ตอนที่ 1 : บทนำ เทวะผู้ร่วงหล่น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2420
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 42 ครั้ง
    19 เม.ย. 59

บทนำ

เทวะผู้ร่วงหล่น

 

ในยามราตรีเงียบงัน สิ่งมีชีวิตต่างเข้าสู่ห้วงนิทราและไร้ซึ่งการรับรู้ใดๆ ทว่ากลับมีร่างหนึ่งซึ่งไม่ได้หลับใหลแฝงตัวอยู่ในเงามืด แสงจันทร์กระจ่างส่องผ่านทะลุม่านเมฆมายังบานประตูใหญ่สลักลวดลายวิจิตรตระการตาบ่งบอกถึงความสำคัญของสถานที่แห่งนี้ได้โดยไม่ต้องเอ่ยถ้อยคำใด ดวงตาสีทองกระจ่างเหลือบมองเทวะอารักษ์หกนายซึ่งยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูด้วยสายตาเรียบนิ่งไม่ระบุอารมณ์ ลำพังด้วยพละกำลังของเขาแล้ว แค่เทวทูตชั้นกลางผู้มีปีกเพียงสองคู่นั้นไม่ใช่คู่มือของเขาอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าหากใช้กำลังเข้าประหัตประหาร เห็นทีแผนการที่วางไว้คงพังเป็นแน่ เขาไม่อาจเสี่ยงให้เกิดเสียงดังใดๆ ที่ล่อให้ฝูงเทวะอารักษ์ตนอื่นเข้ามาพัวพันให้วุ่นวาย

เมื่อคิดพิจารณาจนถี่ถ้วนแล้วดวงตาสีทองจึงหลับลง ก่อนริมฝีปากจะเอ่ยพึมพำมนตราเสียงเบาอยู่ชั่วครู่ จากนั้นจึงเป่าลมตรงไปยังเหล่าเทวะอารักษ์ที่ยังคงไม่รู้ตัวว่าสถานที่ที่ตนเองเฝ้าอยู่นั้นกำลังจะถูกบุกรุกโดยใครคนหนึ่ง

“หึ...”

เสียงแค่นหัวเราะดังขึ้นเมื่อเห็นว่าเทวะอารักษ์ทั้งหกตนต่างทรุดตัวลงสลบไสลไม่ได้สติ ทันทีที่แน่ใจแล้วว่าเส้นทางสะดวกปลอดภัยดีเขาจึงได้ก้าวออกจากเงามืด ดวงตาสีทองเปล่งประกายยามต้องแสงจันทร์เป็นสิ่งเดียวที่เห็นได้เด่นชัดบนใบหน้าซึ่งถูกปิดบังด้วยผ้าคลุมสีดำ เขาก้าวตรงไปหยุดอยู่หน้าประตูบานใหญ่ ฝ่ามืออาบไล้ไปด้วยมนตราต้องห้ามซึ่งแอบเพียรฝึกฝนมาเนิ่นนานเพื่อการนี้โดยเฉพาะ สถานที่ต้องห้ามซึ่งมีไว้เฉพาะเทวะผู้นั้นเพียงตนเดียวย่อมต้องลงมนตราเคลือบเอาไว้อีกชั้น มีเพียงมนตราคู่ตรงข้ามเท่านั้นจึงจะสลายพลังเข้าไปได้ มนตราคู่ตรงข้ามที่หากฝึกพลาดไปเพียงนิดจุดจบของผู้ฝึกอาจเลวร้ายยิ่งกว่าความตาย

...แต่นั่นไม่ใช่กับเขา

ริมฝีปากภายใต้ผ้าคลุมคลี่ยิ้มเย้ยหยัน แล้วทาบมือลงบนบานประตู เกิดเสียงขึ้นเพียงครู่ก่อนสลักประตูจะถูกปลดล็อค เพียงแค่ผลักเบาๆ บานประตูใหญ่ก็เปิดออกได้อย่างง่ายดาย ผู้บุกรุกเร้นกายเข้าไปภายในด้วยความรวดเร็ว ความมืดเป็นสิ่งแรกที่เขามองเห็น ก่อนที่สายตาจะปรับตัวได้จนมองเห็นสิ่งของภายในเลือนราง ไม่รอช้าดวงตาสีทองกวาดมองหาเป้าหมาย ก่อนจะหยุดลงที่แท่นสูงกลางห้องโถง และถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นได้ว่ามีครอบแก้วทรงกลมลอยเด่น โดยภายในมีประกายสีฟ้าใสส่องสว่างอยู่บางเบา

ดวงตาสีทองของผู้บุกรุกสว่างวาบเมื่อพบเป้าหมายที่ต้องการ ก่อนที่แววตานั้นจะเปลี่ยนเป็นเย็นชา ริมฝีปากกระตุกยิ้มอย่างสาแก่ใจเมื่อคิดได้ว่าอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้านี้สิ่งที่เขาอดทนรอคอยจะประสบความสำเร็จเสียที

ยุคสมัยนี้ควรเปลี่ยนตัวผู้ถือครองอำนาจได้แล้ว!

เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังขึ้นอย่างย่ามใจ เขาเอื้อมมือไปข้างหน้าหมายจะสัมผัสครอบแก้วนั้น แต่ทว่าสิ่งที่สัมผัสได้กลับเป็นเพียงอากาศว่างเปล่า ประกายในดวงตาสีทองแปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ครอบแก้วใสยังคงอยู่ตรงหน้าเพียงแต่ว่าเขาไม่สามารถจับสัมผัสมันได้ สัญญาณเตือนกู่ร้องอยู่ภายในใจ เขาชักเท้าถอยหลังกลับแทบจะในทันทีที่รู้ว่าภาพตรงหน้าเป็นเพียงมนตรามายา!

ต้องหนี!

แต่มาคิดได้ตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว...

“ปึง!

เสียงบานประตูถูกผลักกระแทกผนังกำแพงดังสนั่นหวั่นไหว ก่อนที่เสียงย่ำเท้าของเทวะอารักษ์นับสิบจะกรูเข้ามาภายในและโอบล้อมรอบตัวเขาไว้เสียทุกด้าน แต่ละตนสยายปีกสีขาวบริสุทธิ์ทั้งสองคู่ของตนเองออกมาราวกับจะประกาศศักดิ์ดา เขาได้แต่ยืนนิ่งอยู่ใจกลางวงล้อม ดวงตาสีทองกวาดประเมินหาทางหนีทีไล่ เทวะอารักษ์ปีกสองคู่ไม่ใช่คู่มือของเขาก็จริง แต่มากันเป็นฝูงแบบนี้เห็นทีคงรับมือได้ลำบากหากยังปลอมแปลงตนอยู่เช่นนี้

“พวกหนูรับใช้สกปรก...” เขาแค่นเสียงออกมาด้วยความเกลียดชัง ดวงตาฉายประกายกร้าวยามไล่สายตามองรอบตนเอง

“ผู้บุกรุกสถานที่ต้องห้ามอย่างเจ้าไม่มีสิทธิ์กล่าวเช่นนั้น!

“เป็นเพียงหนูรับใช้ ช่างผยองเสียจริง” น้ำเสียงเรียบเรื่อยโต้กลับอย่างกวนอารมณ์ และถึงแม้ตัวเองจะตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากแต่กลับไม่มีท่าทีลนลานให้อีกฝ่ายได้เห็นเลยแม้แต่น้อย หากแต่เป็นฝ่ายที่ถูกเขาเอ่ยถ้อยคำเสียดสีเสียเองตัวสั่นด้วยความโกรธที่เริ่มก่อตัวขึ้นภายในใจ เทวะอารักษ์ตนนั้นจ้องหน้าเขาเขม็งก่อนจะออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นเยือก

“จับตัวผู้บุกรุก!

สิ้นเสียงบัญชาการ เหล่าเทวะอารักษ์ต่างพุ่งเข้าหาชายในชุดคลุมด้วยความรวดเร็ว ดวงตาสีทองหรี่ลงอย่างอันตราย เขาเคลื่อนไหวด้วยความรวดเร็วหลบคมหอกและคมดาบที่พุ่งเข้ามาฟาดฟันตนเอง ในขณะที่ในหัวก็พยายามคิดหาทางหนีทีไล่ที่ทำให้เขาสามารถหลบไปจากสถานที่แห่งนี้ได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ต้องเผยร่างแท้จริงออกมา ดาบระดับกลางถูกชักออกจากฝักและยกขึ้นปัดดาบเนื้อดีที่เสือกแทงเข้ามาด้านข้างซึ่งเป็นจุดบอด ชายในชุดคลุมกัดฟันแน่น ถ้าหากเขาสามารถนำดาบจริงๆ ของตนเองออกมาใช้ได้ล่ะก็...

“เคร้ง!

เสียงใบดาบกระทบกันดังกังวานในขณะที่เจ้าของดาบซึ่งถูกไล่ต้อนก้าวถอยหลังหลบการโจมตีทั้งจากบนพื้นและทางอากาศ ชุดคลุมสีดำสนิทเริ่มขาดวิ่น รอยแผลยิบย่อยเพิ่มบนร่างกายมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวินาที ใบดาบแกว่งไกวพลิ้วไหว ฟาดฟันและปัดป้องคมอาวุธที่หมายเอาชีวิตตัวเองทิ้งไปจนกระทั่งอีกไม่กี่ก้าวเขาก็จะเข้าใกล้ประตูทางออก ความหวังที่ดับมอดไปเริ่มสว่างขึ้นมาอีกครั้ง เขากัดฟันแน่นก่อนจะออกแรงเตะเทวะอารักษ์ตนหนึ่งที่ลอบเข้ามาข้างหลัง ใบดาบวาดเป็นครึ่งวงกลมฟาดฟันเทวะอารักษ์อีกตนที่โฉบลงมาจากบนอากาศ

อีกนิดเดียวเท่านั้น....

“อึก!

เลือดสีแดงสดกระอักออกจนชุ่มโชกผ้าคลุมหน้า ดวงตาสีทองฉายแววเจ็บปวดก่อนที่เจ้าตัวจะรวบรวมกำลังฟันศอกใส่ผู้ที่ลอบแทงตัวเองจากด้านข้างจนอีกฝ่ายกระเด็นถอยออกไปพร้อมกับดาบที่โดนกระชากดึงออกจากสีข้างของเขา เลือดสีแดงสดไหลหยดย้อมผ้าคลุมสีดำสนิท บาดแผลใหญ่ที่ยากแก่การเคลื่อนไหวทำให้เขาตกเป็นรองอยู่ในวงล้อมที่โอบกระชับเข้ามาเรื่อยๆ เขาหอบหายใจหนัก มือหนึ่งกุมบาดแผลตนเองในขณะที่อีกมือกระชับด้ามดาบเอาไว้แน่น ดวงตาสีทองเริ่มเผยแววหวาดหวั่นออกมาเป็นครั้งแรก

“มอบตัวซะ” เทวะอารักษ์ตนนั้นมองหน้าเขาด้วยแววตาเหยียดหยาม ปลุกไฟความเกลียดชังให้โหมกระพือในใจผู้ถูกมองจนแทบไม่อาจคุมสติตัวเองไว้ได้อีกต่อไป

เป็นแค่เทวะอารักษ์ปีกสองคู่ทำเป็นหยิ่งผยองเหิมเกริม!

“คนอย่างข้าไม่จำเป็นต้องให้ขี้ข้าเช่นเจ้ามาออกคำสั่ง!

“เจ้า!

เทวะอารักษ์แผดเสียงลั่นเนื้อตัวสั่นเทาด้วยความโกรธ แต่นั่นไม่ได้อยู่ในความสนใจของเขาเลยสักนิด ดวงตาสีทองหลับลง ไม่ใช่เพราะยอมจำนนต่อโชคชะตา แต่คือการปลุกพลังที่แท้จริงของตนเองซึ่งซุกซ่อนเอาไว้ให้กลับมาอีกครั้ง แสงสีทองสว่างเรืองรองอยู่กลางแผ่นหลัง ก่อนที่ปีกขนนกสีขาวบริสุทธิ์ขนาดใหญ่จะแผ่สยายออกมาเป็นการประกาศตน

หากปีกคือสัญลักษณ์ของเทวทูตผู้บริสุทธิ์...

ปีกสามคู่ก็ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของเทวทูตชั้นสูงซึ่งเป็นสายเลือดแท้เช่นกัน!

“ทะ เทวะขัตติยะ!

เสียงหนึ่งเอ่ยออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา หากให้เรียงตามลำดับขั้นของเทวทูตแล้วแบ่งได้เป็นสามระดับ หนึ่งคือเทวทูตปีกคู่เดียวซึ่งเป็นลำดับชั้นที่ต่ำที่สุดเปรียบได้กับชาวบ้านธรรมดา แต่ถ้าหากหมั่นฝึกฝนและบำเพ็ญเพียรก็อาจจะมีสิทธิ์พัฒนาลำดับขั้นตนเองมาเป็นเทวทูตปีกสองคู่ได้ แต่ไม่อาจพัฒนาถึงขั้นปีกสามคู่ ในเมื่อปีกสามคู่นั้นเป็นเครื่องแสดงฐานะของกลุ่มเทวะขัตติยะซึ่งเป็นชนชั้นปกครองเท่านั้น!

“ไสหัวแกไปได้หรือยัง เจ้าหนูสกปรก” น้ำเสียงถือดีถูกเอ่ยผ่านริมฝีปากภายใต้ผ้าคลุมหน้า ก่อนที่มันจะถูกกระชากออกโดยผู้เป็นเจ้าของ เส้นผมสีเงินแผ่สยายเต็มแผ่นหลัง เทวทูตหนุ่มเหยียดยิ้มเมื่อเห็นสายตาของเหล่า หนูสกปรกมองหน้าเขาอย่างไม่อยากเชื่อสายตา

“ทะ ท่าน...!

“เอะอะเสียงดังโวยวายอะไรกัน” เสียงหนึ่งดังขัดขึ้นมาท่ามกลางความตกตะลึง ทันทีที่สายตาทุกคู่เห็นว่าผู้มาใหม่เป็นใครพลันเลือดในกายก็คล้ายจะเย็นเยียบลงด้วยความหวาดหวั่น “เทวะอารักษ์รูปงามของข้า พวกเจ้าเล่นอะไรกันหือ?” รอยยิ้มใจดีแตะแต้มมุมปาก เขากวาดสายตาไปทั่วก่อนจะหยุดอยู่ที่ร่างของเทวทูตปีกสามคู่ที่มีใบหน้าคุ้นตา พลันริมฝีปากก็เหยียดยิ้มหวานยิ่งกว่าเดิมแต่ดวงตากลับแฝงแววเลือดเย็น “อา...เกลน้องข้า ทำไมเจ้าถึงอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้ล่ะเนี่ย”

เกเบรียลไม่ตอบรับใดๆ ทั้งสิ้นแม้ว่าอีกฝ่ายจะมีฐานะเป็นถึงผู้ปกครองที่กุมอำนาจแห่งดินแดนน่านฟ้านี้ และอีกฐานะหนึ่งคือพี่ชายร่วมสายเลือดของตนเองก็ตาม ดวงตาสีทองจ้องใบหน้างดงามองอาจซึ่งแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มหวานน่าสะอิดสะเอียนด้วยแววตาเคียดแค้นจนอีกฝ่ายหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังกังวานเสียดแทงเข้าโสตประสาทผู้ได้ยินจนร่างกายสั่นสะท้านด้วยความหวาดหวั่น แต่ไม่ใช่กับเกเบรียล

“ทำไมไม่ตอบข้าล่ะเกล?” ซาฮาลสาวเท้าเข้าหาผู้เป็นน้องชายช้าๆ อย่างไม่รีบร้อนจนระยะห่างของทั้งคู่ลดลงเรื่อยๆ “บาดเจ็บขนาดนี้ข้าเป็นห่วงเจ้าจริงๆ นะ...”

“เลิกเสแสร้งเสียที!” เกเบรียลกระซิบรอดไรฟัน ดวงตาเขม็งมองผู้เป็นพี่ราวกับว่าหากตรงเข้าไปควักหัวใจของอีกฝ่ายออกมาสับเป็นหมื่นชิ้นได้คงทำไปแล้ว

“ช่างน่าเสียใจ ที่ความห่วงใยของข้ากลับกลายเป็นคำว่าเสแสร้งสำหรับเจ้า...” ซาฮาลยิ้มเย็น เขาจ้องมองใบหน้าน้องชายตนเองแล้วเบนไปสบกับครอบแก้วมายาราวกับรู้จุดประสงค์ของเกเบรียล “อา...เจ้าคงจะไม่ได้มาเพื่อทำลายสิ่งนั้นหรอกใช่มั้ย?”

“ถ้าข้าตอบว่าใช่ล่ะ” เกเบรียลเขม็งตาจ้องตอบด้วยสายตาท้าทายจนซาฮาลหัวเราะน้อยๆ

“ถ้าเช่นนั้นข้าคงเจ็บปวดใจที่ต้องกล่าวว่าเจ้าคือกบฏ” น้ำเสียงช่วงท้ายกดหนักก่อนที่รอยยิ้มจะหายลับจากใบหน้าของผู้ปกครองดินแดนแห่งน่านฟ้า “และโทษของกบฏที่คิดไม่ซื่อคือความตาย!

“งั้นเจ้าก็ตายเสียสิท่านพี่!

เกเบรียลตวาดก้องก่อนจะชักดาบคู่กายของตนเองเข้าฟาดฟันร่างตรงหน้าอย่างไม่ไว้ไมตรีคำว่าพี่น้องเลยแม้แต่น้อย แต่แทนที่ปลายดาบจะได้ลิ้มรสเลือดเนื้อหอมหวาน มันกลับกลายเป็นผ่านทะลุไปราวกับร่างตรงหน้าที่ยืนยิ้มหวานไม่สะทกสะท้านเป็นเพียงร่างมายา

ร่างมายา?!

ดวงตาสีทองเบิกกว้าง สัญชาติญาณบอกให้เขาหันหลังกลับแต่ความเจ็บปวดที่ทะลุผ่านหน้าท้องกลับทำให้เขากระอักเลือดคำโต เกเบรียลฝืนยืนหยัดอยู่ตรงนั้นด้วยขาที่สั่นเทา เทวทูตกบฏค่อยๆ ก้มหน้าลงมอง ณ จุดที่ความเจ็บปวดกำลังกัดกินความรู้สึกเขาช้าๆ แสงสะท้อนจากปลายดาบสีเงินแทงทะลุออกหน้าท้องเขาตกกระทบม่านตา ก่อนที่มันจะถูกกระชากกลับด้วยน้ำมือของคนเบื้องหลัง ความเจ็บปวดแผ่กระจายไปทั่วร่างกายจนเขาไม่อาจยืนหยัดต่อไปได้ เข่าหนึ่งทรุดลงกระแทกพื้นเสียงดัง แต่กระนั้นเกเบรียลก็พยายามฝืนตัวเองไว้ไม่ให้ล้มลงไป มือหนึ่งค้ำพื้นเอาไว้ในขณะที่อีกมือกดบาดแผลใหญ่กลางหน้าท้อง ใบหน้างดงามขาวซีดและเย็นเฉียบ

“หากเจ้าเอาเวลาฝึกซ้อมดาบมาใส่ใจเกี่ยวกับมนตราสักนิด เจ้าคงจะไม่พลาดพลั้งถึงสองครั้งแบบนี้หรอก”

ซาฮาลกล่าวด้วยน้ำเสียงลื่นไหลราวกับว่ากำลังสั่งสอนน้องชายตัวน้อยที่แสนจะเกเร เทวะขัตติยะผู้ปกครองดินแดนน่านฟ้าเดินอ้อมมาข้างหน้าเกเบรียล ก่อนจะทรุดตัวลงแล้วเชยปลายคางอีกฝ่ายขึ้นให้มองหน้าตนเองด้วยรอยยิ้มหวานที่แผ่ไปไม่ถึงดวงตา เกเบรียลแม้จะอ่อนแรงแต่ศักดิ์ศรีและความหยิ่งทะนงทำให้เขาเชิดหน้าจ้องผู้เป็นพี่อย่างไม่ละสายตา ซาฮาลหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วไล้ปลายนิ้วกับใบหน้าหยิ่งผยองนั้นราวกับจะชื่นชม

“ไม่ต้องมาสั่งสอนข้า!

“ข้าชอบใบหน้าของเจ้ามากนะเกล ใบหน้าจองหองอวดดีที่เห็นกี่ทีก็ชวนให้หลงใหล...”

เกเบรียลยังคงนิ่งเงียบ มีเพียงแววตาแข็งกร้าวเท่านั้นที่ถูกส่งออกไปแทนคำสบถด่าภายในใจ

“...หลงใหลจนอยากจะทำให้ความเย่อหยิ่งของเจ้าพังทลาย”

“จะทำอะไร!” เกเบรียลขืนตัวเมื่อสัมผัสได้ว่าซาฮาลกำลังจะทำอะไรบางอย่างกับใบหน้าของตนเอง ดวงตาสีทองฉายแววอันตรายในขณะที่ส่งเสียงรอดไรฟัน “เอามือของเจ้าออกไปจากหน้าข้า!

“ไม่ได้หรอก ถ้าข้าเอาออก เจ้าก็จะยังคงอวดดีอยู่เช่นเดิมนะสิ” เป็นอีกครั้งที่ซาฮาลยิ้ม แต่การกระทำกลับตรงกันข้าม เมื่ออีกฝ่ายหยิบมีดสั้นซึ่งตกอยู่แถวนั้นขึ้นมาร่ายมนตราทับอีกชั้นจนใบมีดแดงระเรื่อและแผ่ไอร้อนออกมาจนสัมผัสได้ “เพราะงั้นให้ข้าทำลายมันเถอะนะ ทำลายความจองหองอวดดีของเจ้า...”

สิ้นคำพูดนั้นปลายมีดก็กรีดลงบนใบหน้าซีกซ้ายของเกเบรียลอย่างไร้ความปรานี กรีดซ้ำๆ ราวกับใบหน้านี้เป็นเพียงกระดาษไร้ซึ่งเลือดเนื้อ ความเจ็บปวดจากผิวเนื้อที่โดนกรีดทำลายไม่อาจเท่าความร้อนจากเปลวไฟมนตราที่แผดเผาถึงจิตวิญญาณ เกเบรียลกรีดร้องเสียงดังด้วยความเจ็บปวดจากการทรมานอย่างไร้ความเมตตาที่ผู้เป็นพี่ชายหยิบยื่นมาให้ ดวงตาสีทองเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา กล้ามเนื้อใบหน้าบิดเกร็งยามถูกปลายมีดแหลมคมกรีดเฉือน เวลาเพียงไม่กี่วินาทีกลับยาวนานในความรู้สึก

แต่นั่น...เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น

“อึก...แฮ่ก!” เสียงหอบหายใจดังแผ่ว เลือดในกายหลั่งรินจนไม่อาจมองหาพื้นที่สะอาดบนผิวกายได้อีกต่อไป บัดนี้เกเบรียลได้แต่ทิ้งตัวลงนอนคู้กับพื้นชุ่มเลือดสีแดงฉานอย่างน่าสมเพช ดวงตาพร่ามัวไปด้วยหยดเลือดที่แปดเปื้อน ใบหน้าซีกซ้ายแสบร้อนร้าวระบมจนไม่อาจหวังว่ามันจะกลับคืนสู่สภาพเดิมได้อีกต่อไป

“ปีกสวยๆ ของเจ้าเปื้อนเลือดหมดแล้ว...” ซาฮาลเลื่อนมือมาลูบไล้ปีกขนนกทั้งสามคู่ของเขาที่บัดนี้เปียกชุ่มไปด้วยเลือดสีแดงฉาน สัมผัสอ่อนโยนที่ไล้ไปตามเส้นขนอ่อนนุ่มคล้ายจะปลอบประโลมไม่ได้ทำให้เกเบรียลใจชื้นขึ้นเลยแม้แต่น้อย ถึงจะไม่อยากยอมรับ แต่ตอนนี้ร่างกายเขากำลังสั่นเทา ลางสังหรณ์ในใจกรีดร้องระงมจนปีกทั้งสามคู่สะท้านไหวยามฝ่ามือใหญ่ไล้มาถึงโคนปีก ก่อนจะออกแรงฉีกกระชากมันออกจากร่างกายของเขาอย่างเลือดเย็นในขณะที่ใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มประดับแต้ม

“อ๊าก!!!

ดวงตาสีทองเบิกกว้างด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าเปื้อนเลือดบิดเบี้ยวไม่ต่างกับจิตวิญญาณภายในที่ถูกบดขยี้แหลกลานจากน้ำมือของผู้เป็นพี่ชายร่วมสายเลือด เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดเจียนตายเสียดแทงเข้ากลางใจของเทวะอารักษ์ตนอื่นซึ่งได้แต่นิ่งเงียบมองดูการพิพากษาของนายเหนือหัวที่มีต่อกบฏ

แม้ว่ากบฏตนนั้นจะเป็นน้องชายร่วมชายเลือดก็ตาม...

“ปีกสกปรกแบบนั้นอย่ามีเลยจะดีกว่า เจ้าไม่คิดอย่างนั้นหรือเกล”

ซาฮาลยกยิ้มโดยไม่สะท้านต่อเสียงร้องครวญด้วยความเจ็บปวดของเกเบรียลเลยแม้แต่น้อย ดวงตาสีทองเช่นเดียวกับผู้เป็นน้องชายทอดมองปีกเปื้อนเลือดหกข้างที่สั่นกระตุกอยู่ข้างกายของเกเบรียลหลังจากที่ถูกเขากระชากออกด้วยแววตาเรียบนิ่ง ขนนกสีขาวปลิดปลิวลอยละล่องบนอากาศก่อนจะค่อยๆ ทิ้งตัวลงบนพื้นนองเลือด ขนนกสีขาวเมื่อตกกระทบก็ดูดซึมเลือดจนกลายเป็นสีแดงฉาน เป็นภาพความโหดร้ายที่สวยงามเหลือเกินในความรู้สึกของซาฮาล

ร่างของเกเบรียลนอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้นนองเลือดของเจ้าตัว ทั่วทั่งร่างกายสั่นระริก เลือดมากมายไหลออกมาตามบาดแผลใหญ่บนใบหน้า หน้าท้อง และแผ่นหลังซึ่งถูกพรากปีกแห่งเทวะไปอย่างเลือดเย็น ซาฮาลมองภาพนั้นด้วยแววตาเรียบนิ่งก่อนที่มุมปากจะเหยียดยิ้มหวานอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเกเบรียลพยายามฝืนเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยแววตาเคียดแค้นชิงชัง

“ฆะ ฆ่าข้า...ซะสิ!

“ไม่หรอกน้องรัก” ซาฮาลส่ายหน้าปฏิเสธ “ความตายไม่ใช่สิ่งที่ข้าอยากจะมอบให้เจ้าในตอนนี้”

“เส...แสร้ง!

ซาฮาลส่งเสียงหัวเราะในลำคอ เขาทอดสายตามองร่างตรงหน้าด้วยแววตาสมเพชแล้วจึงหันกลับมายังเหล่าเทวะอารักษ์ของตนเองก่อนออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น

“...เนรเทศกบฏไปแดนอสูร”

 --------------------------------

ไอเดียชั่ววูบ ยังไม่มีกำหนดการแต่งจริงจัง คร่าวๆ น่าจะประมาณปลายปี ใครชอบแนวนี้อยากติดตามสามารถกดแอดแฟนไว้ก่อนได้นะคะ ขอบคุณค่ะ


 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 42 ครั้ง

169 ความคิดเห็น

  1. #159 wonnybum (@wonnybum) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 14:55
    โอ้!!! ทำไมโหดเ-เยมจัง แต่กาเบียลก็บุกรุกให้เขาจับได้ก่อนอ่ะนะ ก็เท่ากับรนหาท๊
    #159
    0
  2. #158 KuppaKP (@KuppaKP) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 กันยายน 2561 / 22:30
    ฮืออออ สองคนนี้เขามีปมอะไรกันถึงได้ทำกันขนาดนี้
    #158
    0
  3. #121 baekbow (@baekbow) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2560 / 18:14
    โอ้โห ซาฮาลแม่งต้องไม่มีหัวใจแน่ๆอ่ะ นี่น้องชายเลยนะเว้ยยยยย สงสารอ่ะ ไม่ตายก็เหมือนตาย แต่เราว่าหลังจากนี้น่าจะสนุก
    #121
    0
  4. #93 sehun-hunhan (@hunhan-sehun) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 / 17:48
    โหดร้ายยย แบบนี้ก็เสียโฉมดิ
    #93
    0
  5. #75 mymiw15 (@mind483) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2560 / 15:32
    โหดร้ายสุดดดดดดดดดดด
    #75
    0
  6. #66 eveATK (@evezaka) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 มีนาคม 2560 / 14:13
    ติดตามอิอิ
    #66
    0
  7. #2 จินต์ ลี. (@whitenovember) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2559 / 18:35
    เกล!! ไม่มีปีกก็ไม่เป็นไร ร่วงลงมาสู่อ้อมอก (?) ข้าเลย เดี๋ยวข้าเลียเลือด--- แค่กๆ เดี๋ยวข้าดูแลเอง
    //รอปลายปีก็ได้ =w=
    #2
    1
  8. #1 น้องฝน น่ารัก (@fon_yada) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 เมษายน 2559 / 23:32
    ปลายปีเลยเหรอ!!นานโคตร!!!!! พรุ่งนี้เลยได้มะ #โดนถีบ
    #1
    2