ตอนที่ 10 : บทที่ 9 เพราะเจ้าคือฤดูใบไม้ผลิของข้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 761
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    31 ก.ค. 59

บทที่ 9

เพราะเจ้าคือฤดูใบไม้ผลิของข้า

 

ฮอร์คเคยบอกเขาอยู่ว่าญาติตัวเองมีเยอะแยะยิบย่อยจนบอกไม่หมด เดิมทีเกเบรียลคิดว่าอสูรหนุ่มก็แค่พูดเกินจริงไปเท่านั้น แต่เมื่อได้มาเห็นจริงๆ แล้วเขาก็ต้องเปลี่ยนความคิดทันที แต่แรกเขาคิดว่าวันรวมญาติคงไม่มีอะไรมากไปกว่าการทานอาหารเย็นร่วมโต๊ะอาหารและพูดคุยสารทุกข์สุกดิบ ทว่า...

ดวงตาสีทองทอดมองงานเลี้ยงขนาดย่อมตรงหน้าแล้วลอบถอนหายใจ ญาติของฮอร์คเยอะจนไม่อาจทำเพียงแค่รับประทานอาหารร่วมโต๊ะธรรมดาๆ ได้ หรือไม่งั้นโต๊ะตัวนั้นก็ต้องใหญ่พอที่จะจุอสูรนับร้อยโดยประมาณได้น่ะนะ เกเบรียลคิดพลางชะเง้อคอมองหาฮอร์คซึ่งถูกฮารัสลากตัวไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อน ก่อนจะเห็นว่าอสูรหนุ่มตกอยู่ในดงญาติๆ ที่พากันห้อมล้มมะรุมมะตุ้มจนน่าขัน เกเบรียลผุดรอยยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อเห็นเช่นนั้น ก่อนที่แรงกระตุกจากชายเสื้อจะหันเหความสนใจเขาไปจากร่างของฮอร์ค

“ท่านพี่เกลคะ พาข้าไปตักขนมหวานหน่อยสิ” เซเรียว่าพลางเงยหน้าช้อนตามองเขาอย่างออดอ้อนจนเกเบรียลผุดรอยยิ้มด้วยความเอ็นดู

“ดูเจ้าจะชอบขนมหวานจังนะเซเรีย” เกเบรียลว่าพลางจูงมือเธอไปยังโต๊ะตัวยาวที่จัดตั้งชั้นวางขนมหวานเอาไว้ให้ได้เลือกสรรกันตามใจชอบ “ระวังจะอ้วนเอานะ”

“ข้าไม่อ้วนหรอกค่ะ” เซเรียว่าพลางทำปากยู่ “ท่านแม่บอกว่าถึงข้าอ้วน ก็จะต้องอ้วนอย่างน่ารักแน่ๆ”

“ฮ่าๆ นั่นสินะ”

เกเบรียลหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะปล่อยให้เซเรียเลือกตักขนมหวานใส่จานตามใจชอบโดยที่เขาเองก็ยืนรออยู่ข้างๆ ตอนนั้นเองที่สัมผัสแผ่วเบาแตะลงบนหัวไหล่ เกเบรียลหันไปก่อนจะเห็นอสูรตนหนึ่งที่หน้าตาดูคล้ายฮอร์คราวกับแกะ ต่างกันตรงที่อสูรตนนี้มีผมสีดำสั้นจัดทรงเรียบร้อย ใบหน้าดูอ่อนเยาว์และมีรอยยิ้มขี้เล่นประดับบริเวณมุมปากอยู่ตลอดเวลา

“เจ้าคือเกเบรียลสินะ”

“ใช่ แล้วเจ้า...?” เกเบรียลขมวดคิ้วถามกลับอย่างสงสัย เขาถอยหลังเว้นระยะห่างจากชายตรงหน้าเล็กน้อยอย่างระวังตัว ก่อนที่อีกฝ่ายจะหัวเราะออกมาเบาๆ จนดวงตาสีดำสนิทหยีลง

“ข้าชื่อดัลลัซ เจ้าเรียกข้าว่าดัซก็ได้” ว่าพลางผุดรอยยิ้มมุมปาก “ข้าเป็นน้องชายของฮอร์ค”

“น้องชายของฮอร์ค...?” เกเบรียลทวนคำก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อคิดได้ว่านี่คือดัซที่เซ็ปและฮอร์คเคยพูดถึง แต่ว่า...ไหนใครว่าอีกฝ่ายพิการเพราะการประลองไงฮะ ไหงถึงได้ดูปกติแบบนี้กันล่ะ?

“เซ็ปเล่าเรื่องของเจ้าให้ข้าฟังหมดแล้วล่ะ และเขาก็คงเล่าเรื่องของข้าให้เจ้าฟังแล้วเหมือนกัน”

“ก็ใช่ แต่เจ้าก็ดู...ปกติดีนี่”

“ฮะๆๆ ก็นะ นี่น่ะ...”

ดัลลัซหัวเราะก่อนจะยกนิ้วขึ้นแตะดวงตาข้างซ้ายของตนเองเบาๆ และเมื่อเกเบรียลสังเกตดีๆ ก็เห็นว่าดวงตาข้างนั้นไร้แววราวกับมองไม่เห็น

ตาบอด?

“แล้วยังไง?” เกเบรียลถามออกไป เขาไม่รู้จุดประสงค์ของดัลลัซเลยสักนิดว่าต้องการจะสื่ออะไรกับตนเอง มาพูดเรื่องแบบนี้ทำไม หาเรื่องเข้าหาเขาแบบนี้มันได้ประโยชน์อะไร ดวงตาสีทองฉายแววระแวง ก่อนที่ดัลลัซจะเอ่ยไขข้อข้องใจให้เขา

“ไม่มีอะไรหรอก ข้าแค่อยากทำความรู้จักกับฤดูใบไม้ผลิของฮอร์คก็เท่านั้น”

“ฤดูใบไม้ผลิ? เจ้าพูดเรื่องอะไรน่ะ” ร้อนๆ แบบนี้เรียกฤดูใบไม้ผลิงั้นเหรอ แดนอสูรนี่ช่างเข้าใจยากเสียเหลือเกิน ว่าแต่ว่า...มันกลายมาเป็นพวกเขาคุยเรื่องดินฟ้าอากาศกันตอนไหนฮะ?

“เจ้าน่ารักดีนะ มิน่าฮอร์คถึงได้...”

“ดัซ เจ้ามาทำอะไรตรงนี้” เสียงแหบต่ำแฝงความหงุดหงิดดังขัดกลางวงสนทนา ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ซึ่งวันนี้แต่งตัวด้วยชุดสูทผ้าเนื้อดีอย่างเป็นทางการเสียจนเป็นคนละคนจะเดินเข้ามาแทรกกลางระหว่างเกเบรียลและดัลลัซ ฮอร์คปรายตามองน้องชายตนเองก่อนจะหรี่ตาลงเล็กน้อย “เจ้าคงไม่ได้พูดอะไรแปลกๆ กับเกลหรอกใช่ไหม?”

“หืม ข้าเปล่านี่ เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว” ดัลลัซปฏิเสธ แต่รอยยิ้มที่อีกฝ่ายส่งมาทำให้ฮอร์คไม่ค่อยจะไว้ใจสักเท่าไหร่นัก ซึ่งก็เป็นไปอย่างที่เขาคาดเอาไว้เมื่อดัลลัซพูดต่อ “แค่ชวนคุยเรื่องทั่วไป กับบอกว่าเขาเป็นฤดูใบไม้ผลิของเจ้าก็แค่นั้น”

“เจ้านี่มัน...!

“เฮ้ พวกเจ้าคุยอะไรกันสองคน อย่าลืมว่าข้าอยู่ด้วยสิ” เกเบรียลเอ่ยแทรกแล้วหันไปมองฮอร์คอย่างไม่เข้าใจ “อีกอย่างอะไรคือฤดูใบไม้ผลินั่นกันฮะ เห็นพูดประโยคนี้มาหลายรอบแล้ว ข้าไม่เห็นเข้าใจ”

“มันเป็นสำนวนน่ะ หมายถึง...”

“ดัซ...” ฮอร์คกดเสียงต่ำจนดัลลัซชะงักไป แต่แทนที่จะกลัวเจ้าตัวกลับหัวเราะเบาๆ แทน

“ก็ได้ๆ ข้าไม่พูดแล้วก็ได้”

เกเบรียลขมวดคิ้วมุ่น ท่าทีมีลับลมคมในของอสูรสองตนนี่ทำให้ความสงสัยในใจเขาเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่อาจห้ามได้ แต่ยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยปากอะไรออกไป ฝ่ามือเขาก็ถูกมือเล็กๆ ข้างหนึ่งจับเอาไว้แล้วออกแรงกระตุกเบาๆ เมื่อเทวทูตหนุ่มก้มหน้าลงก็เห็นเซเรียยืนถือจานใส่ขนมหวานจนพูนอยู่ข้างๆ

“ท่านพี่เกลโดนแกล้งเหรอคะ”

“ฮะ?”

“หน้าตาท่านดูเหมือนกำลังถูกแกล้งเลย” เซเรียว่าพลางปรายตามองไปยังฮอร์คและดัลลัซ “ท่านสองคนแกล้งท่านพี่เกลเหรอคะ ข้าปล่อยเขาทิ้งไว้แป๊บเดียวเองนะ แย่จริงๆ”

“ข้าเปล่าแกล้งสักหน่อย” ดัลลัซยิ้มหวาน “ก็แค่ชวนคุยธรรมดา”

“แต่สำหรับข้า เจ้ากำลังก่อกวน” ฮอร์คแย้ง

“เซเรีย ข้าถามอะไรเจ้าอย่างหนึ่งได้ไหม” เกเบรียลเมินสองพี่น้องตรงหน้าแล้วหันไปหาอสูรตัวน้อยที่ยืนอยู่ข้างกาย เทวทูตหนุ่มคลี่ยิ้มอ่อนโยนในขณะตะล่อมถามสิ่งที่สงสัยมาตั้งแต่เมื่อครู่ “สำนวนฤดูใบไม้ผลิในแดนอสูรนี่หมายถึงอะไรกันเหรอ?”

“ก็ประมาณว่ากำลังมี...”

“เซเรีย!” ฮอร์คเอ่ยเรียกชื่อเด็กสาวเสียงเข้มจนเซเรียชะงักไป ดวงตาสีเขียวมรกตของอสูรน้อยตวัดจ้องหน้าผู้เป็นพี่ก่อนจะเอ่ยถามออกไป

“ทำไมคะ”

“เพราะเกเบรียลเป็นฤดูใบไม้ผลิของฮอร์คยังไงล่ะเซเรีย” ดัลลัซกระซิบ แต่เป็นการกระซิบที่จงใจให้ทุกคนในวงสนทนาได้ยินชัดเจน

“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง”

“เซเรีย เจ้าไม่ต้องกลัวฮอร์คดุเจ้าหรอก บอกข้ามาเถอะ” เกเบรียลพยายามข่มความหงุดหงิดภายในใจแล้วเอ่ยถามเซเรียอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้เธอกลับยกนิ้วขึ้นจุ๊ปากเบาๆ แล้วตอบรับเสียงใส

“ให้ท่านพี่เป็นคนบอกท่านเองดีกว่าค่ะ”

“เจ้านี่ยอมบอกข้าซะที่ไหนล่ะ” เกเบรียลบ่นงึมงำแล้วหันไปทางฮอร์ค ใบหน้าเทวทูตหนุ่มฉายแววหงุดหงิดใจจนปิดไม่มิด “ใช่ไหมล่ะ เจ้าน่ะ”

“ไว้ถึงเวลาเดี๋ยวเจ้าก็รู้เองนั่นแหละ”

“อืม...ข้าว่าเราพักเรื่องนี้กันก่อนดีกว่า” ดัลลัซเอ่ยเสียงเบา ก่อนจะปรายตาไปทางหนึ่งแล้วยกยิ้มมุมปากอย่างนึกสนุก “ท่านอาโดมินิกพาลูกสาวคนสวยมาหาเจ้าถึงที่แล้วน่ะฮอร์ค”

“ให้ตายสิ”

เกเบรียลได้ยินฮอร์คสบถออกมาเบาๆ แต่ยังไม่ทันที่จะได้ทำอะไร เสียงตะโกนทักทายก็ดังมาก่อนตัวผู้พูดเสียอีก เกเบรียลมองตามเสียงนั้น ก่อนจะพบอสูรวัยกลางคนตนหนึ่งซึ่งน่าจะเป็น ท่านอาโดมินิกในประโยคสนทนาก่อนหน้านี้ ข้างๆ กันนั้นคืออสูรสาวท่าทางเรียบร้อยอ่อนหวาน เธอมีใบหน้ารูปไข่รับกับผมลอนสีน้ำตาลอ่อน ริมฝีปากรูปกระจับสีชมพูสวยส่งรอยยิ้มเอียงอายมาให้ฮอร์ค ในขณะที่ดวงตาสีม่วงเข้มก็ไม่ได้ละใบจากอสูรหนุ่มเลยแม้แต่น้อย

“ฮอร์ค! ดีจริงๆ ที่ข้ามาทันก่อนเจ้าจะกลับ” โดมินิกยิ้มร่าก่อนจะดันลูกสาวของตนเองมาข้างหน้า “ข้าอยากจะแนะนำดาเนียร์กับเจ้าตั้งนานแล้วแต่ยังไม่มีโอกาสเสียที นี่ เจ้าจำน้องได้หรือเปล่า เมื่อตอนเด็กๆ พวกเจ้าก็เจอกันบ่อยนะ”

“ขอโทษทีท่านอา ข้าคิดว่าข้าจำไม่ได้”

ฮอร์คตอบกลับอย่างตรงไปตรงมา ใบหน้าคมเรียบนิ่งแถมยังดูไม่มีทีท่ารู้สึกผิดเลยสักนิดแม้ว่าใบหน้าหวานสวยของดาเนียร์จะเสียไปถนัดตา โดมินิกเมื่อได้รับคำตอบแบบฝ่าซากเช่นนั้นก็ได้แต่หัวเราะแห้งๆ กระนั้นก็ยังไม่ยอมละความพยายาม ฮอร์คเป็นถึงลูกชายคนโตของผู้ปกครองเขตสาม หนึ่งในผู้สืบทอดของตระกูลหลักที่แข็งแกร่งที่สุดแบบนี้จะปล่อยให้หลุดมือไปง่ายๆ ได้อย่างไร!

“อา...ข้าเข้าใจ มันก็นานมาแล้ว เจ้าจะจำไม่ได้ก็ไม่แปลก” ว่าพลางกระแอมไอเบาๆ พร้อมรุนหลังดาเนียร์ให้เดินเข้าไปใกล้ฮอร์คอีกครั้ง “งั้นก็ถือโอกาสนี้ทำความรู้จักกันใหม่ก็ได้...”

“ขอโทษนะท่านอา พอดีข้าไม่ถนัดพูดกับคนที่ไม่คุ้นเคยเท่าไหร่” เป็นอีกครั้งที่อสูรหนุ่มปฏิเสธอย่างไม่รักษาหน้าฝ่ายหญิงเลยแม้แต่น้อย จนเกเบรียลที่เงียบฟังมานานอดเอาศอกกระทุ้งเตือนอีกฝ่ายไม่ได้

“เจ้านี่ รักษามารยาทหน่อยสิ”

“เจ้าน่ะเงียบไปเถอะ” ฮอร์คหันมากระซิบก่อนจะหันไปทางโดมินิกและดาเนียร์ที่หน้าเสียไปอย่างเห็นได้ชัด ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าตัวเองเป็นที่หมายปองของพวกตระกูลย่อย การได้เกี่ยวดองกับทายาทตระกูลหลักเช่นเขาเป็นโชคเสียยิ่งกว่าอะไรทั้งปวง

ก็รู้ว่าฟังดูหลงตัวเอง แต่แล้วไงล่ะ ใครจะปฏิเสธความจริงข้อนี้ได้ลงคอ?

“เอ๊ะ!” เกเบรียลขมวดคิ้วเมื่อโดนอีกฝ่ายตอกกลับมาเช่นนั้น เทวทูตหนุ่มหน้าบึ้งก่อนที่วินาทีต่อมาฝ่ามือของตัวเองจะถูกฮอร์คฉวยไปจับแน่นในขณะที่อสูรหนุ่มหันไปกล่าวขอตัวกับโดมินิก

“ข้ามีธุระ ขอตัวก่อนแล้วกัน ขอให้ท่านกับลูกสาวสนุกกับงานนะ”

พูดจบก็ไม่รอให้อีกฝ่ายตอบอะไรกลับมาเลยสักนิด ฮอร์คพอปัดความรับผิดชอบเสร็จก็จูงมือเกเบรียลเดินจากมาทันที อสูรหนุ่มได้ยินเสียงหัวเราะแว่วๆ ดังมาจากด้านหลัง คงไม่พ้นเจ้าพวกน้องตัวแสบดัลลัซกับเซเรีย แต่แล้วไงล่ะ เขาสนใจเสียที่ไหนกัน ขอแค่ได้ออกจากงานเลี้ยงรวมญาติน่าปวดหัวนี้ได้ก็พอแล้ว

“เฮ้ยๆ นี่เจ้าจะพาข้าไปไหนกันเนี่ย”

“เจ้าเงียบปากไว้แล้วตามข้ามาดีๆ ก็พอ”

“ให้ข้าเงียบทั้งๆ ที่จู่ๆ เจ้าก็ลากข้าออกจากงานมาแบบนี้เนี่ยนะ?!” เกเบรียลขึ้นเสียงสูงอย่างไม่อยากจะเชื่อ ดูเหมือนว่าเลือดเผด็จการของฮอร์คจะสำแดงเดชกับเขาอีกแล้วสิเนี่ย

“ข้าเบื่องานแบบนี้ น่ารำคาญ” ฮอร์คว่าพลางพาเกเบรียลเดินลัดเลาะมายังด้านหลังคฤหาสน์ โดยอาศัยแสงจันทร์สว่างในคืนเดือนหงาย “พวกญาติๆ น่ารำคาญที่เอาแต่เสนอตัวลูกสาวมาให้ข้า”

“ช่วยไม่ได้นี่ ก็นานๆ ทีเจ้าจะกลับบ้านใหญ่” เกเบรียลตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงคล้ายจะสมน้ำหน้า “แถมพอกลับมาทีก็ดันเลือกกลับมาในวันรวมญาติเอง แบบนี้เจ้าจะโทษใครกันล่ะ”

“โทษเจ้านั่นแหละ”

“เดี๋ยวนะ ข้าไม่คิดว่าทั้งหมดนี่เป็นความผิดของข้าหรอกนะ”

“เพราะเจ้านั่นแหละ ข้าถึงพลั้งปากบอกออกไปว่าจะมาบ้าน” ก็ถ้าเขาไม่ต้องการหาเรื่องรั้งเกเบรียลเอาไว้ให้อยู่คุยต่อ คงไม่เผลอพูดชวนอีกฝ่ายมาบ้านหรอก เห็นไหมล่ะว่าเหตุการณ์วุ่นวายทั้งหมดนี่มาจากเจ้านกน้อยจอมพยศตนนี้ทั้งนั้น

ฮะ...ไม่ใช่งั้นเหรอ?

ใครสนกันล่ะ!

“เจ้าพูดบ้าอะไรเนี่ย ข้าชักจะเริ่มปวดหัวแล้วนะโว้ย!

“เจ้าไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกเรื่องที่ข้าพูดหรอก”

ฮอร์คว่าในขณะที่ยังคงจูง...ไม่สิ กึ่งจูงกึ่งลากเกเบรียลไปตามทางเดิน ก่อนที่ทิวทัศน์รอบกายจะค่อยๆ เปลี่ยนไป ต้นไม้สูงใหญ่เริ่มโผล่มาให้เห็นเยอะขึ้น กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ดูเหมือนว่าตอนนี้พวกเขาทั้งคู่จะเดินเลาะเข้ามายังป่าไม้โบราณซึ่งอยู่ติดกับสวนหลังคฤหาสน์ของฮอร์คเสียแล้ว

“นี่เจ้าจะลากข้ามาฆ่าหมกป่างั้นเหรอ”

“เจ้าอย่าทำลายบรรยากาศได้ไหมเนี่ย”

“บรรยากาศอะ...”

เกเบรียลเงียบไปเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า มันเป็นลานผืนหญ้ากว้างขนาดใหญ่ที่โอบล้อมด้วยดอกไม้ป่าสีขาวสะอาด มันมีขนาดเท่าฝ่ามือเด็ก กลีบดอกห้าแฉกแย้มกว้างเผยให้เห็นเกสรสีทองภายใน เปล่งประกายระยิบระยับยามต้องแสงจันทร์ และถ้าเกเบรียลไม่ได้ตาฝาดไป เหมือนกับว่าเขาเห็นละอองสีทองสว่างลอยละล่องขึ้นมาจากกลีบดอกไม้พวกนั้นด้วย

“ดอกแสงจันทร์ ข้าคิดว่าเจ้าน่าจะชอบ” ฮอร์คเอ่ยขึ้นมาเบาๆ ในขณะที่ดวงตาสีดำสนิททอดมองร่างของเทวทูตหนุ่มที่เดินเข้าไปพินิจพิจารณาดอกแสงจันทร์ใกล้ๆ ปลายนิ้วเรียวเอื้อมแตะกลีบดอกไม้เบาๆ ราวกับกลัวว่ามันจะบอบช้ำหากสัมผัสแรงเกินไป “จริงๆ แล้วพวกมันก็แค่ดอกไม้ป่าธรรมดา แดนน่านฟ้าของเจ้าคงมีดอกไม้ที่สวยงามกว่านี้...”

“มันก็จริงอย่างที่เจ้าพูด” เกเบรียลว่าในขณะที่ปลายนิ้วไล้กลีบดอกไม้ เทวทูตหนุ่มผุดยิ้มบาง ดวงตาสีทองฉายประกายอ่อนโยนแล้วหันมาทางฮอร์คซึ่งยืนอยู่ด้านหลังตนเอง ดวงตาทั้งสองคู่สบกันโดยไม่มีใครละไปจากใคร ก่อนที่เกเบรียลจะกล่าวต่อ “แดนน่านฟ้ามีดอกไม้ที่สวยงาม โดยเฉพาะในเขตขัตติยะที่ข้าเคยอยู่ แต่ว่า...มันสวยงามจนดูประดิษฐ์มากเกินไป หากเจ้าได้เห็นก็คงจะคิดว่ามันสวย แต่เจ้าจะไม่รู้สึกผ่อนคลายเมื่อมองมันหรอกนะ”

“แสดงว่าเจ้าชอบดอกไม้ในแดนอสูรมากกว่า?”

“ดอกแสงจันทร์ที่นี่สวยดี” เกเบรียลยิ้มรับในขณะที่หันกลับไปมองแปลงดอกแสงจันทร์ตรงหน้าแล้วทอดถอนหายใจออกมา “มองแล้วผ่อนคลายดี เจ้าน่าจะเอาไปปลูกที่บ้านมั่งนะ อ๊ะ...”

เกเบรียลอุทานออกมาด้วยความตกใจเล็กน้อยเมื่อหันกลับมาอีกทีก็พบว่าฮอร์คเดินเข้ามาชิดใกล้เขามากกว่าเมื่อครู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เทวทูตหนุ่มเงยหน้ามองอีกฝ่ายก่อนจะเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม ทว่ากลับต้องเบิกตากว้างแล้วเกร็งตัวอย่างกะทันหันเมื่ออีกฝ่ายโน้มตัวเข้ามาใกล้ ฮอร์คเอื้อมมือไปด้านหลังเขาแล้วเด็ดดอกแสงจันทร์มาดอกหนึ่ง จากนั้นจึงจับปลายผมของเกเบรียลที่ถูกเซเรียถักเป็นเปียเส้นเล็กขึ้นมา จากนั้นจึงร้อยพันก้านดอกแสงจันทร์เข้ากับปลายผมของเทวทูตหนุ่ม การกระทำแปลกๆ ซึ่งไร้ที่มาที่ไปทำให้เกเบรียลได้แต่ยืนนิ่งตัวแข็งทื่อปล่อยให้ฮอร์คได้ทำตามใจตนเอง

“มันเข้ากับเส้นผมสีเงินของเจ้า”

“ทะ ทำไม...”

“ไม่รู้สิ” ฮอร์คยักไหล่ ดวงตาสีดำสนิทจ้องเกเบรียลไม่วางตาจนเทวทูตหนุ่มชักทำตัวไม่ถูก ได้แต่แสร้งจับช่อผมของตัวเองที่มีดอกแสงจันทร์ร้อยประดับไว้ขึ้นมาดูแก้เก้อ แต่ถึงจะทำเป็นสนใจอย่างอื่น กระนั้นหูก็ยังคงได้ยินประโยคต่อมาของฮอร์คอย่างชัดเจนอยู่ดี “ข้าแค่อยาก...อ่อนโยนกับเจ้าบ้างมั้ง”

“อย่ามาตลกน่า จู่ๆ ก็...”

“เจ้าบอกว่าชอบที่นี่ งั้นจะเป็นไปได้ไหมถ้าข้าขอร้องให้เจ้าอยู่ต่อตลอดไป...”

เกเบรียลเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อจู่ๆ ฮอร์คก็พูดเช่นนี้กับตนเอง เทวทูตหนุ่มมองสบตาอีกฝ่าย ดวงตาสีดำสนิทฉายแววจริงจังไม่มีคำว่าเล่นเลยแม้แต่น้อย

“ทำไมเจ้าอยากให้ข้าอยู่ที่นี่นักนะ”

เกเบรียลเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะสะดุ้งเฮือกเมื่อปลายนิ้วของฮอร์คยกขึ้นมาแตะบริเวณผิวแก้มด้านซ้ายของตนเอง เกเบรียลตั้งท่าจะเบนหน้าหนี แต่เมื่อปลายนิ้วโป้งไล้เบาๆ ลงบนแผลเป็นของเขาอย่างอ่อนโยน ก็ราวกับทุกสิ่งทุกอย่างตกอยู่ในห้วงภวังค์ เทวทูตหนุ่มยืนนิ่งปล่อยให้ฮอร์คสัมผัสผิวแก้มเขาตามอำเภอใจ ในขณะที่สายตาก็ไม่ได้ละไปจากใบหน้าคมเข้มเลยแม้แต่น้อย

ฮอร์คเองก็จ้องเขากลับเช่นกัน เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะหนึ่งก่อนที่อสูรหนุ่มจะก้มหน้าลงมาเกือบชิดใบหูของเกเบรียล ลมหายใจอุ่นร้อนริดรดติ่งหู ก่อให้เกิดความรู้สึกแปลกๆ ยากจะอธิบาย พลันน้ำเสียงแหบต่ำก็กระซิบตอบ

“เพราะเจ้าคือฤดูใบไม้ผลิของข้าไงเกล”

คำตอบที่เกเบรียลเหมือนจะเข้าใจ แต่ก็ต้องยอมรับว่าสุดท้ายแล้วเขาไม่เข้าใจมันเลยแม้แต่น้อย...

-------------------------------

แจ็ค ทอร์ค

แฮ่...สวัสดีค่ะ มาอัพให้แล้วน้าาาา บทนี้เขียนไปก็เขินเอง 555555

ว่าแต่มีใครเดาออกไหมเอ่ยว่า "ฤดูใบไม้ผลิ" มันหมายถึงอะไรในแดนอสูรกันนะ อิอิ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

169 ความคิดเห็น

  1. #167 wonnybum (@wonnybum) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2561 / 17:15
    เขาเคยเจอกันตอนเด็กๆสินะ
    #167
    0
  2. #150 mehmehmeh (@mehmehmeh) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2560 / 23:02
    อร๊ายยยยยยิ่งอ่านยิ่งฟินฮรืออออ
    #150
    0
  3. #130 baekbow (@baekbow) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2560 / 09:55
    มีความสวีท พามาดูดอกไม้สวยแล้วสารภาพรัก ...หรือป่าวนะ เป็นฤดูใบไม้ผลิของข้า น่าจะเป็นคำสารภาพรักได้นะ 555
    #130
    0
  4. #120 Titlekaitod (@montawat10) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2560 / 22:03
    โรแมนติกมากเลยยยยย
    #120
    0
  5. #102 sehun-hunhan (@hunhan-sehun) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 / 21:15
    โรแมนติกอะฮืออออแ พี่อสูรขาาาา
    #102
    0
  6. #83 พญานก T^T (@Khaofang_17) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2560 / 13:20
    กุเขินแทนนนนน >///<
    #83
    0
  7. #21 urnurn (@annika1234) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2559 / 12:08
    โอ๊ยยยยยยยน้องเกลเค้าไม่เข้าใจภาษาอสูร บอกรักก็บอกไปตรงๆเหอะ รุกขนาดนี้แล้วอิอิ >\<
    #21
    0
  8. #15 Tanee Lov (@baitong_55) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2559 / 20:30
    เคยรู้จักกันมาก่อนสินะ
    #15
    0
  9. #14 วารีนุช อดิศวร (@lovenaya) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2559 / 09:03
    เขิลลลลตัวบิดเลย
    #14
    0
  10. #13 เอเรียล (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2559 / 17:30
    รู้สึกได้ว่ามีความโรแมนติกสูงค่ะ ไม่รู้ว่าเกลจะเริ่มเข้าใจอะไรได้มากขึ้นหรือยังนะ
    #13
    0