่ทัพกองกำลังหน่วยทะลวงฟัน แต่ก็นั่นแหละ...”

“เจ้ามีชีวิตที่ดีเกล แล้วทำไม...”

“เพราะข้าผันตัวเป็นกบฏยังไงล่ะ” เกเบรียลเอ่ยต่อพลางแค่นเสียงหัวเราะ ก่อนจะเงียบไปโดยไม่ได้กล่าวอะไรออกมาอีก ปล่อยให้ฮอร์คได้แต่ขมวดคิ้วมุ่น อสูรหนุ่มไม่ยอมให้ความสงสัยกัดกินใจนานนัก เขาถามออกไปทันที

“ทำไมถึงได้กบฏซะล่ะ”

“ช่างมันเถอะ” เกเบรียลลืมตาขึ้นมา เขายักไหล่แล้วเอ่ยต่อ “ทำหน้าที่ของเจ้าดีๆ หน่อย นั่นผมข้านะไม่ใช่เชือกป่านที่ไหน ขืนเจ้ายังทำรุนแรงต่อไปอย่าหาว่าข้าไม่ไว้หน้านะ”

ประโยคยาวยืดที่ฮอร์คฟังแล้วรับรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายไม่ต้องการจะบอกสาเหตุให้เขาฟัง ดูท่าว่ากำแพงภายในใจของเทวทูตตนนี้คงยากที่จะทลายภายในเวลาอันสั้น อสูรหนุ่มส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะตักน้ำราดเส้นผมของเกเบรียลเพื่อล้างเอาฟองยาสระออกไป เอาเถอะ เขาเองก็ไม่ได้ต้องการจะคาดคั้นอะไรอีกฝ่ายให้มากความนักหรอก เพียงแค่ต้องการจะหาเรื่องคุยเท่านั้นเอง

“เกล”

“อะไร”

“เจ้าสนใจจะออกไปข้างนอกกับข้าคืนนี้ไหม?” ไม่รู้อะไรดลใจให้ถามเช่นนั้น ฮอร์คเองเมื่อเอ่ยออกไปแล้วก็อดรู้สึกแปลกใจตัวเองไม่ได้เช่นกัน จริงๆ แล้วเขาก็แค่คิดว่าหากปล่อยให้เกเบรียลอยู่แต่ที่บ้านเฉยๆ คงได้กลายเป็นนกป่วย เฉาตายคาบ้านก็เท่านั้น

“จะให้ออกไปทำอะไร เดินเล่นเรื่อยเปื่อยหรือไง”

“คืนนี้มีงานประลองประจำเขต เผื่อเจ้าจะอยากเปิดหูเปิดตา” ฮอร์คยักไหล่ “ข้าก็แค่กลัวว่าเจ้าจะเฉาตายคาบ้านข้าเท่านั้นแหละ”

“หึ เจ้าไปเถอะ ข้าไม่เฉาตายง่ายๆ หรอก” เกเบรียลปฏิเสธ ดวงตาสีทองหลุบลงมองผิวน้ำที่โอบล้อมรอบกาย เงาสะท้อนบนนั้นปรากฏใบหน้าเรียบนิ่งของเขา ทว่าสิ่งที่โดดเด่นบนใบหน้านั้นคือรอยแผลเป็นน่าเกลียดข้างแก้ม เกเบรียลเบนสายตาไปทางอื่นแล้วเอ่ยต่อ “สภาพข้าแบบนี้ เจ้าคิดว่าข้าอยากจะเดินออกไปให้ชาวอสูรมองหรือไง”

“ใบหน้าเจ้าก็ไม่ได้แย่อะไรมากมายนี่”

“เจ้าไม่เข้าใจความรู้สึกข้าหรอก”

เกิดความเงียบขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่ฮอร์คจะเอ่ยออกมาสั้นๆ แต่กลับทำให้ใจคนฟังสั่นไหว

“จริงที่ข้าไม่เข้าใจ แต่อย่างนึงที่ข้ารู้คือข้าไม่ได้รังเกียจใบหน้าเจ้า พวกเราชาวอสูรไม่ได้ตัดสินใครเพียงเพราะดูแค่ที่ใบหน้า”

“ข้า...”

“ผ่อนคลายซะบ้าง ไม่งั้นเจ้าได้เส้นเลือดในสมองแตกตายแน่ๆ”

“ให้ตายสิ เจ้านี่ทำตัวดีได้ไม่นานจริงๆ!” เทวทูตหนุ่มสบถพึมพำ ก่อนจะย่นหัวคิ้วเมื่อศีรษะตนเองโดนฝ่ามือใหญ่ตบปุๆ

“สรุปว่ายังไง จะไปกับข้าไหม”

“ข้ามีสิทธิ์ปฏิเสธจอมเผด็จการอย่างเจ้าหรือไงล่ะ”

เพียงเท่านั้น ฮอร์คก็ระเบิดเสียงหัวเราะลั่นโดยไม่สนใจเลยว่าใบหน้าของเกเบรียลจะบูดบึ้งมากแค่ไหน

 

สุดท้ายก็โดนลากออกมาจนได้

เกเบรียลคิดพลางถอนหายใจเฮือก เทวทูตหนุ่มเดินเคียงไปกับร่างสูงใหญ่ของฮอร์คเงียบๆ โดยไม่กล่าวอะไรออกมา แสงจันทร์ยามค่ำคืนส่องสว่างเผยให้เห็นทิวทัศน์แวดล้อมของแดนอสูรได้อย่างชัดเจนไม่แพ้ตอนกลางวัน ดวงตาสีทองเหลือบมองสองข้างทางที่คึกคักไปด้วยกลุ่มอสูรต่างสายพันธุ์ เสียงเอะอะโวยวายดังไปทั่วอาณาบริเวณจนเขาปวดหูไปหมด เกเบรียลย่นหน้า อย่างที่คิดเลย อสูรพวกนี้ป่าเถื่อนกันจริงๆ นั่นแหละ

“ทำหน้าแบบนั้นด่าพวกข้าอยู่ในใจหรือไง”

“...เปล่านี่”

“ทำหน้าย่นเป็นไส้เดือนแบบนี้ข้าคงเชื่อเจ้าหรอก” ฮอร์คหัวเราะหึหึในลำคอ ดวงตาสีดำปรายมองคนข้างกายด้วยแววตาขบขันแล้วจึงเอ่ยต่อ “แล้วจะเอาผ้าคลุมหัวแบบนั้นอีกนานไหมเนี่ย เจ้าไม่ร้อนหรือไงฮะ”

“เรื่องของข้า”

เกเบรียลว่าพลางกระชับผ้าคลุมศีรษะตนเอง อดคิดไม่ได้ว่าขนาดเขาคลุมหน้าคลุมหัวเกือบมิดแบบนี้แล้วอสูรนั่นยังมองเห็นอีกว่าเขาทำสีหน้าเช่นไร จะว่าไปแล้วเหตุผลที่เขาทำแบบนี้ก็เพราะไม่อยากให้ใครจ้องใบหน้าของตนเอง ใบหน้าที่มีตำหนิเป็นรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ข้างแก้มมันไม่ได้น่าจรรโลงใจคนมองนักหรอก

“ก็บอกแล้วไงว่าไม่ต้องกังวลเรื่องนั้น”

“อย่ามาทำเป็นรู้ดีได้ไหม เจ้ามีหน้าที่อะไรก็ทำไป ไม่ต้องมายุ่งเรื่องของข้าให้มากความ”

“ปากดี”

ฮอร์คแค่นเสียงหัวเราะแล้วผลักศีรษะเกเบรียลด้วยความหมั่นไส้ เรียกเสียงโวยวายดังกลับมาได้เป็นอย่างดี ทว่าอสูรหนุ่มไม่ได้ใส่ใจ ดวงตาสีดำสนิทมองตรงไปข้างหน้า เวทีประลองขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านโอบล้อมไปด้วยเหล่าอสูรนานาพันธุ์ส่งเสียงอึกกะทึกเชียร์อสูรสองตนที่กำลังสู้กันอยู่บนเวที เสียงคำรามและเสียงกรงเล็บวาดผ่านอากาศดังสลับกันยิ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาของเหล่าผู้ชมให้ยิ่งคึกคักเข้าไปใหญ่

“โฮ่ ดุเดือดกันจริงๆ”

“ป่าเถื่อน” เกเบรียลเบ้ปาก ดวงตาสีทองหรี่ลงมองการต่อสู้ที่เน้นเอาความสะใจตรงหน้าด้วยสายตาเหยียดหยาม ไม่ใช่ว่าแดนน่านฟ้าจะไม่มีการประลองเช่นนี้ มันมี เพียงแต่ว่าเทวทูตเช่นพวกเขานั้นจะประลองกันเพื่อแลกเปลี่ยนทักษะการต่อสู้ ไม่ได้สู้กันเพราะความกระหายเลือดเช่นนี้

แถมกลิ่นเลือดอสูรพวกนี้ยังทำเขาเวียนหัวอีกนี่สิ!

“คราวนี้ข้าจะไม่เถียงเจ้าแล้วกัน” ฮอร์คว่าพลางตบไหล่เกเบรียลเบาๆ แล้วดันอีกฝ่ายให้เดินไปทางด้านข้างลานประลอง ตรงนั้นเองที่เกเบรียลเห็นอสูรรูปร่างสูงใหญ่ตนหนึ่งยืนตระหง่าน ใบหน้าคมเข้มดูเจ้าเล่ห์ ดวงตาสีเหลืองสดราวกับตาอสรพิษจ้องการประลองบนเวทีด้วยสายตากระหายในการต่อสู้ ก่อนจะละสายตามาเมื่อฮอร์คเอ่ยปากเรียก “รอบที่เท่าไหร่แล้วเซ็ป”

“รอบที่สาม ข้านึกว่าเจ้าจะไม่มาแล้วเชียว” เซ็ปว่าพลางปลายตามองเกเบรียลซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ฮอร์คด้วยสายตาแฝงเลศนัย “ได้ข่าวว่ากำลังหลงของเล่นใหม่นี่”

“เจ้า...!

“เฮ้ย! ไม่เอาน่า” ฮอร์คเอ่ยขัดขึ้นมาเมื่อเห็นเกเบรียลทำท่าจะมีเรื่อง ดวงตาสีดำสนิทจ้องเตือนผู้เป็นเพื่อนก่อนจะกล่าวต่อ “ข้าจะฝากเจ้าดูแลเขาหน่อย”

“เจ้าว่าอะไรนะ? ทำไมเจ้าต้องทิ้งข้าไว้กับเจ้านี่ด้วย!” เกเบรียลโวยวายทันทีที่ได้ยินว่าฮอร์คจะทำอะไร อสูรหนุ่มเมื่อได้ยินดังนั้นก็ตั้งท่าจะอธิบาย ทว่าเซ็ปกลับชิงเอ่ยออกไปก่อน

“ก็เจ้าหมอนี่ต้องขึ้นเวทีประลองน่ะสิ”

“ฮะ?”

“ข้าต้องขึ้นเวทีประลอง ข้ายังไม่ได้บอกเจ้าหรือไง” ฮอร์คเลิกคิ้วจ้องหน้าเกเบรียลจนเทวทูตหนุ่มรู้สึกหงุดหงิด ดวงตาสีทองถลึงมองก่อนจะกัดฟันตอบกลับไป

“ถ้าเจ้าบอกข้าจะโวยวายอย่างนี้หรอ!

ยังไม่ทันที่ฮอร์คจะได้โต้อะไรกลับไป เสียงระฆังก็ดังก้องกังวาน อสูรหนุ่มหันมองเวทีก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปาก ดวงตาสีดำฉายประกายวาบ ก่อนที่จะหันกลับมาทางเกเบรียลแล้วเอ่ยเพียงสั้นๆ

“เอาเป็นว่าเจ้าอยู่กับเซ็ปตรงนี้แล้วกัน”

“เฮ้ย เดี๋ยวสิวะ!

แน่นอนว่าคำท้วงของเกเบรียลไม่ได้เข้าหูของฮอร์คเลยแม้แต่น้อย หรือถึงจะเข้ามันก็คงทะลุออกหูอีกข้างไปแล้ว เกเบรียลถลึงตาจ้องแผ่นหลังของอสูรหนุ่ม ก่อนที่ดวงตาสีทองจะเบิกกว้างเมื่อวินาทีต่อมาปีกขนนกขนาดใหญ่สีดำขลับจะแผ่สยายออกมาจากแผ่นหลังกว้างนั้น มันสะบัดกระพือทีเดียวก็พาร่างของฮอร์คลอยขึ้นกลางอากาศแล้วพุ่งทะยานไปยืนตระหง่านอยู่กลางลานประลอง

เสียงโห่ร้องตะโกนก้องดังจนปวดหู แต่กระนั้นเกเบรียลก็ยังคงได้ยินเสียงหัวเราะด้วยความพึงพอใจดังมาจากร่างของอสูรข้างกาย เทวทูตหนุ่มหันมองหน้าเซ็ป ก่อนที่ฝ่ายนั้นจะกระตุกยิ้มมุมปากส่งให้เขาแล้วเอ่ยออกมาสั้นๆ

“อสูรวิหค ดาวเด่นของเวทีประลอง เจ้าไม่คิดอย่างนั้นหรือไงเทวทูต?”

----------------------------

แจ็ค ทอร์ค

ยังเขียนเรื่องนี้อยู่นะคะ แค่ไม่ค่อยได้มาอัพ 55555

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 29 ครั้ง

169 ความคิดเห็น

  1. #162 wonnybum (@wonnybum) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 19:25
    โอ้!!! ฮอร์คเป็นวิหกด้วย แบบนี้ได้คู่ปรับของแท้เกลเอ๋ย
    #162
    0
  2. #124 baekbow (@baekbow) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2560 / 19:59
    บินได้ด้วย งื้อออออออ ทำไมไม่เห็นเกลเคยบอกเลยว่าฮอร์คมีปีก หรือจะเป็นแบบเทวดานะที่ปีกจะออกมาเฉพาะตอนที่ต้องการเท่านั้น
    #124
    0
  3. #96 sehun-hunhan (@hunhan-sehun) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 / 12:25
    ถึงน้องเกลจะไม่มีปีก แต่พี่อสูรจะเป็นปีกให้น้องเอง
    #96
    0