ตอนที่ 3 : DAY 2 [rewrite]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 141
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    16 มี.ค. 58

DAY 2

ผมจะรอนะ พายุ

เสียงนั้นยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเขาตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้ และเพราะเหตุนี้จึงทำให้พายุดูไม่มีสมาธิกับการทำงานจนคนอื่นๆ สังเกตได้อย่างชัดเจน

“เคร้ง!” เป็นอีกครั้งที่เขาทำช้อนหล่นกระทบพื้นเสียงดังไปทั่วร้าน พายุสะดุ้งก่อนจะรีบก้มลงเก็บมันขึ้นมา

“ไม่เป็นไรแน่นะพายุ”

เหมียวที่เป็นพนักงานประจำเอ่ยถามพายุทันทีที่ชายหนุ่มเดินกลับเข้ามาด้านหลังร้าน เธอมองพายุด้วยสายตาเป็นห่วงจนชายหนุ่มรู้สึกได้

“ไม่เป็นไรครับพี่เหมียว...” พายุถอนหายใจเฮือก ถึงจะบอกไปว่าไม่เป็นไร แต่สภาพแบบนี้ใครเขาจะเชื่อกัน

“พี่ว่าเราพักหน่อยดีมั้ย” เหมียวมองใบหน้าของรุ่นน้องในร้านด้วยสายตาเป็นห่วง “ช่วงนี้โหมงานหนักเหรอ”

“แค่มีเรื่องให้คิดนิดหน่อยน่ะครับ”

“เอาจริงๆ นะพายุ พี่เป็นห่วงเรานะ” เหมียวถอนหายใจเฮือก ก่อนจะตัดสินใจพูดต่อ แม้ว่าสิ่งที่เธอกำลังจะพูดออกไปนั้น เธอเองได้พูดมันกับพายุไปหลายครั้งแล้วก็ตาม “เรื่องหนี้นั่นน่ะ...พี่เต็มใจช่วยนะ”

“พี่เหมียวครับ พี่ก็น่าจะรู้ว่าคำตอบผมคืออะไร”

“พี่ไม่เข้าใจนายเลยจริงๆ ทั้งๆ ที่มีโอกาสให้คว้าเอาไว้ แต่นายกลับปฏิเสธมัน ทำไมล่ะ? นายรังเกียจพี่งั้นเหรอ?”

เหมียวขมวดคิ้วพลางมองหน้าของพายุอย่างไม่เข้าใจ ทั้งๆ ที่เธอยื่นโอกาสให้เขาแท้ๆ ทั้งๆ ที่แค่ยอมตกลง พายุก็จะเป็นอิสระจากคนพวกนั้น แต่เขาก็ไม่ยอมทำมัน เธอไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าในหัวของรุ่นน้องคนนี้กำลังคิดอะไรอยู่กันแน่

“ผมไม่ได้รังเกียจพี่”

“แต่นายไม่ยอมรับความหวังดีของพี่”

“พี่เหมียว พี่ฟังนะ...” พายุระบายลมหายใจออกมาอย่างอึดอัด “หนี้ก้อนนั้นไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ ผมแค่ไม่อยากรบกวนพี่ พี่เองก็ต้องกินต้องใช้ อีกอย่างพี่ไว้ใจผมเหรอ ถ้าผมเอาเงินพี่ไปแล้วไม่ใช้คืนล่ะ”

“นายไม่ใช่คนแบบนั้นพายุ”

“ขอบคุณนะครับ” พายุถอนหายใจ “แต่ผมขอยืนยันคำเดิม ผมรับเอาไว้ไม่ได้จริงๆ”

เหมียวจ้องหน้าพายุนิ่งหลังจากที่ได้ฟังคำตอบจากปากของชายหนุ่ม แววตาจริงจังที่จ้องมองเธอนั้น ทำให้เหมียวถอนหายใจออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เธอเบนหน้าหนีอีกฝ่าย ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า

“เอาเถอะ ยังไงวันนี้ก็กลับไปพักก่อนแล้วกัน”

“แต่ว่า...”

“นายคงไม่อยากทำข้าวของในร้านเสียหาย แล้วมีเจ้าหนี้เพิ่มอีกรายหรอกนะ?” เหมียวจ้องหน้าพายุนิ่ง พลางเลิกคิ้วในขณะที่พูดกับอีกฝ่าย “ชีวิตนายต้องพักผ่อนมั่งนะ ฟังที่พี่บอกบ้างเถอะน่า”

“...ก็ได้ครับ”

พายุถอนหายใจเฮือก แล้วจึงพยักหน้าตอบรับคำอีกฝ่าย เหมียวดูมีสีหน้าพึงพอใจมากขึ้นเมื่อเห็นว่าเขายอมทำตามที่เธอบอกแต่โดยดี พายุเอ่ยลาอีกฝ่ายก่อนจะเข้าไปเปลี่ยนชุดหลังร้าน เสร็จแล้วจึงสะพายกระเป๋าเป้คู่ใจเดินออกจากร้านมาในที่สุด

 

ดูเหมือนว่าชีวิตของพายุจะไม่ค่อยชินกับคำว่าว่างสักเท่าไหร่นัก ชายหนุ่มนอนพลิกตัวไปมาบนฟูกแข็งๆ สีมอซอภายในห้องเช่าของตัวเองแล้วถอนหายใจอีกเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่อาจนับได้ ตอนนี้เขารู้เพียงแค่ว่าการนั่งๆ นอนๆ อยู่ในห้องแคบๆ นี้โดยไม่มีอะไรให้ทำเลยกำลังทำให้เขาประสาทเสีย

“โว้ย!

พายุขยี้หัวตัวเองก่อนจะร้องออกมาด้วยความหงุดหงิด แล้วกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่ง ชายหนุ่มเหลือบตามองนาฬิกาหัวเตียงเรือนเล็ก อีกสามชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาเข้า

กะงานที่ร้านสะดวกซื้อ สามชั่วโมงที่กำลังจะทำให้เขาสติแตกตายคาห้องเช่าเล็กๆ แห่งนี้

วูบ...

ไอเย็นยะเยือกแผ่เข้าประทะต้นคอของพายุอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำให้ชายหนุ่มสะดุ้งเฮือกแล้วสะบัดหน้าไปตามทิศทางที่สัมผัสได้โดยอัตโนมัติ

“สวัสดี...”

“เฮ้ย!

ตุบ!

พายุอุทานออกมาด้วยความตกใจเมื่อเห็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญนั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่บนเตียงข้างเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ด้วยอารามตกใจจึงทำให้เขาเผลอหงายหลังตกจากเตียงลงมากระแทกพื้นแข็งๆ อย่างแรงจนใบหน้าบูดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ส่วนเจ้าตัวสาเหตุน่ะเหรอ? พายุตวัดสายตามองชายร่างใหญ่เจ้าของผิวขาวซีด และผมยาวสีดำขลับที่นั่งยิ้มเป็นทองไม่รู้ร้อนอยู่บนเตียงเขาด้วยสายตาเคืองๆ

“อา...ดูเหมือนคุณจะไม่พอใจที่จู่ๆ ผมก็เข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาตสินะ?”

“...คุณเพิ่งรู้เหรอ”

พายุตีสีหน้าดุใส่ยมทูตหนุ่ม แต่ก็ไม่ได้ทำให้อคิราห์สะทกสะท้านอะไรนัก กลับกันอคิราห์ดันมีสีหน้าชอบอกชอบใจเสียด้วยซ้ำที่ถูกเขาตอบกลับแกมประชดไปอย่างนั้น

“ผมล่ะชอบเวลาที่คุณเป็นแบบนี้จริงๆ”

“แบบนี้?” พายุทวนคำพลางขมวดคิ้วมุ่น “ไม่ทราบว่าคุณจะขยายความให้ผมสักนิดได้มั้ย” เอ่ยถามออกไปกึ่งประชดเล็กน้อย ไม่รู้ว่าทำไมคนที่สามารถเก็บอารมณ์ได้ดีในระดับหนึ่งอย่างเขา กลับต้องมาต่อล้อต่อเถียงกับยมทูตตนนี้ด้วย

“ผมชอบมนุษย์ที่มีปฏิกิริยาโต้ตอบตามธรรมชาติแบบนี้ มันดีกว่าการที่คุณตีหน้านิ่งแล้วเก็บอารมณ์ไว้ข้างในเป็นไหนๆ เลยใช่มั้ยล่ะ?” อคิราห์ตอบยิ้มๆ เขามองพายุที่ยังคงนั่งอยู่กับพื้น แล้วพูดต่อว่า “ว่าแต่คุณจะนั่งอยู่ตรงนั้นอีกนานมั้ยน่ะ?”

“...เชิญคุณนั่งบนเตียงต่อไปเถอะครับ” พายุแค่นเสียงเหอะๆ ก่อนจะลุกเดินไปหยิบเก้าอี้ไม้เก่าๆ จากมุมห้องมาวางข้างเตียงแล้วจึงทรุดตัวลงนั่ง ดวงตาสีดำสนิทจ้องมองใบหน้าเจ้าเล่ห์ของยมทูตตรงหน้า แล้วถึงได้เอ่ยปากถามออกไปว่า “แล้วที่มาหาผมนี่คุณมีธุระอะไร”

“ตัดสินใจไปถึงไหนแล้วล่ะ?” คำตอบห้วนๆ ที่ดูไร้ที่มาที่ไป แต่พายุรู้ดีว่าอคิราห์กำลังหมายถึงอะไร

“ต้องขอโทษด้วยที่ผมยังไม่มีความคิดที่จะ ฆ่าตัวตายในตอนนี้”

“ตอบแบบไร้เยื่อใยจังเลยนะ”

พายุโคลงหัว เขาแสร้งทำเป็นไม่เห็นสีหน้าน้อยอกน้อยใจจอมปลอมของอีกฝ่าย ก่อนจะพูดต่อว่า

“ถ้าไม่มีธุระอะไรแล้ว ผมก็อยากจะมีเวลาส่วนตัวบ้างอะไรบ้าง” หรือถ้าจะให้พูดตรงๆ ก็คือ คุณมาทางไหนก็กลับไปทางนั้นได้แล้ว

“ไล่ผมกลับแบบนี้แน่ใจแล้วเหรอ” อคิราห์หรี่ตามองใบหน้าของพายุอย่างรู้ทัน ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “ได้ข่าวว่าวันนี้ถูกไล่กลับมาพักนี่นา แถมตัวคุณเองก็ดูเบื่อๆ ไม่คิดอยากจะหาเพื่อนคุยหน่อยเหรอ”

“เพื่อนคุยที่เป็นยมทูตแบบคุณ?” พายุทวนคำเสียงสูง ก่อนจะแค่นเสียงเหอะแล้วตอบปฏิเสธ “ไม่ล่ะครับ ขอบคุณ คุยกับคุณนานๆ ไปคงไม่แคล้วโดนเป่าหูให้ไปฆ่าตัวตาย”

“ดูเหมือนภาพลักษณ์ผมจะติดลบในสายตาคุณเหลือเกินนะ”

“ผมก็แค่พูดตามความเป็นจริง”

อคิราห์หรี่ตามองท่าทางไม่ทุกข์ร้อนของพายุ ทั้งๆ ที่คำพูดของมนุษย์หนุ่มคนนี้ก็ดูเรียบง่าย แต่ทำไมนะ ทำไมเขาถึงรู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังถูกวาจาของพายุเชือดเอาแบบนิ่มๆ ความรู้สึกแปลกๆ คล้ายอาการเสียหน้าพุ่งวูบเข้ามาในความรู้สึก อคิราห์เคยคิดว่าเขาเองตัดทิ้งจากพวกอารมณ์ความรู้สึกอย่างมนุษย์ไปเมื่อนานมาแล้ว แต่วันนี้พายุกลับทำให้เขาเห็นว่าตัวเองยังมีอารมณ์พวกนี้อยู่ลึกๆ

“พูดซะผมต่อคำไม่ถูกเลยนะพายุ”

“หวังว่าคุณคงไม่โกรธ ถ้าผมบอกว่าตั้งใจจะให้มันเป็นแบบนั้น” พายุยักไหล่ อคิราห์มองอีกฝ่ายแล้วยกยิ้มมุมปาก

“ไม่หรอก ถ้าคุณยอมบอกผมว่าทำไมถึงไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากผู้หญิงคนนั้น”

พายุเงียบไปชั่วอึดใจ จากนั้นจึงถามกลับไป

“...นี่แอบตามผมไปอีกแล้วสินะ”

“ผมก็แค่ผ่านไปพอดี” อคิราห์ยิ้มกว้าง “ว่าไงล่ะ พอจะบอกเหตุผลของคุณได้มั้ย”

“คุณจะอยากรู้ไปทำไม”

“เพราะพวกมนุษย์อย่างคุณน่าสนใจยังไงล่ะ ระบบความคิดของพวกคุณช่างซับซ้อนและน่าค้นหา ทั้งๆ ที่หากคุณเลือกรับความช่วยเหลือคุณก็จะมีชีวิตใหม่ แต่เพราะปัจจัยบางอย่างบอกให้คุณปฏิเสธมัน คุณไม่คิดว่าความสับสนในจิตใจแบบนี้มันน่าสนใจงั้นเหรอ?”

“พอดีผมไม่ได้มีรสนิยมชอบอะไรแปลกๆ แบบคุณ ขอโทษด้วยนะครับ...” พายุกลอกตา แล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ “...ที่จริง ผมก็แค่ไม่อยากให้พี่เหมียวเขาเดือดร้อน”

“ทำไมคุณถึงคิดว่าเธอจะเดือดร้อนล่ะ”

“เฮียเส็งจะไม่ยอมปล่อยผมไปง่ายๆ เพราะสิ่งที่พ่อทำเอาไว้ไม่ใช่แค่ติดหนี้เฮียเขาอย่างเดียว...” ชายหนุ่มก้มหน้ามองพื้นยามที่เล่าย้อนถึงสาเหตุที่แท้จริง “แต่เพราะพ่อเคยเป็น ส่วนหนึ่งกับคนพวกนั้น พ่อเป็นคนสนิทของเฮียที่เคยได้รับความไว้วางใจจากเฮียเส็ง แต่ใครจะไปรู้ว่าพ่อจะไปบอกความลับกับศัตรูของเฮียเส็งเพียงเพราะแค่อีกฝ่ายมีข้อเสนอเป็นเงินก้อนใหญ่ยักษ์...”

“มนุษย์ล้วนมีความโลภอยู่ในตัว” อคิราห์พูดเสียงเรียบ

“ใช่...พ่อคงคิดว่าเฮียเส็งไม่รู้ และพอรู้ตัวอีกที พ่อก็หายไป พร้อมๆ กับที่ผมกลายมาเป็นคนใช้หนี้แทนพ่อ” พายุถอนหายใจ “ทีนี้คุณคงจะรู้แล้วใช่มั้ยว่าต่อให้ผมหาเงินมาใช้หนี้ได้ แต่เฮียเส็งก็จะไม่ปล่อยผมไปหรอก เพราะผมเป็นลูกชายของคนที่ทรยศเขา”

“...เพราะอย่างนี้คุณถึงได้ปฏิเสธความช่วยเหลือจากเธอคนนั้น”

“ใช่ ในเมื่อสุดท้ายแล้วมันก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้น เพราะงั้นผมจะลากพี่เหมียวมาเกี่ยวด้วยทำไมกันล่ะ”

“มนุษย์นี่ช่างซับซ้อนจริงๆ ทั้งคุณ และคนอื่นๆ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ความผิดของคุณ แต่คุณกลับต้องมารับผิดชอบมัน”

“คุณไม่ใช่มนุษย์คุณก็พูดได้สิคุณยมทูต” พายุตอบกลับเชิงประชด อคิราห์หัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะเอ่ยตอบว่า

“คุณเข้าใจผิดแล้ว ผมเคยเป็นมนุษย์...แต่นั่นมันก็นานมากแล้ว นานมากจนผมลืมเลือนความรู้สึกอย่างมนุษย์ไปทีละนิด”

“ผมไม่ยักกะรู้ว่าพอคนเราตายแล้วสามารถไปเป็นยมทูตได้?” พายุขมวดคิ้วมุ่น เขาจ้องมองอคิราห์ด้วยแววตาสงสัยใคร่รู้ จากทีแรกที่ไม่อยากจะคุยอะไรกับยมทูตตนนี้ กลับกลายเป็นว่าเขาเริ่มสนใจขึ้นมาเสียแล้ว

“ไม่ใช่ทุกดวงวิญญาณจะสามารถเป็นยมทูตได้” อคิราห์แย้มยิ้ม ในขณะที่เล่าย้อนอดีต อดีตที่เขาเกือบจะลืมมันไปแล้ว “แต่พวกเราเป็นดวงวิญญาณที่...มีเงื่อนไขเล็กน้อย”

“เงื่อนไข? เงื่อนไขอะไรที่ทำให้คุณกลายเป็นยมทูตกัน”

อคิราห์มองใบหน้าของพายุที่แสดงอาการอยากรู้อยากเห็นจนปิดไม่อยู่ ยมทูตหนุ่มคลี่ยิ้มหวาน แล้วเงียบไปพักหนึ่ง นั่นทำให้พายุเริ่มขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจที่เห็นว่าเขาไม่เล่าต่อ ใช่ว่าเขาไม่อยากเล่า เพียงแต่ว่าเขาชอบมองใบหน้าของพายุยามที่แสดงอารมณ์ต่างๆ ออกมาแบบนี้เฉยๆ มันทำให้พายุดูเป็นมนุษย์ที่มีอารมณ์และความรู้สึกมากกว่าพายุคนที่เขารู้จักในตอนแรกๆ

“...เงื่อนไขที่ว่าก็คือ เหล่าดวงวิญญาณนั้น เป็นดวงวิญญาณของคนที่ผ่านการฆ่าตัวตายมาน่ะสิ”

“ฮะ? ฆ่าตัวตาย!” พายุอุทานเสียงหลง “บนโลกนี้คนฆ่าตัวตายกันตั้งเยอะตั้งแยะ งี้ก็ไปเป็นยมทูตกันหมดน่ะสิ”

“ไม่...เฉพาะคนที่มีจิตใจแน่วแน่เท่านั้น”

“ยังไงกัน?”

“มนุษย์ส่วนใหญ่ที่ฆ่าตัวตายจะมีความรู้สึกหวาดกลัวในวินาทีสุดท้ายของชีวิต ถึงแม้ว่าตอนแรกพวกเขาจะตัดสินใจไปแล้วก็ตาม หากแต่พวกเราต่างออกไปความรู้สึกของเราจะว่างเปล่า แม้จะเห็นว่าความตายกำลังรออยู่ตรงหน้า แต่พวกเราก็พร้อมยอมรับในการตัดสินใจของตัวเอง” อคิราห์หลุบสายตาลงต่ำ ทำให้พายุไม่อาจเห็นได้ว่าตอนนี้ยมทูตหนุ่มมีแววตาอย่างไร “ดวงวิญญาณของเราจึงสงบ และด้านชาต่อสิ่งเร้าอื่นๆ และจมอยู่ในวังวนของความมืดมิด มันเป็นคุณสมบัติที่ท่านผู้นั้นต้องการ เพราะฉะนั้นเราจึงได้ผันตัวมาเป็นสิ่งที่เรียกว่ายมทูต ผู้รับใช้เจ้าแห่งความมืดมิด คอยไล่ล่าดวงวิญญาณสีดำลงสู่ยมโลกอันหนาวเหน็บ...”

“...คุณกำลังจะบอกผมว่าคุณฆ่าตัวตาย?”

“ใช่ แต่เพราะสาเหตุอะไรนั้นผมจำไม่ได้แล้วล่ะ” อคิราห์ตอบพร้อมแย้มยิ้มหวาน แต่ในความรู้สึกของพายุ ชายหนุ่มคิดว่าสิ่งที่อคิราห์พูดมานั้นไม่จริงเสียทีเดียว แม้ว่าเรื่องจะผ่านมานานมากมายแค่ไหนก็ตาม แต่ว่า...เราคงไม่สามารถลืมเลือนสาเหตุการตายของตัวเองไปได้หรอก เห็นได้ชัดว่าอคิราห์ไม่อยากจะพูดเรื่องนี้ เพราะงั้นเขาก็จะไม่ถามอีกฝ่ายต่อเช่นกัน

“งั้นตอนนี้ผมขอเดาว่าคุณคงโอเคกับชีวิตในฐานะยมทูตสินะ?”

“จะว่าแบบนั้นก็ได้...”

“เพราะมีชีวิตอมตะ ไม่ต้องมาดิ้นรนเหมือนตอนที่เป็นมนุษย์งั้นเหรอ”

“เปล่า พวกเราไม่ได้เป็นอมตะ แต่พวกเรากำลังชดใช้กรรม” อคิราห์ถอนหายใจ แล้วมองสบเข้าไปในดวงตาสีดำสนิทของพายุ “ดวงวิญญาณอื่นๆ ชดใช้กรรมแล้วได้ไปเกิดใหม่ พวกเขามีโอกาสที่จะสร้างบุญกุศลและหลุดพ้นจากวัฏสงสารในสักวันหนึ่ง แต่พวกเราไม่ใช่ พวกเราจะไม่มีทางได้ไปผุดไปเกิดจนกว่าจะใช้กรรมหมด คุณคงเคยได้ยินว่าการฆ่าตัวตายเป็นบาปอย่างร้ายแรงสินะ”

“ใช่ ผมเคยได้ยินอยู่บ้าง” พายุตอบรับเสียงเบา

“นั่นเพราะมันเป็นการทำร้ายเลือดเนื้อเชื้อไขที่พ่อแม่อุตส่าห์เลี้ยงดูมาจนโตยังไงล่ะ ไม่ต่างอะไรกับการอกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ผลกรรมของพวกเราจึงนับว่ายาวนานกว่าดวงวิญญาณอื่นๆ”

“ยาวนานแค่ไหน คุณพอจะบอกผมได้มั้ย...”

“ยาวนานขนาดที่ว่ายมทูตบางตนหลงลืมไปแล้วว่าชีวิตเมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์ของตัวเองเป็นยังไง ลืมอารมณ์ ลืมความรู้สึก และตกอยู่ในห้วงแห่งความมืดมิดจนหาทางออกไม่เจอ"

พายุเงียบไปหลังจากฟังเรื่องเล่าในอดีตของอคิราห์จนจบ ชายหนุ่มมองหน้าของยมทูตหนุ่มด้วยแววตาที่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่ามันจะสื่ออะไร อคิราห์ยังคงยิ้มให้เขา รอยยิ้มที่ปิดบังตัวตนของอีกฝ่ายไว้ลึกๆ พลันเขาก็รู้สึกสงสัย หากการฆ่าตัวตายมันเป็นบาปร้ายแรงอย่างที่ว่า แล้วทำไมกันนะ อคิราห์ถึงอยากให้เขาฆ่าตัวตาย แน่นอนว่าหากเขาทำจริงคงไม่ได้มีโอกาสเป็นยมทูตแน่ เพราะในใจของเขานั้นยังคงหวาดกลัวต่อความตาย แม้จะอยากหลุดพ้นสักเท่าไหร่ก็ตาม

“...ในเมื่อมันร้ายแรงขนาดนั้น แล้วทำไมคุณถึงอยากให้ผมฆ่าตัวตาย”

“เพราะชีวิตหลังความตายแย่น้อยกว่าตอนที่เป็นมนุษย์ล่ะมั้ง...”

“ผมคงไม่มีทางเป็นแบบคุณได้หรอก” พายุจ้องหน้าอีกฝ่ายนิ่ง “เพราะผมยังคงกลัวความตายอยู่ ถึงแม้ผมจะทำมัน แต่ดวงจิตผมคงจะไม่เป็นเหมือนดวงจิตของคุณในวินาทีสุดท้ายของชีวิต”

“ผมไม่ได้ต้องการให้คุณเป็นยมทูตแบบผมนะพายุ อย่างที่ผมบอก การเป็นยมทูตมันคือการลงโทษดวงวิญญาณแบบผมในอีกรูปแบบหนึ่งที่ต่างจากดวงวิญญาณทั่วไป ที่ผมต้องการจากคุณก็คือการทำให้ดวงวิญญาณคุณแปดเปื้อนไปด้วยบาป และพร้อมจะลงไปยมโลกเป็นเพื่อนผมเท่านั้นแหละ"

"ผมคิดว่าตัวเองคงจะไม่พิสมัยยมโลกสักเท่าไหร่นักหรอก” พายุเบ้หน้า “ถ้าเป็นสวรรค์ล่ะก็ว่าไปอย่าง”

“แต่ผมอยากได้คุณไปด้วยจริงๆ นะ”

“แล้วการล่อลวงมนุษย์ให้ฆ่าตัวตายนี่ไม่เป็นบาปเหรอ คุณไม่กลัวที่จะต้องชดใช้บาปเพิ่มขึ้นรึไงกัน”

“ก็อย่างที่บอก ถึงแม้ว่าการเป็นยมทูตจะเป็นการลงโทษ แต่อย่างน้อยสำหรับผม มันดีกว่าการไปเกิดเป็นมนุษย์ ไม่รู้สินะ ผมคงเป็นยมทูตตนเดียวที่มีความคิดแบบนี้ ทั้งๆ ที่ยมทูตตนอื่นอยากจะไปเกิดกันจนตัวสั่น ไม่รู้ว่าลืมไปหมดแล้วหรือไงว่าตอนที่ตัวเองเป็นมนุษย์นั้นมันแย่แค่ไหน แย่จนกระทั่งตัวเองตัดสินใจฆ่าตัวตายน่ะ...”

“คุณนี่ผ่าเหล่าผ่ากอจริงๆ นะ”

“ผมจะถือว่านั่นเป็นคำชมจากมนุษย์อย่างคุณแล้วกัน” อคิราห์ก้มหัวให้อีกฝ่ายอย่างหยอกล้อ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจากการปลอมแปลงฉายแววระยับอย่างถูกใจ พายุมองท่าทีของอีกฝ่ายก่อนจะแค่นเสียเหอะ แล้วเงียบไปครู่หนึ่ง  ชายหนุ่มเหลือบมองอคิราห์เล็กน้อยแล้วจึงเอ่ยถามออกไป

“คุณบอกว่านี่เป็นการลงโทษใช่มั้ย?”

“การเป็นยมทูตงั้นเหรอ ใช่ ผมบอกคุณไปแบบนั้น”

“แต่บางที ผมคิดว่านี่เป็นโอกาสนะ” พายุกล่าวขึ้นมาเบาๆ ชายหนุ่มมองใบหน้าสงสัยของอคิราห์แล้วจึงอธิบายต่อ “โอกาสให้พวกคุณสำนึกผิดต่อสิ่งที่กระทำลงไป และได้เริ่มต้นมีชีวิตใหม่อีกครั้งในฐานะยมทูต

 “...โอกาส?”

“ใช่ คุณไม่คิดอย่างนั้นเหรออคิราห์ เมื่อก่อนคุณคือมนุษย์ที่หวาดกลัวต่อการมีชีวิต จนไม่รู้สึกรู้สาอะไรเมื่อความตายมาอยู่ตรงหน้า เขาถึงได้ให้ชีวิตใหม่กับคุณ เพื่อให้คุณ รัก การมีชีวิตอีกครั้ง”

แววตาของยมทูตหนุ่มแปรกลับไปเป็นสีแดงฉานตามอารมณ์ที่ไม่คงที่

“ไม่ว่าเมื่อก่อนคุณจะเจอกับอะไรก็ตาม ผมว่าคุณควรลืมมันซะ อย่าให้มันผูกมัดจิตใจของคุณเอาไว้แบบนี้”

“...ผมไม่คิดว่าตัวเองจะทำตามคำแนะนำของคุณได้หรอกนะพายุ” อคิราห์ส่ายหน้าช้าๆ ดวงตาสีแดงเปลี่ยนกลับไปเป็นสีน้ำตาลอ่อนเช่นเดิม เขาเงยหน้าขึ้นมาก่อนจะส่งยิ้มกว้างไปให้กับพายุที่นั่งอยู่ตรงหน้า “ขอบคุณที่เห็นใจกันนะ แต่ยังไงผมก็ยังหวังว่าจะได้ดวงวิญญาณคุณกลับไปด้วยในท้ายที่สุดอยู่ดี”

“...คุณนี่เป็นยมทูตที่แปลกจริงๆ ให้ตายเถอะ”

“ฮ่าๆๆ ขอบคุณสำหรับคำชม” อคิราห์หัวเราะร่า “ดูเหมือนว่าผมจะรบกวนเวลาของคุณไปไม่น้อย ถ้าไม่ว่าอะไรผมขอตัวก่อนแล้วกัน หวังว่าเราจะมีโอกาสได้คุยกันอีกนะ”

กล่าวจบร่างของอคิราห์ก็ค่อยๆ เลือนรางจนหายไปในที่สุด พายุมองเตียงว่างเปล่าตรงหน้า ที่เมื่อสักครู่มีร่างของยมทูตตนหนึ่งนั่งอยู่บนนั้น แล้วส่ายหัวช้าๆ ก่อนจะลุกเดินเข้าห้องน้ำไป

 

อีกด้านหนึ่ง

อคิราห์นั่งเหยียดขาไปตามแนวความยาวของกิ่งไม้ใหญ่ ดวงตาสีแดงฉานทอดมองออกไปไกล ภาพเมื่อครั้งที่ยังคงเป็นมนุษย์เมื่อนานแสนนานมาแล้วย้อนกลับ

เข้ามาในหัว ความทรงจำที่เขาอยากจะลืมเลือนไปแต่ก็ไม่สามารถทำได้ ไม่ว่าจะผ่านมาแล้วกี่สิบทศวรรษก็ตาม

เขาไม่เคยคิด ไม่เคยอยากจะกลับไปเป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์อีก แม้ว่าสิ่งที่เป็นอยู่ในตอนนี้จะเป็นบทลงโทษสำหรับดวงวิญญาณบาปอย่างเขา ในเมื่อความเจ็บปวดเมื่อครั้งในอดีตนั้นยังคงฝังแน่นตราตรึงในความรู้สึก แม้ว่าจะไม่ได้ผุดได้เกิด แม้ว่าจะไม่สามารถหลุดพ้นจากวัฏสงสารได้ แต่เขาก็พร้อมรับมัน...

“เหอะ...รักการมีชีวิต?”

เสียงแค่นหัวเราะดังลอยหายไปกับสายลม อคิราห์เหม่อมองไปไกล ผมยาวสีดำพลิ้วไหวยามสายลมพัดผ่าน

...โอกาส เพื่อ รักการมีชีวิตอีกครั้ง?

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

14 ความคิดเห็น