ตอนที่ 2 : บทที่ 1 แดนอสูร (เพิ่มฉากใหม่)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1493
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 28 ครั้ง
    26 ส.ค. 59

บทที่ 1

แดนอสูร

 

ในสภาวะที่ก่ำกึ่งระหว่างความเป็นความตายนั้น เกเบรียลไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใด ความเจ็บปวดจากบาดแผลฉกรรจ์ที่แผ่นหลัง หน้าท้องและใบหน้ากำลังลิดรอนสติสัมปชัญญะของเทวทูตหนุ่มไปอย่างช้าๆ ทั่วทั้งร่างกายปวดร้าวและหนักอึ้ง แม้แต่ดวงตาก็ฝืนลืมไม่ขึ้น เกรียลเกือบจะสิ้นสติไปแล้วถ้าไม่ใช่เพราะว่าร่างของเขาถูกจับโยนกระแทกพื้นอย่างไม่ปรานี

“อั่ก!

แม้จะน่าอับอายแต่แบรียลก็ไม่อาจเก็บซ่อนเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของตนเองเอาไว้ได้ เทวทูตหนุ่มได้แต่กัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะได้รับการปฏิบัติอย่างน่าสมเพชจากพวกต่ำศักดิ์กว่า หากไม่ใช่เพราะเขาสูญสิ้นกำลังและอำนาจไปแล้ว มีหรือที่พวกหนูรับใช้สกปรกจะกล้าทำกับเขาเช่นนี้

“ท่านทำตัวเองแท้ๆ” เกเบรียลได้ยินเสียงหนูรับใช้ตนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาราวกับจะเห็นใจ ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับฉายชัดถึงความสะใจที่ไม่อาจเก็บซ่อนเอาไว้

“หุบ...หุบปากโสโครกของเจ้าซะ!

เกเบรียลแค่นเสียงตอบ แม้ว่าจะสภาพของเขาจะไม่อยู่ในฐานะที่สามารถเอ่ยถ้อยคำเช่นนี้ได้ก็ตาม เทวทูตไร้ปีกได้ยินเสียงหัวเราะเย้ยหยันดังขึ้นเหนือศีรษะราวกับว่าคำพูดของเขานั้นช่างไร้ซึ่งความน่าเกรงขาม และไม่ควรค่าจะนำมาใส่ใจ เกเบรียลหายใจหอบ เลือดภายในกายร้อนรุ่มด้วยเพลิงพิโรธ แต่สภาพร่างกายที่ไม่เอื้ออำนวยทำให้เขาต้องนอนซบหน้ากับพื้นดินอันแห้งแล้งและร้อนอบอ้าวของแดนอสูรด้วยไม่อาจทำอะไรไปได้มากกว่านี้

“ท่านนี่ช่างน่าสมเพช”

“จุดจบของกบฏก็เป็นเช่นนี้แหละ”

ประโยคตอกย้ำยังคงดังเข้าหูเกเบรียลอย่างต่อเนื่องคล้ายจงใจจะกวนโมโห แต่เทวทูตหนุ่มกลับทำได้เพียงแค่กัดฟัดกรอดและหอบหายใจถี่กระชั้น บรรยากาศอันแห้งแล้งในแดนอสูรทำให้เขาหายใจลำบากยิ่งกว่าเก่า เกเบรียลรู้สึกศีรษะหนักอึ้ง บาดแผลใหญ่ตามร่างกายปวดหนึบจนชา บางทีเขาอาจตายอยู่ตรงนี้ ตายอย่างไร้ค่าและไม่แม้แต่จะทำความต้องการของตนเองให้สำเร็จดี

ดวงตาสีทองปรือปรอย ความมืดเริ่มกัดกินจนมองแทบไม่เห็นอะไร แต่ในวินาทีที่เกเบรียลคิดว่าตัวเองต้องตายอย่างโดดเดียวนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น มันไม่ใช่เสียงพวกหนูรับใช้สกปรกของซาฮาล แต่เป็นน้ำเสียงแหบต่ำแฝงแววเหยียดหยามจนเกเบรียลสัมผัสได้

“เฮ้! จะต้องให้บอกพวกแกอีกกี่ครั้งว่าแดนอสูรไม่ใช่ที่สำหรับทิ้งขยะ”

“อสูรชั้นต่ำอย่างแกไม่จำเป็นต้องสอดมือเข้ามายุ่ง”

“โอ้ ขอโทษทีที่ข้าเป็นอสูร ชั้นต่ำแล้วพวกท่าน ชั้นสูงทั้งหลายเสียสละเวลาอันมีค่ามาเหยียบดินแดนอสูรรกร้างนี่ทำไมกันล่ะ” น้ำเสียงแหบห้าวเอ่ยยียวน ดวงตาสีดำสนิทเหลือบมองร่างของเกเบรียลที่นอนฟุ่บหมดสภาพก่อนจะหัวเราะในลำคอแล้วเอ่ยต่อ “จะว่าไปพวกชั้นสูงเช่นท่านๆ ทั้งหลายนี่ก็รุนแรงกับพวกเดียวกันเองไม่เบาเลยนะ หรือนี่จะเป็นสิ่งที่พวกชั้นสูงพึงปฏิบัติกัน?”

“พูดกับเจ้าไปก็ไร้ค่า” หนึ่งในเทวะอารักษ์เอ่ยเสียงเหยียด “เจ้าจะทำอะไรกับร่างนี้ก็เรื่องของเจ้า หมดธุระของพวกข้าแล้ว ขอตัว”

“เฮ้! ก็บอกแล้วไงว่าแดนอสูรไม่ใช่ที่ทิ้งขยะ!

อสูรหนุ่มตะโกนไล่หลังอย่างหัวเสียเมื่อเหล่าเทวะอารักษ์เมินตนเองแล้วสลายปีกบินทะยานจากไปบนน่านฟ้า ดวงตาสีดำสนิทหรี่ลงเล็กน้อย หลังจากเอ่ยสบถจนพอใจแล้วจึงได้เบนสายตามาทางร่างของเกเบรียลซึ่งถูกโยนทิ้งบนพื้นอย่างไม่ใยดี ไม่ต่างอะไรกับคำว่าขยะที่เขาได้เอ่ยประชดพวกเทวทูตเลยสักนิด

เส้นผมสีเงินยาวสยายกับพื้นดิน ใบหน้าเปื้อนเลือดเต็มไปด้วยคราบดินขะมุกขะมอมจนหมดสิ้นราศี ไหนจะยังบาดแผลใหญ่ที่แผ่นหลังและหน้าท้องนั่นอีก อสูรหนุ่มมองสภาพน่าอนาถของเกเบรียลแล้วก็ได้แต่ส่ายหัวพร้อมกับกระตุกรอยยิ้มสมเพช นี่น่ะหรือพวกเทวทูตที่พร่ำบอกว่าตนเองสูงส่ง แต่กลับทำร้ายพวกเดียวกันเองแล้วทิ้งขว้างราวกับเศษขยะไร้ค่า

“เฮ้ย เจ้าน่ะตายหรือยัง?” ว่าพลางยื่นเท้าไปเขี่ยร่างของเกเบรียล เมื่อได้ยินเสียงของอีกฝ่ายร้องครางด้วยความเจ็บปวด อสูรหนุ่มก็หัวเราะเบาๆ ในลำคอ “น่าสมเพชชะมัด โดนพวกเดียวกันทำอย่างกับเจ้าเป็นขยะ”

“หะ หุบปาก!

เสียงเบาหวิวแหบแห้งหลุดออกจากริมฝีปากของเกเบรียล ดวงตาสีทองพยายามฝืนลืมขึ้นมองหน้าอสูรที่เอ่ยกับตัวเอง ทว่าร่างกายไม่ยอมฟังคำสั่ง

“จะตายอยู่แล้วยังอวดดี”

ใครกันแน่ที่อวดดี!

นั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่เกเบรียลคิดกับตัวเองในใจก่อนที่วินาทีต่อมาความมืดจะเริ่มกลับมาครอบงำเขาอีกครั้ง ศีรษะหนักอึ้งราวกับโดนลูกเหล็กถ่วง ร่างกายชาวาบก่อนสติที่พยายามประคองไว้อย่างสุดกำลังจะหลุดลอยออกไป ทุกการเปลี่ยนแปลงนั้นอยู่ภายใต้สายตาของอสูรหนุ่มเจ้าถิ่นโดยตลอด เมื่อเห็นว่าเกเบรียลหมดสติไปแล้วเจ้าตัวก็ทำเพียงกระดกลิ้นเสียงดังก่อนจะย่อตัวลงไปช้อนร่างสะบักสะบอมของเทวทูตหนุ่มขึ้นมาพาดบ่าตัวเองด้วยท่าทีที่ไม่ได้อ่อนโยนเท่าไหร่นัก

โดนกระชากปีกมาขนาดนั้นยังไม่ตาย แค่จับแรงนิดหน่อยจะเป็นไรไป!?

 

มืด...มืดไปหมด

ที่นี่ที่ไหน ทำไมถึงไม่มีแม้กระทั่งแสงสว่าง?

ในห้วงความสับสนที่ก่อเกิดขึ้นภายในใจ กลิ่นคาวคละคลุ้งอวนไปทั่วห้อง ดวงตาสีทองสอดส่ายหาที่มา ท่ามกลางความมืดนั้น แสงสว่างเจือจางจากโคมไฟเผยให้เห็นธารโลหิตสีแดงฉานไหลเจิ่งนองทั่วพื้นห้อง มันไหลทะลักออกมาจากสองร่างที่นอนทับกันอยู่ สองร่างที่เขาแสนคุ้นเคย

ทะ ท่านพ่อ ท่านแม่?!

ทำไม ทำไมถึงเป็นแบบนี้?!

เกเบรียลได้แต่กรีดร้องอยู่ภายในใจ เทวทูตหนุ่มเอื้อมมือออกไปหมายจะสัมผัสร่างของทั้งคู่ แต่กลับดูเหมือนระยะห่างนั้นยิ่งไกลออกไป เสี้ยววินาทีแห่งความสับสนและไม่รู้จะทำเช่นไรนั้น ดวงตาสีทองก็เหลือบไปเห็นเงาร่างของใครอีกคนอยู่ใกล้ๆ กัน เรือนร่างสูงใหญ่ดูทระนงองอาจ ยืนตระหง่านอยู่ข้างท่านพ่อท่านแม่ของเขา ในมือถือดาบเล่มยาวเปื้อนเลือด และทันทีที่ดวงตาสีทองทั้งสองคู่สบกัน เกเบรียลก็เบิกตากว้างกับความจริงที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า

คล้ายกับลมหายใจถูกช่วงชิงไป

ก้อนเนื้อในอกซ้ายเต้นกระหน่ำจนปวดร้าว สารพัดความรู้สึกถาโถมเข้ามาในใจ ทั้งหวาดหวั่น หวาดกลัว แต่เต็มไปด้วยคำถามสำหรับการกระทำในครั้งนี้

ทำไมกัน...

ทำแบบนี้ทำไมท่านพี่?!

 

“เฮือก!

นี่เขา...ยังไม่ตาย?

ความคิดนั้นผุดขึ้นมาในหัวทันทีที่เปิดเปลือกตาขึ้นมาแล้วพบว่าตนเองอยู่ภายในห้องเล็กๆ ห้องหนึ่งที่มีเพียงแค่เตียงและเก้าอี้หนึ่งตัว ดวงตาสีทองกวาดมองรอบกายด้วยความหวาดระแวงก่อนจะค่อยๆ ชันตัวลุกขึ้นนั่ง แต่ทันทีที่เคลื่อนไหวตัวเพียงนิด ความเจ็บปวดก็แล่นร้าวไปทั่วร่างกายจนเผลอร้องออกมาเสียงดัง

“โอ๊ย!!!

เจ็บไปทั้งตัวแถมยังปวดหัวจนแทบจะระเบิด!

เกเบรียลยกมือกุมศีรษะตัวเองแน่น ภาพความทรงจำเลือนรางหลายสายไหลวูบวาบอยู่ภายใน ฝ่ามือที่ยื่นมาตรงหน้า น้ำเสียงแสนคุ้นเคย เทวทูตหนุ่มหลับตาแน่น เขาพยายามเค้นความทรงจำส่วนนั้นขึ้นมาแต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะจมหายลงไปในห้วงลึกแห่งความทรงจำอีกครั้ง แต่กลับมีอยู่เพียงสถานการณ์เดียวที่เด่นชัด สถานการณ์เดียวที่ไม่ว่าซาฮาลจะใช้เวทย์ล้างความทรงจำกับเขาแต่ก็ไม่อาจลบล้างมันไปได้

ธารโลหิตสีแดงฉานส่งกลิ่นคาวคลุ้ง ร่างไร้วิญญาณสองร่างนอนเคียงกัน และใบดาบเปื้อนเลือด

มันเป็น...ความทรงจำที่ทำให้เขาเดินเข้าสู่เส้นทางกบฏ

ปัง!

เสียงประตูเปิดเข้ามาแทบจะทันที ดวงตาสีทองตวัดมองก่อนจะพบร่างผอมสูงของอสูรตนหนึ่งวิ่งพรวดเข้ามาใกล้ อสูรตนนี้มีดวงตาสีเหลืองสด นัยน์ตาเป็นขีดยาวรีสีดำสนิท ตามใบหน้าและลำตัวมีเกล็ดขึ้นประปราย ทันทีที่เข้ามาประชิดตัวเขาก็เอ่ยถามรัวจนเกเบรียลปวดหัวตุบ

“ท่านเป็นอะไร เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?!

“เจ้าเป็นใคร? ที่นี่ที่ไหน?!” เกเบรียลไม่ตอบแต่ถามกลับไปแทน ดวงตาสีทองฉายแววหวาดระแวง แม้ว่าความเจ็บปวดจะแล่นริ้วไปทั่วแผ่นหลังและหน้าท้อง ทว่าเจ้าตัวก็ฝืนจะลุกขึ้นนั่งจนอสูรตนนั้นต้องรีบเอื้อมมือมาดันไหล่อีกฝ่ายเอาไว้

“ท่านอย่าเพิ่งลุกเลย บาดแผลท่าน...”

“ที่นี่...แค่กๆๆ”

เอ่ยออกมาได้ไม่เท่าไหร่เกเบรียลก็ไอเสียงดัง ตอนนั้นเองที่เพิ่งรู้สึกว่าตัวเองคอแห้งเสียเหลือเกิน ใบหน้าเทวทูตหนุ่มเหยเกก่อนที่วินาทีต่อมาอสูรตนนั้นจะยื่นแก้วน้ำมาให้เขา ดวงตาสีทองหรี่ลง แม้จะกระหายน้ำมากแค่ไหนแต่ก็ไม่อาจวางใจดื่มน้ำจากอสูรแปลกหน้าได้ลงคอ

“ดื่มซะ ถ้าข้าจะฆ่าท่านคงทำไปนานแล้ว” เหมือนจะล่วงรู้ถึงความคิดในจิตใจ อสูรตนนั้นเอ่ยออกมาพร้อมกับจ่อแก้วน้ำเข้ามาใกล้ เกเบรียลชะงักไป หลังจากคิดตัดสินใจอยู่เพียงครู่จึงยอมยื่นหน้ามาจิบน้ำแต่โดยดี แต่ระหว่างนั้นก็ไม่ได้ละสายตาไปจากใบหน้าของอสูรตนนี้สักนิด

“ข้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”

“นายข้าพาท่านมา” อีกฝ่ายกล่าวตอบพร้อมเอ่ยเสริม “ท่านบาดเจ็บสาหัส หมดสติไปเกือบอาทิตย์”

คำอธิบายจากปากอสูรแปลกหน้าทำให้ความทรงจำก่อนหน้านี้ของเกเบรียลไหลเข้าสู่สมอง คราบเลือดสีแดงฉาน ขนนกสีขาวบริสุทธิ์ที่ปลิดปลิวยามถูกฉีกกระชาก ความเจ็บปวดบริเวณแผ่นหลังย้ำเตือนให้เขารู้ว่าบางสิ่งไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ดวงตาสีทองฉายประกายกร้าว ความแค้นชิงชังเอ่อล้นในใจจนตัวสั่นสะท้าน ความเจ็บปวดจากบาดแผลดูจะหายไปในพริบตาเมื่อจิตใจของเกเบรียลด่ำดิ่งสู่ความอาฆาตแค้น จิตสังหารพลุ่งพล่านออกจากร่างจนอสูรรับใช้ซึ่งยืนอยู่ด้านข้างถึงกับผงะไป เกเบรียลชันตัวลุกขึ้นแม้จะทุลักทุเลจนน่าอดสู

“พาข้าออกไป” เทวทูตหนุ่มเอ่ยสั่งเสียงห้วน แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงความเงียบ ดวงตาสีทองตวัดมองด้วยความไม่พอใจ นิสัยเย่อหยิ่งเมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่งแม่ทัพแห่งแดนน่านฟ้าทำให้เขาไม่ชอบให้ใครมาขัดคำสั่งหรือเมินเฉยต่อตนเองเช่นนี้ “ไม่ได้ยินหรือไงเจ้าอสูร พาข้าออกไป”

“สภาพท่านตอนนี้อย่าว่าแต่ออกไปไหนเลย แค่ลุกยืนยังไม่ไหวด้วยซ้ำ”

คำตอบแทงใจดำทำให้เกเบรียลกัดฟันกรอด โทสะภายในใจไหลเอ่อออกมาอย่างไม่อาจห้ามได้

“ข้าบอกให้พาข้าออกไป!

เกเบรียลไม่ฟังซ้ำยังตวาดเสียงดังก้องจนอีกฝ่ายชะงักไปแล้วถอยออกห่าง ยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยอะไรกลับมาเสียงแหบห้าวก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน

“เอะอะอะไรเสียงดัง!

เกเบรียลมองตามก่อนจะพบเข้ากับร่างสูงใหญ่ของอสูรอีกตนหนึ่ง ฝ่ายนั้นมีผิวสีแทนกร้านแดด ใบหน้าคมเข้มให้อารมณ์ดิบเถื่อน ดวงตาเรียวยาวสีดำคมกริบปรายตามองเทวทูตหนุ่มจนเกเบรียลรู้สึกหงุดหงิด คิ้วเข้มพาดเฉียงดูดุดันเลิกขึ้นข้างหนึ่ง จมูกโด่งเป็นสันและริมฝีปากหนา เส้นผมหยักศกสีดำยาวเคลียไหล่ถูกมัดรวบไปด้านหลังอย่างลวกๆ ทิ้งปอยผมบางส่วนให้ตกละสันกรามแกร่ง บนศีรษะปรากฏเขาโง้งยาวสีดำสนิทน่าเกรงขาม

“ท่านฮอร์ค ข้า...” อสูรร่างผอมเอ่ยปากจะรายงานผู้เป็นเจ้านาย แต่เมื่อฮอร์คยกมือขึ้นห้ามจึงได้เงียบไป

“เจ้าออกไปก่อนอิลคิ”

“ขอรับ”

อิลคิเอ่ยรับคำก่อนจะเดินออกจากห้องไปโดยไม่ลืมปิดประตูให้อย่างเสร็จสรรพ เมื่ออสูรรับใช้ของตนออกไปเรียบร้อยแล้วฮอร์คจึงกลับมามองเทวทูตหนุ่มที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงด้วยสายตาหงุดหงิด

“มีปัญหาอะไรถึงต้องโวยวายเสียงดัง” น้ำเสียงแหบห้าวเอ่ยถามด้วยถ้อยคำห้วนๆ

“พาข้าออกไปจากที่นี่!

“อยากไปก็ลุกเองสิ” ฮอร์คเอ่ยตอบสั้นๆ แล้วเลิกคิ้วขึ้นเมื่อเห็นว่าดวงตาสีทองฉายประกายกร้าว “ถ้าเจ้ามีปัญญาลุกเองได้ล่ะก็นะ ต้องให้ข้าทวนความจำให้ไหมฮึ ว่าเจ้าถูกเอามาทิ้งสภาพปางตายในแดนอสูร หมดสติไปเกือบอาทิตย์ สารร่างตอนนี้แค่ข้าดีดเจ้าเบาๆ ก็ล้มพับแล้วมั้ง”

“แดนอสูร...”

เกเบรียลพึมพำ ก่อนที่ดวงตาสีทองจะเบิกกว้าง นั่นสินะ ซาฮาลสั่งให้หนูสกปรกพวกนั้นเนรเทศเขามาที่นี่ หึ...บาดเจ็บปางตายงั้นหรือ เทวทูตหนุ่มยกมือสั่นระริกแตะแผ่นหลังตนเอง ก่อนจะพบว่าลำตัวของเขานั้นถูกพันทับด้วยผ้าเนื้อหยาบและมีกลิ่นฉุนของสมุนไพรบางชนิดที่เขาไม่รู้จัก

ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วกาย ลมหายใจของเกเบรียลสั่นสะท้านก่อนที่มือข้างเดิมจะเปลี่ยนมาแตะผิวแก้มของตน บาดแผลที่ถูกซาฮาลทำเอาไว้ถูกพันทับด้วยเศษผ้าลักษณะเดียวกับที่พันลำตัวเขาเอาไว้ แม้บาดแผลบนใบหน้าจะไม่เจ็บปวดเท่าบาดแผลที่แผ่นหลัง แต่เกเบรียลรู้ดีว่าใบหน้าของตนเองจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

“เฮ้ย! ทำบ้าอะไรของเจ้า!?”

ฮอร์คตวาดลั่นเมื่อจู่ๆ เกเบรียลก็ฉีกทึ้งผ้าพันแผลบนใบหน้าของตนเองจนปากแผลเปิดและเลือดสีแดงสดไหลอาบใบหน้าอีกครั้ง อสูรร่างใหญ่ตรงเข้าไปคว้าข้อมือของเกเบรียลเอาไว้ แล้วใช้พละกำลังของตนเองที่เหนือกว่าบังคับให้เกเบรียลหยุดอาการคลุ้มคลั่ง

“ปล่อยข้า!

“ปล่อยให้เจ้าตะกุยหน้าตัวเองจนแหกหรือไง!” ฮอร์คตวาดกลับจนเกเบรียลสะดุ้ง ดวงตาสีดำฉายแววอันตราย “ข้าไม่ได้ช่วยเจ้าเอาไว้เพื่อให้เจ้ามาแหกหน้าแหกตาตัวเองเล่นหรอกนะ!

“ข้าไม่ได้ขอให้เจ้าช่วย!” เกเบรียลตะโกนโต้อย่างไม่ยอมแพ้ ดวงตาสีทองทอประกายวาบยามเงยขึ้นสบกับฮอร์ค “อสูรเช่นเจ้าน่ะมัน...!

“อสูรเช่นข้ามันทำไมฮะ!” ฮอร์คขึ้นเสียงขัดจนเกเบรียลชะงักไป อสูรหนุ่มถลึงตาจ้องมองเทวทูตแสนยโสที่แม้สภาพร่างกายจะไม่เอื้ออำนวยก็ยังคงความเย่อหยิ่งเอาไว้ “อสูรเช่นข้านี่แหละที่ช่วยเจ้าเอาไว้ ในขณะที่พวกเดียวกันกับเจ้าที่เอ่ยปากพร่ำบอกว่าตัวเองสูงส่งนักหนาเอาเจ้ามาโยนทิ้งอย่างกับขยะไร้ค่า!

“เช่นนั้นก็ปล่อยให้ข้าตายไปเสียสิ!

“เจ้าบ้าไปแล้วหรือไง!

“เออ! ข้าบ้าไปแล้ว ปีกข้าถูกกระชาก หน้าข้าถูกทำให้เสียโฉม เช่นนี้แล้วถ้าเป็นเจ้าจะยังอยากมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร?! อยู่ไปเพื่อให้คนอื่นหัวเราะสมเพชงั้นรึ!

เทวทูตหนุ่มแผดเสียงดังก้อง ดวงตาสีทองถลึงตาจ้องใบหน้าของฮอร์คเขม็ง ในขณะที่ริมฝีปากสั่นระริกด้วยแรงอารมณ์ที่พัดโหมอยู่ในใจ เกเบรียลไม่อาจคงความเยือกเย็นเอาไว้ได้อีกต่อไป สิ่งที่ซาฮาลทำกับเขาเอาไว้สร้างเพลิงแค้นผลาญใจของเทวทูตหนุ่มจนร้อนลุ่ม

ความแค้นที่ไม่ว่าชาตินี้ก็ไม่อาจปล่อยวาง!

“ถ้าอยากให้คนอื่นเลิกสมเพชเจ้า เจ้าก็เลิกสมเพชตัวเองให้ได้เสียก่อนสิ!

“อสูรเช่นเจ้าจะมาเข้าใจอะ...”

“เออ! ข้าไม่เข้าใจ” ฮอร์คเอ่ยขัด อสูรหนุ่มยกมือขึ้นกอดอกตัวเองแล้วปรายตามองเกเบรียลด้วยสายตาเหยียดหยามเสียจนเทวทูตหนุ่มหน้าชาวาบ “แต่ถ้าเจ้ายังทำตัวเรื่องมาก แหกปากส่งเสียงดังหนวกหูอยู่แบบนี้ ข้านี่แหละจะเอาเข็มมาเย็บปากเจ้าอีกสักแผล!

“เจ้า!

“เงียบ หนวกหู!

เกเบรียลอ้าปากพะงาบแต่กลับไม่มีคำใดหลุดออกจากปากของเทวทูตหนุ่ม ตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งโตเขาไม่เคยเห็นผู้ใดที่หยาบคายและป่าเถื่อนเช่นอสูรตนนี้มาก่อน เอ่ยขัดเขาไม่พอยังมาตะคอกใส่เสียงดัง เขาสิที่ต้องเป็นฝ่ายหนวกหูไม่ใช่เจ้าอสูรร้ายป่าเถื่อนนี่! เกเบรียลถลึงตาจ้องอย่างเคืองๆ ก่อนที่ดวงตาสีทองจะวาวโรจน์เมื่ออสูรหนุ่มสาวเท้าเข้ามาประชิดเตียงตนเองจนต้องรีบเอ่ยถามออกไป

“จะทำอะไร!?”

“ทำแผลให้เจ้าไง คงไม่อยากจะแผลเน่าตายหรอกใช่ไหม?” ฮอร์คแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ฝ่ามือใหญ่เอื้อมมากระชากผ้าพันแผลอันเก่าออกจากร่างของเกเบรียลด้วยแรงที่ทำเอาเทวทูตหนุ่มน้ำตาแทบเล็ด

บ้าเอ๊ย! เขาเป็นถึงแม่ทัพอันดับหนึ่งแห่งแดนน่านฟ้าเชียวนะ ทำไมถึงต้องมาโดนอสูรเวรนี่ทำกิริยาป่าเถื่อนใส่ด้วย!

“เบาหน่อย จะฆ่ากันหรือไง!

“อย่าใจเสาะไปหน่อยเลย” อสูรหนุ่มเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ “หนักกว่านี้เจ้าก็รอดมาแล้ว จะมาใจเสาะตายเพราะแค่ข้าทำรุนแรงกับเจ้าเนี่ยนะ?”

“ปากเจ้านี่ช่างหยาบคาย!” เกเบรียลถลึงตาใส่ เทวทูตหนุ่มกัดฟันกรอดเมื่อฮอร์คดูจะไม่ยอมลดแรงเลยสักนิดจนบาดแผลด้านหลังเจ็บจี๊ด “ป่าเถื่อน อสูรป่าเถื่อนเช่นเจ้ามันน่านัก!

“สภาพเจ้าในตอนนี้จะทำอะไรข้าได้กัน” ฮอร์คกระตุกยิ้มขำขัน ดวงตาเรียวยาวสีดำสนิทปรายมองเทวทูตหนุ่มที่กึ่งนั่งกึ่งนอนให้เขาเปลี่ยนผ้าพันแผลให้อย่างหมดสภาพแล้วกล่าวต่อ “เรี่ยวแรงจะลุกเจ้ายังไม่มี จะมีดีก็แค่ปากเจ้าที่ส่งเสียงหนวกหูน่ารำคาญไม่หยุดหย่อน”

“หน็อย!

“โอ๊ย! ทำบ้าอะไรของเจ้า!

ฮอร์คตวาดก้องเมื่อจู่ๆ เกเบรียลก็เอื้อมมือมาทึ้งเส้นผมของตนเองเสียแรง แค่นั้นไม่พอ เทวทูตหนุ่มที่แม้สภาพร่างกายจะไม่เอื้ออำนวยให้ยกดาบขึ้นมาฟันคออสูรปากร้ายได้ดั่งใจนึก แต่ก็มีเรี่ยวแรงเพียงพอให้เอื้อมคว้าเขายาวโง้งแล้วออกแรงโยกจนอสูรหนุ่มคำรามลั่นห้อง

“ข้าจะหักเขาเจ้าทิ้งซะไอ้อสูรป่าเถื่อน!” เกเบรียลคำรามในลำคอ ก่อนจะส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บเมื่อแขนตัวเองถูกกระชากออกแล้วโดนผลักให้ล้มลงไปกับเตียงแข็งๆ จนบาดแผลกระเทือน

“ชอบความรุนแรงนักใช่ไหม? ได้ ได้!” ฮอร์คคำรามลั่น อสูรหนุ่มจ้องหน้าเกเบรียลเขม็งก่อนจะตะโกนเสียงดัง “อิลคิ! เอาโซ่มาให้ข้า!

“โซ่?!” เกเบรียลทวนคำ พลันดวงตาสีทองคู่สวยก็เบิกกว้าง “จะเอามาทำอะไร!

“เทวทูตเช่นเจ้าคงไม่โง่ขนาดต้องถามข้าหรอกมั้ง”

“เจ้าไม่มีสิทธิ์...!

เกเบรียลอ้าปากจะแย้งแต่กลับไม่ทันเสียแล้วเมื่ออสูรนามว่าอิลคิเดินถือโซ่เส้นยาวเข้ามาในห้อง หลังจากมอบมันให้ผู้เป็นนายที่เอาแต่หัวเราะหึหึมองหน้าเขาด้วยสายตาวาวโรจน์แล้วก็รีบผลุบออกจากห้องไปทันที เกเบรียลกลืนน้ำลายลงคอ ดวงตาสีทองมองสบกับอสูรป่าเถื่อนตรงหน้าอย่างไม่ยอมลงให้แม้ว่าตนเองจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบก็ตาม

ปีกก็โดนกระชากไปแล้ว ถ้าต้องมาโดนล่ามโซ่อีกเกเบรียลคงได้อกแตกตายพอดี!

“ทีอย่างนี้ล่ะทำเป็นเงียบ” ฮอร์คเลิกคิ้วใส่ มุมปากอสูรหนุ่มกระตุกยิ้มในขณะที่สาวเท้าเข้ามาใกล้ “ทำไม คิดว่าถ้ายอมเป็นเด็กดีแล้วข้าจะเมตตาเจ้าหรือยังไง”

“อย่าได้บังอาจเอาโซ่มาล่ามข้าเชียวนะ!

“เทวทูตพยศเช่นเจ้าปล่อยไว้โดยไม่ล่าม บ้านข้าคงพินาศกันพอดี”

“ยะ หยุดนะ! ไอ้อสูรป่าเถื่อน เฮ้ย!

คำห้ามปรามของเกเบรียลดูเหมือนจะไม่ได้ส่งถึงฮอร์คเลยแม้แต่น้อย อสูรร่างใหญ่รวบมือทั้งสองข้างของเทวทูตหนุ่มเอาไว้แล้วจัดการพันธนาการมือทั้งสองข้างนั้นไว้ด้วยกันอย่างแน่นหนาจากนั้นจึงโยงปลายโซ่ไปล่ามไว้กับแท่นเหล็กหัวเตียงเป็นอันเสร็จสรรพ ทางด้านเกเบรียลเองก็พยายามขัดขืน แต่ด้วยร่างกายที่บาดเจ็บและไร้เรี่ยวแรงเนื่องจากสลบไปเกือบอาทิตย์จึงทำได้เพียงแค่เบี่ยงตัวหลบหลีกไปมาและตะโกนด่ากราดเท่านั้น แต่ฮอร์คสนใจหรือไม่นั้น...

คงตอบได้ว่าไม่

“คำก็ป่าเถื่อน สองคำก็ป่าเถื่อน” ฮอร์คเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะแหบต่ำ ดวงตาสีดำสนิทตวัดมองใบหน้าของเกเบรียลที่ฉายชัดถึงความโกรธเคืองจากนั้นจึงออกแรงจับปลายคางอีกฝ่ายไว้แล้วบังคับให้เทวทูตหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบตากับตนเองชัดๆ “ถ้าเรียกข้าอย่างนั้นอีกคำเดียวสาบานได้เลยว่าข้าจะทำให้เจ้ารู้ซึ้งถึงความป่าเถื่อนที่แท้จริง”

“อะ ไอ้...!

“พูดสิ พูดเลย!

ฮอร์คเอ่ยท้า ใบหน้าคมเข้มของอสูรหนุ่มฉายแววท้าทายเสียจนเกเบรียลชักจะเริ่มกลัวใจอีกฝ่ายขึ้นมาเล็กน้อย เทวทูตหนุ่มเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อสะกดอารมณ์ตนเอง ถ้ารู้ว่าจะฟื้นมาแล้วเจออสูรบ้าป่าเถื่อนหยาบคายซ้ำยังพูดจากวนอารมณ์เช่นนี้ เขายอมตายตกไปเสียดีกว่า ป่านนี้คงได้กลายเป็นวิญญาณลอยไปหักคอไอ้เวรซาฮาลเป็นการแก้แค้นแล้วกระมัง!

“ฮึ่ย!

“อะไร ไม่พอใจ?!

“แล้วเจ้าจะตวาดเสียงดังใส่ข้าทำไม เจ้าอสูรป่า...เจ้าอสูรหยาบคาย!” เทวทูตหนุ่มเชิดใบหน้าตนเองขึ้นเมื่อสามารถหาคำด่าฮอร์คได้อีกคำ

“เทวทูตยโสเช่นเจ้านี่มันน่าดัดสันดานจริงๆ” ฮอร์คหรี่ตามองหน้าเกเบรียลก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เลิกเรียกข้าว่าอสูรได้แล้ว ข้าชื่อฮอร์ค สั้นๆ ง่ายๆ แค่นี้หวังว่าเทวทูตชั้นสูงผู้มีอารยะธรรมเช่นเจ้าจะจำได้แล้วไม่เผลอเรียกผิดเป็นเจ้าอสูรอย่างนั้น เจ้าอสูรอย่างนี้อีกหรอกนะ”

“เฮอะ!

“มาเฮอะบ้าบออะไร คนแนะนำตัวกับเจ้า เจ้าก็ต้องแนะนำกลับสิ มารยาทง่ายๆ แค่นี้ยังไม่รู้จัก” ฮอร์คเหยียดยิ้มแล้วหัวเราะเสียงต่ำในลำคอเมื่อเห็นว่าเกเบรียลจ้องหน้าเขาด้วยแววตาวาวโรจน์

“เกเบรียล!” เทวทูตหนุ่มเอ่ยกระแทกเสียงห้วน ฮอร์คมองท่าทีนั้นแล้วก็ได้แต่ยักไหล่ก่อนจะหันหลังให้แล้วเดินไปยังบานประตู แต่ก่อนที่จะเปิดออกไปนั้น อสูรหนุ่มก็หันหน้ากลับมาแล้วเอ่ยทิ้งทวนอีกครั้ง

“ดี คราวนี้ก็เลิกอาละวาดได้แล้วเกล ก่อนที่แผลเจ้าจะฉีกและข้าต้องเปลืองเงินไปซื้อสมุนไพรมารักษาเจ้าอีก”

“ใครอนุญาตให้เจ้าเรียกข้าว่าเกลกันฮะ!

“หลังจากนี้อิลคิจะมาคอยดูแลและเปลี่ยนผ้าพันแผลให้เจ้าต่อ” ฮอร์คแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินแล้วกล่าวต่อหน้าตาย “อ้อ อย่าให้ข้าเห็นว่าเจ้าต่อต้านอีก ไม่งั้นล่ะก็ครั้งต่อไปข้าจะล่ามข้อเท้าเจ้าเอาไว้ด้วย คอยดู”

“นี่เจ้า เจ้า!

ปัง!

เสียงประตูปิดดังลั่นกลบเสียงสบถด่าของเกเบรียลไปเสียสิ้น เทวทูตหนุ่มได้แต่ถลึงตาจ้องบานประตูตรงหน้าด้วยความแค้นเคือง ก่อนที่ดวงตาสีทองจะหลุบลงมองข้อมือตนเองที่ถูกล่ามโซ่เอาไว้อย่างแน่นหนา พลันใบหน้าก็เริ่มบูดเบี้ยวด้วยไม่อาจรับสภาพตนเองในตอนนี้ได้เลยแม้แต่น้อย ท้ายที่สุดแล้วเกเบรียลจึงทำได้แค่ระบายอารมณ์ออกมาด้วยเสียงตะโกนดังลั่นจนตัวเองยังรู้สึกแสบคอ

“ไอ้อสูรหยาบคาย! ข้าจะฆ่าเจ้าแล้วตัดเขาเจ้ามาทำไม้แคะฟัน ไอ้เวรเอ๊ย!!!

---------------------------

อีดิท ***เพิ่มฉาก*** 26/8/2016

บางทีหนูเกลก็ถึกและบึกบึน ไม่เอา ไม่ร้องนะ ท่านฮอร์คแค่แหย่(?)เล่นเฉยๆ เอง อย่าเพิ่งคิดจะฆ่าจะแกงกันเลย ยังต้องอยู่กันไปอีกนาน แค่ก-----

มาอัพแก้เบื่อค่ะ ยังไม่อัพจริงจังนะคะ เพราะต้นฉบับยังไม่เสร็จ อาจจะมาอัพจริงจังประมาณเดือนหน้าค่ะ แต่ถ้าช่วงนี้เห็นเรื่องนี้อัพแสดงว่าแจ็คเบื่อเลยมาแต่งแก้เซ็งเฉยๆ 5555 ใครชอบก็แอดเฟบเก็บไว้ได้นะคะ มาต่อให้แน่นอนค่า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 28 ครั้ง

169 ความคิดเห็น

  1. #160 wonnybum (@wonnybum) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 18:22
    คนอื่นช่วยแล้วยังทำเก่งอีกนะ
    #160
    0
  2. #146 mehmehmeh (@mehmehmeh) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2560 / 18:56
    มีความน่ารักถถถถ
    #146
    0
  3. #122 baekbow (@baekbow) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2560 / 18:32
    อะไรจะเกรี้ยวกราดเบอร์นี้ ช่างเป็นคนที่ไม่เจียมจริงๆ หวังว่าฮอร์คจะรับมือไหวนะ // ซาฮาลฆ่าพ่อแม่ตัวเอง อืม...ไม่แปลกใจแล้วที่ทำกับน้องแบบนี้ เป็นคนไม่มีหัวใจจริงๆแหละ
    #122
    0
  4. #94 sehun-hunhan (@hunhan-sehun) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 / 18:13
    ขำ ความหยอก(?)กันน่ารักกกก
    #94
    0
  5. #78 พญานก T^T (@Khaofang_17) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2560 / 11:24
    โอ๊ยยย ทำไมเราหัวเราะล่ะ 5555
    #78
    0
  6. #67 eveATK (@evezaka) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 มีนาคม 2560 / 14:17
    แคะฟันเลยหรอ 
    #67
    0
  7. วันที่ 15 มิถุนายน 2559 / 13:37
    งื้ออออ ชอบๆๆๆ มาต่อไวๆน้าาาา
    #3
    1