ตอนที่ 21 : บทที่ 20 บุคคลที่ไม่คาดคิด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 618
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    16 ก.ย. 59

บทที่ 20

บุคคลที่ไม่คาดคิด

 

เกเบรียลทอดสายตามองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มแก่ ดวงอาทิตย์กำลังลาลับขอบฟ้าในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ดวงตาสีทองมองออกไปไกล แสงสีสว่างไสวเริ่มปรากฏให้เห็นตามแนวทางทอดยาวไปยังใจกลางเมืองหลวงที่อยู่ไกลลิบ เทศกาลเฉลิมฉลองวันครบรอบสถาปนาราชวงศ์กำลังเริ่มขึ้น และนั่นรวมถึงภารกิจของเขาด้วยเช่นกัน

“เราจะไปกันหรือยัง”

เสียงหนึ่งดังขึ้น เมื่อหันกลับไปมองก็พบร่างสูงใหญ่ของฮอร์คในชุดพรางตัวสีดำสนิทไม่ต่างกับเขายืนซ้อนอยู่ด้านหลัง เส้นผมหยักศกสีดำที่เคยปล่อยละต้นคอถูกรวบมัดอย่างเรียบร้อย ใบหน้าคมเข้มเรียบสนิท แต่ดวงตาสีดำขลับกลับไม่อาจปกปิดความกังวลไว้ได้เลยแม้แต่น้อย

“ไปกันเถอะ” เกเบรียลพยักหน้ารับ แต่ยังไม่ทันได้เดินไปไหนฮอร์คก็เอ่ยเรียกเขาเอาไว้

“เกล”

“อะไร”

“ข้า...” ฮอร์คเอ่ยขึ้นมาเพียงสั้นๆ ก่อนจะเงียบไปและใช้เพียงดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นจ้องมองเขา ความเงียบดำเนินอยู่เพียงไม่กี่วินาที แต่สำหรับเกเบรียลแล้วรู้สึกว่ามันช่างแสนนานกว่าที่อสูรหนุ่มจะเอ่ยออกมาอีกครั้ง “ข้ารู้ว่าเวลานี้ไม่เหมาะ แต่ว่า...ขอจูบเจ้าอีกสักครั้งจะได้ไหม”

“ปกตินึกอยากทำก็ทำเลยไม่ใช่หรือไง”

“ก็...”

เกเบรียลไม่ปล่อยให้ฮอร์คได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม เทวทูตหนุ่มยื่นหน้าเข้าไปใกล้อีกฝ่าย และแนบริมฝีปากตนเองลงบนเรียวปากของอสูรหนุ่ม ก่อนที่ใบหน้าของเขาจะถูกฝ่ามือใหญ่ประคองเอาไว้แล้วโอบเอวดึงเข้าไปรับสัมผัสให้แนบชิดมากยิ่งขึ้น ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดซึ่งกันและกัน สัมผัสหวานที่ควรจะทำให้ใจเต้นด้วยความเขินอายอย่างทุกครั้งกลับเจือจางความโศกเสียจนเกเบรียลกำชายเสื้ออีกฝ่ายแน่น

ฮอร์คกังวลเกี่ยวกับภารกิจครั้งนี้ เขารู้ดีที่สุด แม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่พูดและยอมรับการตัดสินใจของเขา แต่ลึกๆ ในใจคงไม่ต้องการแบบนี้ ไม่ต้องการให้เขาไปเสี่ยงอันตรายหรือกระทำการใดๆ ที่อาจทำให้ทั้งคู่พรากจากกัน แต่ในเมื่อทางเลือกมีไม่มากนั้น ซ้ำยังบีบบังคับเขาเสียขนาดนี้ เกเบรียลเองก็จำใจต้องทำ แม้ว่าสุดท้ายแล้วหากโชคร้ายจุดจบก็คงเป็นเพียงความตาย ถึงตอนนั้นเขาเองก็อาจจะเป็นแค่ดวงจิตเล็กๆ ในห้วงอากาศ ลืมเลือนทุกสิ่งทุกอย่างและไร้ซึ่งความเจ็บปวด...

“เกล...เจ้าร้องไห้ทำไม”

“ขะ ข้า...” เกเบรียลเอ่ยออกมาได้แค่นั้นก็เงียบไป เทวทูตหนุ่มก้มหน้าลงเล็กน้อยในขณะที่ยกหลังมือขึ้นปาดน้ำตาตนเองด้วยความงุนงง นี่เขาร้องไห้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน “ขอโทษที ข้า...ไม่รู้ตัว”

“ไม่เป็นไร ข้าอยู่นี่” ปลายนิ้วฮอร์คไล้ปาดน้ำตาบนผิวแก้มเกเบรียลแล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้าอยู่ข้างเจ้าเสมอ เจ้าก็รู้นี่ใช่ไหม?”

“อืม ข้ารู้” เกเบรียลพยักหน้ารับ เขาคลี่ยิ้มในขณะที่เงยหน้าขึ้นสบตากับฮอร์ค “ขอบใจฮอร์ค ข้าไม่เป็นไรแล้ว”

“ดีแล้ว”

“เสียเวลามามาก ข้าว่าเราควรไปกันสักที”

“เมืองหลวงไม่ได้อยู่ใกล้ๆ เจ้าจะไปยังไงเกล” ฮอร์คขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “หรือเจ้าจะให้ข้าพาบินไป”

“ถ้ามีใครเห็นเจ้าได้เป็นจุดเด่นกันพอดี” เกเบรียลส่ายหน้าปฏิเสธข้อเสนอนั้นแล้วกล่าวต่อ “เราจะใช้บริการพิเศษกัน”

“บริการพิเศษ?”

เกเบรียลไม่ได้อธิบายต่อว่ามันคืออะไร แต่กลับแสดงให้ดูโดยการผิวปากเป็นท่วงทำนองแปลกๆ เสียงหวีดหวิวแทน ฮอร์คเห็นอย่างนั้นก็ได้แต่ขมวดคิ้วแน่นขึ้นไปกว่าเดิมด้วยความสงสัย แต่ไม่ทันไรก็ได้ยินเสียงกระพือปีกพร้อมกับเสียงร้องแหลมๆ ผ่านสายลม ร่างของนกสีขาวขนาดใหญ่บินลงมาหยุดอยู่ตรงหน้าพวกเขา มันเอียงคอมองทั้งคู่พร้อมกับส่งเสียง แกว๊ก สั้นๆ หนึ่งครั้ง

“ข้าจะไปเมืองหลวง พาไปหน่อยได้ไหม?” เกเบรียลเอ่ยพลางเอื้อมมือลูบหน้าผากที่ปกคลุมด้วยปุยขนนุ่มสีขาวบริสุทธิ์เบาๆ ก่อนที่เจ้านกตัวใหญ่จะย่อตัวลงเป็นเชิงให้ขึ้นมานั่งบนหลังมัน

“นี่มันอะไรกันเนี่ย?”

“วิหคสวรรค์ อีกทางเลือกหนึ่งในการเดินทางบนแดนน่านฟ้า” เกเบรียลกล่าวตอบในขณะที่พาตัวเองขึ้นไปนั่งบนหลังของมันเรียบร้อยแล้ว ดวงตาสีทองเหลือบมองอสูรหนุ่มที่ยังคงยืนนิ่งอยู่บนพื้นแล้วเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งก่อนเอ่ยถามออกไป “เจ้าจะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม ขึ้นมาสิ”

“เจ้าว่ามันไม่แปลกไปหน่อยหรือไง”

“อะไรแปลก?”

“ข้าก็มีปีกแล้วทำไม...” ฮอร์คมีสีหน้ากระอักกระอวนใจยามเอ่ยออกไป “...ทำไมข้าต้องมานั่งเจ้านกหน้าโง่นี่ด้วย”

“แกว๊กๆๆๆ”

ทันทีที่คำว่านกหน้าโง่หลุดออกจากปากอสูรหนุ่ม วิหคสวรรค์ก็ส่งเสียงประท้วงดังลั่น ซ้ำยังตีปีกใส่ฮอร์คจนเจ้าตัวต้องกระโดดหลบไปด้านข้างอีกด้วย

“เลิกปากเสียแล้วขึ้นมาได้แล้วฮอร์ค”

“เจ้านกนี่จะดีดข้าลงจากหลังน่ะสิ”

“นั่นเพราะเจ้าไปว่ามันก่อนต่างหากล่ะ” เกเบรียลส่ายหัวเบาๆ อย่างระอาใจแล้วก้มลงไปพูดกับวิหคสวรรค์ซึ่งดูท่าแล้วยังไม่หายหงุดหงิดดี “เจ้าอสูรนี่ปากเสียไปนิด เจ้าอย่าถือสาเขาเลยนะ”

“แกว๊ก!

“มันด่าข้าแหงๆ” ฮอร์คกอดอกหรี่ตามองอย่างไม่ไว้ใจ

“ฮอรค์” เกเบรียลกดเสียงต่ำ แล้วกล่าวต่อ “จะไปไหม ถ้าไม่ข้าจะไปคนเดียว”

เมื่อโดนยื่นคำขาดมาเช่นนี้ แม้ว่าฮอร์คจะรู้สึกไม่ค่อยถูกชะตากับเจ้าวิหคสวรรค์นี่แต่ก็จำต้องปีนขึ้นไปนั่งบนหลังมันอย่างช่วยไม่ได้ หลังจากนั่งเรียบร้อยแล้ววิหคสวรรค์ก็ส่งเสียงร้องออกมาอีกครั้งก่อนจะกางปีกพาพวกเขาโผบินขึ้นบนน่านฟ้า สายลมเย็นพัดปะทะ เส้นผมสีเงินของเกเบรียลปลิวระใบหน้าฮอร์คจนเขาต้องเอื้อมมือไปรวบจับมันเอาไว้

“ไม่รู้จักมัดผมให้เรียบร้อยเลยนะเจ้าน่ะ”

“เจ้ารำคาญเหรอ”

“ก็เปล่าหรอก” ฮอร์คยักไหล่เบาๆ ก่อนจะดึงที่รัดผมของตัวเองออกมามัดให้เกเบรียลแล้วโอบเอวอีกฝ่ายเอาไว้ จากนั้นจึงเกยคางตนเองลงบนหัวไหล่ของเทวทูตหนุ่มโดยไม่ได้พูดอะไรอีก เกเบรียลเองก็ไม่ได้เอ่ยห้ามอะไร เขาปล่อยให้ฮอร์คทำตามที่ใจต้องการ เพราะบางที นี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่พวกเขาทั้งคู่จะได้อยู่เคียงคู่กัน...

...แค่อาจจะน่ะนะ

 

วิหคสวรรค์พาพวกเขามาส่งบริเวณที่ไม่ค่อยมีเทวทูตตนอื่นขวักไขว่นัก ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เกเบรียลต้องการอยู่พอดี เขาไม่อยากให้ตัวเองกับฮอร์คอยู่ในที่สาธารณะมากนัก เพราะไม่แน่ว่าอาจจะมีคนในราชวังแฝงตัวปะปนอยู่และสังเกตเห็นเขาได้

“ขอบใจนะ” เกเบรียลกล่าวกับวิหคสวรรค์ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปจูบบริเวณข้างแก้มมันเบาๆ จนมันส่งเสียงครางอือในคอด้วยความพออกพอใจ แต่ดูเหมือนว่าจะมี วิหคอีกตัวที่ไม่พอใจแทนซะนี่

“เจ้าจูบมันทำไม”

“ก็แทนคำขอบคุณที่มันมาส่งเราไง” ดวงตาสีทองใสแป๋วยามเอ่ยอธิบาย “วิหคสวรรค์ทำหน้าที่รับส่งเทวทูตโดยแลกกับความรักที่อีกฝ่ายมอบให้ คล้ายๆ กับเป็นพลังชีวิตแทนการทานอาหารนั่นแหละ แปลกตรงไหนกัน”

“เหอะ...”

“แกว๊ก~

“ไอ้เจ้านกนี่มัน...!” ฮอร์คตั้งท่าจะหาเรื่องกับวิหคสวรรค์ทันทีที่มันส่งเสียงร้องคล้ายกับจะเยาะเย้ย ดีที่เกเบรียลเข้ามาห้ามทัพเอาไว้ได้ทัน

“พอได้แล้วน่า” เทวทูตหนุ่มส่ายหน้าเบาๆ อย่างระอาใจ เขาหันกลับไปโบกมือให้วิหคสวรรค์ก่อนจะเงยหน้ามองส่งมันจนบินลับสายตาแล้วหันมาทางอสูรหนุ่มอีกครั้ง “เจ้านี่ทะเลาะได้กับทุกคนจริงๆ เลยนะ”

“ข้าหวงเจ้านี่”

“รู้แล้วน่า”

เกเบรียลบ่นอุบ ก่อนจะเลิกต่อล้อต่อเถียงแล้วกลับมาจริงจังอีกครั้ง ดวงตาสีทองหรี่ลงยามมองไปข้างหน้า แสงไฟสว่างไสวตัดกับความมืดยามราตรีดูสวยงามตา เขาได้ยินเสียงดนตรีและเสียงร้องรำทำเพลงดังมาแต่ไกล และในขณะที่เหล่าเทวทูตส่วนใหญ่ไปรวมตัวกันฉลองวันครบรอบสถาปนานั้น เกเบรียลก็ฉวยโอกาสนี้ลอบกลับเข้าเขตต้องห้ามอีกครั้ง

เส้นผมสีเงินถูกรวบม้วนเก็บไว้ภายใต้ผ้าคลุมศีรษะสีดำสนิทซึ่งปิดบังทั้งใบหน้าเหลือเพียงดวงตาสีทองทอแสงระยับในความมืด เกเบรียลหันไปส่งสัญญาณให้ฮอร์คเดินตามตนเอง ก่อนจะพาอีกฝ่ายลัดเลาะอ้อมไปยังเขตต้องห้ามซึ่งตั้งอยู่อีกฝากหนึ่ง แม้ว่าระหว่างทางนั้นจะมีเทวะอารักษ์คอยเดินตรวจตราเฝ้าระวังความปลอดภัย แต่ก็ถือว่าไม่แน่นหนามากนัก พวกเขาทั้งคู่ใช้ความมืดเป็นเงาเร้นกายคืบคลานเข้าไปใกล้เป้าหมายมากยิ่งขึ้นจนกระทั่งหลุดมาถึงด่านชั้นในจนได้

“แล้วไงต่อ” ฮอร์คกระซิบ ดวงตาสีดำสนิททอดมองไปข้างหน้า ซุ้มประตูทางเข้าถูกขนาบไว้ด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่สูงตระหง่าน และถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นลำต้นของมันมีรอยขีดเป็นสัญลักษณ์แปลกๆ อยู่รอยหนึ่ง

“ฮิลลี่อยู่แถวนี้” เกเบรียลเอ่ยขึ้น

“เจ้ารู้ได้ไง?”

“สัญลักษณ์นั่น” เกเบรียลพยักพเยิดไปยังรอยสัญลักษณ์บนต้นไม้ “ฮิลลี่ทำเอาไว้ตอนข้ากับเธอตกลงเรื่องแผนการกัน มาเถอะ เราต้องเข้าไปข้างใน”

“เกล” จู่ๆ ฮอร์คก็รั้งต้นแขนเกเบรียลเอาไว้ ทำให้เทวทูตหนุ่มหันกลับมามองด้วยความงุนงง อสูรหนุ่มมีสีหน้าเคร่งเครียดเสียจนเขานึกเป็นห่วง

“เป็นอะไร?”

“ไม่รู้สิข้าแค่...” ฮอร์คเงียบไป ทว่าคิ้วเข้มยังคงขมวดมุ่น “ช่างเถอะ ระวังตัวด้วยเกล ข้าคิดว่านี่มันดูง่ายไป”

“นั่นเพราะเทวะอารักษ์ส่วนใหญ่ถูกเกณฑ์ไปตรวจตราภายในเมืองไง”

ฮอร์คไม่ได้แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมกับสิ่งที่เกเบรียลบอก ดวงตาสีดำขลับสอดส่ายมองรอบกายอย่างไม่ไว้ใจ สัญชาติญาณภายในร่ำร้องบอกเขาว่านี่มันง่ายเกินไป จริงอยู่ว่างานครบรอบสถาปนาในเมืองหลวงมีบุคคลสำคัญมากพอที่จะเกณฑ์อารักษ์ไปดูแลเป็นจำนวนมาก แต่สถานที่ที่เรียกว่าเขตต้องห้ามนี่ก็คงสำคัญเช่นกัน เพราะจากคำบอกเล่าแล้วมันเป็นที่เก็บผลึกจิตวิญญาณของผู้ปกครองแดนน่านฟ้าเอาไว้ การรักษาความปลอดภัยไม่ควรด้อยกว่าในเมืองหลวงอย่างนี้

“อืม ข้าก็แค่เตือนเจ้าเอาไว้”

“ขอบใจ แต่ข้าว่าเราควรคิดกันก่อนว่าจะผ่านซุ้มประตูเข้าไปยังไง”

“อยู่เฉยๆ เถอะเจ้าน่ะ”

ฮอร์คกล่าวแค่นั้นก่อนจะยื่นมือออกมาข้างหน้า ริมฝีปากขมุบขมิบพึมพำมนตราบทหนึ่งด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา เกิดไอมนต์สีดำสนิทหมุนวนอยู่ใจกลางฝ่ามือใหญ่ ก่อนที่อสูรหนุ่มจะเป่าไอมนต์นั้นให้ลอยไปยังหน้าซุ้มประตูซึ่งมีเทวะอารักษ์สองตนยืนเฝ้าอยู่ ดวงตาสีดำสนิทหรี่ลงสังเกตปฏิกิริยาฝ่ายนั้นเล็กน้อย ก่อนจะฉุดมือพาเกเบรียลเดินออกไปซึ่งๆ หน้า

“เฮ้ยๆ เจ้าทำบ้าอะไรน่ะ?!

“ไม่เป็นไรน่า พวกนั้นไม่รู้หรอก” ฮอร์คหันมายักคิ้วให้ “เวทย์ลวงตาข้าไม่ใช่ขี้ๆ นะ”

“อ๊ะ เดี๋ยวสิ!

เกเบรียลยังไม่ทันได้ทำความเข้าใจดี ฮอร์คก็พาเขาเดินผ่านซุ้มประตูเข้ามาภายในเขตต้องห้ามได้อย่างง่ายดายจนเทวทูตหนุ่มถึงกับอ้าปากค้าง เขาเลี้ยวหลังมองเทวะอารักษ์หน้าซุ้มประตูสลับกับมองหน้าฮอร์คไปมองจนกระทั่งอสูรหนุ่มเอ่ยอธิบายนั่นแหละถึงได้กระจ่าง

“เวทย์ลวงตาทำให้พวกนั้นไม่เห็นเราไง เจ้าจะงงอะไรขนาดนั้น”

“ข้าไม่ยักรู้ว่าเจ้าใช้เวทย์เก่งด้วย นึกว่าถนัดแต่ใช้กำลังซะอีก”

“เลิกถามข้าได้แล้ว เวทย์นี้ไม่ได้คงอยู่ระยะยาวหรอกนะ”

เกเบรียลมุ่ยหน้าลงเล็กน้อยเมื่อถูกอีกฝ่ายบ่นใส่ แต่ก็ยอมจำนนต่อเหตุผลที่ฮอร์คยกขึ้นมา หลังจากมองสำรวจรอบด้านจนมั่นใจแล้วว่าจะไม่มีใครเห็นตัวเอง เกเบรียลก็วิ่งนำฮอร์คไปยังข้างตึกสูง ก่อนจะแนบตัวกลืนไปกับเงามืดบริเวณนั้น และที่เยื้องอยู่ข้างกันคือสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่รูปทรงคล้ายราชวังโบราณ หน้าบานประตูสลักลวดลายวิจิตรงามตา มีเทวะอารักษ์จำนวนหกนายยืนเฝ้าระวังความปลอดภัยอย่างแข็งขัน เกเบรียลเงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืน และทันทีที่พลุดอกแรกถูกจุดขึ้นฟ้า เทวทูหนุ่มก็ตัดสินใจร่ายเวทย์นิทราขึ้นมาอย่างรวดเร็วเหมือนกับครั้งแรกที่เขาใช้มัน

ไอมนต์ถูกเป่าออกไปข้างหน้า โดยมีเป้าหมายเป็นเหล่าเทวะอารักษ์ทั้งหก ใช้เวลาไม่นานนักจากที่เคยยืนกันตรงๆ ก็เริ่มสะบัดหัวไปมาด้วยความมึนงง และยังไม่ทันที่จะได้ทำการแจ้งเตือนอะไรต่างก็พากันล้มฟุ่บลงกับพื้นเสียแล้ว

“ตามข้ามา”

เกเบรียลเอ่ยสั้นๆ ก่อนจะรุดไปหยุดอยู่ที่หน้าประตูบานใหญ่ เทวทูตหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วยกมือวางทาบลงไป ดวงตาสีทองหลับลงช้าๆ และเริ่มตั้งสมาธิกำหนดจิตตัวเองให้นิ่งสนิท ประตูนี้ถูกร่ายเวทย์พิทักษ์แห่งธาตุทั้งสี่เอาไว้ การจะปลดล็อกมันจึงจำต้องใช้ธาตุคู่ตรงข้ามเข้าปะทะในคราวเดียว ซึ่งก็อย่างที่เขาเคยเล่าให้ฮอร์คฟัง การบังคับพลังธาตุทั้งสี่ในคราวเดียวนั้นเป็นเรื่องที่อันตรายเป็นอย่างมาก เพราะแต่ละธาตุนั้นมีพลังหักล้างกันเองและหากพลาดพลั้งไป พลังจะย้อนกลับเข้าสู่ร่างกายจนธาตุภายในตัวแตกซ่าน

แต่สำหรับเกเบรียลไม่ใช่ ความแค้นผลักดันให้เขาฝึกมันจนสำเร็จ...

พลังเวทย์สีน้ำตาลสว่างเรืองรอง ตามมาด้วยสีฟ้า สีขาว และสีแดงตามลำดับธาตุดินน้ำลมไฟ ก่อนที่สีสันทั้งสี่จะหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว กลายเป็นพลังเวทย์สีทองสว่าง เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดขึ้นบริเวณหน้าผากยามที่เกเบรียลพยายามควบคุมพลังให้สมดุลกัน ก่อนจะกระจายพลังนั้นอาบทั้งบานประตูขนาดใหญ่ เกิดแสงสว่างสีนวลขึ้นวูบหนึ่ง ตามมาด้วยเสียงคลิ๊กเบาๆ เกเบรียลละมือออกแล้วหอบหายใจเข้าลึก

“แฮ่ก!

“เกล เจ้าเป็นอะไรไหม?!

“ไม่ ข้าไม่เป็นไร” เอ่ยปฏิเสธพลางส่งยิ้มให้อีกฝ่ายเบาใจแล้วกล่าวต่อ “ข้าห่างหายจากการฝึกพลังเวทย์ไปนานเลยเหนื่อยนิดหน่อย มาเถอะ ข้าปลดล็อกได้แล้ว”

กล่าวจบเกเบรียลก็เปิดประตูเข้าไปข้างในโดยมีฮอร์คก้าวตามเข้าไปด้วยความรวดเร็ว สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาพวกเขาคือโถงกว้างที่มีเพียงความมืดมิด ก่อนสายตาทั้งสองคู่จะหยุดลงที่แท่นสูงกลางห้องโถง มันเป็นที่ตั้งของครอบแก้วทรงกลมลอยเด่น ภายในมีประกายสีฟ้าใสส่องสว่างอยู่บางเบา

“ผลึกจิตวิญญาณ” เกเบรียลพึมพำเบาๆ เขาก้าวไปข้างหน้าก่อนจะชะงักไป ดวงตาสีทองหรี่ลงและถอยกลับมายืนเคียงข้างฮอร์คเหมือนเดิม

“มีอะไร?”

“ข้าต้องตรวจดูให้เรียบร้อยก่อนว่านี่เป็นของจริง”

เกเบรียลบอกไปแค่นั้นก็เงียบ ดวงตาสีทองจ้องพิจารณาครอบแก้วผลึกจิตวิญญาณของซาฮาลด้วยแววตาเคร่งเครียด ปากพึมพำร่ายมนต์บทหนึ่งก่อนจะเป่าออกไป กระแสเวทย์สีขาวลอยวนรอบครอบแก้วนั้นก่อนจะจางหายไปโดยที่ทุกอย่างยังคงเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ไม่มีปฏิกิริยาต่อเวทย์เผยความจริง...

“เกล?”

ฮอร์คเอ่ยเรียกอีกฝ่ายเบาๆ เมื่อเห็นว่าเกเบรียลสาวเท้าเดินตรงไปยังแท่นสูงซึ่งเป็นที่ตั้งของครอบแก้วนั้น ดวงตาสีดำสนิทฉายแววเป็นห่วงก่อนที่อสูรหนุ่มจะรีบสาวเท้าเดินตามไปติดๆ ภายในใจรู้สึกห่วงเทวทูตตรงหน้าแต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้มากไปกว่าการเฝ้าดูและคอยระวังภัยให้ ฮอร์คมองเกเบรียลที่ค่อยๆ ยื่นมือไปแตะครอบแก้วนั้นก่อนจะเปิดออก แสงสีฟ้าสว่างเรืองรองออกมาจากผลึกทรงลูกบาศก์

“ในที่สุด...” เกเบรียลพึมพำเสียงเบา ดวงตาสีทองจ้องมองไปยังผลึกจิตวิญญาณที่อยู่ใกล้เพียงปลายนิ้วแตะ “ในที่สุดเรื่องนี้ก็จะจบลงเสียที”

ทว่า...เรื่องมันไม่ได้ง่ายเช่นนั้น

เปรี๊ยะ!!!

ทันทีที่ปลายนิ้วของเกเบรียลแตะลงบนผิวเรียบเย็นของผลึก กระแสไฟฟ้าก็แล่นผ่านปลายนิ้วเขาไปทั่วร่างกายด้วยความรวดเร็ว ดวงตาสีทองเบิกกว้าง ก่อนจะหลับปี๋ด้วยความเจ็บปวดที่ได้รับมาอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว เสียงร้องดังขึ้นอย่างไม่อาจห้ามได้ ก่อนที่ร่างของเทวทูตหนุ่มจะลงไปชักกระตุกอยู่บนพื้นกระเบื้องเย็นเยียบท่ามกลางความตกใจของฮอร์คที่รีบทรุดตัวลงดูอาการของคนรักทันที

“เกล!

“อึก! เวทย์...เวทย์พิทักษ์”

เกเบรียลเค้นเสียงออกมาด้วยความยากลำบาก ทั่วทั้งตัวเขาชาหนึบจนไม่อาจขยับส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายได้เลยแม้แต่น้อย กระแสพลังเวทย์อันคุ้นเคยไหลเวียนอยู่ภายในร่างกาย พลังเวทย์แห่งสายฟ้าซึ่งมีเพียงเทวทูตตนเดียวเท่านั้นที่สามารถใช้มันได้อย่างไร้ที่ติ

แอ๊ด...

เสียงบานประตูเปิดเข้ามา ก่อนจะตามมาด้วยเสียงตบมือเบาๆ เป็นจังหวะราวกับต้องการสรรเสริญในความกล้าหาญบุกเขตแดนต้องห้ามของกบฏอย่างเกเบรียล ฮอร์คประคองเทวทูตหนุ่มซึ่งยังคงมีอาการสั่นกระตุกขึ้นมาแนบกายตนเอง ดวงตาสีดำสนิทฉายแววตึงเครียดยามมองตรงไปยังร่างสูงใหญ่ของเทวทูตผู้มาใหม่ซึ่งส่งยิ้มสุภาพมาให้เขา ทว่าดวงตากลับเย็นชาจนน่าใจหาย และเพียงอีกฝ่ายดีดนิ้วเบาๆ ทั่วทั้งห้องก็สว่างจ้าเผยให้เห็นกองกำลังเทวะอารักษ์นับสิบที่ยืนอยู่ด้านหลังของเทวทูตตนนี้

“ประสบการณ์ที่ผ่านมาไม่ได้ทำให้เจ้าเรียนรู้เลยงั้นหรือเกล”

“ซะ ซาฮาล...” เกเบรียลเอ่ยเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงกระท่อนกระแท่น แม้ว่าร่างกายจะไม่เอื้ออำนวยแต่ดวงตาสีทองกลับวาวโรจน์ยามจ้องตรงไปยังพี่ชายตนเอง

“สุดท้ายเจ้าก็กลับมาทำตามความตั้งใจเดิมอีกครั้งจนได้”

“อย่าแตะต้องเขา!” ฮอร์คเอ่ยเสียงต่ำเมื่อเห็นว่าซาฮาลสาวเท้าเข้ามาใกล้ อสูรหนุ่มวางร่างของเกเบรียลเอาไว้แล้วยืนขวางประจันหน้ากับซาฮาลโดยไม่มีแม้แต่ความกลัวเกรงในแววตา

“เจ้านี่เอง โตขึ้นเยอะพอดู” ซาฮาลไม่แม้แต่จะสนใจว่าฮอร์คมองตัวเองด้วยแววตาน่ากลัวขนาดไหน องค์ราชาแห่งแดนน่านฟ้ายังคงมีรอยยิ้มประดับใบหน้าไม่เสื่อมคลาย แม้ว่ารอยยิ้มนั้นจะแผ่ไปไม่ถึงดวงตาก็ตาม “แต่เจ้าจะทำอะไรข้าได้ล่ะ ข้าปกครองดินแดนแห่งนี้ ลำพังตัวเจ้ามีพละกำลังพอจะต่อกรกับข้าหรือไง ไม่สิ...ดูเหมือนว่าเจ้าเองก็มีห่วงอยู่ไม่ใช่หรือ จะไม่ลำบากเหรอหากคิดจะปะทะกันตรงๆ น่ะ”

ฮอร์คเงียบไปเมื่อได้ฟังซาฮาลกล่าวเช่นนั้น ตัวเขารู้ดีที่สุดว่า ห่วง ของซาฮาลหมายถึงใคร อสูรหนุ่มกัดฟันกรอด ลำพังตัวเขาจะให้ปะทะกับเทวทูตพวกนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะตึงมืออะไร แต่เกเบรียลดันบาดเจ็บและยังไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้ด้วยซ้ำ เขาเองก็ไม่อาจทิ้งอีกฝ่ายไว้แล้วหนีเอาตัวรอดไปได้คนเดียวเช่นกัน

“อย่าทำร้ายเขา”

“นั่นเป็นคำขอที่ยากนะ ในเมื่อเกลเองตั้งใจจะสังหารข้า” ซาฮาลยิ้มรับ ก่อนจะยิ้มกว้างยิ่งขึ้นเมื่อคิดอะไรสนุกๆ ขึ้นมาได้ “แต่ข้าจะลองพิจารณาคำขอของเจ้าดู หากเจ้าคุกเข่าลงอ้อนวอนต่อหน้าข้า”

“ไม่...ฮอร์ค อย่า!” น้ำเสียงเกเบรียลติดๆ ขัดๆ ยามเอ่ยออกมา เทวทูตหนุ่มพยายามทรงตัวลุกขึ้นนั่ง ดวงตาสีทองสั่นระริกด้วยความกังวล ก่อนจะแข็งกร้าวยามจ้องไปยังใบหน้าของซาฮาล “อย่ายุ่งกับเขา!

“อสูรนี่คงสำคัญสำหรับเจ้าเสมอสินะ ข้าไม่แปลกใจเลยที่ตอนเด็กๆ เจ้าร้องไห้แทบตายตอนข้าไปรับเจ้ากลับมา”

“เจ้าพูดเรื่องอะไรกัน?!

“ว่าไงอสูร จะทำตามที่ข้าเสนอไหมล่ะ” ซาฮาลแสร้งทำเป็นเมินคำถามของเกเบรียลและหันกลับมายิ้มให้ฮอร์คอย่างผู้ที่รู้ว่าตัวเองกำลังกุมชัยชนะอยู่ในมือ “ศักดิ์ศรีของเจ้าแลกกับการต่อลมหายใจให้กับน้องชายข้า”

“ฮอร์คอย่าทำ!

“เจ้าน่ะเงียบไปซะ!

ฮอร์คเอ่ยโดยไม่ยอมหันกลับไปมองเกเบรียลเลยแม้แต่น้อย ดวงตาสีดำสนิทจ้องเขม็งไปยังใบหน้าของซาฮาลซึ่งมีส่วนคล้ายคลึงกับเกเบรียลอยู่มากแต่กลับให้ความรู้สึกต่างกันโดยสิ้นเชิง ภายในใจของเขากู่ร้องต่อสิ่งที่อีกฝ่ายเสนอมา สำหรับชาวอสูรแล้วการถูกเหยียดหยามศักดิ์ศรีเป็นสิ่งที่ไม่อาจทำใจยอมรับได้ พวกเขายอมสู้กันจนตายไปข้างดีกว่าขายศักดิ์ศรีเพื่อแลกกับการรอดชีวิต

แต่นี่ไม่ใช่การขายศักดิ์ศรีเพื่อแลกกับชีวิตตัวเอง...

ท่อนขาแข็งแกร่งซึ่งยืนหยัดปกป้องเกเบรียลทรุดลงช้าๆ จนกระทั่งหัวเข่าติดพื้น โดยที่ใบหน้าของฮอร์คยังคงฉายแววหยิ่งทระนงและไม่ละสายตาไปจากใบหน้าของซาฮาลเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าอีกฝ่ายจะใช้ดวงตาสีทองเย่อหยิ่งปรายตามองเขาจากด้านบนอย่างผู้ที่เหนือกว่าก็ตาม

“ฮอร์ค ไม่...เจ้าไม่ต้องทำแบบนี้”

เกเบรียลเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้านยามเห็นอสูรหนุ่มคุกเข่ายอมจำนนต่อหน้าพี่ชายตนเอง เขาพยายามฝืนร่างกายที่ชาหนึบจากการโดนกระแสไฟฟ้าช็อตไปทั่วร่างขยับเข้ามาใกล้ฮอร์คและดึงแขนอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นด้วยสีหน้าที่ใกล้จะร้องไห้เต็มแก่ แต่เมื่อไม่อาจฉุดให้ลุกขึ้นได้ เกเบรียลจึงทำได้เพียงกอดอสูรหนุ่มเอาไว้แน่นแล้วซบใบหน้าลงกับต้นแขนอีกฝ่ายอย่างปวดใจ ริมฝีปากสั่นระริกยังคงเอ่ยคำเดิมซ้ำๆ แม้ว่าสิ่งที่ฮอร์คตอบกลับมาจะเป็นเพียงความเงียบก็ตาม

“น่าประทับใจเสียจริง”

“ซาฮาลข้าจะไม่มีวันให้อภัยเจ้า!” เกเบรียลกัดฟันกรอด ดวงตาสีทองแดงก่ำและเต็มไปด้วยความโกรธแค้นอย่างที่ในชีวิตนี้คงไม่อาจแค้นใครได้เท่านี้อีก

“เจ้าไม่มีทางให้อภัยข้าอยู่แล้วนี่ เพิ่มเรื่องนี้ไปอีกสักเรื่องข้าก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรนักหรอก” ซาฮาลว่ายิ้มๆ ก่อนจะเบนสายตาไปทางฮอร์ค ซึ่งยังคงคงมองหน้าเขาเขม็งด้วยแววตาแข็งกร้าว “เป็นแววตาที่ดีทีเดียว เอาล่ะ ข้าจะไม่ผิดคำพูด ละเว้นการ สังหารน้องชายสุดที่รักของข้าตามที่ได้สัญญาไว้กับเจ้า แต่ว่า...” รอยยิ้มเย็นเยียบผุดขึ้นอย่างน่ารังเกียจในสายตาของเกเบรียล ก่อนที่ซาฮาลจะกล่าวต่อโดยที่ใบหน้าไม่เปลี่ยนเลยแม้แต่น้อย “คงจะปล่อยเจ้ากลับไปง่ายๆ ไม่ได้หรอกนะ”

“เจ้าจะทำอะไร!” ฮอร์คเอ่ยลอดไรฟัน “ปล่อยเกลไปซะ”

“เอาตัวสองคนนี้ไปขังในคุกใต้ดิน” ซาฮาลเมินคำพูดของฮอร์คราวกับมันเป็นเพียงสายลมพัดผ่านมาแล้วก็จากไป “เพิ่มอารักษ์คอยเฝ้าระวังเป็นสองเท่า จัดเวรยามตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง”

“ขอรับองค์ราชา!

เสียงรับคำสั่งดังก้อง ก่อนที่เทวะอารักษ์สี่นายจะเดินออกมาคุมตัวฮอร์คและเกเบรียลเอาไว้อย่างหนาแน่นแล้วลากตัวทั้งคู่ออกไปตามคำสั่ง ทว่าเมื่อมาถึงประตูทางออกนั้นพวกเขากลับพบบุคคลหนึ่งยืนอยู่ภายในกลุ่มเทวะอารักษ์ ดวงตาของเกเบรียลเบิกกว้าง ภายในใจร่ำร้องขอให้ไม่ใช่อย่างที่ตนเองคิด แต่เมื่อเพื่อนที่เขาคิดว่าตัวเองสนิทที่สุดส่งยิ้มหวานมาให้ ภายในใจของเทวทูตหนุ่มก็คล้ายกับถูกฉีกกระชากความไว้เนื้อเชื่อใจไปอีกครั้งอย่างไม่ใยดี

“ไงเจ้ากบฏ”

“ฮิลลี่...”

------------------------------

แจ็ค ทอร์ค

มาหย่อนดราม่าแล้วจากไป ฮิลลี่นางมันร้ายยยยยยย ใครมีเปลือกทุเรียนปามาทางนี้ได้ค่ะ หรือจะเก็บไว้ปาตอนต่อไปก็ยังไม่สาย 55555

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

169 ความคิดเห็น

  1. #141 baekbow (@baekbow) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2560 / 23:32
    ไม่แปลกใจ...ว่าแต่แพ้ง่ายจังเลย ต้องจบแบบนี้จริงๆหรอ
    #141
    0
  2. #113 sehun-hunhan (@hunhan-sehun) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 / 22:22
    ว่าแล้วววว นังงูพิษ นังสารเลวววววส
    #113
    0
  3. #89 พญานก T^T (@Khaofang_17) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2560 / 16:20
    กูว่าละ อีฮิลลี่ แม่งจะยุยงไรขนาดนั้น สุดท้ายก็จนได้
    #89
    0
  4. #45 MDI_JP (@MDI_JP) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 17 กันยายน 2559 / 23:02
    ว่าแล้ว
    #45
    0
  5. #44 Prasitthiphon (@0933789979) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 17 กันยายน 2559 / 15:54
    คิดอยู่แล้วว่านางไม่ใช่คนดี
    #44
    0
  6. #43 urnurn (@annika1234) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 17 กันยายน 2559 / 07:54
    โอ๊ยยยยยยยยยยยยจะรอดได้อย่างไร ฮือออ
    #43
    0
  7. #42 ing43120 (@ing43120) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 16 กันยายน 2559 / 21:36
    เดี๋ยวใช้วิชาเกิบบินฆ่าหมกป่า
    ฆ่าอิฮิลลี่ซะเลย รึไม่ก็หนามทุเรียน
    อิฮิลี่อิชั่วอิเลวอิสะตออิดอก
    อิเ-้ย!!อิสัจ!!
    #42
    0