ตอนที่ 4 : DAY 3 Last Days [rewrite]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 199
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    16 มี.ค. 58

DAY 3

[Last Days]

 

อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะเข้าสู่วันที่สาม วันธรรมดาๆ ของใครหลายๆ คน แต่กับเขานั้น มันเป็นวันสุดท้ายที่ถึงกำหนดต้องจ่ายหนี้ประจำงวด ไม่สิ เรียกว่าจ่ายดอกเบี้ยดีกว่า เพราะนับวันมันก็ยิ่งขึ้นเอาๆ จนพายุคิดว่าชาตินี้คงไม่มีปัญญาใช้เงินต้นได้หมดเพราะต้องมาเสียกับเจ้าพวกดอกเบี้ยนี่แหละ

“เฮ้อ...”

ว่าแล้วก็ถอนหายใจแรงๆ อีกหนึ่งที มือก็หยิบกล่องข้าวสำเร็จรูปจากลูกค้ามายิงบาร์โค้ดและคิดเงิน นี่ก็เพิ่งจะกลางเดือน ยังไม่ถึงเวลาเงินเดือนออกด้วยซ้ำ แล้ว

เขาจะหาเงินที่ไหนมาใช้คืนเจ้าพวกนั้นกัน ลำพังเงินเก็บที่มีอยู่ในตอนนี้ก็พอจ่ายได้แค่ครึ่งเดียวเท่านั้น ยังไม่นับรวมว่าหากเขาเอาเงินก้อนนี้จ่ายไป แล้วอีกครึ่งเดือนหลังเขาจะกินอยู่อย่างไรหากไร้ปัจจัยที่เรียกว่าเงิน?

“ถอนหายใจบ่อยจังนะ” เพื่อนร่วมงานกะดึกเอ่ยถามพลางถองศอกเข้าใส่สีข้างเขาเบาๆ

“เครียดๆ นิดหน่อยน่ะ”

“นายก็เครียดตลอดแหละพายุ”

“ก็นะ...”

ชายหนุ่มยิ้มรับ แล้วไหวไหล่เบาๆ เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ เป็นอันเข้าใจกันดีว่าไม่ต้องการจะพูดถึงเรื่องนี้อีก ซึ่งเพื่อนร่วมงานของเขาก็ไม่ได้ซักถามอะไรต่อเช่นกัน เรื่องของพายุจะว่ารู้กันไปทั่วก็ได้ เพราะชายหนุ่มไม่ได้คิดจะปิดบัง แต่กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะพูดออกมาหมดทุกสิ่ง ทุกคนจึงรู้แค่ว่าพายุต้องออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อทำงานหาเงินใช้หนี้แทนพ่อที่ทิ้งหนี้ก้อนใหญ่เอาไว้แล้วหายตัวไปแค่นั้น

 

กว่าจะหมดกะงานก็ปาเข้าไปหกโมงเช้า เนื่องจากพายุรับปากจะเข้ากะแทนเพื่อนอีกคนที่ต้องมารับช่วงตอนตีสามแต่ติดธุระทำให้มาไม่ได้ เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะสะพายกระเป๋าเป้เดินออกจากร้านสะดวกซื้อหลังจากเปลี่ยนกะกับพนักงานเช้าเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เขาอยากกลับบ้านไปนอนพักสักงีบก่อนจะไปลุยงานต่อในช่วงเก้าโมงเช้าที่ร้านอาหารตามสั่งใกล้ๆ กับห้องเช่าของเขา

ทันทีที่เดินขึ้นมายังชั้นสองพายุเริ่มรู้สึกได้ถึงสัญญาณไม่ดีทันทีที่เดินมาถึงหน้าห้องเช่าและพบว่าประตูที่ตัวเองล็อคเอาไว้ถูกเปิดแง้มอยู่ และภายในมีเสียงดังโครมครามราวกับว่าห้องของเขานั้นกำลังโดนรื้อค้นอย่างไม่เกรงกลัวเลยสักนิดว่าจะโดนข้อหาบุกรุก

และมันก็เป็นจริงอย่างที่เขาคาดเอาไว้ เมื่อเขาผลักประตูเข้าไปพบกับลูกน้องเฮียเส็งสี่คน ซึ่งเป็นสี่คนที่รุมซ้อมเขากลางถนนเมื่อสามวันก่อนหน้านี้ ชายหนุ่มกวาดตามองข้าวของเครื่องใช้ของตัวเองที่กระจุยกระจายอยู่เต็มห้องแล้วก็ได้แต่สูดหายใจเข้าลึก พายุบอกกับตัวเองในใจว่าให้ใจเย็นๆ ก่อนจะเอ่ยปากออกไปด้วยน้ำเสียงกึ่งกระชากจากแรงอารมณ์

“พวกแกมาทำอะไรในห้องฉัน”

“อ้าว พายุเพื่อนรัก กลับมาแล้วเหรอ” หนึ่งในนั้นหันกลับมาตามเสียงก่อนจะยิ้มร่า แฝงความสะใจอยู่ในทีมาให้เขา “พวกเรากำลังช่วยจัดห้องใหม่ให้แกอยู่น่ะ ชอบมั้ย” จบประโยคนั้น อีกสามคนที่เหลือก็พากันหัวเราะเสียงดังราวกับว่าสิ่งที่พวกของตนเองพูดนั้นช่างน่าขำเสียเต็มประดา “แต่ดูเหมือนแกจะไม่ค่อยชอบจัดของให้ถูกที่ถูกทางเลยนะ อย่างไอ้นี่..” ว่าพลางใช้เท้าเขี่ยบางสิ่งที่หล่นอยู่บนพื้น “รูปคนตายแบบนี้เอาไว้บนหัวเตียงได้ยังไง อัปมงคลชะมัด”

พายุกัดฟันแน่น ชายหนุ่มมองกรอบรูปที่ภายในนั้นเป็นรูปแม่กับพ่อของเขาเอง ซึ่งตอนนี้ถูกฝ่าเท้าของลูกน้องเฮียเส็งคนนึงเขี่ยเล่นอย่างไร้ซึ่งความเคารพ ตลอดปีที่เขาทนก้มหัวให้ไอ้พวกนี้ ก็เพราะว่าอย่างน้อยพวกมันก็ไม่เคยเข้ามายุ่งย่ามในพื้นที่ส่วนตัวของเขามาก่อน อาจจะมีโดนรุมทำร้ายร่างกายบ้างแต่เขาก็ไม่คิดจะถือสาหาความอะไรให้เรื่องราวมันใหญ่โต ตราบใดที่ต่างฝ่ายต่างอยู่ในเขตของตัวเอง

แต่นี่ไม่ใช่!

“พวกแกไม่มีสิทธิ์มาค้นห้องคนอื่นแบบนี้” พายุข่มน้ำเสียงตัวเอง ดวงตาคมกริบตวัดจ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างเอาเรื่อง จนคนถูกจ้องขมวดคิ้วใส่พร้อมกับกระชากน้ำเสียงตอบกลับอย่างหงุดหงิด

“ทำไม? พวกฉันจะค้นห้องแกแล้วจะทำไมฮะ! รู้มั้ยว่าวันนี้วันที่เท่าไหร่แล้ว ฉันบอกแกไว้ว่ายังไง” ว่าพลางเดินมาผลักอกพายุจนกระเด็นไปชนกับกำแพงห้อง อีกสามคนที่เหลือเดินมาล้อมเขาเอาไว้ พายุไม่ตอบ แต่กลับจ้องหน้าคนตรงกลางตาขวาง ความอดทนที่ถูกเก็บกั้นมานานเป็นปีกำลังปริแตกออกมาช้าๆ อย่างที่เขาไม่อาจควบคุมได้ “มองหน้ากันแบบนี้มันวอนหาเรื่องนี่หว่า!

พลั่ก!!!

จบประโยคนั้นหมัดเน้นๆ ก็พุ่งเข้าใส่สันกรามของพายุอย่างแรงจนชายหนุ่มหน้าหัน หากเป็นครั้งก่อนๆ เขาคงเลือกที่จะไม่ตอบโต้ แต่ครั้งนี้ความอดทนของพายุได้ดำเนินมาจนถึงจุดที่เรียกได้ว่าสิ้นสุดแล้ว เขาสะบัดหน้ากลับ ถ่มเลือดในปากทิ้ง แววตาขวางๆ ถูกส่งไปยังชายร่างใหญ่ตรงหน้าก่อนจะง้างหมัดซัดอีกฝ่ายกลับอย่างไม่เสียเวลาพูดพล่ามทำเพลง

“อ้าวไอ้นี่แม่งวอน อยู่ดีๆ ไม่ชอบใช่มั้ยมึง!

สิ้นเสียงตะโกนด้วยความเดือดดาลนั้น พายุก็ถูกรุมซัดจนลงไปนอนกองกับพื้น ชายหนุ่มพยายามปัดป้องจุดสำคัญต่างๆ ในร่างกายพลางหาทางสวนกลับไปเท่าที่สถานการณ์จะเอื้ออำนวย เสียงโวยวาย และเสียงสิ่งของหล่นกระแทกพื้นดังลั่นไปทั่วชั้น แต่ก็ไม่มีใครกล้าที่จะเปิดประตูออกมาดูอย่างถือคติที่ว่า ไม่ใช่เรื่องของตัวเองอย่าไปยุ่ง ไม่งั้นจะเดือดร้อนซะเปล่าๆ

“พลั่ก!!!” พายุยกเท้าถีบหนึ่งในคนที่พุ่งเข้าหาเขาทางด้านข้าง ก่อนจะเอี้ยวหัวหลบหมัดที่ถูกปล่อยเข้ามาตรงหน้า ชายหนุ่มหอบหายใจแฮ่ก เขาเองก็เป็นคนธรรมดา ไม่ใช่พระเอกในนิยายที่ถูกสี่รุมหนึ่งแบบนี้แล้วจะโชว์เทพสู้พวกมันไหว เขารู้ดีว่าตอนนี้ร่างกายตัวเองกำลังร้องประท้วงต่อความเจ็บปวดที่โหมกระหน่ำอยู่ภายในกาย

“ไงล่ะ ไม่ไหวแล้วสิท่า” พายุตวัดสายตามองคนพูด ก่อนจะยกมือขึ้นปาดเลือดบริเวณมุมปากทิ้งอย่างไม่ใยดี “หนอย! จนตรอกแล้วยังจะมาทำหน้าตากวนส้น!

“ตุ้บ!” ฝ่าเท้าหนักๆ ถูกยันเข้าที่กลางอกของพายุจนชายหนุ่มจุก และไถลลงไปกองกับพื้นอย่างหมดสภาพ แต่ถึงกระนั้นก็ยังพยายามยันตัวลุกขึ้นมายืนประจันหน้าอย่างไม่ยอมแพ้

วินาทีแรกที่คิดแข็งข้อ เขาก็ไม่มีอะไรจะต้องเสียอีกแล้ว!

“แน่...แน่จริงก็อย่า หมา หมู่สิวะ” เอ่ยท้าทายออกไปทั้งๆ ที่รู้ว่าจะได้รับอะไรตอบแทนกลับมา

“จะตายห่าแล้วยังจะปากดีนะมึง!

หนึ่งในนั้นเข็นเขี้ยวเคี้ยวฟันใส่พายุอย่างไม่พอใจ มันก้าวมาตรงหน้าชายหนุ่มที่สะบักสะบอม แล้วยื่นมือมาบีบคอพายุอย่างแรง ชายหนุ่มตะเกียกตะกายพยายามดึงมือมันออกเพื่อสูดเอาอากาศเข้าปอด เสียแต่ว่าเรี่ยวแรงของเขาในตอนนี้ แค่พยุงตัวเองให้ยืนได้ก็นับว่าแทบเต็มกลืนแล้ว

“เฮ้ย พอก่อนไอ้แม่น เดี๋ยวมันตายห่าขึ้นมาจริงๆ เราจะซวยซะเปล่าๆ” ชายที่เป็นหัวหน้าเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับกระชากไหล่ลูกน้องตัวเองออกจากร่างของพายุ ที่พอได้รับอิสระก็ทรุดฮวบลงไปกับพื้นอีกรอบ ซึ่งคราวนี้แม้ว่าจะพยายามสักเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถฝืนลุกขึ้นยืนอีกไหว ชายหนุ่มหอบหายใจแฮ่กอยู่กับพื้น เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ ใบหน้าเนียนบัดนี้เต็มไปด้วยรอยแตกและคราบเลือดจนดูไม่ได้

มันเป็นสภาพที่พายุรู้สึกทุเรศในโชคชะตาของตัวเองขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่...

“พี่กันต์ก็ดูปากมันสิ แบบนี้มันวอนหาเรื่องชัดๆ”

“แล้วแกไม่กลัวเฮียสั่งเก็บหรือไงวะที่ทำเกินกว่าสั่ง” ชายที่ชื่อกันต์ตอกกลับ ก่อนจะหันไปทางลูกน้องอีกสองคน “ไอ้เจ๋ง ไอ้เอกแกไปค้นห้องมันต่อ อะไรที่มีค่าพอขัดดอกได้เก็บมาให้หมด”

“ได้เลยลูกพี่” เจ๋งกับเอกพยักหน้ารับ แล้วหันกลับไปคุ้ยห้องของพายุต่ออย่างไม่แยแสกับสายตาของเจ้าของห้องเลยแม้แต่น้อย

“ที่นี่ไม่มีอะไรให้แกเอาไปทั้งนั้น!” พายุพยายามเค้นเสียงออกมา แม้ว่ามันจะลำบากมากก็ตาม

“มีไม่มีเดี๋ยวก็ได้รู้กัน” กันต์ว่าพลางแสยะยิ้ม ก่อนที่เสียงของเจ๋งจะดังขึ้นมา

“พี่กันต์ๆ ผมเจอไอ้นี่ว่ะ ท่าทางจะราคาแพงน่าดู”

กันต์หันไปตามเสียงเรียกของลูกน้อง เจ๋งยกมือโชว์กล่องกำมะหยี่สีแดงที่ภายในนั้นมีสร้อยสีเงินสุกสกาวอยู่เส้นหนึ่ง พร้อมกับจี้เพชรรูปหยดน้ำเม็ดเล็ก กันต์ตาลุกวาวก่อนจะผละจากพายุไปทันที

 “แกทำแบบนี้ไม่ได้นะ!

พายุเบิกตากว้าง แล้วผุดลุกขึ้นมาอย่างลืมความเจ็บปวด ชายหนุ่มก้าวเท้าออกไปหมายจะคว้าของสำคัญของตัวเองกลับคืนมา แต่ก็ถูกกันต์ผลักอกจนเซถอยไปอย่างไม่อาจต้านทานได้

“ไอ้แม่นแกจับมันไปไกลๆ ซิ”

“ได้พี่กันต์” แม่นรับคำก่อนจะกระชากคอเสื้อพายุแล้วเหวี่ยงกลับไปยังมุมห้อง ด้วยเรี่ยวแรงที่แทบจะไม่เหลือแล้วกับร่างกายที่เป็นรองอีกฝ่ายอยู่หลายขุม ทำให้พายุถูกเหวี่ยงกระเด็นไปอย่างง่ายๆ ไม่ต่างอะไรกับตุ๊กตายัดนุ่น หากแต่ความเจ็บปวดที่ได้รับมาใหม่ก็ไม่อาจทำให้เขาละสายตาไปจากกล่องสร้อยเส้นนั้นได้ มันเป็นสิ่งสำคัญของเขา สิ่งสำคัญที่จะไม่ยอมให้ใครแย่งไปเด็ดขาด

สร้อยของแม่เขา!

ของดูต่างหน้าเพียงอย่างเดียวที่แม่ทิ้งไว้ให้เขาก่อนที่ท่านจะเสีย สิ่งมีค่าที่แสนบริสุทธิ์แต่ในตอนนี้กลับหลุดไปอยู่ในมือสกปรกของคนพวกนี้ มันทำให้พายุอยากจะพุ่งเข้าไปซัดหน้ามันแล้วกระชากสร้อยเส้นนั้นคืนมา แต่สภาพร่างกายตัวเองกลับไม่เอื้ออำนวย ชายหนุ่มนอนหอบหายใจแฮ่ก ในขณะที่สายตาก็ยังคงจ้องมองสร้อยเส้นนั้นไม่วางตา

“ก็ช่วยไม่ได้นะ แกเป็นหนี้ แต่ไม่มีเงินมาใช้ตามกำหนด พวกฉันก็ต้องทำแบบนี้แหละ”

“แกบอกว่า...ให้เวลาสามวัน” พายุพยายามพูดต่อ แม้จะรู้สึกแสบร้อนในลำคอ “นี่เพิ่งวัน...ที่สาม ฉันยังมีเวลาอีก...อึก! จนกว่าจะหมดวัน”

“น้ำหน้าอย่างแกจนหมดวัน แกคิดว่าจะหามาได้ครบตามจำนวนที่ต้องจ่ายงั้นเหรอ? อย่างมากก็แค่ครึ่งเดียว คิดว่าพวกฉันไม่รู้รึไง”

“แกไม่มีสิทธิ์มาตัดสิน วางสร้อยนั่นลงซะ แล้วเย็นนี้ฉันจะเอาเงินไปให้” พายุจ้องหน้ากันต์เขม็ง แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย กันต์หัวเราะหึหึ ก่อนจะใช้นิ้วควงสร้อยเดินมาทรุดนั่งอยู่ตรงหน้าพายุ

“อยากได้คืนมากงั้นเหรอ”

“...”

“สำคัญมากงั้นสินะ?”

“...วางมันลงซะ”

“เสียใจด้วยว่ะ ที่ต้องบอกว่าไม่” กันต์แสยะยิ้ม “แต่เอาเป็นว่าเห็นแก่ที่วันนี้แกใจถึงกล้ามาฟัดกับฉัน ฉันจะให้เวลาถึงเย็นนี้ เอาเงินมาจ่ายให้ครบจำนวน...” สร้อยสีเงินถูกยกขึ้นมาในระดับสายตาของพายุ ก่อนที่กันต์จะพูดต่อ “...เพื่อแลกกับสร้อยเส้นนี้ แต่ตอนนี้ฉันคงต้องเอามันไปเป็นหลักประกันก่อนว่าแกจะไม่ตุกติก”

“แก!...”

พายุคำรามในลำคอ ชายหนุ่มมองใบหน้าของกันต์และพวกลูกน้องตาขวางแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เขาได้แต่นอนนิ่งอยู่ตรงนั้น เนื่องจากอวัยวะภายในปวดร้าวทุกครั้งที่ขยับตัว แม้กระทั่งแค่หายใจยังรู้สึกปวดไปหมดทั้งบริเวณหน้าท้องจนต้องค่อยๆ สูดหายใจแผ่วๆ

“ดูเหมือนว่าห้องนี้จะไม่มีอะไรแล้วล่ะพี่กันต์”

“ค้นดีรึยังไอ้แม่น เผื่อมันซุกเอาไว้อีก”

“หมดแล้วพี่”

“เหอะ อนาถจริงนะ” กันต์หัวเราะออกมาก่อนจะกล่าวต่อ “งั้นก็กลับกัน อ้อ...อย่าลืมเอาเงินมาไถ่สร้อยเส้นนี้คืนนะพายุ หรือถ้าแกไม่มีมา พวกฉันก็ไม่เดือดร้อนว่ะ ฮ่าๆๆๆๆ”

พายุได้แต่นอนกัดฟันแน่น ฝ่ามือกุมท้องด้วยความเจ็บปวดจนเมื่อพวกของกันต์ออกจากห้องไปแล้วครู่หนึ่ง เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่เดินอย่างเร่งรีบตรงมายังห้องของเขาที่ประตูยังเปิดอ้าอยู่

“พายุๆ เป็นไงมั่ง ตายล่ะ!

“...แค่ก ยังไม่ตาย...ครับลุง” พายุเค้นเสียงตอบลุงเจ้าของห้องเช่ากลับไปด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า “...แต่ดูเหมือนว่า...วันนี้ผม คงไปช่วยลุงขายน้ำเต้า...หู้ ไม่ได้แล้ว”

“โอ๊ยๆๆ เลิกพูดก่อนเถอะ แล้วนี่ลุกไหวมั้ย มาลุงช่วย”

ชายชราค่อยๆ พยุงพายุลุกขึ้น ก่อนจะพาชายหนุ่มไปนั่งพักอยู่บนเตียงอันยุ่งเหยิงจากการรื้อค้น แล้วมองหน้าพายุอย่างเวทนา ใบหน้าของชายหนุ่มบวมช้ำ ริมฝีปากแตก เลือดทั้งจากหัว จากจมูก และปากเลอะเปื้อนใบหน้าจนดูไม่ได้ ชายชราส่ายหัวก่อนจะเดินไปหาผ้ามาชุบน้ำและเช็ดใบหน้าให้พายุเบาๆ อย่างสงสาร

“ขอบคุณครับลุง”

“ไม่เป็นไร ขอโทษที่ลุงไม่กล้าพอจะขึ้นมาห้ามพวกมัน”

“มันไม่เกี่ยว...แค่ก กับลุงอยู่แล้ว อย่าเข้ามายุ่งเลยครับ เดี๋ยวจะซวยไปซะเปล่าๆ”

“เอาเถอะๆ นอนพักซะ วันนี้ไม่ต้องไปทำงานอะไรแล้วล่ะ” ชายชราพูดขึ้นก่อนจะลุกขึ้นยืน “เดี๋ยวลุงไปหาอะไรมาให้กินแล้วกัน”

“ไม่เป็นไรครับลุง ผมยัง...ไม่หิว” พายุเอ่ยปฏิเสธก่อนจะหลับตาลง “ผมอยากนอนพักสักแป๊บนึง”

“เอางั้นเหรอ?”

“ครับ”

“เอางั้นก็ได้ แต่อย่าลืมลงไปหาอะไรกินหน่อยล่ะ”

พายุพยักหน้ารับเงียบๆ ทั้งที่ยังคงหลับตาอยู่ เขาหลับตาอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งได้ยินเสียงประตูปิดถึงได้ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาสีดำสนิทฉายแววว่างเปล่ามองเพดานนิ่ง ในหัวของพายุกลายเป็นสีขาวโพลนไปครู่หนึ่ง เขาไม่รู้ว่าจะจัดการกับชีวิตของตัวเองในตอนนี้อย่างไรดี มันก็จริงอย่างที่กันต์พูด ถึงจะหมดวันนี้เขาก็ยังไม่สามารถหาเงินเต็มจำนวนไปใช้หนี้ รวมถึงไถ่สร้อยเส้นนั้นของแม่กลับมาได้อยู่ดี

ทั้งๆ ที่เป็นของสำคัญมาก แต่เขากลับรักษามันเอาไว้ไม่ได้ แม้กระทั้งเรี่ยวแรงที่จะปกป้องยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ พายุไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอมากเพียงเท่านี้มาก่อนในชีวิต เขาอยากจะหนี หนีไปให้ไกล ทิ้งทุกอย่างที่แสนเจ็บปวดเอาไว้เบื้องหลัง

มากับผมสิ

 

พลันเสียงของอคิราห์ก็ดังขึ้นมา

 

ปลดปล่อยดวงวิญญาณของคุณ

 

พายุหันซ้ายขวา แต่ก็ไม่พบร่างของยมทูตตนนั้น แม้กระทั่งสัมผัสเย็นเยียบก็ไม่มีสักนิด หลังจากตั้งสติอยู่ครู่ใหญ่ พายุถึงเพิ่งเข้าใจว่านั่นเป็นเพียงสิ่งที่ตัวเองคิดขึ้นมาเท่านั้น

 

เมื่อนั้นคุณจะหลุดพ้นจากทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณไม่ปรารถนามัน

 

ดวงตาของชายหนุ่มขรึมลงอย่างครุ่นคิด พายุชันตัวลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง สายตาทอดมองออกนอกหน้าต่างไปไกล เขามองเห็นฝูงนกกลุ่มหนึ่งบินผ่านไปอยู่บนฟ้า ดูอิสระและเสรีจนน่าอิจฉา เขาเหม่อมองมันอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปเป็นชั่วโมง พายุกะพริบตาเมื่อแสงแดดเริ่มส่องแยงตา เขาเบนหน้ากลับเข้ามา ก่อนจะลุกลงจากเตียงและเดินไปคุ้ยหาเสื้อผ้าชุดใหม่ แล้วเดินหายเข้าห้องน้ำไป

 

กริก…”

เสียงแก้วเซรามิกวางกระทบจานรอง กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นลอยอวนอยู่ทั่วร้านบวกกับเสียงดนตรีเบาๆ ดังคลอเสริมสร้างบรรยากาศอคิราห์ละสายตาจากหนังสือพิมพ์ตรงหน้าก่อนจะเบนหน้าออกไปยังนอกร้านกาแฟที่ตัวเองนั่งอยู่ ชายหนุ่มอ้าปากหาวหวอดอย่างเบื่อหน่ายพลางใช้สายตาจับจ้องเหล่ามนุษย์ที่พาเดินกันขวักไขว่สู้แสงแดดแรงกล้าอยู่ด้านนอก

ดูเหมือนว่าการนั่งจิบกาแฟหอมๆ พร้อมกับดูเหล่ามนุษย์ภายนอกเดินสวนกันไปมาจะเป็นงานอดิเรกในช่วงพักร้อนของอคิราห์ไปเสียแล้ว เขากวาดสายตาจ้องมองข่าวสารในหนังสือพิมพ์ตรงหน้า โลกมนุษย์เดี๋ยวนี้มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ผุดขึ้นมามากมายเหลือเกิน ยมทูตหนุ่มคิดว่าหากมีโอกาสเขาจะลองศึกษาเทคโนโลยีแปลกๆ พวกนี้ดูสักหน่อย มันคงจะน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับเขาไม่ใช่น้อย

ในขณะที่อคิราห์กำลังเพลิดเพลินไปกับการศึกษาเรื่องราวใหม่ๆ นั้นเอง พลันญาณของเขาก็จับสัมผัสได้ถึงดวงจิตดวงหนึ่ง มันคงจะไม่น่าแปลกใจนักเพราะยมทูตทุกตนสามารถสัมผัสดวงวิญญาณในอาณาเขตรอบๆ กายได้อยู่แล้ว หากแต่...ดวงจิตดวงนี้ช่างมีกลิ่นที่แสนคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด อคิราห์พับหนังสือพิมพ์วางลงบนโต๊ะ ริมฝีปากบางยกยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ ก่อนที่ร่างเขาจะค่อยๆ เลือนหายไปโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็นถึงความผิดปกตินี้เลยสักนิด

 

อคิราห์เดินตรงไปยังสถานที่เกิดเหตุช้าๆ อย่างไม่เร่งรีบนัก ดวงตายมทูตมองเห็นวิญญาณดวงหนึ่งลอยนิ่งอยู่ท่ามกลางสถานที่เกิดเหตุ ดวงวิญญาณดวงนั้นก็คือพายุนั่นเอง

พายุมองตรงไปยังร่างของตัวเองที่สภาพไม่ค่อยจะน่าดูนักด้วยแววตานิ่งเฉย ก่อนจะหันมามองทางอคิราห์ที่ยืนยิ้มอยู่ด้วยสีหน้าพึงพอใจ แต่ก่อนที่ยมทูตหนุ่มจะ

จัดการพาวิญญาณของพายุไปนั้น อคิราห์ก็สัมผัสได้ว่าดวงจิตของพายุยังคงเหมือนเดิมและไม่ได้แปดเปื้อนเลยสักนิดทั้งๆ ที่ชายหนุ่มเพิ่งจะฆ่าตัวตาย พายุยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะมองไปทางหนึ่งซึ่งทำให้อคิราห์มองตามไป เด็กน้อยคนหนึ่งนั่งร้องไห้อย่างเสียขวัญใกล้ๆ กับสถานที่เกิดเหตุ ตามเนื้อตัวถลอกปอกเปิกเล็กน้อยแต่ก็ไม่เป็นอะไรมากนัก วินาทีนั้นเองที่อคิราห์รู้ว่าพายุไม่มีเจตนาฆ่าตัวตาย

“เด็กคนนั้นกำลังจะถูกรถชน...” พายุพูดขึ้นมา ก่อนจะหันมามองอคิราห์ที่ยืนนิ่งอยู่ข้างๆ เขา “ผมเข้าไปช่วยเธอ แต่ตัวเองกลับโดนชนกระเด็นไปซะไกล...”

“คุณไม่ได้...?”

อคิราห์มีสีหน้าเสียดายอย่างเห็นได้ชัดที่ไม่สามารถชักนำพายุให้มายังยมโลกกับตนได้ หากแต่เขาก็ต้องแปลกใจเมื่อพายุเอ่ยขึ้นมาว่า

“ผมไม่ได้ฆ่าตัวตายอย่างที่คุณต้องการ เสียใจด้วยที่ผมไม่ได้มีเจตนาแบบนั้นเลยสักนิด ใครจะคิดว่าการฝืนออกมาทำงานทั้งๆ ที่สภาพร่างกายร่อแร่แบบนั้นแค่ถูกรถชนทีเดียวจะตายคาที่แบบนี้” พายุถอนหายใจกับชะตากรรมของตัวเอง “...แต่ถ้าผมอยากไปที่นั่นกับคุณจะได้มั้ย?”

“ไปยมโลกกับผม?” อคิราห์ทวนคำ “แต่ที่ที่คุณควรไปเป็นทางนั้นต่างหาก” ยมทูตหนุ่มชี้มือไปอีกด้าน พายุมองตามก่อนจะพบจุดแสงสว่างไสวที่ขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ เขายื่นนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะหันกลับมามองหน้าอคิราห์อีกครั้ง

“เพราะผมไม่ได้ฆ่าตัวตาย เลยไปที่นั่นกับคุณไม่ได้สินะ?”

“ผมไม่แน่ใจ ไม่เคยมีดวงวิญญาณบริสุทธิ์ตนไหนอยากจะไปยมโลกทั้งๆ ที่ควรไปสวรรค์”

“ก็ดี...งั้นผมจะไปกับคุณ จะเป็นยังไงค่อยว่ากันอีกที” พายุตัดบทก่อนจะเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าอคิราห์ เขาเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายที่สูงกว่าตัวเองอยู่เกือบสิบเซนติเมตร อคิราห์มีสีหน้าสับสนเสียจนพายุอดหัวเราะไม่ได้ “เพิ่งเคยเห็นคุณยมทูตทำสีหน้าแบบนี้ เป็นบุญจริงๆ”

“...ทำไมคุณถึงอยากไปยมโลกกับผม?” อคิราห์เอ่ยถามหลังจากเงียบไปด้วยความไม่เข้าใจ ดวงตาสีแดงสดในร่างยมทูตมองตรงมายังพายุอย่างค้นหาคำตอบ อดีตมนุษย์คนนี้แรกเริ่มเดิมทีไม่เคยมีทีท่าว่าจะอยากไปยมโลกกับเขาเลยสักนิด เพราะสาเหตุอะไรกันที่ทำให้ดวงวิญญาณของชายคนนี้เปลี่ยนใจ?

“เพราะคนที่ผมรู้จักเพียงคนเดียวในโลกหลังความตายก็คือคุณ...”

“แค่นั้น?” อคิราห์เลิกคิ้ว พลางถามกลับเสียงสูง

“...และเพราะว่าผมรู้ว่าคุณเหงา” พายุคลี่ยิ้มกว้างจนอคิราห์รู้สึกแปลกๆ ในใจ “คุณคงอยากได้เพื่อนสักคน จริงมั้ย?”

“เพื่อนงั้นเหรอ?” อคิราห์ทวนคำก่อนจะค่อยๆ หัวเราะออกมา ดวงตาสีแดงจ้องสบเข้าไปในดวงตาสีดำสนิทของพายุก่อนจะแย้มยิ้มมุมปาก “...ความคิดของคุณไม่เลวเลยนี่?”

“แน่นอนสิ”

“งั้นก็...เชิญตามผมมาทางนี้”

อคิราห์ผายมือไปทางหนึ่ง พายุมองตามก่อนจะพบกับอุโมงค์ควันสีดำสนิทหมุนวนอยู่ตรงหน้า เขาเอื้อมมือไปจับชายเสื้อของอคิราห์เอาไว้ ซึ่งตัวยมทูตหนุ่มเองก็ไม่ได้ว่าอะไร เขารู้ดีว่าภาพลักษณ์ของยมโลกมันน่ากลัวในความคิดของมนุษย์มากแค่ไหน แต่อีกเดี๋ยวพายุก็จะได้รู้ว่าที่นั่นไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

ทั้งสองก้าวเดินตรงไปยังปากอุโมงค์ควันนั้นก่อนจะหายลับเข้าไป ทิ้งความวุ่นวายและชีวิตในฐานะมนุษย์ไว้ด้านหลัง ตอนนี้พายุได้ตายลงไปแล้ว ซึ่งอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้เขาจะได้เกิดใหม่อีกครั้ง ในชีวิตใหม่ที่คราวนี้เจ้าตัวเป็นฝ่ายเลือกเอง...

 

 

พายุละทิ้งร่างกายและชีวิตในฐานะมนุษย์

เพื่อที่จะเกิดใหม่อีกครั้ง

ในฐานะของ ยมทูตสีขาว ตนแรกของยมโลก

 

THE END

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

14 ความคิดเห็น

  1. #14 Alyss N. (@shigamorinice) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 กันยายน 2560 / 23:31
    ยมทูตสีขาว--- นึกถึงโมโมะในเรื่องยมทูตสีขาวขึ้นมาเลยค่ะ
    พายุจะใส่ชุดขาวแล้วมีแมวดำบินตามต้อยๆไหม? 555555
    #14
    0
  2. #13 koi kamonlux (@0949427132) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 กันยายน 2560 / 21:57
    ชอบแนวนี้มาก แนวเหนือธรรมชาติ
    #13
    0
  3. #12 koi kamonlux (@0949427132) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 กันยายน 2560 / 21:57
    เห้ยยย อยากให้ทำเป็นเรื่องงยาวอ่ะ น่าสนใจจมากกก
    #12
    0
  4. #11 insinsutee (@insinsutee) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2560 / 12:16
    น่าสนใจ
    #11
    0
  5. #10 after (@kyaryshizuka) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2559 / 19:54
    ยมทูตสีขาว คือดีอยู่เป็นกันเนอะ อคิราห์พายุ :-)
    #10
    0
  6. #9 Chomp_blaaZ (@natthawadee2544) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2559 / 18:34
    อยากให้เอาไปแต่งเป็นเรื่องยาว เป็นเรื่องต่อจากนี้
    #9
    0
  7. #8 คิมดงจุน (@eyelove123) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 กันยายน 2559 / 21:26
    ว้าววววว อยากให้มีภาคต่อจังเลยค่ะ...
    #8
    0
  8. #5 SYMFOCIPY' (@okgufake) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 มีนาคม 2558 / 08:46
    จบแล้วหรอ อยากให้มีต่อจังง
    #5
    1
  9. วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2558 / 08:27
    มาต่อนะคะ
    #4
    1
    • 23 กุมภาพันธ์ 2558 / 18:48
      จบแล้วอ่ะค่ะ คือวางโครงเรื่องเป็นแบบเรื่องสั้น กลัวแต่งต่อแล้วจะออกทะเล ยังไงก็ขอบคุณที่ชอบนะคะ ><
      #4-1
  10. #3 saccharine. (@miniwhite) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558 / 19:46
    เพิ่งอ่านตอนที่ 2 เมื่อวาน
    กะว่าจะมาเม้นวันนี้ซะหน่อย
    มาดูอีกที อัพตอนจบซะแล้ว ;  ;
    ขออนุญาตเม้นรวบ 2 ตอนเลยละกันค่ะ
    (แปลกมาก เรื่องนี้ไม่เคยขึ้นหน้าต่างอัพเดทของเด็กดีเลย
    ทั้งๆ ที่เรื่องอื่นขึ้นตามปกติ)

    อ่านตอนที่ 3 เสร็จ
    ความคิดเดียวเลย
    'อคิราห์ สกิลสตอล์กเกอร์อัพเต็ม MAX'
    จริงๆ นะคะ๕๕๕๕๕๕
    แหม เข้ามาห้องคนอื่นอย่างนี้
    ต่อให้เดินทะลุกำแพง ล่องหน ปีนหน้าต่าง(?)
    ถ้าไม่สตอล์กจริงก็ไม่รู้หรอกว่าบ้านเขาอยู่ไหน

    ส่วนตอนจบเป็นไปอย่างที่คิดจริงๆ ด้วย
    แต่ทิ้งท้ายได้น่าติดตามมากค่ะ
    อยากลองอ่านเรื่องราวของคู่นี้ต่อจังเลยแฮะ
    ถ้ามีโอกาสแต่ง อย่าลืมนักอ่านคนนี้นะคะ (ฮา)
    รอติดตามอ่านแน่นอนค่ะ
    #3
    3
    • #3-2 saccharine. (@miniwhite) (จากตอนที่ 4)
      21 กุมภาพันธ์ 2558 / 07:38
      ขอบคุณสำหรับงานเขียนดีๆ เช่นกันค่ะ /กอดกลับบบ

      แซวแต่อคิ แซวพายุบ้างดีกว่า (ฮา)
      สำหรับพายุนี่คงเป็น 'ชีวิตลูกหนี้ตัวอย่าง' ค่ะ
      ทำงานงกๆ ใช้หนี้ ต่อให้หมดไม่หมด สุดท้ายก็ต้องตายอยู่ดี
      ชีวิตอนาถดีแท้

      แต่ตอนนี้ไม่ต้องตายแล้ว
      หวังว่าจะมีชีวิตแบบภรร-- คู่หูสีขาวที่แสนดีของอคินะคะ๕๕๕๕

      ปล. เช้าวันนี้แจ้งเตือนขึ้นแล้วนะคะ สงสัยอคิเบื่อที่จะปั่นป่วนแล้วมั้ง
      #3-2
    • 17 เมษายน 2558 / 23:46
      ชีวิตลูกหนี้ตัวอย่าง 5555555555555 จะสงสารหรือขำดี
      แต่ตอนนี้ก็หลุดพ้นแล้วล่ะเนอะ ไม่รู้ว่าเป็นลูกหนี้ทำงานงกๆ กับทำงานในฐานะภรร--------- ผู้ช่วยของอคิราห์ แบบไหนงานจะหนักและเหนื่อย(?)กว่ากัน คิกๆๆๆ

      ปล.น่าจะมีแจ้งเตือนเวลาคนมาตอบเม้น นี่ถ้าไม่เข้ามาเช็คคงไม่รู้ ว่ามีคนมาตอบ 555555
      #3-3