[จบแล้ว] Fallen Angel เพลิงทัณฑ์ผลาญเทวา [Yaoi]

ตอนที่ 16 : บทที่ 15 คำตอบของสัญญาที่ให้ไว้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 622
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    31 ส.ค. 59

บทที่ 15

คำตอบของสัญญาที่ให้ไว้ 

งานประลองผ่านพ้นไปแล้ว ชัยชนะที่ได้รับมาไร้ซึ่งข้อกังขาใดๆ อีกทั้งอาการบาดเจ็บของเกเบรียลก็หายดีจนเรียกได้ว่าเกือบเป็นปกติ เพราะฉะนั้นก็ไม่มีเหตุผลอะไรให้เขาอยู่ที่แดนอสูรต่อ และทั้งๆ ที่มันควรจะเป็นอย่างนั้นแต่ทำไมเขากลับลังเลที่จะทำตามความตั้งใจเดิมกันนะ

“เฮ้อ...”

เทวทูตหนุ่มถอนหายใจพลางเช็ดดาบในมืออย่างใจลอย ก่อนที่ดวงตาสีทองจะหลุบลงจ้องมองมัน พลันความสงสัยก็ผุดขึ้นมา ตอนนั้นที่เขาใช้เวทย์พิทักษ์ เกเบรียลสัมผัสถึงไอพลังเวทย์เฉพาะตัวของเทวทูตได้อย่างชัดเจนจากใบดาบนั้น มันไม่ใช่พลังเวทย์ของเขาแต่เป็นของเทวทูตตนอื่น

อาเมียร์...

ชื่อหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว จะว่าไปวันที่เขาไปซื้อดาบกับฮอร์คก็สัมผัสพลังเวทย์นี้ได้เช่นกัน ดูเหมือนว่าอาเมียร์จะมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่เขาไม่รู้ เกเบรียลคิดพลางหรี่ตาลงเล็กน้อย ฝ่ามือลูบไล้ใบดาบเบาๆ แล้วหลับตาลง กระแสไอเวทย์เจือจางแต่ก็ยังบอกได้ชัดเจนว่าเขาไม่ได้เข้าใจผิดไป เจ้าของร้านดาบผู้นั้นเป็นเทวทูตเช่นเดียวกับเขา

อยากเจอ...

ไม่รู้อะไรดลใจให้เกเบรียลคิดเช่นนี้ อาจเป็นเพราะความโหยหาพวกเดียวกันที่ไม่ได้เจอมานานก็เป็นได้ เทวทูตหนุ่มลุกขึ้นยืน ไหนๆ แล้ววันนี้เขาเองก็ไม่มีอะไรจะทำ ฉะนั้นหากออกไปตลาดมืดคงไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง คิดพลางเดินออกจากห้องตัวเอง วันนี้เห็นว่าฮอร์คไปทำธุระข้างนอก ซึ่งนั่นก็ดี เพราะเจ้านั่นจะได้ไม่ต้องมาห้ามเขาหรือประคบประหงมให้วุ่นวาย

เกเบรียลคว้าเสื้อคลุมจากราวแขวนมาสวมใส่แล้วเดินออกไปหน้าบ้าน ตาเหลือบเห็นอิลคิกำลังจัดการกับวัชพืชในสวนอยู่อย่างขยันขันแข็ง และเมื่ออีกฝ่ายเห็นเขาเดินออกมาก็ลุกขึ้นมาดักเอาไว้ทันที

ลูกน้องกับเจ้านายนี่มันเหมือนกันจริง ให้ตายสิ!

“ท่านจะไปไหนขอรับ”

“เจ้าจะห้ามข้าหรือไง?” เกเบรียลเลิกคิ้วถามออกไปตรงๆ จนอิลคิมีสีหน้าอึดอัดใจ

“ท่านฮอร์คฝากข้าดูแลท่าน...”

“หมอนั่นฝากเจ้าดูแลข้า?” ว่าพลางจ้องหน้าอีกฝ่ายเขม็ง “ข้าดูอ่อนแอจนดูแลตัวเองไม่ได้หรือไงกัน”

“นั่นก็...”

“ข้าจะไปตลาดมืด” เกเบรียลโบกมือปัดไปมาแล้วเอ่ยเข้าประเด็นเมื่อเห็นว่าเริ่มเสียเวลา “เจ้าพอจะมีม้าฝีเท้าดีให้ข้ายืมสักตัวไหมอิลคิ”

“ข้าว่าข้าเอารถม้าออกไปส่งท่านน่าจะดีกว่า...”

“ไม่ล่ะ เจ้าอยู่ทำงานของเจ้าที่บ้านนี่แหละ ข้าจะไปเอง ไม่ต้องกลัวข้าหลง ข้าจำทางได้”

“เอ่อ...”

“ก็แค่เอาม้ามาให้ข้ายืมสักตัว จะได้รีบไปรีบกลับก่อนนายเจ้าจะมา” เกเบรียลว่าโดยไม่ลืมขู่สำทับ “ถ้าเจ้าถ่วงเวลาอยู่อย่างนี้ข้ากลับมาทีหลังนายเจ้า ฮอร์คคงจะหงุดหงิดน่าดูใช่ไหมล่ะ”

“...ก็ได้ เดี๋ยวข้าจะไปเอาม้ามาให้ท่าน”

ในที่สุดอิลคิก็ยอมจำนนต่อคำสั่งกึ่งขู่ของเกเบรียล อสูรรับใช้เดินหายลับไปหลังบ้านซึ่งเป็นที่ตั้งของคอกม้า ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็กลับมาพร้อมกับม้าตัวใหญ่สีดำเงางามตัวหนึ่ง เกเบรียลหรี่ตามองด้วยความพอใจก่อนจะรับสายจูงมาจากอิลคิ

“เจ้านี่ชื่ออะไร”

“เซบาสเตียนขอรับ”

“เป็นชื่อที่เหมาะกับเจ้าดีนะ” เกเบรียลยิ้มพลางยกมือลูบแผงคอเซบาสเตียนแล้วตบเบาๆ “ไงเซบาสเตียน ข้าจะไปตลาดมืด เจ้าจะพาข้าไปดีๆ โดยไม่ดีดข้าทิ้งกลางทางใช่ไหม”

“ฮี้ ~

“ฮ่าๆ ข้าจะถือว่านั่นเป็นคำตอบรับจากเจ้านะ” เกเบรียลหัวเราะอย่างชอบใจก่อนจะเหวี่ยงตัวขึ้นไปนั่งบนหลังเซบาสเตียนด้วยท่วงท่าสง่างาม เทวทูตหนุ่มเหลือบตามองอิลคิเล็กน้อยแล้วจึงเอ่ยสั่งออกไป “ไว้ข้าจะรีบกลับมาแล้วกัน เจ้าเลิกทำหน้าเหมือนข้าบีบคอเจ้าอยู่ได้แล้วน่า”

“ข้าเปล่าสักหน่อยขอรับ...”

“เอาเถอะ ข้าไปล่ะ”

เกเบรียลยักไหล่ก่อนจะบังคับเซบาสเตียนให้วิ่งทะยานออกไปข้างหน้า โดยไม่รู้เลยว่าทุกการกระทำของตัวเองนั้นอยู่ในสายตาของใครอีกคนตลอดเวลา

 

ตลาดมืดยังคงคึกคักและเต็มไปด้วยเหล่าอสูรเช่นเคย เกเบรียลอาศัยความทรงจำตนเองบังคับให้เซบาสเตียนวิ่งลัดเลาะจนกระทั่งมาถึงร้านดาบของอาเมียร์ในที่สุด หลังจากให้น้ำและจัดการคล้องเชือกเซบาสเตียนไว้กับหลักยึดเรียบร้อยแล้ว เทวทูตหนุ่มก็เดินอาดๆ เข้าไปข้างในทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

“อ้าว ว่าไง ไม่ได้เจอกันนานนะ” อาเมียร์เอ่ยทักทันทีที่เห็นว่าเกเบรียลเดินเข้ามาในร้านตนเอง ดวงตาสีทองหรี่ลงก่อนจะแย้มยิ้มแล้วเอ่ยเย้า “วันนี้จะมาอุดหนุนสินค้าร้านข้าอีกหรือเปล่านี่”

“ข้าก็อยากนะ แต่วันนี้กระเป๋าเงินข้าไม่ได้มาด้วยนี่สิ”

“ได้ยินเจ้าพูดแบบนี้แล้วข้าอดรู้สึกสงสารฮอร์คไม่ได้จริงๆ” อาเมียร์หัวเราะลั่น “เขามีค่าเป็นแค่กระเป๋าเงินเดินได้ของเจ้าเท่านั้นรึ?”

“เจ้าก็ว่าไปนั่น” เกเบรียลยิ้มพลางจ้องหน้าอีกฝ่าย “จะไม่เชิญข้านั่งหน่อยเหรอ”

“โอ้ เชิญๆ แหม...ให้อภัยคนแก่ขี้หลงขี้ลืมคนนี้หน่อยเถอะ”

อาเมียร์ยังคงมีท่าทีปกติ เขาผายมือเชิญเกเบรียลไปชุดโต๊ะรับรองชุดเดิมที่เกเบรียลเคยนั่งกับฮอร์ค หลังจากเทวทูตหนุ่มทรุดตัวนั่งแล้วจึงได้นั่งลงตรงข้ามอีกฝ่ายแล้วฉีกยิ้มเป็นมิตร

“เจ้าจะไม่ถามข้าหน่อยเหรอว่ามาที่นี่ทำไม”

“ข้าก็แค่รอให้เจ้าพูดมันออกมาก่อนเท่านั้นแหละ” อาเมียร์ไหวไหล่ ก่อนจะยกยิ้มมุมปาก “...เจ้ารู้แล้วสินะ”

“ตอนแรกก็แค่สงสัย” เกเบรียลตอบรับพลางประสานมือไว้บนตักแล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาสีทองปรายมองอาเมียร์ซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามกับตัวเองแล้วกล่าวต่อ “แต่พอข้าปลดผนึกเวทย์พิทักษ์ที่เจ้าลงให้ตอนประลองกับอสูรตนนั้น ข้าก็ชักจะมั่นใจ...ว่าเจ้าคือเทวทูตเช่นเดียวกับข้า”

“เฮ้อ...จริงๆ แล้วข้าก็ไม่ได้จะปิดบังอะไรหรอก แต่ก็นะ” อาเมียร์ถอนหายใจก่อนจะค้อมศีรษะให้เกเบรียลแล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงและสรรพนามที่เปลี่ยนไป “ไม่คิดว่าจะเจอท่านที่นี่ องค์รัชทายาทอันดับสอง”

“ข้าเกลียดตำแหน่งนี้ชะมัด” เกเบรียลว่าพลางแค่นเสียงเหอะในลำคอ “เรียกเหมือนเดิมเถอะ ข้าไม่มีอะไรควรค่าแก่ตำแหน่งนั้นแล้ว”

“คงเกี่ยวพันกับสาเหตุที่ทำให้ท่านมาอยู่ที่นี่”

“ประมาณนั้น” เกเบรียลหัวเราะเบาๆ ทว่าแววตากลับแข็งกร้าว เทวทูตหนุ่มมองใบหน้าอาเมียร์เล็กน้อยแล้วจึงตัดสินใจเอ่ยออกไป “เพราะข้า...ทำบางอย่างที่ร้ายแรงลงไป ร้ายแรงจนโดนเนรเทศ”

“ข้าไม่คิดว่าท่านจะเล่าเรื่องตัวเองให้ข้าฟังแบบนี้” สีหน้าอาเมียร์ดูประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด

“ข้าก็แค่อยากระบายกับพวกเดียวกันก็เท่านั้น” ดวงตาสีทองหรี่ลงในขณะที่จ้องสบกับอาเมียร์ “เจ้าเองมาอยู่แดนอสูรแบบนี้ คงไม่ได้อยากมาอยู่เองหรอกมั้ง?”

“ก็อย่างที่ท่านว่า” อาเมียร์หัวเราะออกมาเบาๆ แล้วเอ่ยต่อ “ไหนๆ ท่านก็เล่าเรื่องราวของตัวเองให้ข้าฟังแล้ว งั้นข้าจะแลกเปลี่ยนโดยการเล่าเรื่องราวของข้าให้ท่านฟังบ้างแล้วกัน”

“เป็นการแลกเปลี่ยนที่ไม่เลว”

เกเบรียลว่ายิ้มๆ แล้วเงียบไปปล่อยให้อาเมียร์ได้เล่าเรื่องราวของตนเอง

“ข้า...เคยดำรงตำแหน่งแม่ทัพแห่งกองกำลังน่านฟ้าหน่วยพิทักษ์ ตอนนั้นท่านยังตัวนิดเดียวแถมดูร่าเริงกว่านี้”

“วัยเด็กทุกคนล้วนมีความสุข” เกเบรียลหลุบตาลงต่ำ เทวทูตหนุ่มเผยรอยยิ้มบางเบาแล้วกล่าวต่อ “น่าเสียดายที่ช่วงวัยนั้นมันช่างแสนสั้น”

“ท่านอย่าเพิ่งหดหู่สิ” อาเมียร์หัวเราะเบาๆ แล้วจึงเอ่ยต่อจากที่เล่าค้างเอาไว้ “ชีวิตแม่ทัพของข้านั้นแสนสุขสบาย ข้าทำความดีความชอบไว้มากมายจนได้เลื่อนขั้น แต่ท่านก็คงจะรู้ดี ว่าอะไรที่เกินหน้าเกินตามักจะนำความเดือดร้อนมาให้...”

“ความริษยามีอยู่ในตัวทุกคน” เกเบรียลพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย

“ข้าถูกเพื่อนที่ข้าไว้ใจมากที่สุดในกองทัพใส่ร้าย” อาเมียร์เล่าด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ มุมปากยังคงประดับรอยยิ้มเอาไว้ไม่เสื่อมคลาย “มันทำให้ข้าถูกปลดจากตำแหน่ง ข้าพยายามหาหลักฐานมายืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง แต่น่าเสียดายที่มันไม่มี ทุกอย่างถูกวางแผนมาอย่างรัดกุมตั้งแต่ต้น”

“แล้วเจ้าทำยังไงต่อ”

“ชั่วขณะหนึ่งความแค้นสุมใจข้าจนลุกเป็นไฟ ข้าคิดว่าจะเข้าแลกให้ชีวิตมันพินาศไปกับข้า...” อาเมียร์ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนที่จะมองสบตากับเกเบรียลโดยไม่ละไปไหน “จะด้วยอะไรก็ตามแต่ ตอนนั้นข้าเห็นหน้าลูกสาวข้า เธอยังเป็นเพียงเด็กน้อยไร้เดียงสา มันคล้ายกับมีบางอย่างมารั้งข้าเอาไว้ ข้าเริ่มกลับมาคิดทบทวนใหม่อีกครั้ง หากข้าเอาชีวิตตัวเองที่เหลืออยู่เข้าแลกเพื่อล้างแค้นในใจ ข้าคงกลายเป็นผู้ผิดเข้าให้จริงๆ ถึงตอนนั้นโทษอาจจะหนักกว่าการถูกยึดตำแหน่ง ลูกเมียข้าจะอยู่กับใคร ใครจะคอยดูแลพวกเขาหากข้าไม่สามารถทำหน้าที่นั้นได้”

“เป็นข้าคงจะล้างแค้นให้สาสม” เกเบรียลยักไหล่ “แต่ก็นั่นแหละ ข้าไม่ได้มีห่วงอะไรเหมือนเจ้า”

“คงอย่างที่ท่านพูด ถ้าลำพังข้าตัวคนเดียวทางเลือกอาจเปลี่ยนไป” อาเมียร์หัวเราะออกมาเล็กน้อย จากนั้นจึงเล่าต่อจากที่ค้างเอาไว้ “ข้าได้พูดคุยกับเมียข้า และพวกเราตกลงกันว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ข้าไม่อาจอยู่บนแดนน่านฟ้าต่อให้แสลงใจ”

“เจ้าเลยมาแดนอสูรอย่างนั้นเหรอ ทำไมต้องที่นี่ล่ะ” เกเบรียลขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ “เท่าที่ข้าเคยฟังมาตอนเด็กๆ เทวทูตอย่างพวกเรามักมองว่าแดนอสูรป่าเถื่อน ไม่น่าสร้างสัมพันธ์ด้วยสักนิด”

“คำบอกเล่าก็เป็นแค่คำบอกเล่า จนกระทั่งได้มาสัมผัสจริงๆ นั่นแหละถึงรู้ว่ามันต่างกันสิ้นเชิง” อาเมียร์โคลงศีรษะแล้วกล่าวต่อ “เป็นเรื่องบังเอิญที่ก่อนหน้านั้นไม่นานนักข้าได้ช่วยอสูรตนหนึ่งเอาไว้ ข้าหมายถึงดเวนน์เจ้าของร้านดาบนี่ เขาเป็นอสูรที่ดี และเป็นที่พึ่งให้ข้าได้มากตอนที่ข้ามาขอความช่วยเหลือเขา”

“แล้วเจ้าก็ตัดสินใจอยู่ที่นี่สินะ รับช่วงต่อจากดเวนน์ ข้าพูดถูกไหม”

“ใช่ ช่วงแรกๆ ข้ามีปัญหากับการปรับตัวเล็กน้อย แต่พอเวลาผ่านไปทุกอย่างก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง มันเป็นชีวิตที่เรียบง่ายซึ่งข้าไม่ได้สัมผัสมานานแล้ว”

“เจ้าดู...พอใจกับชีวิตตอนนี้?”

“จะว่าอย่างนั้นก็ใช่”

“แล้ว...เคยคิดอยากกลับไปแก้แค้นอีกไหม” เกเบรียลเอ่ยถามในขณะที่สบตากับอีกฝ่ายโดยไม่ยอมละไปไหน ดวงตาสีทองฉายแววจริงจังยามกล่าวต่อไป “กลับไปทวงความยุติธรรม ทวงชีวิตของตัวเองคืนมา”

“แก้แค้นงั้นเหรอ...ไม่ล่ะ”

“ทำไม”

“เพราะตอนนี้ข้ามีความสุขดี”

เพียงแค่ประโยคสั้นๆ แต่กลับอัดแน่นไปด้วยความรู้สึก เกเบรียลชะงักไปเมื่ออาเมียร์ตอบเขากลับมาเช่นนี้ แค่เพราะมีความสุขในตอนนี้ถึงกับลืมเรื่องราวในอดีตได้ง่ายๆ เชียวเหรอ

“เพราะเหตุผลแค่นี้เองเหรอ”

“ท่านยังต้องการเหตุผลอะไรไปมากกว่านี้อีกล่ะ” อาเมียร์ไหวไหล่ เขาคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยในขณะที่กล่าวต่อ “แดนอสูรไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด ลูกเมียข้ามีความสุข ข้ามีงานทำ จะว่าไปแล้วท่านเองก็ดูมีความสุขดีนี่”

“เจ้าจะมาคิดแทนข้าได้ยังไง”

“ข้าก็แค่พูดตามที่เห็นเท่านั้นแหละ”

“บางที...” เกเบรียลเงียบไปชั่วครู่ ฝ่ามือสองข้างกำแน่นแล้วคลายออกก่อนจะกล่าวต่อ “สิ่งที่เจ้าโดนกับสิ่งที่ข้าโดนก็ไม่อาจเทียบกันได้ เจ้าสูญเสียแค่ตำแหน่งและตัวตน แต่ข้า...ข้าสูญเสียมากกว่าเจ้าหลายเท่านัก”

“มันไม่อาจเทียบกันได้ แต่...” อาเมียร์มองเกเบรียลด้วยสายตาคล้ายจะปลอบประโลม “ข้าแค่อยากให้ท่านถามตัวเองว่าท่านมีความสุขกับชีวิตในตอนนี้ไหม และถ้าคำตอบคือใช่ ใจท่านควรให้ความสำคัญกับปัจจุบันมากกว่าอดีตที่ผ่านมาแล้ว”

“ความรู้สึกข้ามันซับซ้อนเสียด้วยสิ” เกเบรียลกล่าวติดตลก แต่แววตากลับไม่ได้ฉายแววตลกเลยแม้แต่น้อย “เอาเถอะอาเมียร์ ที่ข้ามาหาเจ้าวันนี้ก็แค่อยากพบเจอพวกเดียวกันเท่านั้น แต่ละวันข้าอยู่กับอสูรป่าเถื่อนจนเริ่มจะเถื่อนตามเจ้าพวกนั้นเข้าไปทุกที”

“ถ้าท่านอยากหาเพื่อนคุย ข้ายินดีต้อนรับท่านเสมอ”

“งั้น...ข้ากลับล่ะ”

“เดินทางปลอดภัย และข้าหวังว่าท่านจะค้นหาคำตอบได้ในเร็ววัน”

เกเบรียลนิ่งไป ก่อนจะผุดรอยยิ้มมุมปาก เทวทูตหนุ่มก้มหัวให้อีกฝ่ายน้อยๆ

“ขอบใจ ข้าจะพยายาม”

 

กว่าจะกลับมาถึงบ้านท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มแล้ว เกเบรียลแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามอัศดงแล้วถอนหายใจเฮือก ตลอดทางกลับบ้านนั้นในหัวของเขามีแต่คำพูดของอาเมียร์ดังซ้ำไปซ้ำมาจนน่าหงุดหงิดใจ ให้เขาต่อสู้กับอสูรตัวใหญ่มหึมายังง่ายกว่าต้องมาต่อสู้กับใจตัวเอง วินาทีหนึ่งเลือกอีกอย่าง แต่วินาทีต่อมากลับเปลี่ยนใจ วนเวียนซ้ำไปซ้ำมาจนไม่อาจหาข้อสรุปที่แน่นอนได้

“ข้าล่ะปวดหัวจริงๆ เซบาสเตียน” ว่าพลางตบแผงคอม้าหนุ่มเบาๆ ในขณะที่จูงมันกลับเข้าคอก หลังจากหาน้ำให้มันดื่มและปิดคอกจนแน่นหนาดีแล้วเกเบรียลก็เดินเข้าบ้าน ทว่าสิ่งที่เขาเห็นกลับทำให้ต้องร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ “นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย พายุถล่มบ้านรึไง!

“ทะ ท่านเกเบรียล ขอบคุณสวรรค์ ท่านกลับมาแล้ว” เสียงอิลคิแฝงแววโล่งใจอย่างเห็นได้ชัด เกเบรียลหันมองอีกฝ่ายก่อนจะเอ่ยถามออกไปแทบจะทันที

“เกิดอะไรขึ้น ทำไมข้าวของพังพินาศแบบนี้ฮะ!

“คือว่า...” อสูรรับใช้กลืนน้ำลายลงคออึกใจแล้วจึงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ทะ ท่านฮอร์คทำขอรับ”

“เจ้าบ้านั่นผีเข้าหรือไงถึงได้พังบ้านตัวเอง แล้วนี่นายเจ้าอยู่ไหนฮะ”

“ในห้อง เอ่อ...ห้องของท่าน”

แล้วเป็นบ้าอะไรไปอยู่ในห้องเขากันฮะ ไม่ใช่ว่าป่านนี้พังห้องเขาเละไปด้วยแล้วหรือไง เกเบรียลคิดพลางขมวดคิ้วมุ่น เทวทูตหนุ่มสาวเท้าเดินไปยังห้องของตนเองทันที ไม่มีการเคาะประตูให้มากความ ขนาดอีกฝ่ายยังไม่เคยจะเคาะเวลามาห้องเขาเลยสักนิด ประตูไม้เนื้อหนาถูกกระชากเปิด เกเบรียลอ้าปากจะด่าคนข้างใน แต่กลับต้องอุทานด้วยความตกใจเมื่อจู่ๆ ก็ถูกดึงเข้าสู่อ้อมกอดอุ่นอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันได้ตั้งตัว

“ข้าคิดว่าเจ้าหนีข้าไปแล้ว...”

“ฮอร์ค เป็นบ้าอะไรของเจ้าฮะ ปล่อยข้าก่อน ข้าหายใจไม่ออก” เกเบรียลว่าพลางดิ้นหวังจะหลุดจากอ้อมกอดแข็งแกร่ง แต่ฮอร์คกลับยิ่งออกแรงรัดเขาแน่นขึ้นจนเกเบรียลต้องหยุดต่อต้านด้วยกลัวว่าตัวเองจะถูกรัดจนกระดูกแหลกไปทั้งร่างเข้าเสียก่อน

“จู่ๆ เจ้าก็หายไป อิลคิบอกเจ้าไปตลาดมืด แต่ข้ารอแล้วรอเล่าเจ้าก็ไม่กลับมาสักที ข้ากลัวเจ้าจะหนีกลับไปจนแทบจะบ้า ให้ตายสิวะ!

“อย่าบอกนะว่าที่เจ้าพังของในบ้านนั่นเพราะ...”

“ข้าโกรธ ข้าหงุดหงิด ข้าแค่...ไม่รู้จะระบายอารมณ์ยังไง”

“เจ้าโง่!” เกเบรียลเอ่ยด่าออกไปด้วยน้ำเสียงกึ่งตวาดกึ่งหัวเราะ นี่ฮอร์คเป็นได้ขนาดนี้เพราะแค่เขากลับบ้านช้าเนี่ยนะ เหลือเชื่อจริงๆ “ข้าไม่ได้จะหนีเจ้าไปไหนสักหน่อย เลิกเอาแต่ใช้กำลังแล้วใช้สมองบ้างเถอะ”

“ก็งานประลองผ่านไปแล้ว บาดแผลเจ้าก็หายดี แล้วจะยังมีอะไรให้เจ้าต้องอยู่ที่นี่อีกกันล่ะ” คราวนี้ฮอร์คร่ายยาวจนเกเบรียลแทบหาช่องแทรกไม่ได้ อสูรหนุ่มคลายอ้อมกอดแล้วจับไหล่เขาไว้พลางก้มหน้าสบตาเขม็ง ดวงตาสีดำสนิทฉายแววหงุดหงิดระคนสับสน คิ้วเข้มขมวดมุ่นเป็นปมจนน่าขัน “อีกอย่างข้ายังไม่ได้คำตอบที่เจ้าสัญญาจะให้ด้วยซ้ำ แล้วจะให้ข้าไว้ใจได้ยังไงว่าเจ้าจะไม่หนีข้าไป”

“เจ้านี่มันจริงๆ เลย ทำข้าปวดหัวอยู่เรื่อย”

“อย่าเปลี่ยนเรื่องเกล คำตอบของข้าล่ะ”

เกเบรียลเงียบไปเมื่อโดนอีกฝ่ายคาดคั้นเอาคำตอบตรงๆ โดยไม่อ้อมค้อม ดวงตาสองคู่สบกันนิ่งโดยไม่มีฝ่ายใดละออกจากกัน เกเบรียลเม้มริมฝีปากแน่น สารพัดความรู้สึกตีกันอยู่ภายในใจ ก่อนที่วินาทีต่อมาเทวทูตหนุ่มจะตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่เป็นตัวเองเอาซะเลย

เขาวาดแขนขึ้นโอบรอบคอของฮอร์ค แล้วออกแรงโน้มต้นคออีกฝ่ายลงมาใกล้ ก่อนจะเชิดใบหน้าแนบเรียวปากตนเองกับริมฝีปากของฮอร์คเพียงชั่วครู่แล้วผละออกมา ดวงตาสีทองมองสบกับดวงตาที่ฉายแววประหลาดใจของอสูรหนุ่มแล้วเอ่ยออกมาเบาๆ

“เลิกงอแงได้หรือยัง”

“เจ้า...หมายความว่ายังไง” ฮอร์คเอ่ยพลางแตะริมฝีปากตนเองเบาๆ พลันดวงตาสีดำสนิทก็ฉายประกายระยิบ “ใช่อย่างที่ข้าคิดหรือเปล่า”

“ถ้ายังโง่ตีความไม่ออกข้าก็ไม่มีอะไรจะพูด”

“เกล” เอ่ยออกมาได้แค่นั้นก็รวบร่างของเกเบรียลเข้าไปกอดแน่นอีกครั้ง ฮอร์คกดจูบเบาๆ ลงบนศีรษะซึ่งปรกคลุมด้วยเส้นผมสีเงินหอมแล้วเกยคางลงบนนั้น อสูรหนุ่มคลี่ยิ้มกว้างแล้วเอ่ยซ้ำๆ “ขอบคุณ ขอบคุณที่เจ้าเลือกข้า”

“ก็แค่สงสารใครบางคน กลัวว่าจะร้องไห้ขี้มูกโป่งถ้าโดนข้าทิ้ง”

“ข้ารักเจ้า”

เกเบรียลเบิกตากว้างเมื่อได้ยินฮอร์คเอ่ยประโยคนั้นกับตนเอง เทวทูตหนุ่มตัวแข็งทื่ออยู่ภายในอ้อมกอดอุ่น แม้จะพอรู้ว่าฮอร์ครู้สึกอย่างไร แต่เท่าที่ผ่านมาอสูรตนนี้ไม่เคยบอกคำว่ารักกับเขาตรงๆ เลยสักครั้ง

“พะ พูดอะไร”

“ข้ารักเจ้าจริงๆ นะ”

“ข้าบอกให้พอไง!

“แล้วเจ้าล่ะ รักข้าบ้างหรือเปล่า?” ฮอร์คเอ่ยถามพลางเอาหน้าผากแนบกับอีกฝ่ายไว้แล้วจ้องสบดวงตาสีทองด้วยแววตาหวานเชื่อม ฝ่ามือทั้งสองเลื่อนลงโอบเอวของเกเบรียลเอาไว้แล้วดึงร่างของเทวทูตหนุ่มเข้าชิดตนเอง “บอกความรู้สึกเจ้าให้ข้าชื่นใจบ้างได้ไหม?”

“มะ ไม่เอา...”

“นิดเดียวน่า”

“ข้า...ไม่ได้หน้าด้านหน้าทนเหมือนเจ้านะ” เกเบรียลเม้มปากแน่นในขณะที่เสสายตาไปด้านข้าง เพราะยิ่งสบตากับฮอร์ค อุณหภูมิบนใบหน้าเขาก็ยิ่งสูงขึ้นอย่างไม่อาจควบคุมได้ แต่ดูเหมือนว่าอสูรเวรนี่ดูจะชอบที่เห็นเขาตกอยู่ในสภาพนี้เสียเหลือเกิน

“นิดเดียว เห็นใจข้าหน่อยน่าที่รัก”

สรรพนามหวานหูแทบทำให้เกเบรียลทำตัวไม่ถูก ถ้าเกิดเขาสามารถระเบิดตัวเองได้ ป่านนี้คงกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปแล้วแน่ๆ ดวงตาสีทองเหลือบช้อนขึ้นสบกับแววตาวาววับ ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยออกมาเบาๆ

“เจ้า เจ้าก็...เป็นฤดูใบไม้ผลิของข้า มะ เหมือนกัน”

“ครั้งนี้ข้ายอมให้เจ้าก็ได้” ฮอร์คหัวเราะหึหึในลำคอ ดวงตาสีดำสนิทพิศมองใบหน้าเขินอายของเทวทูตหนุ่มอย่างชอบใจก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์เจือแววออดอ้อน

“...”

“แต่ครั้งต่อไป ขอคำว่ารักจากปากเจ้าหน่อยนะ”

-------------------

แจ็ค ทอร์ค

เหมือนเรื่องจะจบลงด้วยดีนะคะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ 

วันนี้มาอัพส่งท้ายเดือน สค. ค่ะ ข่าวดีคือแจ็คปิดต้นฉบับเรื่องนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วววว เพราะฉะนั้นเดือนหน้าจะมาทยอยลงให้อ่านกันเรื่อยๆ จนจบไม่ต้องกลัวค้างคากันนะคะ

ไว้เจอกันวันศุกร์อีกรอบค่า วันนี้ขอลาไปก่อน เน็ตเต่าถุยมาก TT

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

169 ความคิดเห็น

  1. #154 mehmehmeh (@mehmehmeh) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2560 / 12:57
    โอ๊ยยยยยเขินนนนนน
    #154
    0
  2. #136 baekbow (@baekbow) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2560 / 13:54
    งือออออออ ชอบอ่ะ ตอนนี้ฮอร์คเหมือนเด็กน้อยเลย อะไรคือหงุดหงิดแล้วฟาดงวงฟาดงากับสิ่งของ ส่วนเกลยอมละทิ้งความแค้นแล้วหรอ หรือแค่ยอมรับว่ารักฮอร์คนะ
    #136
    0
  3. #108 sehun-hunhan (@hunhan-sehun) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 / 15:10
    งื้อออ สารภาพรักกันแล้ว น้องเกลนี่ก็ซึนจริงๆ จะพูดตรงๆ ให้พี่อสูรชื่นใจหน่อยก็ไม่ได้ ต้องอ้อมโลกเชียว
    #108
    0
  4. #31 Dark Valkyries (@fangkau) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2559 / 22:23
    อ้ากกกกกก มีความสุข~ 555+
    #31
    0