ตอนที่ 11 : บทที่ 10 ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ภายใน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 740
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    5 ส.ค. 59

บทที่ 10

ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ภายใน

 

เพราะเจ้าคือฤดูใบไม้ผลิของข้าไงเกล

 

ประโยคนั้นยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเกเบรียล ไม่เว้นแม้กระทั่งตอนที่เขาเพิ่งตื่นนอน ดวงตาสีทองเหม่อมองเพดานห้องสีขาวสะอาด ประดับลวดลายวิจิตรงามตา ก่อนจะเบนไปยังนาฬิกาพรายน้ำเรือนใหญ่ซึ่งแขวนอยู่บนผนังห้องบอกเวลาเช้ามืด เสียงนกร้องแว่วหวานดังมาจากภายนอกหน้าต่าง เกเบรียลชันตัวลุกขึ้นนั่งช้าๆ แล้วเอื้อมมือไปเปิดโคมไฟหัวเตียง แสงไฟสีเหลืองนวลส่องสว่างท่ามกลางความมืดภายในห้อง เทวทูตหนุ่มมองไปยังโต๊ะไม้ข้างเตียง ดอกแสงจันทร์ดอกน้อยวางนิ่งอยู่บนนั้น

“ฤดูใบไม้ผลิงั้นเหรอ...”

เกเบรียลพึมพำในขณะที่เอื้อมมือไปหยิบดอกไม้สีขาวขึ้นมาพิจารณา ดวงตาสีทองหลุบมองกลีบเล็กๆ ที่ยังคงมีละอองสีทองแตะแต้มแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือก หลังจากที่ฮอร์คเอ่ยคำนั้นออกมาก็ไม่ได้พูดอะไรอีก และแน่นอนว่าเขาเองก็ไม่ได้ถามความหมายของสำนวนนั้นแม้ว่าภายในใจจะสงสัยมากแค่ไหนก็ตาม เกเบรียลคิดว่าบางทีตัวเองอาจจะกลัวว่าคำตอบนั้นจะกลายเป็นห่วงรัดตัวเขาไว้...

...รัดเอาไว้จนอาจจะยอมละทิ้งความตั้งใจเดิมไป

“เจ้าอสูรป่าเถื่อน งี่เง่า!

อัดอั้นตันใจจนต้องสบถด่าอีกฝ่ายเพื่อระบายอารมณ์ที่คั่งค้างอยู่ภายใน เกเบรียลผุดลุกขึ้นจากเตียงนุ่ม จะให้เขานอนต่อก็คงหลับไม่ลงในเมื่อเรื่องของฮอร์คและคำพูดของอีกฝ่ายยังคงค้างคาอยู่ภายในใจ เทวทูตหนุ่มเดินตรงไปยังตู้เสื้อผ้า ก่อนจะเลือกหยิบชุดที่ดูเรียบง่ายออกมาชุดหนึ่ง จะว่าไปแล้วเขายังทึ่งไม่หาย ทันทีที่ฮอร์คบอกว่าจะจัดการเรื่องเสื้อผ้าให้ ตอนแรกก็คิดว่าคงจะเป็นเสื้อผ้าของอีกฝ่ายให้เขายืมใส่ แต่ที่ไหนได้ เสื้อผ้าที่นำมาให้เขานั้นดูใหม่มากราวกับไม่เคยถูกใครสวมใส่เลยแม้แต่น้อย และที่น่าประหลาดใจไปมากกว่านั้นคือมันมีขนาดที่พอดีกับตัวเขาราวกับสั่งตัด

นี่คงไม่ได้สั่งตัดจริงๆ หรอกใช่ไหม? เวลาวันเดียวคงไม่พอที่จะตัดเสื้อผ้าหลายชุดขนาดนี้ได้ ซ้ำยังไม่มีใครมาวัดตัวเขาสักหน่อย อา...ดูเหมือนว่าเขาจะคิดเยอะเกินไปเสียแล้ว

เกเบรียลสั่นศีรษะเบาๆ ไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำและจัดการชำระร่างกาย ใช้เวลาไม่นานนักก็เสร็จเรียบร้อยดี แต่ครั้นจะให้เขาอยู่เฉยๆ ในห้องก็ดูจะน่าเบื่อไปนิด อีกอย่างเมื่อคืนระหว่างทางที่จะเข้าไปในป่าดอกแสงจันทร์ เขาเห็นข้างทางมีสวนดอกไม้ซึ่งมีชุดโต๊ะเก้าอี้ไว้ให้นั่งพักผ่อนหย่อนใจด้วย เช้าๆ แบบนี้อากาศยังไม่ร้อนเท่าไหร่ ออกไปสูดอากาศข้างนอกก็ถือว่าไม่เลวนัก

เมื่อตัดสินใจได้แล้วเกเบรียลจึงเดินออกจากห้องพักของตนเองไป โดยมีจุดมุ่งหมายเป็นสวนดอกไม้ท้ายคฤหาสน์ ท้องฟ้าภายนอกยังคงมืดสลัวเนื่องจากพระอาทิตย์ยังไม่ทันขึ้น แต่ก็ไม่ได้มืดจนถึงขนาดที่ว่ามองไม่เห็นทาง เกเบรียลใช้เวลาเดินเพียงครู่เดียวก็มาถึงจุดหมายที่ต้องการ แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้เป็นคนเดียวที่อยากออกมานั่งทอดกายปล่อยใจสูดอากาศที่นี่

“อ้าวเกเบรียล เจ้าตื่นเช้าเหมือนกันนี่”

“ท่านลุงฮาร์นก็ตื่นเช้าเหมือนกันขอรับ” เกเบรียลเอ่ยทัก ก่อนที่ผู้สูงวัยกว่าจะกวักมือเรียกแล้วเอ่ยเชื้อเชิญให้เขานั่งลงตรงข้ามกับตนเอง

“มานั่งนี่สิ เจ้ารังเกียจไหมถ้าคนแก่อย่างข้าอยากจะหาเพื่อนคุยหน่อย”

“ข้ายืนดีขอรับ” เกเบรียลยิ้มรับพลางทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับฮารัส

“ก่อนอื่นข้าต้องขอบคุณเจ้า”

“เอ๋? ท่านจะขอบคุณข้าเรื่องอะไรขอรับ” เกเบรียลมีสีหน้างุนงงอย่างเห็นได้ชัด “ข้ายังไม่ทันได้ทำอะไรเลย”

“ไม่หรอก เจ้าทำ” ฮารัสหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวขยายความ “เจ้าทำให้ฮอร์คกลับบ้านในรอบสิบปีเชียวนะ เจ้านั่นออกจากบ้านไปตั้งแต่สิบแปด จะว่าไป...ก็ช่วงที่เกิดเหตุกับดัซนั่นแหละ เจ้าคงรู้แล้วสินะ”

“ขอรับ เซ็ปเล่าให้ข้าฟังคร่าวๆ แล้ว”

“ฮอร์คน่ะ เป็นพวกทะเยอทะยาน ชอบการต่อสู้เป็นชีวิตจิตใจแถมยังหัวดื้อใครเตือนอะไรก็ไม่ค่อยฟัง”

“เขาเป็นจอมเผด็จการ” เกเบรียลหลุดปากออกมาก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอด่าลูกชายให้ผู้เป็นพ่อฟัง “ข้าขอโทษท่านด้วย พอดีข้าลืมตัวไปนิด”

“ไม่เป็นไรๆ ก็อย่างที่เจ้าว่านั้นแหละนะ” ฮารัสหัวเราะร่วนก่อนจะกล่าวต่อ “แต่พอเกิดเหตุกับดัซก็ดูเหมือนว่านั่นจะเป็นบทเรียนชิ้นใหญ่ให้กับฮอร์คได้ดีทีเดียว จริงๆ แล้วข้าโกรธนะที่ความมุทะลุของเจ้านั่นทำให้ดัซพลอยโดนลูกหลงไปด้วย แต่พอรู้ว่าอสูรตนที่ทำร้ายดัซโดนฮอร์คฉีกแขนไปข้าก็คิดว่าในใจของเจ้านั่นคงเจ็บและโทษตัวเองอยู่ตลอดเวลาแน่ๆ ไม่งั้นคงไม่หนีออกไปอยู่คนเดียวหรอก”

“ฮอร์คบอกข้าว่าที่เขาออกจากบ้านใหญ่มาเพราะท่านต้องการให้เขาเป็นผู้สืบทอดตำแหน่ง”

“นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนคือฮอร์คไม่อาจทนอยู่ร่วมกับดัซได้ ข้าคิดว่าดัซคงเป็นเหมือนตัวย้ำเตือนให้นึกถึงความผิดของตัวเองซ้ำๆ น่ะนะ เลยเลือกที่จะหนีไปอยู่เงียบๆ คนเดียวดีกว่า”

“เขาเป็นพวกคิดมากมากกว่าที่แสดงออกจริงๆ สินะ...” เกเบรียลโคลงศีรษะเบาๆ

“ฮอร์คจะคิดมากเฉพาะกับคนที่เขาใส่ใจ” เอ่ยมาถึงตรงนี้ฮารัสก็ผุดรอยยิ้มกว้าง “อย่างเจ้าก็เช่นกันเกเบรียล”

“ข้า?”

“ใช่ เจ้านั่นแหละ”

“ข้าคิดว่าข้าไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่” เกเบรียลยิ้มแหย ก่อนที่ฮารัสจะกล่าวต่อไป

“นานมากแล้วที่ข้าไม่เห็นฮอร์คกระวนกระวายใจเรื่องใครคนอื่นเลยนอกจากดัซกับเทวทูตน้อยตนนึงที่เป็นเพื่อนสมัยเด็ก แต่เจ้าก็ทำให้เขาหลุดท่าทีนั้นต่อข้าได้”

“เพื่อนสมัยเด็ก เทวทูต?”

แทนที่เกเบรียลจะสนใจว่าตัวเองทำให้ฮอร์คกระวนกระวายเช่นไร เจ้าตัวกลับพุ่งเป้าไปที่เรื่องอื่นเสียอย่างนั้น คิ้วเรียวขมวดมุ่น ฮอร์คไม่เคยบอกเขาเลยว่าเคยมีเพื่อนสมัยเด็กเป็นเทวทูต

“ใช่...เทวทูตตัวน้อยที่แอบลงมาเล่นในแดนอสูร” ฮารัสว่าพลางหลับตาลงราวกับจะหวนคิดถึงความหลัง “ฮอร์คไปเจอเทวทูตน้อยตนนั้นที่ป่าดอกแสงจันทร์ด้านหลังคฤหาสน์ ก่อนที่จะพามาขออนุญาตข้าพักอยู่ด้วยเป็นเดือนแน่ะ”

“ข้าไม่เคยรู้เรื่องนี้ เขาไม่เคยบอกข้า” มิน่าล่ะ เจ้านั่นถึงดูจะรู้รายละเอียดเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์เขาเสียเหลือเกิน

“อาจจะเพราะไม่อยากพูดถึง ส่วนหนึ่งข้าว่าเขาคงโกรธที่จู่ๆ อีกฝ่ายก็หายไปโดยไม่ร่ำไม่ลา”

“ทำไม?...”

“คงเพราะว่าเทวทูตน้อยตนนั้นเป็นฤดูใบไม้ผลิคนแรกของฮอร์คล่ะมั้ง” อีกแล้ว คำๆ นี้อีกแล้ว เกเบรียลขมวดคิ้วมุ่น ก่อนที่จะชะงักไปเมื่อฮารัสเอ่ยต่อราวกับไม่รับรู้ถึงท่าทีที่ผิดปกติไปของเขา “จะว่าไปแล้วเจ้าเองก็มีส่วนคล้ายกับเทวทูตน้อยตนนั้นอยู่เหมือนกันนะเกเบรียล มิน่าเจ้าฮอร์คถึงได้รู้สึกเช่นนี้กับเจ้า”

เกเบรียลรู้สึกว่าภายในใจมีอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างที่อัดแน่นคล้ายกับ...ไม่พอใจ

“ท่านลุงฮาร์น ข้าขอถามอะไรบางอย่างได้หรือไม่”

“ได้สิ เจ้าอยากถามอะไรข้าล่ะ”

“ข้าสงสัยมานานแล้ว คำว่าฤดูใบไม้ผลิมันหมายถึงอะไรกันแน่”

“ฤดูใบไม้ผลิ พูดกันตามตรงก็คือช่วงเวลาที่ดอกไม้ต่างพากันผลิดอกบานสะพรั่ง...” ฮารัสเว้นช่วงไปเล็กน้อย ดวงตาสีดำสนิทของผู้สูงวัยปรายมองเทวทูตหนุ่มตรงหน้าก่อนจะผุดรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “แต่ถ้าหากอธิบายเป็นสำนวนในแดนอสูร มันเปรียบเสมือนกับความรู้สึก รักใครสักคนที่เริ่มผลิบานในใจ”

“...”

“แล้วเจ้าล่ะ รู้ตัวไหมเกเบรียล ว่าตอนนี้เจ้าเป็นฤดูใบไม้ผลิของใคร”

 

เป็นฤดูใบไม้ผลิของใครงั้นเหรอ...

เกเบรียลครุ่นคิดในขณะที่ตักอาหารในจานเข้าปาก ดวงตาสีทองดูจมอยู่กับความคิดของตนเองจนไม่รู้ตัวว่าบริเวณมุมปากเลอะซอสเป็นรอยเล็กๆ ตอนนี้ในหัวของเขามีเพียงประโยคคำถามของฮารัสเท่านั้น เขาเป็นฤดูใบไม้ผลิของใคร ของใครงั้นเหรอ...?

พลันคำพูดสองประโยคก็ลอยเข้ามาในหัว แม้ผู้พูดจะเป็นคนละคน ทว่ารูปประโยคกลับมาในทิศทางเดียวกัน

 

เพราะเกเบรียลเป็นฤดูใบไม้ผลิของฮอร์คยังไงล่ะเซเรีย

เพราะเจ้าคือฤดูใบไม้ผลิของข้าไงเกล

 

เดี๋ยวนะ อย่าบอกนะว่านี่มัน...!

“กินยังไงให้เลอะ” เสียงแหบต่ำแฝงแววดุมาพร้อมกับสัมผัสแผ่วเบาบริเวณมุมปาก เกเบรียลสะดุ้งโหยงแล้วหันกลับไปมองด้วยใบหน้าตื่นๆ ที่ขึ้นสีจัดจนฮอร์คถึงกับขมวดคิ้วใส่ด้วยความงุนงง “เจ้าเป็นอะไรอีกน่ะ?”

“ทะ ทะ ทำอะไร!

“ต่อยหน้าเจ้าอยู่มั้ง” ฮอร์คประชดก่อนจะกล่าวต่อ “ก็เห็นอยู่ว่าเช็ดปากให้ เจ้านี่ท่าจะบ้า”

“ไม่ต้อง ข้าจัดการเองได้”

“เออๆ ไม่เห็นต้องทำหน้าจริงจังแบบนั้นเลย” ฮอร์คเอ่ยตัดบทในขณะที่ยกปลายนิ้วซึ่งใช้เช็ดปากเกเบรียลไปเมื่อครู่ขึ้นเลียน้ำซอสเข้าปากด้วยท่าทางที่ราวกับกำลังทำเรื่องปกติธรรมดา แต่คนมองอย่างเกเบรียลเห็นแล้วกลับหน้าร้อนฉ่าจนเผลอตวาดออกไป

“ทำบ้าอะไรของเจ้า ผ้าเช็ดปากก็มีทำไมไม่เช็ด เจ้าจะ...จะเลียทำบ้าอะไรฮะ!

“เฮ้ย แล้วเจ้าจะโวยวายอะไรเนี่ย”

“ก็เจ้า ก็เจ้า...!

“ฮ่าๆๆ พวกเจ้านี่ตลกกันจริงๆ” ดัลลัซซึ่งนั่งชมเรื่องราวสนุกๆ อยู่ฝั่งตรงข้ามถึงกับกลั้นหัวเราะไม่ไหวอีกต่อไป เสียดายที่ท่านพ่อเขาไม่ว่างลงมาร่วมมื้อเช้าด้วย ไม่งั้นเขาคงได้มีพรรคพวกคอยร่วมหัวเราะกับเหตุการณ์น่ากระอักกระอวนนี้ด้วยแล้ว

“เจ้าน่ะเงียบไปเลยดัซ” ฮอร์คเงยหน้าขึ้นคาดโทษน้องชาย ก่อนจะคิ้วกระตุกเมื่ออีกฝ่ายย้อนกลับมา

“ข้าจะเงียบได้ยังไงให้เมื่อเห็นเจ้ากับเกเบรียลจีบกันอยู่แบบนี้”

“จะ จีบบ้าจีบบออะไรกัน” เกเบรียลเอ่ยแย้งก่อนจะพยายามตีใบหน้าให้เรียบนิ่งไม่แสดงอาการใดๆ “พี่เจ้ามันหาเรื่องข้าอยู่ต่างหากล่ะ”

“ข้าว่าข้ายังไม่ได้หาเรื่องอะไรเจ้าเลยนะ”

“ก็เจ้า...โอ๊ย ข้าไม่พูดกับเจ้าแล้ว!” เกเบรียลตัดบท เทวทูตหนุ่มพยายามอย่างมากที่จะไม่ยกมือขึ้นทึ้งศีรษะตัวเองด้วยความอัดอั้น สถานการณ์มันคงจะดีกว่านี้ถ้าเขาไม่ไปรับรู้อะไรแปลกๆ มาจากคนรอบกายฮอร์คจนเก็บมาคิดไปไกล ไม่หรอก มันคงไม่ใช่อย่างที่เขาคิดหรอกน่า พวกเขาสองคนทะเลาะกันออกบ่อย จะเอาเวลาที่ไหนมารู้สึกระ ระ...

อ๊าก!...ให้ตายก็ไม่กล้าพูดเลยจริงๆ

“ไม่เอาน่า นี่ข้าไปทำอะไรให้เจ้าไม่พอใจกันฮะ หรือโกรธที่ข้าเช็ดปากเจ้า รังเกียจข้าขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย?”

“ไม่...อันที่จริงก็ใช่ แต่ก็ มะ ไม่ได้...” เกเบรียลอ้าปากพะงาบๆ ด้วยไม่รู้จะอธิบายเช่นไรดี ท่าทีสับสนนั้นทำให้ดัลลัซที่เฝ้ามองอยู่ตลอดเวลาถึงกับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้งจนเกเบรียลหน้ามุ่ยลงไปถนัดตา

“โอยยย ให้ตายสิ พวกเจ้าทำข้าขำจนปวดกรามไปหมดแล้ว”

“ดัซ เจ้าเลิกหัวเราะเกลสักที”

“ฮ่าๆๆ ข้าหัวเราะพวกเจ้าทั้งคู่นั่นแหละ”

ดัลลัซยังคงไม่หยุดขำ และถึงแม้ว่าฮอร์คจะไม่ค่อยพอใจนักแต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกไปอีก อสูรหนุ่มหันกลับมามองคนข้างกาย เกเบรียลเอาแต่ก้มหน้าก้มตามองจานอาหารโดยไม่ยอมสบตาเขาเลยสักนิด หรือว่า...

ฮอร์คเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อพอจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จะว่าไปแล้วเมื่อคืนนี้เขาเองไม่ใช่เหรอที่เป็นฝ่ายสารภาพความรู้สึกของตนเองกับอีกฝ่ายไปน่ะ แต่ว่า...เกเบรียลไม่รู้ความหมายนั้นนี่นา ยกเว้นแต่ว่าจะมีใครบอก คิดมาถึงตรงนี้คิ้วเข้มก็ขมวดมุ่น ดวงตาสีดำสนิทตวัดมองดัลลัซวูบหนึ่งด้วยความสงสัย แต่ดัลลัซที่เห็นสายตาแบบนั้นของเขากลับยกมือขึ้นปฏิเสธทันทีทันใด

งั้นใครกัน?

“เกล”

“อะ อะไร...”

“เมื่อเช้าเจ้าได้ไปคุยกับใครมาหรือเปล่า” ฮอร์คเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมาพลางยื่นปลายนิ้วเกี่ยวปอยผมสีเงินที่ร่วงลงมาละข้างแก้มเกเบรียลขึ้นทัดหูอีกฝ่าย ตอนนั้นเองที่อสูรหนุ่มสังเกตว่าใบหูของเกเบรียลขึ้นสีแดงจัดอย่างเห็นได้ชัด

“คุย...กับพ่อเจ้ามา” เกเบรียลว่าพลางขยับตัวหลบสัมผัสอีกฝ่าย ดวงตาสีทองมองสบก่อนจะแสร้งเบนหนีแล้วกล่าวต่อ “เจ้าเลิกยุ่มย่ามกับผมข้าเสียที”

“คุยเรื่องอะไร” ฮอร์คทำเป็นไม่สนใจท่าทีของเกเบรียลแล้วถามต่อไป ทว่าคำถามนั้นของเขากลับทำให้เทวทูตหนุ่มยิ่งหน้าแดงจัดเข้าไปอีก

“ระ เรื่องทั่วไป”

“อ๋อ...งั้นเหรอ” ฮอร์คหรี่ตาอย่างไม่อยากจะเชื่อเท่าไหร่ แต่ถ้าเกเบรียลไม่อยากจะพูด งั้นเขาก็จะทำเป็นว่าอีกฝ่ายยังไม่รู้แล้วกันว่าเขารู้สึกยังไงด้วย อสูรหนุ่มยักไหล่แล้วเปลี่ยนเรื่องใหม่ “ว่าแต่ข้าบอกเจ้าหรือยังว่าจะเปลี่ยนกำหนดการกลับน่ะ”

“เจ้าหมายถึงอะไร” คราวนี้เกเบรียลหันมองหน้าเขาด้วยแววตางุนงงอย่างเห็นได้ชัด

“ตอนแรกว่าจะกลับเที่ยงนี้ แต่ข้าเปลี่ยนใจจะค้างอีกคืน”

“ข้านึกว่าเจ้าอยากจะรีบกลับบ้าน?”

“ก็ใช่ แต่เพราะเจ้านั่นแหละ”

“อะไรวะ เพราะข้าอีกแล้ว?!” เกเบรียลขึ้นเสียงสูงอย่างไม่อยากจะเชื่อ ดวงตาสีทองหรี่ลงอย่างหงุดหงิดในขณะที่เค้นคอถามอสูรหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ “ไหนเจ้าลองบอกข้ามาสิว่าข้าไปทำอะไรให้เจ้าอีก”

“ความลับ”

“เอ๊ะ!

“ข้าขอตัวก่อน เจ้าก็นั่งกินต่อ ไม่ต้องตามมาหรอก” ฮอร์คว่าก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องอาหารไป โดยไม่ลืมที่จะตบหัวเกเบรียลเบาๆ ด้วยความเอ็นดู

“นานแล้วที่ข้าไม่ได้เห็นฮอร์คเอาใจใส่ใครขนาดนี้” ดัลลัซที่เงียบไปนานพูดขึ้นบ้าง อสูรหนุ่มคลี่ยิ้มในขณะที่ดวงตาสีดำสนิทไม่ต่างจากผู้เป็นพี่ชายมองสบกับเกเบรียลซึ่งนั่งอยู่ตรงข้าม “ความจริงเจ้านั่นคงอยากจะเปิดตูดพาเจ้าหนีกลับบ้านเต็มแก่ แต่แค่เพราะใครบางคนบอกให้เอาดอกแสงจันทร์กลับไปปลูกที่บ้านด้วยก็ถึงกับละทิ้งความต้องการของตัวเองโดยไม่เสียเวลาคิด”

“เดี๋ยวนะ...นี่เจ้ากำลังพูดถึงเรื่องอะไรกัน แล้วรู้ได้ไง?” เกเบรียลขมวดคิ้วมุ่น จะว่าไปแล้วเมื่อคืนเขาก็พูดแบบนั้นไปจริงๆ ว่าอยากให้ฮอร์คเอาต้นดอกแสงจันทร์กลับไปปลูกที่บ้าน แต่ดัลลัซรู้ได้อย่างไร ในเมื่อบริเวณนั้นมีเพียงพวกเขาแค่สองคนเท่านั้น

“ถ้าข้าบอกแล้วเจ้าอย่าเอาไปบอกฮอร์คล่ะ” ดัลลัซขยิบตาราวกับจะโปรยสเน่ห์ใส่เขา ทว่าเกเบรียลกลับไม่ได้รู้สึกอะไรกับท่าทีนั้นเลยสักนิด เทวทูตหนุ่มเอาแต่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดรอฟังคำตอบจนดัลลัซหัวเราะเบาๆ “ข้าแอบได้ยินฮอร์คพูดกับคนสวนเมื่อเช้า บอกว่าเจ้าอยากได้ต้นแสงจันทร์กลับไปปลูกที่บ้าน”

“แล้วไง ข้าไม่เข้าใจ” ถึงอย่างนั้นมันจำเป็นต้องเสียเวลาพักค้างอีกคืนด้วยเหรอ?

“เพราะว่าหากขุดต้นดอกแสงจันทร์ในช่วงเวลาอื่นที่ไม่ใช่ตั้งแต่ตอนเที่ยงคืนเป็นต้นไปมันจะตายเอาน่ะสิ” ดัลลัซเอ่ยเฉลยราวกับรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เกเบรียลสบตากับอีกฝ่ายเพียงชั่วครู่ก่อนจะเบนหลบ สายตาของดัลลัซราวกับมองทุกอย่างในใจเขาทะลุปรุโปร่ง

...แบบนี้มันน่าอันตรายเกินไปแล้ว!

“ข้าก็แค่พูดไปอย่างนั้น พี่เจ้าจริงจังเกินไป”

“ฮอร์คจริงจังกับคำพูดของเจ้า เพราะเจ้าเป็นฤดูใบไม้ผลิของเขาไงล่ะ” ดัลลัซยังคงกล่าวต่อ “และก็ดูเหมือนว่าเจ้าจะรู้ความหมายของคำคำนี้แล้วสินะ”

“เจ้าจะพูดอะไรกับข้ากันแน่ดัซ”

ในที่สุดเกเบรียลก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เทวทูตหนุ่มรู้สึกหงุดหงิดเต็มแก่กับการพูดจาวกไปวนมาเป็นปริศนาของดัลลัซ ราวกับอีกฝ่ายอยากเล่นสนุกกับเขาโดยการใช้ความรู้สึกสับสนของเขาเป็นเครื่องมือ ให้ตายสิ! ครอบครัวนี้มันร้ายกาจกันจริงๆ พับผ่า!

“ข้าก็แค่...” ดัลลัซลากเสียงยาวในขณะที่ดวงตาสีดำสนิทหรี่ลงอย่างเจ้าเล่ห์ มุมปากกระตุกรอยยิ้มที่เกเบรียลมองแล้วรู้สึกคันไม้คันมืออยากฟาดปากหมอนี่เต็มแก่แต่กลับต้องหักห้ามใจเอาไว้ “...อยากรู้ความรู้สึกเจ้าที่มีต่อพี่ชายข้าบ้าง”

“ข้าไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องบอกความรู้สึกของข้ากับเจ้า”

“อา...เจ้าตอบแบบนี้ข้ารู้สึกเหมือนโดนหักหน้าชะมัด” ถึงจะพูดเหมือนเสียใจ แต่ใบหน้าของดัลลัซกลับไม่ได้ดูเสียใจอย่างปากว่าเลยสักนิด กลับกันมันดูราวกับว่าเขากำลังสนุกอยู่ด้วยซ้ำ

“ถ้าเจ้ายังไม่เข้าเรื่องอีกล่ะก็ หน้าเจ้าคงโดนข้า หักเข้าให้จริงๆ”

“ใจเย็นๆ น่า ข้าก็แค่รักพี่ชายข้ามากเท่านั้น” ดัลลัซกล่าวต่ออย่างใจเย็น “ฮอร์คที่ภายนอกดูโผงผางป่าเถื่อนแต่จริงๆ แล้วภายในเจ้านั่นอ่อนไหวจะตาย ดูได้จากข้านี่แหละ พอเป็นต้นเหตุทำให้ข้าตาบอดก็รู้สึกผิดจะเป็นจะตายจนไม่กล้ามองหน้าข้า ถึงขนาดย้ายหนีออกไปอยู่ตัวคนเดียว ข้ากล้าพูดได้เลยว่าถ้าฮอร์คให้ความสำคัญกับใครเจ้านี่จะทุ่มให้สุดตัว เพราะฉะนั้น...ข้าจึงรู้สึกหงุดหงิดมากถ้าเห็นว่าคนที่พี่ข้าทุ่มเทให้เป็นฝ่ายทำให้พี่ข้าเสียใจ”

“เจ้ากำลังขู่ข้า?”

“ไม่ ข้าไม่ได้ขู่เจ้า” ดัลลัซส่ายหน้าก่อนจะยิ้ม “ข้าแค่อธิบายให้เจ้าฟัง เพราะข้าไม่อยากเห็นพี่ข้าทำหน้าหมดอาลัยตายอยากเหมือนตอนนั้น”

“ตอนไหน ตอนที่เจ้าบาดเจ็บ?”

“ไม่ ก่อนหน้านั้น...” ดัลลัซจ้องหน้าเกเบรียลนิ่ง “ตอนที่เพื่อนคนนึงทิ้งเขาไปโดยไม่ล่ำลา”

หรือนั่นจะหมายถึงเทวทูตน้อยที่ฮารัสเล่าให้เขาฟังเมื่อเช้า?

เกเบรียลขมวดคิ้วแน่น ด้วยอะไรหลายๆ อย่างทำให้เขาชักอยากจะรู้แล้วสิว่าเทวทูตตนนั้นเป็นใครและสำคัญกับฮอร์คมากขนาดไหนกัน คงไม่ใช่ว่า...เจ้าอสูรบ้านั่นมองเขาเป็นตัวแทนของเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ที่ทิ้งไปหรอกนะ

บ้าเอ๊ย หงุดหงิดชะมัด!

“ข้าไม่อยากมานั่งฟังอดีตของพี่ชายเจ้าหรอกนะดัซ” เกเบรียลรวบช้อนวางข้างจานเป็นการบอกนัยๆ ว่าต้องการจบบทสนทนานี้แล้ว เทวทูตหนุ่มผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วปรายตามองดัลลัซซึ่งยังคงนั่งอยู่กับที่ “ถ้าเจ้าไม่มีอะไรจะพูดนอกจากเรื่องนี้ ข้าขอตัวก่อนแล้วกัน”

เกเบรียลกล่าวจบก็หันหลังเดินจากมาทันที รู้หรอกว่าทำแบบนี้เสียมารยาท แต่จะให้เขาทนนั่งฟังแล้วโดนดัลลัซปั่นหัวต่อแบบนั้นก็ไม่ไหวเหมือนกัน

“เกบรียล” ทว่าเสียงเรียกจากด้านหลังกลับทำให้เขาชะงักไป เสียงดัลลัซยังคงเอ่ยต่อแม้ว่าเขาจะหันหลังให้อีกฝ่ายก็ตาม “ข้ารู้ว่าสิ่งที่ข้าขอมันเห็นแก่ตัว โดยเฉพาะเมื่อข้าไม่รู้ว่าเจ้าคิดอย่างไรกับพี่ข้า แต่ว่า...ได้โปรดอย่าทิ้งเขาไปอีกเลย”

“เจ้าพูดเหมือนกับว่าข้าเคยทิ้งเขามาก่อน”

“ข้า...”

“แม้ว่าเพื่อนในอดีตของฮอร์คจะเป็นเทวทูตเช่นข้า แต่ข้าก็ไม่ใช่ตัวแทนของใคร...” ในขณะที่พูดนั้นเกเบรียลรู้สึกว่าภายในใจปวดหนึบจนอยากจะสบถออกมาดังๆ เทวทูตหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วกล่าวต่อ “อย่าเอาความคาดหวังเจ้ามายัดใส่ตัวข้า อีกอย่าง...เจ้าไม่คิดเหรอดัซ ว่าจริงๆ แล้วบางทีความรู้สึกที่ฮอร์คมีต่อข้า อาจเพราะเขาเห็นข้าเป็นเงาของใครบางคน”

เกิดความเงียบอันน่าอึดอัดรายล้อมพวกเขาทั้งคู่ ดัลลัซไม่ได้ตอบอะไรกลับคืนมาและนั้นก็เป็นสัญญาณว่าบทสนทนาในครั้งนี้จบลงแล้ว เกเบรียลถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะเดินจากไปตามความตั้งใจแรกของตนเอง และถึงแม้ว่าใบหน้าของเขาจะเรียบนิ่งปราศจากอารมณ์ใดๆ แต่ฝ่ามือกลับสั่นระริก เกเบรียลกำมือตนเองแน่นเพื่อระงับมันไว้จนปลายเล็บจิกลงบนผิวเนื้อจากการกระทำนั้น

เจ็บไหม...

เขาได้แต่ถามตัวเอง ก่อนที่จะได้รับคำตอบกลับคืนมาในเวลาไล่เลี่ยกัน ใช่...มันเจ็บ แต่เขากลับเจ็บใจมากกว่าเมื่อคิดไปว่าตัวเองก็แค่เงาของใครอีกคนสำหรับฮอร์ค

เป็นความรู้สึกที่...น่าโมโหจริงๆ!

-------------------------------------

แจ็ค ทอร์ค

โอ๋เอ๋นะคะหนูเกล อย่าเพิ่งคิดไปเอง ไปคุยกับท่านฮอร์คให้รู้เรื่องก๊อนนนนน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

169 ความคิดเห็น

  1. #131 baekbow (@baekbow) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2560 / 10:19
    ตายละ งานดราม่ามาก่อนงานฟินแฮะ บางทีฮอร์คควรเล่าเรื่องเพื่อนคนนั้นให้เกลฟังนะ
    #131
    0
  2. #103 sehun-hunhan (@hunhan-sehun) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 / 21:28
    หนูเกลลลลล เทวทูตน้อยตนนั้นก็หนูนั่นแหละ นึกสินึกๆ
    #103
    0
  3. #71 eveATK (@evezaka) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 มีนาคม 2560 / 14:48
    มีความหึงตัวเองในอดีต
    #71
    0
  4. #22 urnurn (@annika1234) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2559 / 12:12
    งอนแล้ว แต่แอบคิดว่ารักแรกคือเกลนั่นแหละแต่ถ้าไม่ใช่คือเคืองเหมือนกัน 555
    #22
    0
  5. #16 Tanee Lov (@baitong_55) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2559 / 20:35
    เกลก็คือเทวฑูตตนนั้นไงงง นึกดีๆสิ นึกดีๆ
    #16
    1