ตอนที่ 15 : บทที่ 14 เศษเสี้ยวความทรงจำปริศนา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 668
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    31 ส.ค. 59

บทที่ 14

เศษเสี้ยวความทรงจำปริศนา

 

ดาบพารีเชียนถูกผ้าเนื้อนุ่มเช็ดทำความสะอาดโดยผู้เป็นเจ้าของ เกเบรียลยังคงอยู่ในความสงบแม้ว่าในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าจะถึงเวลาที่เขาต้องขึ้นเวทีประลองแล้วก็ตาม แต่กลับมีใครอีกคนที่ดูจะวิตกกังวลแทนเขาเสียเหลือเกิน เทวทูตหนุ่มคิดพลางเหลือบตามองฮอร์คที่เอาแต่เดินวนไปวนมาอยู่ภายในห้องรับรองที่เซ็ปเปิดอำนวยความสะดวกไว้ให้ แล้วก็ต้องถอนหายใจออกมาเบาๆ พร้อมเอ่ยเตือนอีกฝ่าย

“เจ้าเลิกเดินไปเดินมาสักทีได้ไหม”

“เจ้าจะให้ข้าทำตัวสบายๆ ได้ยังไงฮะ ไม่เมื่ออีกไม่กี่นาทีข้าต้องส่งเจ้าขึ้นเขียงน่ะ” ฮอร์คตอบกลับด้วยน้ำเสียงเจือแววหงุดหงิดงุ่นง่าน ดวงตาสีดำสนิทตวัดมองสบกับเกเบรียลแล้วกล่าวต่อ “เห็นเจ้าเป็นแบบนี้แล้วข้าหงุดหงิดชะมัด ให้ตายสิ!

“บางทีข้าก็ไม่เข้าใจนะ ว่าเจ้าจะกังวลให้มันได้อะไรขึ้นมา” เกเบรียลว่าในขณะที่มือก็ยังไม่หยุดเช็ดใบดาบคู่ใจจนมันส่องประกายแวววาว “เจ้าไม่ได้ขึ้นไปสู้เองสักหน่อย”

“ก็เพราะข้าไม่ได้ขึ้นไปสู้เองไงถึงได้เป็นแบบนี้” ฮอร์คสบถลั่นจนเกเบรียลชักจะรู้สึกปวดหู “นี่เจ้าดูไม่ออกหรือไงฮะว่าข้าเป็นห่วงเจ้าจนจะบ้าแล้ว!

“อืม...ข้าดูออกอยู่หรอกว่าเจ้าบ้าไปแล้ว” เกเบรียลเลี่ยงที่จะใส่ใจคำว่าเป็นห่วงของฮอร์คที่อาจทำให้สมาธิเขาแตกกระเจิง เทวทูตหนุ่มวางดาบพารีเชียนลงบนโต๊ะข้างตัวแล้วลุกขึ้นยืนก่อนจะก้าวตรงไปยังอสูรหนุ่มที่ยังคงเดินวนไปเวียนมาไม่ยอมนั่งอยู่เฉยๆ จนเขาลายตา ก่อนจะคว้าข้อมือฮอร์คเอาไว้แล้วลากอสูรร่างใหญ่มานั่งลงบนเก้าอี้ไม้อีกตัว ฮอร์คเงยหน้ามองเขาด้วยแววตาหงุดหงิดใจปนสงสัยจนเกเบรียลต้องเอ่ยออกไป “นั่งเฉยๆ เถอะ เจ้าทำข้าเสียสมาธิ”

“เจ้าใจเย็นเกินไปแล้วนะเกล”

“ครั้งที่แล้วที่เจ้าขึ้นลานประลองเจ้ายังไม่เห็นจะกังวลอะไรนี่” เกเบรียลเลิกคิ้วใส่ “แล้วทำไมข้าต้องกังวลด้วย”

“มันไม่เหมือนกัน เจ้านั่นเป็นอสูรที่ขึ้นชื่อด้านพละกำลัง เจ้าตัวแค่นี้จะให้ข้าไม่ห่วงได้ยังไง”

“ข้าก็ไม่ได้ตัวเล็กไปกว่าเจ้าสักเท่าไหร่หรอก เลิกทำเหมือข้าเป็นสาวน้อยบอบบางซะที”

“แต่...”

“เงียบ” เกเบรียลว่าพลางยื่นปลายนิ้วไปแตะริมฝีปากฮอร์คเบาๆ เทวทูตหนุ่มคลี่ยิ้มจนดวงตาหยีลงแล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มหวาน “ทำตัวดีๆ หน่อยเจ้าอสูรดื้อด้าน คงไม่อยากให้ข้าโมโหใช่ไหม?”

“เจ้ายั่วข้าหรือไง” ฮอร์คหรี่ตาลงในขณะที่ยึดฝ่ามือของเกเบรียลเอาไว้ อสูรหนุ่มกดจูบเบาๆ ลงกลางฝ่ามือนั้นจนอีกฝ่ายชะงักไป

“นั่นก็แล้วแต่เจ้าจะคิด”

“งั้นข้า...”

“เกล ได้เวลาแล้ว โอ้...” เซ็ปชะงักค้างไปทันทีที่เปิดประตูเข้ามาแล้วพบกับฉากหวานเลี่ยนของผู้เป็นเพื่อน อสูรร่างใหญ่กลอกตาพลางไหวไหล่เบาๆ แล้วเอ่ยต่อ “ข้าแค่จะมาบอกว่าได้เวลาไปเตรียมตัวข้างลานประลองแล้ว แต่ถ้าเจ้าต้องการเวลาอีกสักเล็กน้อยไว้กุ๊กกิ๊กกับฮอร์คข้าก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะ”

“ไม่ล่ะ เจ้านำไปสิ”

เกเบรียลปฏิเสธแล้วดึงมือตนเองออกจากการเกาะกุม เขาเอื้อมหยิบดาบพารีเชียนที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะแล้วเดินตามเซ็ปออกไปข้างนอกโดยมีฮอร์คก้าวตามหลังมาเงียบๆ จนกระทั่งมาถึงลานกว้างขนาดใหญ่ที่เกเบรียลเคยเห็นมาแล้วเมื่อครั้งที่ฮอร์คขึ้นประลอง รอบด้านนั้นรายล้อมไปด้วยเหล่าอสูรหลากหลายเผ่าพันธุ์ เสียงตะโกนกู่ร้องดังก้องสนั่นจนเกเบรียลย่นคิ้วด้วยความหงุดหงิดใจ

เจ้าอสูรพวกนี้บ้าเลือดดีจริงๆ

เกเบรียลคิดพลางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า วันนี้เป็นคืนจันทร์เต็มดวง แสงสีนวลสว่างมองแล้วแสนสบายตา และแทนที่เกเบรียลจะกังวลต่อการประลองในไม่กี่อึดใจข้างหน้า เทวทูตหนุ่มดันหวนคิดไปถึงดอกแสงจันทร์หน้าบ้านฮอร์คเสียอย่างนั้น ป่านนี้คงเปล่งประกายสวยงามเลยสินะ...

“เกล!

“ฮะ...อะไร?” เกเบรียลหันมาด้านข้างเมื่อถูกเสียงแหบต่ำตะโกนใส่หู ฮอร์คมองหน้าเขาด้วยสายตาหงุดหงิดจนต้องเอ่ยถามออกไป “เป็นอะไรทำหน้าตาบูดบึ้งฮึ?”

“เจ้าใจลอย นี่จะขึ้นประลองแล้วยังกล้าใจลอยได้ลงคออีกนะ”

“เจ้ากังวลเกินไปหน่อยแล้ว ข้าแค่คิดอะไรเบาๆ ผ่อนคลายสมองก็แค่นั้น” เกเบรียลยิ้มขำ ก่อนจะหันหน้าไปอีกทางแล้วเอ่ยต่อ “ก็แค่คิดว่าตอนนี้ดอกแสงจันทร์ที่บ้านพวกเราคงสวยน่าดู เจ้าเคยบอกนี่ว่ามันจะสวยที่สุดในคืนพระจันทร์เต็มดวง”

“เมื่อกี้...เจ้าว่าอะไรนะ?” ฮอร์คถามกลับอย่างไม่อยากจะเชื่อหู แต่เกเบรียลดันทำหน้างงราวกับไม่รู้ตัวสักนิดว่าสิ่งที่ตัวเองพูดออกมานั้นมีความหมายต่อความรู้สึกเขาแค่ไหน

“หูหนวกหรือไง ก็พูดเรื่องดอกแสงจันทร์...”

“ไม่สิ ก่อนหน้านี้”

“อะไรของเจ้ากันฮะ”

“เจ้านี่มันน่าโมโหจริงๆ” ฮอร์คอดดีดหน้าผากอีกฝ่ายเบาๆ ไม่ได้ “เจ้าบอกว่าบ้านของพวกเราไง ทั้งๆ ที่ข้าดีใจแท้ๆ ที่ได้ยินแบบนั้นแต่เจ้ากลับทำเหมือนมันไม่สำคัญ”

“ก็แค่คำพูดปกติ...” เกเบรียลเอ่ยเสียงเรียบราวกับไม่รู้สึกอะไร ทว่าก้อนเนื้อภายในอกกลับเต้นถี่ เขาไม่รู้ตัวหรอกว่าพูดอะไรแบบนั้นออกไป คำพูดที่เหมือนกับคำยอมรับสถานะระหว่างพวกเขากลายๆ แบบนั้นมันน่าอายจะตาย หรือว่าลึกๆ ในใจเขามันยอมรับอีกฝ่ายมานานแล้วกันนะ

“ดูเหมือนว่าพวกเจ้าจะลืมไปนะว่ามีข้าอยู่ตรงนี้ด้วย” เซ็ปเอ่ยขึ้นมาหลังจากเงียบฟังมานาน อสูรหนุ่มกลอกตาด้วยความหมั่นไส้ “อย่าให้ข้ามีคู่บ้างนะ จะหวานให้ไม่เกรงใจพวกเจ้าแน่ๆ”

“หน้าอย่างเจ้าจะหาได้หรือไง”

“อย่างน้อยก็ไม่ต้องมาตามอ้อนวอนเขาต้อยๆ ให้อยู่ด้วยเหมือนเจ้าหรอก”

เกเบรียลแทบจะกุมขมับ ปวดหัวกับเสียงตะโกนรอบด้านไม่พอ ยังต้องมาปวดหัวกับอสูรสองตนที่ยืนขนาบข้างเขาอยู่นี่อีก ดวงตาสีทองกลอกไปมาก่อนจะเอ่ยแทรกขึ้น

“เลิกเถียงกันเป็นเด็กๆ ได้แล้วน่า”

“ข้าไม่ใช่เด็ก!

“ข้าไม่ใช่เด็ก!

“เหอะ...ทีอย่างนี้ละสามัคคีกันจังนะ” เทวทูตหนุ่มเอ่ยประชดแล้วแค่นหัวเราะเบาๆ ก่อนที่ดวงตาสีทองจะเหลือบไปเห็นอสูรอีกตนเดินอาดๆ มายังกลุ่มพวกเขา “เฮ้ เซ็ป นั่นคนรู้จักเจ้าหรือเปล่าน่ะ”

“หือ?...อ้าว ดาเนีย”

“ไงเซ็ป คราวนี้เจ้าจะพนันข้างไหนฮึ” อสูรสาวที่ชื่อดาเนียยิ้มร่าก่อนจะหันมาขยิบตาให้กับเกเบรียลที่ยืนอยู่ข้างๆ “สวัสดีเทวทูต คราวที่แล้วเจ้าทำข้าเสียเงินค่าพนันไปเยอะเลยนะ”

“ขอโทษด้วยแล้วกัน” เกเบรียลตอบกลับสั้นๆ

“เอาเถอะๆ พวกเจ้าเตรียมตัวกันพร้อมแล้วใช่ไหมเนี่ย” ดาเนียโบกมือไปมา เขาหันไปมองลานประลองเล็กน้อยแล้วหันกลับมาทางเกเบรียล “ดูเหมือนว่าเดมอสจะพร้อมแล้ว เจ้านั่นกระเหี้ยนกระหือรืออยากฟัดเจ้าเต็มแก่”

“ถ้าเจ้านั่นสามารถพอล่ะก็นะ”

“เจ้าน่าสนใจดีเหมือนกันนี่”

“เลิกพล่ามเถอะ” เกเบรียลโคลงศีรษะ เขาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งแล้วเอ่ยถามออกไป “ข้าขึ้นลานประลองได้หรือยัง?”

“โอ้ เชิญๆ”

ดาเนียฉีกยิ้มกว้างแล้วหลบฉากเปิดทางให้เกเบรียลเดินขึ้นไปยังลานประลอง ทว่ายังไม่ทันที่เทวทูตหนุ่มจะได้ก้าวขาไปไหน ข้อมือเขาก็ถูกฉุดรั้งเอาไว้ เมื่อหันกลับไปก็พอว่าดวงตาสีดำสนิทคู่หนึ่งจ้องมองทางที่เขาด้วยสายตาเป็นห่วง ฮอร์คทำเหมือนกับว่าเขาเป็นสาวน้อยบอบบางจนเกเบรียลชักจะเหนื่อยใจ

“เจ้าโง่ ข้าบอกแล้วไงว่าไม่ต้องกังวล”

“จำที่ข้าบอกได้ไหม ถ้าเจ้าเกิดพลาดขึ้นมา ข้าจะ...”

“หึ...เจ้าน่ะยืนเงียบๆ ดูข้าอยู่ตรงนี้ก็พอ”

เกเบรียลยิ้มรับ เทวทูตหนุ่มตบบ่าอีกฝ่ายเบาๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินขึ้นลานประลองโดยไม่หันหลังกลับไปอีก ร่างสูงโปร่งยามก้าวเดินนั้นดูสง่างาม ใบหน้าเชิดทระนง อกผายไหล่ผึ่ง แผ่นหลังเหยียดตรงจนทุกสายตาไม่อาจละไปจากเขาได้เลยสักนิด

“ไงเทวทูต” อสูรคู่ต่อสู้เอ่ยทักเขาด้วยน้ำเสียงท้าทาย “ข้ารอวันที่จะได้ประลองกับเจ้ามานาน ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงสักที”

“อือ งั้นเริ่มเลยไหมล่ะ” เกเบรียลเอ่ยเสียงเรียบ เขาไม่ได้เล่นไปตามที่อสูรตนนั้นต้องการเลยแม้แต่น้อย และการที่เกเบรียลดูจะไม่ใส่ใจเลยแบบนี้ ทำให้เดมอสอสูรร่างยักษ์ถึงกับอารมณ์พุ่งปรี๊ดด้วยความโกรธ

“จะไม่ถามชื่อคู่ต่อสู้เจ้าหน่อยงั้นเรอะ!

เกเบรียลยังคงนิ่งสงบแม้ว่าจะถูกอีกฝ่ายตะโกนใส่หน้าก็ตาม เทวทูตหนุ่มวาดดาบชี้ลงข้างลำตัวแล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งพอๆ กับสีหน้า

“เปล่าประโยชน์ที่จะจำชื่อผู้แพ้”

“หน็อย เจ้า!

“อย่าเสียเวลาเลย” ดวงตาสีทองหรี่ลงและฉายแววจริงจัง “ถ้าเจ้าไม่บุก ข้าจะบุกก่อนแล้วนะ”

“อย่ามาร้องไห้อ้อนวอนให้ข้าออมมือให้แล้วกัน!

จบประโยคนั้นเดมอสก็พุ่งเข้าหาเกเบรียลทันที เป็นการพุ่งทะยานเข้ามาตรงๆ ไร้ซึ่งทักษะหรือกลยุทธ์หลอกล่อใดๆ ให้มากความ เกเบรียลหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะเบี่ยงตัวหลบการโจมตีของเดมอสและใช้ด้ามดาบกระทุ้งเข้าที่สันคออีกฝ่ายราวกับจะหยอกล้อ

“ไม่เอาน่า ไหนบอกจะเอาจริงไง”

“เจ้านี่มัน!

เกเบรียลผุดยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อยั่วโมโหฝ่ายตรงข้ามสำเร็จ หนึ่งในทักษะที่เขาได้ร่ำเรียนมา หากคู่ต่อสู้ไร้ซึ่งสติ เมื่อนั้นก็จะสามารถเอาชนะได้ง่ายโดยไม่จำเป็นต้องเปลืองแรง และดูเหมือนว่าเดมอสจะเป็นพวกยุขึ้นเสียด้วยสิ เพราะแค่โดนเขายั่วโมโหไปนิดๆ หน่อยๆ ก็ตะบี้ตะบันไล่เอากรงเล็บฟาดเขาไปทั่วเวทีอย่างขาดสติแบบนี้

เทวทูตหนุ่มโยกตัวหลบการโจมตีโดยไม่ได้ตอบโต้กลับ ในสายตาคนอื่นอาจจะมองว่าเขาคงสู้พละกำลังของเดมอสไม่ได้จนต้องเอาแต่หลบหลีกและตั้งรับ แต่เกเบรียลรู้จักตัวเองดีที่สุด เขาไม่จำเป็นต้องรีบเอาชนะคู่ต่อสู้ในช่วงต้น แต่ใช้โอกาสนี้ในการประเมินทักษะการต่อสู้และวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนเพื่อนำมาสร้างกลยุทธ์ในการโจมตีกลับในภายหลังต่างหาก

และจากการประเมินทำให้เขาพบว่าเดมอสเป็นอสูรไร้สมองที่สักแต่ใช้กำลังในการต่อสู้ การโจมตีของเจ้าหมอนี่ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลยแม้แต่น้อย ไม่มีการหลอกล่อให้วุ่นวายและนี่เป็นจุดอ่อนที่เกเบรียลคิดว่าตนเองได้เปรียบอย่างมหาศาล จากการที่เขาเคยดำรงตำแหน่งแม่ทัพแห่งกองกำลังน่านฟ้าจึงไม่อาจเลี่ยงที่จะเรียนเกี่ยวกับการวางแผนการรบ และแน่นอนว่านี่คือสิ่งที่เขาและเดมอสแตกต่างกัน มีพละกำลังมากกว่าแต่ไร้การวางแผนก็เท่ากับว่าเอาแรงมาเสียเปล่า

“เคร้ง!

“เริ่มโต้กลับแล้วหรือไง ข้านึกว่าเจ้าทำเป็นแต่หลบหลีกไปมาเหมือนหนูขี้ขลาดซะอีก”

“คนโง่อย่างเจ้ามักมองอะไรแค่ผิวเผิน...”

เกเบรียลว่าพลางตวัดดาบปัดกรงเล็บที่ตะปบมาตรงหน้าตนเองทิ้งไปด้านข้าง แล้วอาศัยจังหวะที่เดมอสคำรามลั่นด้วยความหงุดหงิดกลิ้งตัวหลบไปข้างหลังอีกฝ่าย ดวงตาสีทองล็อคเป้าหมายอย่างใจเย็นก่อนจะตวัดดาบฟันฉับเข้าที่ข้อเท้าของเดมอสอย่างแม่นยำภายในดาบเดียว

จะล้มคู่ต่อสู้ร่างยักษ์ ต้องจำกัดการขยับตัว เส้นเอ็นบริเวณข้อเท้าหากได้รับบาดเจ็บแม้เพียงนิดก็มากพอที่จะส่งผลต่อการเคลื่อนไหว

“อ๊ากกก!!!

“เบาๆ หน่อย ข้าปวดหูนะ เสียงเจ้าไม่ได้น่าอภิรมย์สักเท่าไหร่หรอก” เกเบรียลเอ่ยเย้าเมื่อเห็นสีหน้าเจ็บปวดของอีกฝ่าย เทวทูตหนุ่มผิวปากหวือในขณะที่มองเดมอสพยายามพยุงร่างกายอันใหญ่โตเอาไว้ไม่ให้ทรุดล้มลง

“ข้าจะกระชากปีกเจ้าแน่เทวทูต!

“...งั้นเหรอ” น้ำเสียงเย็นเยียบถูกส่งออกจากปากของเทวทูตหนุ่ม เกเบรียลหรี่ตาลงเมื่ออีกฝ่ายหลุดคำพูดจี้ใจดำจนพาลให้เขานึกถึงเหตุการณ์ในอดีต “งั้นข้าจะเด็ดแขนขาเจ้าเป็นการตอบแทนดีไหมล่ะ”

“ย้ากกก!!!

เดมอสกู่ร้องเสียงดังยามกัดฟันพุ่งเข้าใส่เกเบรียล เสียงตะโกนเชียร์ฮึกเหิมดังลั่นเมื่อเห็นการต่อสู้ตรงหน้าเริ่มดุเดือดขึ้นกว่าแต่แรก เกเบรียลเองคราวนี้ก็ไม่ได้ทำเพียงแค่หลบหลีกอีกต่อไป เมื่อเดมอสฟาดกรงเล็บลงมาเขาก็ใช้ทักษะในการตั้งรับและสวนกลับ แต่กระนั้นการต่อสู้ที่ประชิดตัวเช่นนี้ก็เลี่ยงให้ไม่เกิดบาดแผลไม่ได้อยู่ดี

“อึก!

เกเบรียลงอตัวด้วยความจุกเมื่อท่อนแขนใหญ่ฟาดเข้ากลางลำตัวอย่างแรงเมื่อเขาเผลอเปิดช่องว่างโดยไม่ได้ตั้งใจ และคงจะโดนฟาดซ้ำอีกรอบแน่ๆ ถ้าพลิกตัวหลบไม่ทัน แต่ถึงจะหลบทันแต่ดาบในมือก็ดันโดนมือใหญ่ๆ ของเดมอสฟาดจนหลุดกระเด็นไปอีกฟากหนึ่งของลานประลอง ดวงตาสีทองหรี่ลงเมื่อพบว่าตัวเองกำลังตกเป็นรองคู่ต่อสู้

“ไงๆ ดาบเจ้าหายไปไหนซะล่ะ” เดมอสกล่าวเยาะเย้ยด้วยน้ำเสียงสะใจเสียเต็มประดา ดวงตาของอสูรร่างยักษ์ฉายประกายวาววับในขณะที่ย่างสามขุมเข้ามาใกล้ “ยอมให้ข้าจัดการดีๆ เถอะน่า”

เกเบรียลเงียบ เขาทำเพียงจ้องหน้าคู่ต่อสู้ตนเองด้วยสายตาเรียบนิ่งแล้วเหลือบตามองดาบตนเองที่กระเด็นไปเสียไกล มันนอนนิ่งอยู่ด้านหลังเดมองเยื้องไปด้านข้างเล็กน้อย นั่นหมายความว่าเขาต้องผ่านเจ้ายักษ์นี่ไปให้ได้ก่อนถึงจะไปเอาดาบมาได้ แต่ดูเหมือนว่านั่นจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนี่สิ

“ข้าไม่มีดาบก็ใช่ว่าจะแพ้ให้เจ้าเสียเมื่อไหร่”

“น้อยๆ หน่อยเทวทูต เจ้าตัวแค่นี้ ข้าจับเจ้าหักทีเดียวกระดูกก็ป่นไปทั้งร่างแล้วมั้ง” เดมอสหัวเราะเย้ยเสียงดังผสานกับเสียงโห่ร้องของอสูรตนอื่นที่ชอบอกชอบใจกับการปะทะคารมในครั้งนี้

“งั้นเจ้าคงลืมไป...” เกเบรียลเอ่ยค้างไว้แค่นั้นก่อนจะผุดรอยยิ้มหวาน มือหนึ่งยกขึ้นข้างหน้า ก่อนที่แสงสีทองจะค่อยๆ ไหลมารวมกันเป็นพลังเวทย์หมุนวนอยู่ใจกลางฝ่ามือของเทวทูตหนุ่ม “...ว่าก่อนหน้านี้เจ้าพลาดท่าเพราะอะไร”

กล่าวจบก็ไม่รอให้เดมอสได้ทันตั้งตัว บอลเวทย์ในมือถูกสะบัดออกไปโดยเล็งตรงใจกลางใบหน้าของอสูรร่างยักษ์ เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นมาแทบจะทันทีที่พลังเวทย์สีทองระเบิดออก เกเบรียลฉวยจังหวะนั้นพุ่งตัวเข้าคว้าดาบของตัวเองทันที แต่ในขณะที่กำลังจะพลิกตัวกลับมาตั้งหลักนั้น ฝ่ามือใหญ่ของเดมอสที่ปัดป่ายไปมาไร้ทิศทางเพราะความเจ็บปวดก็ฟาดเข้าเต็มข้างแก้มเข้าอย่างแรงจนเกเบรียลเซไปด้านข้าง ศีรษะกระแทกเข้ากับเสาแข็งอย่างแรงจนเลือดไหล

บ้าเอ๊ย!

เกเบรียลยกมือปาดเลือดบนหน้าผากตัวเองลวกๆ ไม่ให้มันไหลเข้าตา ก่อนจะสะบัดศีรษะไปมาเพื่อไล่ความเจ็บปวดที่เกิดจากการกระแทก และในขณะที่เทวทูตหนุ่มกำลังพยุงตัวเองให้ทรงตัวอย่างมั่นคงอยู่นั้นภายในหัวกลับปวดจี๊ดราวกับโดนเข็มเล็กๆ ทิ่มแทงอยู่ภายใน เกเบรียลหลุดเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด มือหนึ่งกุมศีรษะตนเองแน่น ดวงตาสีทองหลับปี๋ คิ้วเรียวขมวดมุ่น แต่นอกจากความเจ็บปวดที่จู่ๆ ก็ผุดขึ้นมานั้น ภาพความทรงจำเลือนรางสายหนึ่งกลับวูบเข้ามาในหัว

 

มาสิ...

ใคร เสียงใคร? เกเบรียลไม่เห็นแม้กระทั่งใบหน้าของผู้พูด แต่เสียงนั้นกลับฟังดูคุ้นหูอย่างน่าประหลาด รอบตัวเขามีเพียงความมืดมิด สิ่งเดียวที่เห็นคือมือข้างหนึ่งซึ่งเอื้อมเข้ามาใกล้

พลังของเจ้าจะเป็นประโยชน์ต่อ...

 

“เกลระวัง!!!

เสียงตะโกนเตือนดังลั่นเรียกสติของเกเบรียลที่ไหลไปกับความทรงจำปริศนากลับคืนมา ดวงตาสีทองลืมขึ้น และสิ่งแรกที่เห็นคือร่างของเดมอสที่กำลังพุ่งเข้าใส่ด้วยความรวดเร็ว เทวทูตหนุ่มเบิกตากว้างแล้วรีบพลิกตัวหลบทันที

“พลั่ก!

“ไอ้เวรเอ๊ย!

เกเบรียลสบถเสียงดังเมื่ออุ้งมือใหญ่ตะปบเข้ากลางหลังจนเสียหลักพุ่งถลาไปข้างหน้า ความเจ็บจี๊ดแล่นพล่านไปทั่วเมื่อกล้ามเนื้อที่เพิ่งจะหายดีเกิดการกระทบกระเทือน เทวทูตหนุ่มได้แต่กัดฟันกรอด อยากจะตะโกนด่าโคตรพ่อโคตรแม่เดมอสให้สาแก่ใจ แต่เสียงฝีเท้าที่วิ่งตึงๆ มาข้างหลังก็ทำให้เกเบรียลจำต้องพลิกตัวยกดาบขึ้นมาตั้งรับกรงเล็บแข็งแกร่งที่ฟาดลงมาแม้ว่าตัวเองจะอยู่ในสภาพกึ่งนั่งกึ่งนอนบนลานประลองก็ตาม

“เกล!

เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นใคร คนที่เรียกเขาด้วยชื่อนี้มีแค่ไม่กี่คนหรอก

“หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ ไม่ต้องมายุ่ง ข้าจัดการเองได้!

เกเบรียลได้แต่ตะโกนกลับทั้งๆ ที่ยังคงออกแรงยื้อกับเดมอสอยู่บนเวที ดวงตาสีทองจ้องอสูรตรงหน้าเขม็ง ในหัวก็เร่งประมวลผลหาทางรอดให้กับตัวเองเร็วจี๋ หากพลิกตัวหลบตอนนี้คงเป็นการเปิดช่องว่างด้านหลังให้กับคู่ต่อสู้แน่ๆ แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลยแล้วเอาแต่ยันแรงอีกฝ่ายไว้อย่างนี้ เขาเองคงเสียเปรียบในเรื่องพละกำลัง

ทำยังไงดี!

“ยอมแพ้ซะแล้วข้าจะไม่เด็ดปีกเจ้า”

“งี่เง่าเอ๊ย เป็นแค่อสูรชั้นต่ำอย่ามาทำผยอง!” เกเบรียลสบถถ้อยคำหยาบคายไปอีกระลอกใหญ่ก่อนที่ดวงตาสีทองจะเบิกกว้างเมื่อคิดหาทางรอดได้ในที่สุด

นั่นสินะ ดาบเขาลงเวทย์พิทักษ์เอาไว้!

เทวทูตหนุ่มตั้งสติก่อนจะถ่ายพลังเวทย์ตัวเองหลอมหลวมกับดาบคู่ใจเพื่อกระตุ้นเวทย์พิทักษ์ที่ลงเอาไว้ให้ตื่นขึ้นมาตามกระบวนการ เกิดไอมนต์สีเงินกระจ่างโอบล้อมใบดาบก่อนที่มันจะสว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆ ภายในไม่กี่วินาทีแล้วระเบิดคลื่นพลังออกมาอย่างแรงจนร่างของเกเบรียลและเดมอสกระเด็นออกจากกัน เทวทูตหนุ่มรีบอาศัยจังหวะนั้นผุดตัวลุกขึ้นแล้วพุ่งเข้าใส่เดมอสที่กำลังมีปัญหากับการทรงตัว ดูเหมือนว่าขาที่ได้รับบาดเจ็บจะเป็นอุปสรรคต่อร่างใหญ่ๆ นั่นไม่ใช่น้อย

ต้องรีบเผด็จศึก!

คิดได้ดังนั้นดาบพารีเชียนซึ่งยังคงอาบเวทย์พิทักษ์ก็ฟันลงบนตำแหน่งสำคัญต่อการเคลื่อนไหวโดยไม่ปล่อยให้เสียเวลาอีกต่อไป ทั้งข้อมือทั้งสองข้าง หัวเข่า และซ้ำบริเวณข้อเท้าจนบาดแผลลึกกว้างเดิม เลือดสีแดงฉานสาดกระจายพร้อมๆ กับเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ดวงตาสีทองทอดมองร่างของเดมอสที่นอนแผ่อยู่กลางลานประลองด้วยแววตาเย็นเยียบ กลิ่นเลือดอสูรคละคลุ้งชวนให้คลื่นเหียน แต่กระนั้นเกเบรียลกลับไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย ปลายดาบแหลมคมตวัดชิดลำคอของอสูรร่างยักษ์แล้วออกแรงกดเบาๆ จนเลือดเริ่มไหลซึม

“ยอมแพ้ซะ”

“ข้าไม่มีวัน...!

“ไม่งั้นข้าจะปาดคอเจ้าแล้วตัดเส้นเอ็นเจ้าทิ้งทีละเส้นๆ” เทวทูตหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่งแล้วฉีกยิ้มเหี้ยม “ห้ามฆ่ากันตายบนลานประลอง แต่ถ้าแค่พิการก็ไม่ผิดกฎใช่ไหมล่ะ”

“จะ เจ้า...!

“สามวินาทีสำหรับการตัดสินใจ สาม สอง หนึ่...”

“ข้ายอมแพ้!” เสียงตะโกนสั่นระริกดังก้อง เกิดเสียงโห่ร้องดังรอบลานประลอง เกเบรียลแค่นยิ้มเล็กน้อยเมื่อได้รับชัยชนะมาในที่สุด แต่แทนที่เทวทูตหนุ่มจะเดินออกจากลานประลองไป เขากลับทรุดตัวลงชันเข่าอยู่ข้างกายของเดมอส ดวงตาสีทองเย็นชาจนทำให้ผู้มองรู้สึกหนาวเยือกไปถึงขั้วหัวใจ

“จะเด็ดปีกข้างั้นเหรอ” เกเบรียลคลี่รอยยิ้มบิดเบี้ยว ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหวานทว่าแฝงแววเหี้ยมเกรียม “หึ! ขอโทษนะ แต่ข้าน่ะ...ร่วงหล่นมานานแล้ว”

“เกล!

เกเบรียลหันกลับมาเมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อตนเอง แต่ยังไม่ทันทีจะได้มองหน้าคนที่เรียกเขาได้ชัดถนัดตา เทวทูตหนุ่มก็โดนดึงเข้าสู่อ้อมกอดแน่นของใครบางคนเสียแล้ว วงแขนแกร่งกอดรัดเขาแน่นโดยไม่กลัวว่าเสื้อผ้าจะเปื้อนเลือดเลยแม้แต่น้อย ทีแรกเกเบรียลจะดันตัวออก แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนใจปล่อยให้ฮอร์คกอดตนเองไว้อย่างนั้น เทวทูตหนุ่มเผยรอยยิ้มบางแล้วซบใบหน้าลงบนบ่าแกร่ง ก่อนจะเอ่ยกับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงอู้อี้

“ไม่เอาน่าฮอร์ค เจ้าไม่อายคนอื่นหรือไงกัน”

“เจ้าทำข้าใจหายใจคว่ำหมด”

“ก็บอกแล้วว่าไม่มีอะไรต้องกังวล” เกเบรียลตบหลังอีกฝ่ายเบาๆ ราวกับจะปลอบใจแล้วดันตัวออกมาในที่สุด ดวงตาสีทองมองสบกับใบหน้าคมเข้มของฮอร์คแล้วเอ่ยต่อ “เจ้าเองก็เลิกงอแงได้แล้ว รีบพาข้ากลับบ้านดีกว่า เหม็นเลือดไอ้เวรนั่นจะแย่อยู่แล้ว”

“เจ้านี่จริงๆ เลย ตัวเจ้าเองก็มีแผลนะ” ฮอร์ว่าพลางจับแขนเกเบรียลที่มีรอยกรงเล็บของเดมอสพลิกดูไปมา “ผิวเจ้าลายพร้อยไปหมดแล้ว ไหนจะแผลที่หน้าผากเจ้าอีก ให้ตายสิ! ข้าไปอัดมันอีกสักรอบได้ไหมเนี่ย”

“จะบ้าเหรอ” เกเบรียลหัวเราะก่อนจะตบไหล่ฮอร์ค “กลับกันเถอะ ข้าอยากอาบน้ำเต็มแก่แล้ว”

“งั้นหลังเจ้าอาบน้ำเสร็จข้าจะทำแผลให้แล้วกัน”

“อือ แล้วแต่เจ้าเถอะ” เกเบรียลพยักหน้ารับส่งๆ ก่อนจะเดินลงจากลานประลอง แต่ตอนนั้นเองที่บางอย่างตกลงจากอกเสื้อของเขาลงบนพื้น

“เฮ้ เจ้าทำอะไรตกน่ะเกล” ฮอร์คว่าพลางเอื้อมมือจะไปหยิบผ้าเช็ดหน้าที่พับทบเอาไว้ขึ้นมา แต่ก็ต้องชะงักไปเมื่อเกเบรียลเอ่ยห้ามเสียงหลง

“หยุด! หยุดๆๆ ข้าเก็บเอง”

“อะไรของเจ้ากัน”

“มะ ไม่มีอะไร” ว่าพลางหลบสายตาหนี ส่วนมือก็กำผ้าเช็ดหน้าเอาไว้แน่น “แค่ผ้าธรรมดา ไม่มีอะไรน่าสนใจหรอก”

“งั้นเหรอ?”

“เออ ไปเถอะๆ” เกเบรียลตัดบทพลางดันหลังฮอร์คให้เดินต่อก่อนที่ตัวเองจะเก็บของชิ้นสำคัญนั้นกลับเข้าสู่อกเสื้อตนเอง จริงๆ แล้วมันก็แค่ผ้าธรรมดาไม่ได้สำคัญอะไร แต่สิ่งที่เขาไม่อยากให้ฮอร์คเห็นมันซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าผืนนี้ต่างหาก เกเบรียลเม้มริมฝีปากแน่นและบอกกับตัวเองในใจว่าจะไม่ยอมให้ฮอร์คเห็นสิ่งนี้เด็ดขาด แม้ว่ามันจะเป็นเพียงแค่ดอกแสงจันทร์แห้งๆ ก็ตาม...

...ดอกแสงจันทร์แห้งๆ ดอกเดียวกับที่ฮอร์คเด็ดมาประดับผมเขาเมื่อคืนนั้น ก็เท่านั้นเอง

 

ท้องพระโรงโอ่อ่าในคฤหาสน์ซึ่งตั้งอยู่ในเขตขัตติยะบนแดนน่านฟ้ายังคงเงียบเชียบราวกับร้างไร้ผู้คน ทว่าบนบัลลังก์ทองประทับลวดลายวิจิตรและอัญมณีสูงค่ากลับมีร่างของเทวทูตตนหนึ่งนั่งนิ่งอยู่บนนั้น ใบหน้าหล่อเหลาเรียบนิ่งทว่ากลับดูเย่อหยิ่งจองหอง ดวงตาสีทองเย็นชาราวกับมองไม่เห็นหัวผู้ใดในโลกนี้นอกจากตัวเองทอดมองร่างของเทวทูตตนหนึ่งที่ก้มหน้าชันเข่าอยู่บนพื้นหินอ่อนเบื้องล่าง

“มีอะไร”

“ท่านซาฮาล...” เสียงหวานดั่งระฆังแก้วเอ่ยขึ้นมาก่อนจะกล่าวรายงาน “ข้าได้ข่าวมาว่า เขายังไม่ตาย”

“งั้นเหรอ”

“ท่านจะปล่อยให้เป็นเช่นนี้หรือ?” น้ำเสียงนั้นแฝงแววสงสัยเมื่อซาฮาลมีท่าทีไม่ทุกข์ร้อนอะไรกับข่าวที่ตนเพิ่งรายงานออกไป “หากปล่อยเขาไว้ ข้าเกรงว่าเขาจะต้องกลับมาแก้แค้นท่านแน่”

“เจ้าอยากให้ข้าทำเช่นไรล่ะ”

“ข้าเป็นเพียงผู้น้อย ไม่บังอาจที่จะชี้แนะท่าน แต่ว่า...” เสียงนั้นเงียบไปครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดมั่นคง “หากไม่ชิงจัดการให้สิ้นซาก ก็คงคล้ายกับเลี้ยงงูเห่าให้เติบใหญ่ วันใดที่พิษร้ายพร้อมสังหาร อาจไม่ทันการหากจะจัดการเอาตอนนั้น...”

“งั้นเหรอ”

“เขาต้องกลับมาแก้แค้นท่านแน่ เทวทูตเจ้าคิดเจ้าแค้นตนนั้น”

“งั้นเหรอ”

คำตอบจากปากของผู้ปกครองแดนน่าฟ้ายังคงเป็นคำพูดเดิม ซาฮาลไม่ได้มองเทวทูตตนนั้นอีก แต่ดวงตาสีทองไม่ต่างจากผู้เป็นน้องกลับทอดมองออกไปไกล ก่อนจะกล่าวประโยคหนึ่งออกมาในที่สุด

“ถ้าเขาคิดจะกลับมาแก้แค้น ก็ให้เขากลับมา”

------------------------------

แจ็ค ทอร์ค

เนื้อหาดำเนินมาถึงครึ่งเรื่องแล้วนะคะ หวังว่าทุกคนจะยังคงติดตามกันอยู่น้าาาา //อ้อน

ขออธิบายเพิ่มเติมในส่วนของความทรงจำของเกลนะคะ คือตอนแรกที่อัพนิยายเรื่องนี้แจ็คลืมเพิ่มเงื่อนงำในจุดนี้ลงไปค่ะ ซึ่งตอนนี้แก้เรียบร้อยแล้วในบทที่ 1 ซึ่งเพิ่มจุดที่อธิบายเกี่ยวกับความทรงจำของเกเบรียล ลองย้อนอ่านกันได้น้า ขอโทษสำหรับความไม่สะดวกจ้า คราวหลังจะตรวจทานงานให้เรียบร้อยก่อนจะอัพนะคะ //โค้ง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

169 ความคิดเห็น

  1. #153 mehmehmeh (@mehmehmeh) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2560 / 12:45
    กำลังจะมาม่าแล้วใช่ไหมมมม
    #153
    0
  2. #135 baekbow (@baekbow) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2560 / 13:32
    เกลต้องมีอะไรแน่ๆเลย ต้องเป็นผู้ที่ทำลายซาฮาลได้ ว่าแต่ใครลบความทรงจำเรื่องนั้น// ซาฮาลนี่ก็โดนสะกดหรือป่าว อารมณ์มีคนชักใยอยู่เบื้องหลัง // น้ำตาซึมทุกครั้งที่พูดเรื่องปีกของเกล มันเศร้ามากอ่ะ// ตอนที่ผ้าเช็ดหน้าร่วง ไม่รู้ทำไมเรารู้ทันทีว่าคือดอกแสงจันทร์ 555 จนอ่านมาถึงเฉลย ซึ่งมันก็ใช่จริงๆ
    #135
    0
  3. #107 sehun-hunhan (@hunhan-sehun) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 / 14:43
    น้ำตาจะไหลตอนที่รู้ว่าเกลแอบห่อดแกแสงจันทร์ที่พี่อสูรให้ขึ้นลานประลองด้วย เอาขึ้นมาเป็นกำลังใจให้ตัวเองใช่มั้ยลูกกกก
    #107
    0
  4. #87 พญานก T^T (@Khaofang_17) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2560 / 15:06
    แหม่...เป็นห่วง(ว่าที่)เมียใหญ่เลย น่าเอ็นดูววว
    #87
    0
  5. #30 urnurn (@annika1234) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2559 / 14:34
    ฮอร์คน่ารักจริงๆ แอบหวั่นใจยังไงเกลจะแก้แค้นให้ได้ใช่ไหม. ฮืออ
    #30
    0