ตอนที่ 20 : บทที่ 19 เรื่องเล่าจากความทรงจำที่ขาดหาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 601
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    13 ก.ย. 59

บทที่ 19

เรื่องเล่าจากความทรงจำที่ขาดหาย

 

ช่วงเวลายามเช้าบนแดนน่านฟ้ายังคงปกคลุมไปด้วยหมอกหนาดั่งเช่นทุกครั้งตั้งแต่เขาจำความได้ เกเบรียลเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ไม้ซึ่งตั้งอยู่บนชานระเบียงข้างตัวบ้าน ดวงตาสีทองมองเหม่อออกไปไกล แสงสว่างจากพระอาทิตย์และทิวทัศน์รอบกายถูกม่านหมอกปิดบังไว้ และทั้งๆ ที่ต่อให้มองไปก็ไม่เห็นอะไร แต่เกเบรียลก็ยังเลือกที่จะมองมันอยู่อย่างนั้น

สายลมเย็นพัดปะทะร่าง เกเบรียลสูดลมหายใจเข้าลึกพลางหลับตาลงซึมซับบรรยากาศในยามเช้า นี่เป็นสิ่งเดียวที่เขาชอบบนดินแดนแห่งนี้ เนื่องด้วยแดนน่านฟ้าตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงลิบทางฝั่งเหนือจึงทำให้มีบรรยากาศเย็นสบายตลอดเวลานั่นเอง และนี่คือเหตุผลที่ทำให้เขาไม่ค่อยถูกกับอากาศร้อนในแดนอสูรเพราะความเคยชินกับอากาศเย็นไม่ร้อนหรือหนาวเกินไปของแดนน่านฟ้า

“เฮ้ ชาร้อนๆ สักแก้วไหม?”

น้ำเสียงแหบต่ำเป็นเอกลักษณ์ดังขึ้นพร้อมกับแก้วชากรุ่นไอร้อนซึ่งถูกยื่นมาตรงหน้า เกเบรียลเอื้อมมือออกไปรับก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองผู้มาใหม่ ฮอร์คส่งยิ้มให้เขาเล็กน้อย ในมือของอสูรหนุ่มเองก็มีแก้วชาอยู่ในมือเช่นกัน

“ตื่นเช้านะ” เทวทูตหนุ่มเอ่ยทัก แล้วโคลงศีรษะไปทางเก้าอี้ว่างข้างกายตัวเอง “นั่งสิ”

“ข้านอนไม่ค่อยหลับน่ะ”

“เจ้าคงจะไม่คุ้นที่ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร” เกเบรียลว่าพลางยกแก้วชาขึ้นจิบ กลิ่นชาหอมอ่อนๆ อวนอยู่ภายในปาก รสชาตินุ่มลิ้นที่ไม่หวานหรือฝาดเกินไปทำให้เทวทูตหนุ่มอดเอ่ยชมออกมาไม่ได้ “ชงชาอร่อยดีนี่”

“คงเพราะข้าใส่ความรักลงไป” ฮอร์คเอ่ยยิ้มๆ ในขณะที่ปล่อยมุกที่เกเบรียลคาดไม่ถึงออกมา และเมื่อเห็นว่าสีหน้าของอีกฝ่ายเหวอไปอย่างเห็นได้ชัด อสูรหนุ่มก็หัวเราะลั่นพลางเอ่ยต่อ “อะไรกัน ทำหน้าแบบนั้นอย่าบอกนะว่าเจ้าไม่ชอบน่ะ”

“มะ มุกบ้าๆ” เกเบรียลบ่นพึมพำพลางหันหน้าหนี “คราวหลังอย่าคิดจะเล่นอีกเชียว!

“ก็เห็นเจ้านั่งหน้าเคร่ง ข้าก็อยากหยอกเจ้าบ้าง”

“มุกของเจ้าจะทำข้าเครียดหนักกว่าเก่าน่ะสิ”

“แย่จังนะ อุตส่าห์อยากให้เจ้าชอบแท้ๆ” ฮอร์คยักไหล่ ดูท่าทางแล้วก็ไม่ได้รู้สึกแย่อะไรอย่างที่พูด ดวงตาสีดำสนิทเหลือบมองเกเบรียลเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนบทสนทนาไปเรื่องอื่นแทน “ถ้าข้าถามอะไรเจ้าบางอย่าง เจ้าจะตอบข้าตามตรงไหม?”

“ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าจะถามข้าเรื่องอะไร” เกเบรียลตอบกลับพลางหันหน้ามองตาอีกฝ่าย “ถ้าข้าตอบได้ก็จะตอบ ยังไงซะเจ้าก็ตามข้ามาถึงนี่แล้ว”

“งั้น...” ฮอร์คลากเสียงยาวแล้วเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจเอ่ยถามออกไป “บอกข้าได้ไหมว่าสาเหตุอะไรทำให้ในตอนแรกเจ้าหมกมุ่นกับการแก้แค้นขนาดนั้น”

หลังจากที่เอ่ยถามออกไปฮอร์คก็ได้รับความเงียบกลับคืนมาเป็นคำตอบ แต่ในขณะที่กำลังถอดใจว่าเกเบรียลคงไม่บอกสาเหตุที่แท้จริงกับเขานั้น จู่ๆ เทวทูตหนุ่มก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่ฮอร์คกลับได้ยินชัดเจน

“มันฆ่าพ่อกับแม่ข้าเพื่อชิงบัลลังก์...”

“คนที่ทำร้ายเจ้า...งั้นเหรอ”

“ซาฮาล...” ฮอร์คสัมผัสได้ถึงกระแสความเกลียดชังยามที่เกเบรียลเอ่ยชื่อนั้นออกมา ก่อนที่ดวงตาสีดำสนิทจะเบิกกว้างเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยต่อ “มันเป็น...พี่ชายข้า”

“เกล...” ฮอร์คถึงกับพูดไม่ออกเมื่อได้ยินความจริงจากปากของเทวทูตหนุ่ม คำปลอบโยนต่างๆ จุกอยู่ในลำคอ และเขาเองทำได้เพียงแค่มองอีกฝ่ายด้วยสายตาเป็นห่วงเท่านั้น

“ข้าอยู่ในเหตุการณ์นั้น ข้าเห็นทุกอย่าง...” เกเบรียลถอนหายใจเฮือก เทวทูตหนุ่มสบตากับฮอร์คนิ่งในขณะที่เล่าต่อ “ร่างพ่อแม่ข้าที่นอนจมกองเลือด ข้างกันนั้นคือคนที่ข้าเรียกมันว่าพี่ยืนถือดาบเปื้อนเลือด ภาพนั้นติดตาข้าจนแม้กระทั่งเวทย์ลบความทรงจำไม่อาจกักเอาไว้อยู่”

“เจ้าหมายความว่ายังไง”

“ซาฮาลใช้เวทย์ลบความทรงจำข้าในคืนนั้น” เกเบรียลเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ดวงตาสีทองหลุบลงต่ำในขณะที่นึกย้อนกลับไปสู่อดีต “ความทรงจำข้าไม่ปะติดปะต่อนัก ข้าจำได้ว่าวันหนึ่งตื่นขึ้นมาและได้ข่าวว่าพ่อแม่ข้าหายตัวไปอย่างลึกลับ ไม่มีใครรู้ว่าพวกท่านหายไปไหน ข้าถูกกันให้ออกห่างจากเรื่องนี้ ช่วงนั้นราชวงศ์ระส่ำระส่ายเมื่อไร้ผู้ปกครอง พวกเทวทูตอาวุโสที่มีตำแหน่งในสภากระเหี้ยนกระหือรืออยากยึดอำนาจเต็มแก่ แต่แล้วซาฮาลก็จัดการเรื่องทั้งหมดด้วยการก้าวขึ้นครองราชย์ ข้ายังจำสีหน้าเขาในตอนนั้นได้ดี”

เกเบรียลเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกราวกับต้องการควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ให้จมไปกับเรื่องในอดีต

“ตอนแรกข้าไม่รู้หรอกว่าสีหน้าตอนนั้นหมายความว่ายังไง แต่แล้วข้าก็เข้าใจ มันเป็นใบหน้าที่ฉายชัดถึงความมั่นใจ มั่นใจว่าบัลลังก์จะเป็นของตัวเองโดยที่พ่อกับแม่ข้าไม่มีทางกลับมายึดคืนแน่ๆ”

“เจ้าจำเรื่องราวทั้งหมดได้ตอนไหนกัน”

“ข้า...ไม่แน่ใจ” เกเบรียลส่ายศีรษะเบาๆ ก่อนจะหันไปสบตากับฮอร์คแล้วกล่าวต่อ “เหมือนกับชิ้นส่วนความทรงจำข้าค่อยๆ กลับคืนมาทีล่ะเล็กทีล่ะน้อย เชื่อมต่อกันจนภาพในหัวข้าแจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ แต่มันไม่ได้กลับมาทั้งหมด”

“มันกลับมาแค่ช่วงที่เจ้าเห็นฉาก...นั้นเหรอ” ฮอร์คเอ่ยถามโดยเลี่ยงที่จะพูดออกไปตรงๆ เขาไม่อยากให้เกเบรียลสะเทือนใจไปมากกว่านี้ และถ้าเขารู้ตั้งแต่ตอนแรกว่าเหตุผลของเกเบรียลในการแก้แค้นคืออะไร เขาคงจะไม่ถามให้อีกฝ่ายเจ็บปวดใจแบบนี้

“ใช่...มีแค่เหตุการณ์นั้นลอยซ้ำไปซ้ำมาในหัวข้า” ดวงตาสีทองหลับลงช้าๆ “เลือดเต็มไปหมด กลิ่นคาวคละคลุ้ง ร่างพ่อแม่ข้าสิ้นลมหายใจ ดาบเล่มนั้นที่เปื้อนเลือดแดงฉาน ข้าได้แต่พูดซ้ำไปซ้ำมาเหมือนคนโง่ว่าทำไม ทำไมถึงทำแบบนั้น ซาฮาลมองหน้าข้าด้วยสายตาที่ข้าไม่อาจอธิบายได้ว่าต้องการจะสื่ออะไร รู้ตัวอีกทีเจ้านั่นก็เดินมาใกล้ แตะปลายนิ้วลงบนหน้าผากข้า ข้าได้แต่นั่งนิ่งตัวสั่นเทา และก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบไปข้าได้ยินซาฮาลพูดแค่ว่า ลืมเรื่องนี้ไปซะแค่นั้น...”

“เกล...ถ้าเจ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องฝืนเล่าต่อแล้ว” ฮอร์คเอ่ยขึ้นมาเมื่อเห็นท่าทีสับสนของเทวทูตข้างกาย “ข้าไม่อยากรู้แล้ว พอเถอะ”

“ไม่...ข้าไม่เป็นไร จะว่าไปให้ข้าได้ระบายออกมาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน”

“แต่ว่า...”

“ข้าน่ะ...เก็บมันเป็นความลับตลอด ยกเว้นฮิลลี่เพื่อนสนิทข้าที่ข้าเล่าให้เธอฟัง” เกเบรียลถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ข้าอึดอัดมากช่วงที่ความทรงจำส่วนนั้นหลุดผนึกออกมา ข้าพยายามบอกกับตัวเองว่ามันไม่ใช่ความจริง แต่ทุกครั้งที่ข้าทำแบบนั้น ภาพเหตุการณ์ส่วนนั้นก็แจ่มชัดคล้ายกับจะตอกย้ำข้า ข้าจมอยู่กับความสับสนนานเป็นเดือน จนกระทั่งข้าไม่อาจหาเหตุผลใดมาลบล้างมันได้อีกและจำต้องยอมรับความจริง ความจริงที่ว่าพี่ตัวเองฆ่าผู้ให้กำเนิดอย่างเลือดเย็นเพื่อครองบัลลังก์และอำนาจที่เขาไม่ควรจะได้รับด้วยซ้ำ!

“เกล...”

“ข้าเลือกที่จะล้างแค้น แต่รู้ดีว่าตัวเองไม่แข็งแกร่งพอ ข้าแสร้งทำเหมือนกับว่าความทรงจำในส่วนนั้นหายไปตลอดกาล และรอคอยมาตลอด รอจังหวะแก้แค้นเจ้านั่น ยอมทำทุกอย่างแม้จะรู้ว่าหากสุดท้ายมันล้มเหลวข้าคงไม่พ้นถูกตราหน้าว่ากบฏ เหอะ...แต่ข้าก็พลาดจนได้ สุดท้ายก็ถูกเอามาทิ้งที่แดนอสูรอย่างที่เจ้าเห็นนั่นแหละ”

“ยอมทำทุกอย่าง?”

“ความหมายก็ตามนั้น” เกเบรียลยักไหล่แล้วเอ่ยขยายความ “เจ้าคิดว่าลำพังตัวข้าคนเดียวไม่นับรวมฮิลลี่จะมีปัญญาไปงัดข้อกับซาฮาลที่มีอำนาจควบคุมอารักษ์ทั้งราชวังหรือยังไง”

“ก็ไม่ ยกเว้นเจ้าจะเป็นสัตว์ประหลาดพลังทำลายเหลือล้น”

“ก็ตามนั้น แทนที่จะจัดการตรงๆ ข้าเลยลอบแทงข้างหลัง” เกเบรียลเอ่ยพลางหลุบตาลงต่ำ “เจ้าคงจะเคยได้ยินข้าพูดคำว่าผลึกจิตวิญญาณแล้วสินะ”

“อืม มันคืออะไรล่ะ”

“มันเป็นหนึ่งในของศักดิ์สิทธิ์สำหรับผู้ปกครองแดนน่านฟ้า ทุกครั้งที่เปลี่ยนราชบัลลังก์ ราชาองค์ใหม่จะต้องทำพิธีถ่ายจิตวิญาณครึ่งหนึ่งของตัวลงหลอมรวมกับผลึกนั้นเพื่อเป็นเครื่องยืนยันฐานะ พิธีนี้จะช่วยเสริมพลังผู้ที่รวมจิตกับผลึกให้สูงขึ้นอีกเท่าตัว แต่ในขณะเดียวกัน ผลึกนี้ก็เป็นจุดอ่อนขนาดใหญ่ เพราะหากถูกทำลายก็เหมือนกับได้ฆ่าจิตวิญญาณอีกครึ่งที่หลอมรวมอยู่ในนั้นไปด้วย...”

“เจ้านั่นจะตายหากเจ้าทำสำเร็จงั้นเหรอ?”

“ไม่ ไม่ตายในทันที” เกเบรียลส่ายหน้าเบาๆ “แต่จะอ่อนแอลง และข้าจะใช้โอกาสนั้นสังหารมันด้วยมือของข้า แต่การจะเข้าเขตต้องห้ามนั้นก็ไม่ง่ายเลย นอกจากเทวะอารักษ์ที่คอยดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวดแล้ว สถานที่แห่งนั้นยังลงเวทย์พิเศษป้องกันผู้บุกรุกเอาไว้ เป็นเวทย์ที่ต้องใช้เวทย์คู่ตรงข้ามกันหักล้าง แต่มันเป็นเวทย์ที่ถูกบัญญัติไว้ว่าเป็นเวทย์ต้องห้ามซึ่งน้อยคนนักจะสำเร็จการฝึกนั้น”

“เจ้าคงจะไม่ได้...” ฮอร์คขมวดคิ้วมองหน้าเกเบรียลเขม็ง และเมื่อเทวทูตหนุ่มพยักหน้ารับ ฮอร์คก็เผลอตัวสบถออกมาเสียงดัง “ให้ตายสิเกล เจ้านี่มันจริงๆ เลย!

“เจ้าจะบ่นข้าให้ได้อะไร เรื่องมันผ่านมาแล้วข้าไม่ได้ฝึกพลาดจนธาตุในตัวแตกซ่านเหมือนคนอื่นๆ สักหน่อย” พูดไปอย่างลืมตัวก่อนจะตะครุบปากตนเองไว้ ดวงตาสีทองเบิกกว้างเมื่อเผลอบอกถึงผลลัพธ์อันน่าหวาดหวั่นหากการฝึกนั้นพลาดพลั้งไป ฮอร์คมองหน้าเขาด้วยสายตาน่ากลัว ก่อนที่เสียงเข้มจะกดต่ำยามเอ่ยออกมา

“บอกข้ามาให้หมดเดี๋ยวนี้”

“คือ...ข้าก็แค่พูดไปเรื่อย จริงๆ มันก็ไม่ได้ร้ายแรงขนาด...”

“เกล”

เกเบรียลชะงักไปเมื่อฮอร์คเอ่ยเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงกดต่ำ เทวทูตหนุ่มสบตากับอีกฝ่ายเพียงชั่วครู่ก่อนจะหลุบตาหนีด้วยไม่อาจทนมองตาดุๆ ของฮอร์คได้

“วะ เวทย์นั้นเป็นเวทผสม มันคือการฝึกจิตให้สามารถควบคุมเวทย์ทั้งสี่ธาตุได้ในเวลาเดียวกัน” ว่าพลางช้อนตามองฮอร์คแวบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงนิ่งเงียบไม่ได้มีทีท่าจะดุอะไรเขา เว้นแต่สีหน้ายังคงเคร่งขรึมอยู่จึงได้เอ่ยต่อ “เจ้าก็คงจะรู้ใช่ไหมว่าการควบคุมธาตุทั้งสี่พร้อมกันมันแทบเป็นไปไม่ได้ หากไม่รักษาสมดุลพลังให้ดีธาตุทั้งสี่จะตีกันเองและส่งผลกระทบต่อร่างกายผู้ฝึก...”

“ถึงอย่างนั้นเจ้าก็ยังรั้นจะฝึกมัน” ฮอร์คเอ่ยพลางหันหน้าไปทางอื่น ดูก็รู้ว่าพยายามควบคุมอารมณ์ตนเองเต็มที่ “ถ้าเกิดเจ้าไม่โชคดีแบบนี้ อะไรจะเกิดขึ้น...”

“ก็อย่างที่ข้าบอกไงฮอร์ค ตอนนั้นข้าไม่คิดอะไรทั้งนั้น ถ้านี่เป็นหนึ่งในหนทางที่ทำให้ข้าสามารถแก้แค้นซาฮาลได้ข้าก็จะทำ”

“ข้าถึงได้ห่วงเจ้าไงล่ะ” ฮอร์คหันหน้ากลับมามองเขาในที่สุด ดวงตาสีดำสนิทฉายแววห่วงใยอย่างเห็นได้ชัด ฝ่ามือใหญ่เอื้อมมากุมมือของเกเบรียลไว้แล้วบีบแน่น “กลัวว่าครั้งนี้เจ้าจะฝืนทำอะไรอันตรายอีกเพียงเพราะความแค้นของเจ้ามันบังตาไปหมด”

“ไม่หรอก...” เกเบรียลส่ายหน้าเบาๆ แล้วเปลี่ยนเป็นฝ่ายกุมมือของฮอร์คเอาไว้ ดวงตาสีทองจ้องสบกับอสูรหนุ่มก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เพราะครั้งนี้ข้ามีเจ้า นอกเหนือจากตัวข้าแล้วก็มีเจ้าที่ข้าไม่อยากทำให้เสียใจ เจ้า...คงเสียใจตั้งแต่ที่ข้าผิดสัญญาแล้ว ถ้าข้าทำเจ้าเสียใจอีกครั้งข้าคง...”

“เฮ้ ไม่เอาน่า”

“ขอโทษนะ” เกเบรียลหัวเราะออกมาเบาๆ ทว่ากลับไม่อาจสัมผัสได้ถึงความสุขในน้ำเสียงนั้น “ให้ตายสิ...มันแย่นะที่ข้ารับปากแล้วทำไม่ได้น่ะ”

ฮอร์คเงียบไปและปล่อยให้เกเบรียลระบายอารมณ์ของตนเองออกมา เขารู้ดีว่าเกเบรียลยังคงรู้สึกผิดที่ผิดคำสัญญากับเขา และคงเพราะตัวเขาเองด้วยที่ไประเบิดอารมณ์ใส่อีกฝ่ายเมื่อคืนจนทำให้เกเบรียลเก็บเรื่องนี้ไปคิดมากยิ่งขึ้นไปอีก ฮอร์คถอนหายใจออกมาเล็กน้อย ก่อนจะลุกจากเก้าอี้ที่ตนเองนั่งอยู่แล้วเปลี่ยนไปทรุดตัวนั่งชันเข่าอยู่ตรงหน้าเทวทูตหนุ่ม ใบหน้าคมเข้มเงยขึ้นสบกับเกเบรียลที่มีท่าทีงงงวยเมื่อเห็นเขาทำเช่นนี้

“เจ้ารู้สึกผิด ข้าพูดถูกไหม?”

“อืม...”

“งั้นข้าขออย่างนึง ถ้าเจ้าทำให้ข้าได้ข้าจะยกโทษให้เจ้า” ว่าพลางคลี่ยิ้มแล้วจับมือเกเบรียลมาจูบเบาๆ ตรงใจกลางฝ่ามืออุ่น “และเจ้าก็ต้องยกโทษให้ตัวเองด้วย ตกลงไหม”

“จะ เจ้าจะขออะไร คงไม่ใช่อะไรแปลกๆ ใช่ไหม”

“ไม่หรอก ก็แค่...” อสูรหนุ่มลากเสียงค้างไว้ ก่อนจะเอ่ยต่อในที่สุด “...ทำทุกอย่างให้เรียบร้อยและกลับแดนอสูรกับข้าอย่างปลอดภัย ข้าขอแค่นี้ เจ้าให้ได้ไหมล่ะ?”

มันเป็นประโยคขอร้องธรรมดาๆ แต่ทำเอาคนฟังอย่างเกเบรียลรู้สึกร้อนวาบที่กระบอกตา เทวทูตหนุ่มเม้มปากตัวเองแน่น ดวงตาสีทองไหวระริก เขาไม่ได้ตอบรับคำขอนั้นในทันทีเมื่อในใจลึกๆ มีความหวาดกลัวซุกซ่อนอยู่ ทว่าเมื่อเห็นดวงตาสีดำสนิทฉายแววจริงจัง ความรู้สึกหนึ่งก็บอกเขาว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยและผ่านไปด้วยดี

“ได้...ข้าจะปลอดภัย จะกลับไปแดนอสูรกับเจ้า”

“รับปากข้าง่ายๆ แบบนี้สิถึงจะน่ารัก”

“คำว่าน่ารักเอาไว้ชมผู้หญิงเถอะ” เกเบรียลเบนหน้าหนีสายตากรุ้มกริ่มนั้น แต่ก็ไม่อาจห้ามใบหน้าตัวเองไม่ให้แดงระเรื่อได้เลย “ฟังแล้วขนลุกชะมัด”

“แน่ใจเหรอว่าอยากให้ข้าไปชมหญิงอื่นว่าน่ารักน่ะ เจ้าจะไม่หึงแน่นะ”

“แค่นี้ก็คิดเอาเองสิ ถ้าคิดไม่ได้เจ้าก็ไม่ต้อง อื๊อ!

เสียงบ่นของเกเบรียลหายไปในทันทีที่ฮอร์คยืดตัวขึ้นไปจุมพิตบนเรียวปากนั้น ดวงตาสีทองเบิกกว้างด้วยความตกใจ ก่อนจะปรือหลับลงแล้วยอมรับสัมผัสหวานละมุนที่อสูรหนุ่มมอบให้แต่โดยดี คงมีเพียงแค่ฮอร์คเท่านั้นที่สามารถปลอบประโลมเขาให้สงบลงได้ด้วยสัมผัสลึกซึ้งเช่นนี้

และคงจะมีเพียงคนเดียวตลอดไป...

 

“...องค์ราชามีความเห็นว่าอย่างไรขอรับ?” เสียงหนึ่งเอ่ยถามอย่างนอบน้อม ทว่าไม่อาจได้รับการตอบกลับจากผู้ที่นั่งเด่นเป็นสง่าอยู่หัวโต๊ะเลยแม้แต่น้อย เทวทูตอาวุโสกระแอมไอเบาๆ จากนั้นจึงรวบรวมความกล้าถามย้ำไปอีกครั้ง “อะ องค์ราชาขอรับ ท่านมีความคิดเห็นเช่นไรต่อสิ่งที่ข้าเสนอไปเมื่อสักครู่ไหมขอรับ?”

“ไม่”

ถ้อยคำสั้นๆ ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบพอๆ กับใบหน้า ซาฮาลปรายตามองเหล่าเทวทูตอาวุโสซึ่งมีตำแหน่งใหญ่โตภายในพระราชวังซึ่งนั่งเรียงกันอยู่สองฝั่งของโต๊ะตัวยาวด้วยสายตาเรียบนิ่ง ทำเอาผู้ถูกมองทั้งหลายพากันหลบตาหนีไปเป็นแถว บรรยากาศภายในห้องประชุมเย็นเยียบขึ้นมาทันที

“อะ เอ่อ...แต่ว่า อย่างน้อยท่านก็ควรจะแสดงความเห็นสักนิด” เทวทูตอาวุโสที่มีตำแหน่งสูงสุดรองจากซาฮาลเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “นี่เป็นงานฉลองวันสถาปนาในการขึ้นครองราชย์ของท่านนะขอรับ”

“อยากให้ข้าเสนองั้นเหรอ?” ซาฮาลเบนหน้ามายังผู้ที่เอ่ยปากเซ้าซี้เขาจนเริ่มรำคาญใจก่อนจะคลี่รอยยิ้มสุภาพซึ่งแผ่ไปไม่ถึงดวงตาสีทองเย็นเยือก

“ขะ ขอรับ”

“ได้ งั้น...” ซาฮาลลากเสียงยาว ดวงตาสีทองคมกริบจ้องพิจารณาสีหน้าของ ตัวน่ารำคาญแล้วจึงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่ดูจะสนุกสนานและกระหายอยากเสียเหลือเกิน “ข้าอยากเห็นการแสดงพิเศษสักรายการหนึ่ง เช่นว่าให้เทวทูตสาวที่พวกเจ้าพยายามยัดเยียดให้ข้าเลือกพวกนางมาเป็นราชินีต่อสู้กันให้ตายไปข้าง ใครเหลือรอดเป็นคนสุดท้ายข้าจะรับไว้พิจารณาดีไหม?”

“เอ่อ...”

“หรือถ้าจะฆ่ากันตายยกกลุ่มไม่เหลือสักคนข้าก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร” ซาฮาลกระตุกยิ้มมุมปาก แต่แววตากลับแฝงแววเหี้ยมเกรียม “ในเมื่อเป็นงานฉลองของข้า พวกเจ้าคงไม่ขัดข้องใช่ไหมที่จะมีการละเลงเลือดภายในงานให้พอเป็นสีสันสักหน่อย”

“ขะ ข้าเกรงว่าจะทำอย่างนั้นไม่ได้ขอรับ”

“เจ้าอยากให้ข้าเสนอไม่ใช่หรือไง”

“ขอรับ ตะ แต่ว่าแบบนี้มัน...” เทวทูตอาวุโสเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงติดๆ ขัดๆ อีกทั้งสีหน้าก็เริ่มไม่สู้ดีอย่างเห็นได้ชัดเจน

“ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ต้องมาขอความคิดเห็นข้าให้มันยุ่งยากหากเจ้าทำไม่ได้” ซาฮาลยิ้ม และยิ่งยิ้มมากยิ่งขึ้นเมื่อเห็นว่าบรรยากาศภายในห้องเงียบกริบ องค์ราชาแห่งแดนน่านฟ้าลุกขึ้นยืนเต็มความสูงด้วยท่วงท่าสง่างามน่าเกรงขาม ดวงตาสีทองเย็นชาไม่เข้ากับรอยยิ้มสุภาพที่ผุดขึ้นบนเรียวปากเลยแม้แต่น้อยไล่สายตามองใบหน้าพวกเทวทูตอาสุโสซึ่งพยายามเข้ามาเจ้ากี้เจ้าการชีวิตเขาเสียเหลือเกินแล้วจึงกล่าวต่อ “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัวก่อน พวกเจ้าคงไม่ว่าอะไรใช่ไหม?”

“มะ ไม่ขอรับ”

เสียงตอบรับงึมงำดังขึ้นแทบจะพร้อมๆ ก่อน แต่ถึงแม้ว่าเจ้าเทวทูตแก่ๆ พวกนี้จะไม่อนุญาต ซาฮาลก็ไม่คิดจะเก็บมาใส่ใจ เขาเดินออกจากห้องนี้ไปก่อนที่เจ้าพวกนั้นจะอ้าปากพูดเสียอีก

เรือนร่างสูงใหญ่ก้าวเท้าเดินไปตามทางเดินซึ่งปูด้วยกระเบื้องสีมุกดูหรูหรา ตลอดระหว่างทางมีแต่เทวทูตผู้น้อยพากันก้มหัวทำความเคารพไม่ขาดสาย และถึงแม้ว่าริมฝีปากเขาจะคลี่ยิ้มรับการทักทายพวกนั้น ทว่าแววตากับราบเรียบไร้อารมณ์ราวกับไม่ได้สนใจใยดีต่อการสวามิภักดิ์ใดๆ เลยแม้แต่น้อย

ประตูไม้บานใหญ่สลักลวดลายวิจิตรงามตาถูกเปิดเข้าไปข้างในและลงกลอนเมื่อผู้เป็นเจ้าของห้องเข้ามาเรียบร้อยแล้ว ซาฮาลเดินตรงไปยังชั้นวางหนังสือขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ที่มุมห้อง ฝ่ามือใหญ่เอื้อมแตะเบาๆ ก่อนที่ชั้นหนังสือนั้นจะเคลื่อนตัวไปด้านข้าง เผยให้เห็นห้องลับซึ่งมีบันไดทางเดินลงไปยังความมืดมิดข้างล่าง

ราชาแห่งแดนน่าฟ้าดีดนิ้วเพียงเบาๆ แสงสว่างก็ถูกจุดขึ้นมา เขาเดินลงไปในนั้น ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็มาถึงที่หมาย มันเป็นเพียงห้องว่างโล่งๆ ที่มีเพียงแค่โต๊ะไม้และตำราเวทย์ไม่กี่เล่มวางกองอยู่บนนั้น แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้ซาฮาลลงมาที่นี่คือตู้กระจกขนาดใหญ่ตรงหน้า

ตู้กระจกที่บรรจุปีกสีขาวบริสุทธิ์ทั้งหกข้างเอาไว้ภายใน...

“เกล...”

ชื่อหนึ่งถูกเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท ดวงตาสีทองคมกริบทอดมองปีกของเกเบรียลซึ่งถูกเขาฉีกกระชากมันออกอย่างไม่ใยดีด้วยแววตาที่ไม่อาจระบุอารมณ์ภายในใจได้ ซาฮาลเอื้อมมือออกไปปลดล็อกตู้กระจกนั้น เสียงเอี๊ยดอ๊าดดังขึ้นเบาๆ ยามถูกเปิดออก

ปลายนิ้วไล้ไปตามแนวโครงปีก ขนนกสีขาวบริสุทธิ์ซึ่งถูกเขาจัดการทำความสะอาดชะล้างคราบเลือดออกจนหมดให้ความรู้สึกเรียบลื่นและอ่อนนุ่ม ราชาแห่งแดนน่านฟ้าสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นอายของเกเบรียลยังคงติดค้างอยู่บนนั้นแม้ปีกจะถูกทำความสะอาดไปแล้วก็ตาม ซาฮาลหลับตาลง ฝ่ามือยังคงสัมผัสอยู่บนปีกขนนกของน้องชายตนเองไม่ยอมละจากไปไหน คงอยู่อย่างนั้นเนิ่นนานจนไม่อาจคาดเดาเวลาได้

เขาดื่มด่ำกับสัมผัสนั้นกระทั่งลืมตาขึ้นมาในที่สุด ดวงตาสีทองมองตรงไปยังสิ่งแทนกายของผู้ที่ถูกเขาเนรเทศจากไปแล้วเอ่ยรำพึงออกมาเบาๆ

“ต้องสูญเสียอีกสักเท่าไหร่เจ้าถึงจะพอใจ...”

---------------------

แจ็ค ทอร์ค

มาอัพแล้วนะคะ ไม่รู้จะพูดอะไรดี ช่วงนี้มีเรื่องเข้ามาให้คิดจนปวดหัวหลายเรื่อง แต่แจ็คหวังว่านักอ่านทุกคนจะมีความสุขนะคะ ><

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

169 ความคิดเห็น

  1. #155 XINDEER (@XINDEER) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 1 มีนาคม 2561 / 08:33
    ปีกมันจะใส่ต่อคืนได้มั้ยอ่า อยากให้นางได้ปีกคืน
    #155
    0
  2. #140 baekbow (@baekbow) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2560 / 23:11
    เจ้าถึงจะพอใจ? ใคร? เอาจริงๆความรู้สึกเราต่อซาฮาลในตอนแรกคือซาฮาลเป็นคนไม่มีหัวใจจริงๆนะ แต่พอมีฉากที่มีคนเสี้ยมซาฮาล เราก็เริ่มรู้สึกว่านี่มันแปลกๆ จริงๆตอนที่ฆ่าพ่อแม่ แล้วทำไมไม่ฆ่าน้องก็น่าสงสัยอยู่เหมือนกัน บางทีมันอาจจะมีอะไรซ่อนอยู่ แต่จะอะไรก็แล้วแต่ ซาฮาลก็เป็นคนชั่วอยู่ดีนั่นแหละ
    #140
    1
    • #140-1 baekbow (@baekbow) (จากตอนที่ 20)
      23 ธันวาคม 2560 / 23:13
      แอบเห็นด้วยกับ #112 เรื่องซาฮาลปกป้องน้อง แต่มันก็ขัดกับภาพที่ทำร้ายน้องอยู่ดี เพราะแบบนั้นถ้าฮอร์คไม่มาช่วยยังไงก็ตายอยู่ดี
      #140-1
  3. #112 sehun-hunhan (@hunhan-sehun) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 / 18:51
    บางทีที่ซาฮาลทำอาจจะมีเหตุผล ซึ่งเราคิดว่าน่าจะเป็นเหตุผลที่ส่งผลดีต่อน้องเกล อาจจะต้องการปกป้องน้องให้พ้นจากการแย่งชิงอำนาจ หรืออะไรก็ตาม ส่วนเรื่องความทรงจำของน้อง อาจจะเพราะมันขาดๆ หายๆ เลยอาจจะทำให้เข้าใจผิดไปก็ได้
    #112
    0
  4. #41 ง๊องแง๊ง (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 15 กันยายน 2559 / 01:28
    รอคะ กะลังสนุกเลย
    #41
    0
  5. #40 urnurn (@annika1234) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 14 กันยายน 2559 / 08:05
    คุณพี่แอบรักน้องรึเปล่าเนี่ย แต่ฮอร์คน่ารักมาก เกลต้องปลอดภัยนะ
    #40
    0