ตอนที่ 17 : บทที่ 16 น้ำพุเสี่ยงทายและการตัดสินใจที่สั่นคลอน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 651
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    2 ก.ย. 59

 

บทที่ 16

น้ำพุเสี่ยงทายและการตัดสินใจที่สั่นคลอน

 

คำว่ารักจากปากเขางั้นเหรอ?

เกเบรียลคิดพลางยกมือก่ายหน้าผากตนเองในขณะที่ทิ้งตัวนอนหงายอยู่บนเตียง ก่อนจะแค่นเสียงเหอะออกมาเบาๆ ในขณะที่ใบหน้าเริ่มขึ้นสีแดงจัด ฝันไปเถอะว่าเขาจะพูดคำนั้นออกไปง่ายๆ น่ะ แต่จะว่าไป...

...แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน

คิดพลางพลิกตัวนอนตะแคงแล้วตลบผ้าห่มขึ้นคลุมตัวเองจนคล้ายกับดักแด้ตัวยักษ์ เกเบรียลฝังใบหน้าตนเองลงกับหมอน ดวงตาสีทองหลุบลงต่ำในขณะที่คิดย้อนกลับไปเมื่อช่วงเย็น เขาตัดสินใจให้คำตอบฮอร์คไปแล้ว คำตอบที่ว่าเขาจะอยู่ที่นี่กับอีกฝ่ายโดยละทิ้งเรื่องราวในอดีตไปซะ แม้จะไม่ค่อยมั่นใจนักตอนเอ่ยออกไปในทีแรก แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มและแววตาเป็นประกายของอสูรนั่นภายในใจกลับรู้สึกอุ่นซ่าน

ดีแล้วจริงๆ นั่นแหละ

แก๊ก...

เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบยามราตรี ดึงให้เกเบรียลหลุดออกจากภวังค์ความคิด เทวทูตหนุ่มยังคงนอนนิ่งไม่กระโตกกระตาก ส่วนหูก็เงี่ยฟังเสียงก๊อกแก๊กที่ว่านั้นจนกระทั่งสัมผัสได้ว่ามันมาจากหน้าต่างห้องตนเอง ดวงตาสีทองมองฝ่าความมืด ผ้าม่านเนื้อหนาซึ่งรูดปิดเอาไว้ทำให้เขาไม่สามารถมองเห็นได้ว่าอะไรอยู่ภายนอก จะเห็นก็เพียงแค่เงาเลือนรางที่ขยับไหวไปมา เกเบรียลค่อยๆ ผุดลุกจากเตียง มือหนึ่งเอื้อมหยิบดาบพารีเชียนข้างตัวมากระชับไว้ในมือแล้วขยับกายแฝงตัวอยู่ในเงามืด

กริ๊ก...

เสียงปลดล็อคบานหน้าต่างดังขึ้น ก่อนที่มันจะถูกเปิดออก เกเบรียลได้ยินเสียงสายลมภายนอกพัดหวีดหวิว หอบเอากลิ่นดอกไม้เบาบางลอยเข้ามาในห้อง พร้อมกับร่างสูงระหงของผู้บุกรุกยามราตรีที่ก้าวเข้ามาข้างในโดยใช้บานหน้าต่างห้องเขาแทนประตู ร่างนั้นสาวเท้ามาใกล้เตียงนอนของเกเบรียลก่อนจะชะงักไปเมื่อเห็นว่าบนนั้นไม่มีใครอยู่ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ถูกใบดาบเย็นเยียบพาดเข้าที่ท้ายทอยเสียแล้ว

“เจ้าเป็นใคร มีธุระอะไรกับข้าไม่ทราบ” เกเบรียลเอ่ยเสียงเย็นในขณะที่กดแรงแนบใบดาบลงบนต้นคออีกฝ่ายอย่างข่มขู่ เทวทูตหนุ่มได้ยินผู้บุกรุกถอนหายใจเฮือก ก่อนเสียงหวานแสนคุ้นเคยจะตอบกลับมา

“อะไรกัน นี่เจ้าลืมเพื่อนตัวเองได้ลงคอเชียวเหรอ”

“หือ...ฮิลลี่?”

“ข้าเอง เอาดาบออกจากคอข้าได้แล้ว” ฮิลลี่สบถก่อนจะหันกลับมาแล้วกล่าวต่อ “ต้อนรับกันด้วยใบดาบเนี่ยนะ จริงๆ เลยให้ตายสิ”

“เจ้า...มาได้ไง”

เกเบรียลเอ่ยถามในขณะที่ลดดาบลง เทวทูตหนุ่มเอื้อมมือไปโคมไฟจนแสงสีนวลส่องสว่างท่ามกลางความมืด เผยให้เห็นร่างสูงระหงของเทวทูตสาวตนหนึ่งยืนมองเขาอยู่ด้วยสีหน้าหน่ายใจ ดวงหน้างดงามรูปไข่รับกับเส้นผมสีทองสว่าง ดวงตากลมโตสีเดียวกันจ้องมาที่แก้มเขาก่อนจะเบิกกว้างแล้วอุทานออกมาด้วยความตกใจ

“เกล หน้าเจ้า?!

“อา...ช่างมันเถอะ” เกเบรียลเผลอยกมือกุมหน้าตนเองเมื่อเห็นสายตาหวาดหวั่นของฮิลลี่ บางทีเขาอาจจะชินเสียแล้ว ในเมื่อแดนอสูรไม่เคยมีใครมองหน้าเขาแล้วมีสายตาเช่นนี้ แต่กับเพื่อนเขาคงไม่ใช่ รอยแผลนี่คงจะน่ากลัวสำหรับเธอมากทีเดียว “ก็แค่บาดแผลตอนต่อสู้ ว่าแต่เจ้าเถอะ รอดมาได้ยังไง ข้านึกว่าเจ้าโดนลูกหลงไปด้วยซะอีก”

“ข้า...ขอโทษ” ฮิลลี่ไม่ตอบแต่กลับเอ่ยขอโทษแทนด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยจนเกแบรียลต้องถามออกไป

“ขอโทษข้าทำไม”

“ถ้าคืนนั้นข้าตั้งใจดูต้นทางให้เจ้า ข้าคงเตือนเจ้าได้ทันก่อนที่อารักษ์พวกนั้นจะบุกเข้าไป” เทวทูตสาวเล่าต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตาสีทองเอ่อไปด้วยหยาดน้ำตา “ข้าอ่อนแอเกินไป ตอนที่เจ้าถูกจับแทนที่ข้าจะเข้าไปช่วยเจ้า ข้ากลับหนีไป ข้าขอโทษ”

เกเบรียลรับฟังเรื่องราวที่เพื่อนสาวเล่าด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ใช่แล้ว...คืนนั้นเกเบรียลไม่ได้ลงมือเองคนเดียว แต่ฮิลลี่เพื่อนของเขาก็เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดและให้ความช่วยเหลือในการบุกเข้าเขตต้องห้ามในคืนนั้นด้วย โดยเธอมีหน้าที่ดูต้นทางให้เขาและแจ้งเบาะแสเมื่อมีการเคลื่อนไหวใดๆ ที่อยู่นอกแผน ทว่าคืนนั้นเทวะอารักษ์นับสิบกลับบุกเข้ามาจับกุมเขาโดยง่าย ไร้ซึ่งสัญญาณเตือนจากเทวทูตสาวตนนี้

“ช่างเถอะ เจ้าไม่โดนโทษอะไรก็ดีแค่ไหนแล้ว ข้าคงรู้สึกผิดมากกว่าถ้าข้าเป็นสาเหตุทำให้ชีวิตเจ้าต้องเดือดร้อน”

“ข้าขอโทษจริงๆ ข้าไม่คิดว่าจู่ๆ อารักษ์พวกนั้นจะแห่กันมา” ฮิลลี่ยังคงพร่ำขอโทษไม่ขาดปาก ดวงตาสีทองเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด “เจ้าด่าข้ายังจะดีกว่า ขะ ข้าได้ยินมาว่าปีกเจ้า...”

“ก็อย่างที่เจ้าได้ยินนั่นแหละ”

“เกลข้าขอโทษ” ฮิลลี่เอ่ยเสียงเครือ “ข้าไม่ดีเอง เป็นเพื่อนเจ้าแต่ช่วยอะไรเจ้าไม่ได้สักนิด”

“เจ้าเลิกโทษตัวเองดีกว่าฮิลลี่” เกเบรียลตบไหล่บอบบางของอีกฝ่ายเบาๆ แล้วรุนหลังให้เทวทูตสาวทรุดตัวนั่งลงบนเตียงตนเอง ในขณะที่เขาเองก็นั่งลงข้างๆ เธอ “เรื่องนั้นน่ะช่างมันเถอะ แต่ข้าอยากรู้ว่าเจ้าหาข้าเจอได้ยังไง”

“ข้า...”ฮิลลี่สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วพยายามประคองสติตัวเองกลับคืนมา “ตอนแรกข้าคิดว่าเจ้าตายแล้ว ข้าได้ยินพวกอารักษ์ที่เอาเจ้ามาทิ้งที่นี่คุยกันว่าสภาพเจ้าร่อแร่ไม่น่ารอด ข้าเลยไม่ได้ออกตามหาเจ้าในทันที แต่เมื่อเร็วๆ นี้กลับได้ข่าวว่ามีงานประลองระหว่างอสูรกับเทวทูต ข้าคิดว่านั่นต้องเป็นเจ้าแน่ๆ แต่ก็ยังไม่แน่ใจนัก”

“แล้วอะไรทำให้เจ้าแน่ใจว่าเป็นข้า”

“ข้า...” ฮิลลี่เอ่ยออกมาแค่นั้นก่อนจะเงียบไปจนเกเบรียลต้องเรียกชื่อกระตุ้นอีกฝ่าย

“ฮิลลี่”

“ข้า...แอบไปได้ยินองค์ราชาเอ่ยถึงเรื่องนี้” ฮิลลี่เอ่ยเสียงเบาราวกับกลัวว่าจะมีใครได้ยิน เธอสบตาเกเบรียลนิ่ง มันเต็มไปด้วยความกังวลก่อนจะกล่าวต่อ “เขารู้แล้วเกล เขารู้ว่าเจ้ายังไม่ตาย”

“คงผิดหวังน่าดูที่ข้ามันหนังเหนียว” เกเบรียลแค่นหัวเราะเบาๆ

“เจ้าจะเอายังไงเกล จะกลับไปกับข้าไหม กลับไปแก้ไขสิ่งที่เราทำพลาดไว้ให้เสร็จสิ้น”

เกเบรียลนิ่งไปเมื่อฮิลลี่เอ่ยเช่นนั้น เทวทูตหนุ่มมองสบตากับอีกฝ่ายด้วยแววตาเรียบนิ่งก่อนจะเบนสายตาหนีไปอีกทาง หากเป็นเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อนเขาอาจตกปากรับคำชวนนี้ บุญคุณมีไว้ทดแทน ความแค้นมีไว้ชำระ เขาทดแทนบุญคุณที่ฮอร์คช่วยไว้โดนการช่วยอีกฝ่ายคืนในงานประลองรอบแรกแล้ว ส่วนความแค้นของเขาที่มีต่อซาฮาลก็ต้องได้รับการสะสาง มันควรจะเป็นอย่างนี้ถ้าไม่ใช่เพราะว่าความรู้สึกของเขามันเปลี่ยนไปแล้ว

...เปลี่ยนไปเมื่อมีฮอร์คเข้ามาในชีวิต

“ไม่ล่ะ ข้าไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกแล้ว”

“เกลนี่เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือไง!” ฮิลลี่เอ่ยออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ เทวทูตสาวขมวดคิ้วมุ่นในขณะที่ดวงตาจ้องเกเบรียลเขม็ง “ทั้งๆ ที่เขาทำกับเจ้าถึงขนาดนี้ เจ้ายังจะยอมได้ง่ายๆ งั้นเหรอ นี่เจ้าเป็นอะไรไปแล้วน่ะ ก่อนหน้านี้ไม่ใช่เจ้าเหรอที่ทำทุกวิถีทางขอเพียงแค่ได้แก้แค้นองค์ราชาน่ะ!

“คงเพราะตอนนี้ข้ามีความสุขดีล่ะมั้ง”

“เจ้าหมายความว่ายังไง?”

“ข้า...สัญญากับเขาไว้” เกเบรียลเอ่ยพลางคลี่ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ท่าทีนั้นทำให้ฮิลลี่ถึงกับงงงวยอย่างเห็นได้ชัด “สัญญาว่าจะไม่ไปไหนแล้ว”

“เขาสำคัญต่อเจ้า?”

“เจ้าจะว่าอย่างนั้นก็ได้”

“นี่ใช่ไหมสาเหตุที่ทำให้เจ้าเลิกล้มความตั้งใจเดิม” เทวทูตสาวเอ่ยเค้น แล้วกล่าวต่อ “เพราะเจ้ากำลังมีความรักงั้นเหรอ”

“ข้าคิดว่าตัวเองควรปล่อยวางสักที”

“ปล่อยวาง...แม้ว่าองค์ราชาคิดจะกำจัดเจ้าให้สิ้นซากอย่างนั้นเหรอ” ฮิลลี่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าหนักแน่นจริงจัง เธอมองหน้าเกเบรียลเขม็งในขณะที่กล่าวต่อ “เรื่องมันไม่ง่ายขนาดนั้นเกล ถึงเจ้าจะปล่อยมือจากเรื่องนี้แต่อีกฝ่ายล่ะคิดเหมือนเจ้าหรือเปล่า ในเมื่อสิ่งที่เจ้าทำไว้กับเขามันร้ายแรงขนาดนั้น”

“ข้า...”

“เขาจะจัดการเจ้าแน่เกล ถ้าเจ้าไม่ชิงลงมือเสียก่อน”

“แต่ข้า...” เกเบรียลกัดริมฝีปากแน่น ดวงตาสีทองฉายแววกังวลใจอย่างเห็นได้ชัด “ข้าสัญญาไว้แล้วว่าจะไม่ไปไหน ข้าไม่อยากผิดสัญญา”

ไม่อยากทำให้ฮอร์คผิดหวังในตัวเขา ไม่เอาแบบนั้น...

“คิดดีๆ เกล ถ้าเจ้าไม่ทำอะไรเลยแบบนี้ก็เหมือนกับเจ้ายอมให้องค์ราชาเชือดง่ายๆ เจ้าจะได้อยู่กับคนที่เจ้ารักนานสักเท่าไหร่กัน?” ฮิลลี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เมื่อเห็นสีหน้ากลัดกลุ้มของเกเบรียล “เขาจะฆ่าเจ้า แล้วเผลอๆ อาจจะลามไปยังผู้ที่เจ้ารัก เจ้าอยากให้มันลงเอยแบบนั้นหรือไง”

“ไม่!

เกเบรียลเสียงแข็งขึ้นมาทันทีที่ฮิลลี่เอ่ยสมมุติฐานเช่นนั้นออกมา ดวงตาสีทองฉายแววกร้าว ซาฮาลจะทำอะไรกับเขานั่นช่างหัวมันประไร แต่ถ้าไอ้เวรนั่นกล้ายื่นมือมาทำร้ายคนที่เขารักอีกรอบละก็ เขาก็จะไม่ละเว้นเด็ดขาด!

“เช่นนั้นเจ้าก็ต้องจัดการเขาซะ เจ้าไม่ได้ผิดสัญญา แดนอสูรกับแดนน่านฟ้าระยะห่างกันไม่มากเท่าไหร่ หลังจากทำตามแผนเดิมเรียบร้อยแล้วเจ้าค่อยกลับมาหาคนที่เจ้ารัก และได้อยู่กับเขาอย่างสบายใจไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาลอบทำอันตรายเจ้าหรือคนรักของเจ้า”

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะฮิลลี่ ลำพังแค่พวกเรา...”

“ข้าเข้าใจว่าเจ้ายังลังเล เอาเถอะ...” เทวทูตสาวตบบ่าเกเบรียลเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน “ที่ข้ารบเร้าเจ้าแบบนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะข้ารู้สึกผิดที่อ่อนแอเกินไปจนช่วยเจ้าไม่ได้ ข้าหวังว่าครั้งนี้ข้าจะช่วยเจ้าแก้แค้นสำเร็จ พรุ่งนี้ตอนดึกๆ ข้าจะมาเอาคำตอบจากเจ้าอีกครั้ง หวังว่าจะได้รับข่าวดีจากเจ้านะเกล”

ฮิลลี่ยิ้มให้เกเบรียลเล็กน้อยก่อนจะสาวเท้าไปยังบานหน้าต่าง และเพียงแค่แวบเดียวเท่านั้นร่างของเธอก็ผลุบหายออกไปจากสายตาของเกเบรียล เทวทูตหนุ่มยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเตียง ฝ่ามือสองข้างประสานกันและบีบแน่น ดวงตาสีทองฉายแววลังเลใจและสับสนกับทางเลือกที่ฮิลลี่ยื่นให้

เขาไม่อยากทำให้ฮอร์คผิดหวัง เขาไม่อยากหักความไว้วางใจที่อีกฝ่ายมอบให้ และที่สำคัญหากคำสัญญาที่เขาให้ไว้เป็นมั่นเป็นเหมาะกลายเป็นเพียงแค่ลมปากที่พูดส่งๆ ออกไปแล้วแต่ทำตามไม่ได้ มันคงกลายเป็นเรื่องที่น่าอดสูใจสำหรับเขาเช่นกัน

จะเลือกทางไหนดี...

เป็นคำถามที่แม้แต่เกเบรียลเองก็ไม่อาจให้คำตอบตัวเองได้ในตอนนี้

 

“เจ้าตื่นเช้าจังนะ”

“เจ้าก็ตื่นเช้าเหมือนกัน”

เกเบรียลขานรับโดยไม่ได้หันไปมอง ก่อนที่วินาทีต่อมาฮอร์คจะทรุดตัวนั่งลงข้างๆ เขา เทวทูตหนุ่มหันไปมองอีกฝ่ายเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้ายามเช้าต่อ ตื่นเช้างั้นเหรอ? ไม่หรอก เขาก็แค่ยังไม่ได้นอนเฉยๆ ต่างหากล่ะ พอเช้ามาเลยลากสังขารตัวเองมานั่งตากลมอยู่หน้าบ้านแบบนี้ เพราะขืนให้เขาจมอยู่ในห้องอีกไม่กี่นาทีคงต้องบ้าตายแน่ๆ

“มีเรื่องอะไรให้คิดงั้นเหรอ?”

“เจ้าหมายความว่ายังไง”

“ก็เปล่า” ฮอร์คไหวไหล่เบาๆ เขามองหน้าเกเบรียลก่อนจะเอื้อมมือมาไล้ใต้ตาอีกฝ่ายเบาๆ จนเทวทูตหนุ่มสะดุ้ง “ดูหน้าตาเจ้าอิดโรยแปลกๆ”

“ไม่มีอะไรหรอกน่า” เกเบรียลว่าพลางปัดมือฮอร์คออกจากใบหน้าตนเองเบาๆ แต่ในขณะที่กำลังจะดึงมือกลับนั้นเอง กลับถูกฝ่ามือใหญ่ของฮอร์คจับยึดเอาไว้ “เฮ้ ปล่อยมือข้าน่า”

“เจ้านั่นแหละที่ต้องอยู่เฉยๆ” ฮอร์คเอ่ยปากบ่นอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงราวกับผู้ใหญ่กำลังดุเด็ก มือหนึ่งยื่นแตะแผลบนหน้าผากเกเบรียลซึ่งได้รับบาดเจ็บมาจากการประลองเมื่อคืนเบาๆ ตอนนี้มันถูกปิดทับด้วยผ้าขาวสะอาดอย่างเรียบร้อย “ตรงนี้เป็นไงบ้าง ยังเจ็บอยู่ไหม?”

“ก็แค่บาดแผลเล็กๆ ไม่ได้เจ็บอะไร”

“โกหก”

“ข้าจะโกหกเจ้าให้ได้อะไรกันฮะ” เกเบรียลว่าพลางหันหน้าหลบสัมผัสจากปลายนิ้วอุ่น และไม่วายบ่นต่อ “เจ้าก็เห็นว่ามันไม่ได้ร้ายแรงอะไร จะมากังวลแทนข้าทำไมกัน”

“แต่เจ้าดูเจ็บมากเลยนี่” ฮอร์คว่าพลางจ้องหน้าเกเบรียลด้วยสายตาเป็นห่วง “ถ้าถึงขนาดเจ้ากุมขมับแล้วเผลอเปิดช่องว่างให้คู่ประลองขนาดนั้น จะให้ข้าคิดว่ามันเป็นเรื่องเล็กๆ หรือยังไง”

“มันไม่ใช่...”

เกเบรียลตั้งท่าจะเถียง แต่ก็ต้องชะงักไปเมื่อคำพูดของฮอร์คสะกิดความสงสัยในใจให้ผุดขึ้นมา ตอนนั้นที่ศีรษะเขากระแทกกับเสามันเจ็บก็จริง แต่ก็ไม่น่าถึงขนาดปวดจี๊ดคล้ายโดนเข็มพันเล่มทิ่มแทงอยู่ภายใน ซ้ำยัง...ภาพความจำเลือนรางที่ผุดวูบๆ วาบๆ ไม่ปะติดปะต่อนั่นอีก

อะไรกัน...ความทรงจำนั้นอยู่ในช่วงเวลาไหนกันนะ?

“เกล?”

“เปล่า ไม่มีอะไร ข้าแค่เผลอคิดอะไรนิดหน่อย” เกเบรียลตอบปัด แต่ใบหน้ายังคงเคร่งเครียดอย่างไม่อาจห้ามได้ จนฮอร์คเอื้อมนิ้วไปจิ้มหว่างคิ้วเทวทูตหนุ่มแล้วเอ่ยเย้า

“ก็ได้ ไม่มีอะไรก็ไม่มีอะไร แล้วทำยังไงเจ้าถึงจะเลิกทำหน้านิ่วคิ้วขมวดกันฮะ”

“ไม่ต้องทำอะไร แค่ปล่อยข้าอยู่เงียบๆ ก็พอ”

“เจ้านี่น้า...” ฮอร์คทอดเสียงยาวในขณะที่ใช้ปลายนิ้วคลึงหลังมือเกเบรียลเบาๆ “ทำตัวน่ารักกับข้าได้ไม่เท่าไหร่ก็พยศใส่อีกแล้ว น่าตีจริงๆ”

“ทำตัวน่ารักบ้าบออะไร ไร้สาระ”

“เกล เจ้ารู้ตัวไหมว่าเวลาเจ้าเขิน เจ้าจะพูดจาหยาบคายแล้วก็หลบสายตาข้าน่ะ” ฮอร์คหัวเราะในลำคอเมื่อเห็นเกเบรียลหันขวับจ้องหน้าเขาเขม็ง

“ข้าไม่ได้หยาบคาย ไอ้...!” เกเบรียลชะงักไปก่อนจะเม้มปากแน่น กลืนคำหยาบที่เกือบจะพ่นออกมาลงคอไปเหมือนเดิมท่ามกลางเสียงหัวเราะลั่นด้วยความขบขันของฮอร์ค

“เจ้านี่ตลกจริงๆ”

“เออ หัวเราะให้พอใจไปเลยไป”

“เอ้า งอนข้าอีก” ฮอร์คหัวเราะพลางโยกหัวอีกฝ่ายเบาๆ เกเบรียลยังคงทำสีหน้าบูดบึ้งใส่เขา แต่กระนั้นอสูรหนุ่มกลับรู้สึกเอ็นดูจนอดยืดหน้าเข้าไปหอมแก้มอีกฝ่ายสักฟอดไม่ได้

“เจ้า!

“น่าๆ อย่าเพิ่งโวยข้าสิ ให้ข้าได้ชื่นใจบ้าง”

“ฉวยโอกาส” เกเบรียลถลึงตาใส่ แม้ว่าใบหน้าจะเริ่มร้อนเห่อแล้วก็ตาม

“ถ้าไม่ฉวยโอกาส เห็นทีคงไม่ได้แตะต้องเจ้าสักอย่างแน่ๆ หวงตัวขนาดนี้”

“เอ๊ะ เจ้านี่!

“ไม่เอา ไม่บ่นน่า” ฮอร์คหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นแทน “วันนี้ข้าว่างทั้งวัน เจ้า...อยากจะไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกหน่อยไหม”

“ไปไหน?”

“อืม...ไปเที่ยวเป็นไง”

“เที่ยว?”

“แดนอสูรก็มีที่ท่องเที่ยวเหมือนกันน่า ทำไมเจ้าต้องทำหน้าเหลือเชื่อขนาดนั้นด้วยฮะ” อสูรหนุ่มอธิบาย ใบหน้าคมเข้มฉายแววขบขันแล้วกล่าวต่อ “ที่นี่มีจัตุรัสกลางเมืองที่เป็นแหล่งรวมร้านค้าอยู่ ถ้าเจ้าสนใจล่ะก็ข้าจะพาไป”

“ทำไมจู่ๆ ถึงมาชวนข้าอย่างนี้ล่ะ”

“ถือซะว่าฉลองไง”

“ฉลองอะไรของเจ้า” เกเบรียลเอ่ยถามด้วยสีหน้างุนงง ฮอร์คมองท่าทีนั้นของอีกฝ่ายแล้วก็ได้แต่กระตุกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ ดวงตาเรียวสีดำสนิทฉายประกายวาววับ ก่อนที่น้ำเสียงแหบต่ำจะเอ่ยเฉลย

“ฉลอง...ที่เจ้ารับรักข้าไง”

“อะ...” เกเบรียลรู้สึกคล้ายกับมีภูเขาไฟลูกย่อมๆ ระเบิดอยู่ภายในศีรษะตนเอง เขาได้แต่อ้าปากพะงาบๆ รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ฮอร์คชะโงกหน้ามาจูบเบาๆ บริเวณหน้าผากตนเองแล้วทิ้งท้ายไว้สั้นๆ ก่อนเดินหนีเข้าบ้านไป

“เจ้านี่...น่ารักจัง”

 

จัตุรัสไดอาคือชื่อของสถานที่ที่ฮอร์คพาเกเบรียลมาตามที่ได้กล่าวเอาไว้เมื่อเช้า ดวงตาสีทองสอดส่ายมองไปทั่วเมื่อเห็นสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ปกติแล้วเกเบรียลจะอยู่แต่ที่บ้าน ได้ออกไปข้างนอกไม่กี่ครั้ง ไปบ่อยสุดก็เห็นจะเป็นตลาดมืด แต่นั่นก็เพียงแค่สองครั้งเท่านั้น แถมตลาดมืดยังไม่มีอะไรเจริญหูเจริญตาเหมือนจัตุรัสไดอานี่ด้วยซ้ำ

พื้นถนนที่นี่ปูด้วยกระเบื้องเนื้อด้านสีครีมอ่อน รายล้อมด้วยสถาปัตยกรรมทรงแปลกตา ทว่าก็ดูสวยงามเข้ากับบรรยากาศโดยรอบ อสูรมากมายเดินขวักไขว่สวนกันไปมา เสียงเซ็งแซ่ของเหล่าพ่อค้าแม่ขายตะโกนเรียกลูกค้าดังข้ามร้านแต่ก็ไม่มีใครลุกขึ้นมาตีกันอย่างที่เกเบรียลคิด ตลอดช่วงเช้าจนกระทั่งบ่ายเขาถูกฮอร์คพาเดินไปทั่วจัตุรัสจนขาแทบลาก ดีหน่อยที่วันนี้แดดไม่ค่อยแรง ซึ่งฮอร์คบอกเขาว่าที่นี่ใกล้จะย่างเข้าหน้าหนาวแล้ว คาดว่าจะได้เห็นหิมะแรกของปีช่วงอาทิตย์หน้า

แต่ว่า...เขาจะมีโอกาสได้เห็นมันไหมนะ

สีหน้าของเกเบรียลหมองลงเล็กน้อยเมื่อหวนคิดไปถึงเรื่องกวนใจ ก่อนที่เสียงอึกทึกจะดึงความสนใจของเกเบรียลให้เงยหน้ามอง ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ลานกว้าง ส่วนใจกลางเป็นลานน้ำพุทรงกลมขนาดใหญ่ซึ่งดูท่าจะได้รับความนิยมมาก เพราะเกเบรียลเห็นเหล่าอสูรหลากหลายตนเวียนวนอยู่รอบด้าน ในมือก็โยนอะไรบางอย่างลงไปในนั้นด้วยท่าทีตั้งอกตั้งใจ บ้างก็ตะโกนออกมาด้วยความดีใจ บ้างก็ส่งเสียงโห่ออกมาคล้ายจะผิดหวัง

“เขาทำอะไรกันน่ะ?” เกเบรียลไม่ปล่อยให้ความสงสัยครอบงำตัวเองนานเกินไปนัก เขาเอยปากถามฮอร์คซึ่งน่าจะรู้ดีที่สุด

“โยนเหรียญเสี่ยงทาย”

“เสี่ยงทาย?”

“ก็ตามนั้น” ฮอร์คว่าพลางยักไหล่เบาๆ สีหน้าของอสูรหนุ่มดูไม่ได้ตื่นตาตื่นใจเท่าไหร่นัก เกเบรียลมองปราดเดียวก็รู้ว่าเรื่องเสี่ยงทายสำหรับฮอร์คน่าจะเป็นเรื่องไร้สาระ “เห็นบอกว่าถ้าโยนผ่านม่านน้ำลงบนแท่นด้านในได้ติดต่อกันสามครั้งเรื่องที่เสี่ยงทายไว้จะเป็นผลดี แต่ก็นั่นแหละ ข้าว่ามันก็แค่ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเฉยๆ”

“งั้นเหรอ” เกเบรียลตอบรับเบาๆ แต่ดวงตาสีทองยังคงจดๆ จ้องๆ อยู่ที่ลานน้ำพุขนาดใหญ่จนกระทั่งฮอร์คสังเกตเห็นท่าทีนั้น

“เจ้าสนใจเรื่องพวกนี้ด้วยเหรอ”

“ก็...ไม่ใช่เรื่องไม่ดีอะไรนี่” เทวทูตหนุ่มอ้อมแอ้มตอบรับ

“งั้นจะลองไหมล่ะ?”

ไม่น่าเชื่อว่าฮอร์คจะเอ่ยคำนั้นออกมา เกเบรียลหันหน้ามองอีกฝ่ายทันทีด้วยแววตางุนงงผสมกับความดีใจเหมือนเด็กๆ ได้ของเล่น ดวงตาสีทองเปล่งประกายระยับแม้ว่าเจ้าตัวจะพยายามสงวนท่าทีตนเองแล้วก็ตาม

“ข้าลองได้เหรอ”

“แล้วทำไมจะลองไม่ได้กันฮึ?” ฮอร์คเลิกคิ้วถามกลับพลางกระตุกยิ้มมุมปากน้อยๆ “ถ้าเจ้าชอบก็ไปสิ ข้าไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย”

“แล้วเจ้าล่ะ” เกเบรียลเอ่ยถามพลางจ้องหน้าอีกฝ่ายเขม็ง “เจ้าจะลองด้วยหรือเปล่า?”

“ก็บอกแล้วไงว่าข้าไม่ค่อย...”

“นี่ ลองเป็นเพื่อนข้าหน่อยสิ ข้าไม่อยากทำคนเดียว”

เกเบรียลเอ่ยขอจนฮอร์คถึงกับชะงักถ้อยคำที่กำลังจะปฏิเสธไป อสูรหนุ่มหรี่ตาลงเล็กน้อย แต่ไหนแต่ไรมาเขาไม่เคยเชื่อเรื่องการเสี่ยงทายอะไรนี่เลยสักนิด การที่เราจะได้มาซึ่งอะไรสักอย่างนั้นเป็นเพราะความพยายามไม่ใช่หรือยังไงกัน? เรื่องเสี่ยงทายก็แค่สิ่งยึดเหนี่ยวที่ไม่มีอะไรมารับรองได้ว่าเป็นจริงมากน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ คือเขาไม่มีทางลองทำเรื่องไร้สาระพวกนี้เด็ดขาด

“ข้ารออยู่ตรงนี้ดีกว่า” เงียบอยู่นานสุดท้ายก็ตัดใจปฏิเสธไป ก่อนที่วินาทีต่อมาความรู้สึกผิดจะเข้ามาเกาะกุมหัวใจเมื่อดวงตาของเกเบรียลฉายแววผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด

“...ก็ได้”

“เฮ้ ไม่โกรธข้านะ?”

“เปล่า ไม่โกรธ ก็เจ้าไม่ชอบนี่” เกเบรียลว่าพลางหันหลังเดินหนีทันที เล่นเอาฮอร์คถึงกับยืนอึ้งทำตัวไม่ถูก ก่อนจะตัดสินใจสาวเท้าตามอีกฝ่ายไปติดๆ ฝ่ามือใหญ่เอื้อมจับต้นแขนเกเบรียลเอาไว้ ทันทีที่เทวทูตหนุ่มหันกลับมาจึงได้เอ่ยออกไป

“ก็ได้ ข้าไปด้วยก็ได้”

“ข้าไม่ได้บังคับเจ้าสักหน่อย” แม้จะเอ่ยออกมาอย่างนั้น แต่เกเบรียลกลับเสตามองไปทางอื่น

“อืม เจ้าไม่ได้บังคับ ข้าเต็มใจเอง”

“ไม่ใช่ว่าไม่ชอบหรือไง”

“ถ้าเจ้าชอบข้าก็ชอบแล้วกัน” ฮอร์คขยี้ศีรษะเกเบรียลเบาๆ ก่อนจะเอื้อมจับมือเทวทูตหนุ่มไว้แล้วกระชับแน่น ดวงตาสีดำสนิททอดมองใบหน้าของอีกฝ่ายแล้วเผยยิ้มมุมปาก “ทีนี้ก็เลิกทำหน้ามุ่ยได้แล้ว ข้ารู้นะว่าเจ้าน้อยใจข้า”

“ข้าเปล่า...สักหน่อย”

“ก็ได้ เปล่าก็เปล่า”

ฮอร์คว่าพลางหัวเราะหึหึในลำคอ อสูรหนุ่มจูงมือเกเบรียลมายังจุดซื้อเหรียญเสี่ยงทาย โดยพวกเขาซื้อมันมาเป็นจำนวนสองชุด ซึ่งแต่ละชุดจะมีเหรียญเสี่ยงทายอยู่ห้าเหรียญด้วยกัน จากนั้นจึงเดินหาพื้นที่ว่างแล้วแทรกตัวเข้าไปยืนชิดขอบบ่อน้ำพุ โดยฮอร์คให้เกเบรียลยืนอยู่ด้านหน้า ส่วนตัวเองยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง

“โยนเข้าไปในนั้นเหรอ?”

เกเบรียลถามเขาพลางเอี้ยวหน้ามาด้านหลัง ฮอร์คพยักหน้ารับในขณะที่มองไปยังแท่นทรงกระบอกสูงระดับเอวตนเอง มันมีเส้นผ่านศูนย์กลางราวๆ ยี่สิบเซนติเมตร และล้อมรอบด้วยม่านน้ำพุใสที่ไหลลงมาจากแท่นอีกอันซึ่งอยู่สูงกว่า อสูรหนุ่มประเมินด้วยสายตา แท่นด้านในก็เล็กขนาดนั้น ซ้ำยังต้องโยนเหรียญผ่านกระแสม่านน้ำที่รายล้อมอยู่อีก ถ้ากะน้ำหนักมือไม่ถูกจริงๆ ก็คงทำไม่ได้

“อธิษฐานเรื่องที่เจ้าต้องการเสี่ยงทายแล้วค่อยโยน”

“อืม งั้น...”

เกเบรียลกำเหรียญในมือแล้วหลับตาลงครู่หนึ่งก่อนจะลืมตาขึ้นมาช้าๆ เทวทูตหนุ่มมองตรงไปยังแท่นด้านหน้าตนเองแล้วหยิบเหรียญเสี่ยงทายเหรียญแรกขึ้นมาเล็งเป้าหมายแล้วโยนออกไป

เคร้ง!

“หืม...พลาดนะนั่น” ฮอร์คหัวเราะเบาๆ อยู่ด้านหลัง เล่นเอาเกเบรียลหันกลับมาถลึงตาใส่ด้วยความหงุดหงิดทันที

“เงียบน่า!

หลังจากบ่นใส่ฮอร์คเสร็จแล้วก็หันกลับมาเล็งเหรียญที่สองต่อ ทว่ามันก็พลาดแฉลบตกลงไปในน้ำอย่างเฉียดฉิว มาถึงตรงนี้เกบรียลเริ่มหงุดหงิดเสียแล้ว กับอีแค่โยนเหรียญให้ตกลงบนแท่นมันจะยากเย็นอะไรนักหนา ดวงตาสีทองหรี่ลงในขณะที่เล็งเหรียญที่สามด้วยความระมัดระวังมากกว่าสองครั้งแรก และมันก็ไม่ทำให้เกเบรียลผิดหวัง เมื่อเหรียญนั้นทะลุผ่านม่านน้ำและตกลงบนแท่นพอดิบพอดี ใบหน้าของเทวทูตหนุ่มฉายแววพึงพอใจก่อนจะหันกลับมาเชิดหน้าใส่ฮอร์คเมื่อตนเองทำสำเร็จ ท่าทางที่เหมือนกับเด็กต้องการคำชมนั้นทำให้ฮอร์คลูบศีรษะอีกฝ่ายเบาๆ แล้วเอ่ยชม

“ดีมากเจ้านกน้อย”

“เหอะ”

เกเบรียลสะบัดหัวตัวเองจากฝ่ามือของฮอร์ค แล้วตั้งหน้าตั้งตาเล็งเหรียญต่อไป ตอนนี้เขาเหรออีกเพียงสองเหรียญเท่านั้น ซึ่งเท่ากับว่าหมดสิทธิ์ทำพลาดแล้ว พอคิดได้แบบนั้นก็ยิ่งกดดันมากกว่าเดิม ทั้งๆ ที่เป็นเพียงแค่การโยนเหรียญเสี่ยงทายธรรมดา แต่ว่า...สิ่งที่เขาอธิษฐานไว้มันดันเป็นเรื่องสำคัญซะนี่

เทวทูตหนุ่มหลับตาลงเพื่อเรียกสมาธิ ก่อนจะโยนเหรียญที่สี่ไปยังใจกลางแท่น และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่เกเบรียลทำสำเร็จ ภายในใจของเขาชื้นขึ้นเล็กน้อย อีกเพียงแค่เหรียญเดียวเท่านั้น หากเขาทำได้ก็หมายความว่าสิ่งที่เขาอธิษฐานจะเป็นผลดี แม้ว่าจะดูไร้สาระ แต่เกเบรียลก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตนเองต้องการที่พึ่งทางใจอย่างมากในตอนนี้

เหรียญสุดท้ายถูกโยนออกไป เกเบรียลลุ้นกับผลลัพธ์จนเผลอกลั้นลมหายใจ มันทะลุผ่านม่านน้ำพุไปข้างในเรียบร้อยแล้ว และกำลังหมุนวนอยู่บนแท่นก่อนที่...

จ๋อม...

“น่าเสียดายนะ อีกแค่นิดเดียวเอง” เสียงฮอร์คเอ่ยขึ้นข้างหู เกเบรียลหันไปก่อนจะเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังยิ้มขำเขา

“หน้าตาเจ้านี่กำลังซ้ำเติมข้าใช่ไหมฮะ”

“ไม่เอาน่าเกล ก็แค่การเสี่ยงทายสนุกๆ เจ้าอย่าคิดมากนักเลย”

“แต่ว่า...” เกเบรียลเอ่ยออกมาแค่นั้นแล้วเงียบไป ประโยคที่คิดจะพูดถูกกลืนหายลงคอเมื่อคิดได้ว่าพูดไปก็ไม่ได้อะไรกลับมา ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องแทน “เอาเถอะ ตาเจ้าแล้วฮอร์ค”

“เฮ้อ...น่าเบื่อจริง”

อสูรหนุ่มถอนหายใจออกมาเบาๆ เขาไม่ได้ขยับจากที่เดิมแต่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ซ้ำยังพาดแขนลงบนไหล่เกเบรียลแล้วทิ้งน้ำหนักลงจนเทวทูตหนุ่มโวยวายเสียงดัง ทว่าฮอร์คก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ เขาแสร้งทำเมินก่อนจะกำเหรียญในมือตนเองเอาไว้ทั้งห้าเหรียญ ดวงตาสีดำสนิทมองนิ่งไปยังใจกลางเป้าหมาย ก่อนที่วินาทีต่อมาฮอร์คจะโยนเหรียญทั้งห้าออกไปพร้อมกันรวดเดียว

เกิดเสียงเคร้งคร้างและเสียงเหรียญตกลงน้ำ แต่ฮอร์คก็ไม่ได้ใส่ใจจะมองว่ามันเข้าเป้ากี่อันหรือพลาดไปเท่าไหร่ เมื่อจัดการกับเหรียญเจ้าปัญหาในมือเรียบร้อยแล้วก็หันกลับมายิ้มให้เกเบรียลที่ยื่นอ้าปากค้างอึ้งกับการกระทำของเขาอยู่ข้างๆ แล้วเอ่ยขึ้นมา

“เรียบร้อยแล้ว ไปกันเถอะ ยังมีอีกหลายที่เลยนะที่ข้ายังไม่ได้พาเจ้าไป”

“ทำไมเจ้าทำชุ่ยๆ แบบนั้นกันฮะ”

“ไม่ชุ่ยสักหน่อย ข้าตั้งใจโยนมากเลยนะนั่น”

“ตั้งใจโยนบ้านเจ้าสิ” เกเบรียลชักสีหน้า “อย่าบอกนะว่าโยนไปงั้นๆ ไม่ได้ตั้งใจอธิษฐานอะไรด้วยซ้ำ”

“เฮ้...ข้าอธิษฐานน่า”

“อธิษฐานว่า?”

“ข้าไม่บอกเจ้าหรอก” ฮอร์คยิ้ม อสูรหนุ่มเปลี่ยนจากเอามือพาดบ่าเกเบรียลมาจูงมืออีกฝ่ายแทนแล้วลากออกจากกลุ่มฝูงชนที่รอคิวโยนเหรียญเสี่ยงทาย “มาเถอะ อย่าสนใจเลย”

“เอ๊ะ เจ้านี่มันจริงๆ เลย”

เกเบรียลบ่น แต่ก็ยอมเดินตามอีกฝ่ายมาแต่โดยดี ฮอร์คไม่พูดอะไรอีกและเอาแต่จูงมือเขาอยู่อย่างนั้น แต่ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า เพราะเกเบรียลรู้สึกว่าฮอร์คจับมือตัวเองแน่นกว่าทุกครั้ง

แน่นจนแทบหนีไปไหนไม่ได้...

---------------------------------

แจ็ค ทอร์ค

เอาแล้วไง เกลจะตัดสินใจยังไงกันนะ แล้วบทต่อไปจะดราม่าหรือเปล่า เอาเป็นว่าต้องติดตามกันต่อไปนะคะ ><

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

169 ความคิดเห็น

  1. #137 baekbow (@baekbow) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2560 / 15:31
    ฮิลลี่เหมือนจะเป็นพวกเดียวกับคนที่เสี้ยมซาฮาลเรื่องฆ่าเกลนะ ไม่ดีเลยอ่ะ นี่เกลโง่ถึงขนาดไม่รู้สึกแปลกๆเลยหรอ เป็นเรานะเจอเพื่อนที่ทิ้งกันแบบนี้อีกครั้งคงให้อภัยได้แต่คงไม่เชื่อใจแล้วแหละ จะเป็นไปได้ไหมนะว่าสิ่งที่เกลเสี่ยงทายคือเรื่องแดนน่านฟ้า แล้วจะเป็นไปได้ไหมนะ ว่าสิ่งที่ฮอร์คขอคือขอให้สิ่งที่เกลหวังเป็นจริง #เดาหนักมาก
    #137
    0
  2. #109 sehun-hunhan (@hunhan-sehun) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 / 16:13
    นังฮิลลี่นี่ไม่น่าไว้ใจสุด อิเวง ส่วนพี่อสูรของน้องขออะไร ฮือออออ
    #109
    0
  3. #33 Tanee Lov (@baitong_55) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 4 กันยายน 2559 / 20:39
    ฮอร์คต้องขอให้เกลไม่ไป แต่ไม่สำเร็จ ส่วนเกลขออะไรล่ะ ดราม่าแน่ๆ ผญ.คนนั้นไว้ใจได้ใช่ไหม ไม่อนากเชื่อเลย เห้อออออ
    #33
    0