ตอนที่ 2 : DAY 1 [rewrite]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 166
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    16 มี.ค. 58

DAY 1

 

วันนี้ก็เป็นอีกครั้งที่พายุต้องตื่นขึ้นมาในตอนเช้ามืด ช่วงตีห้าของทุกวันเขาจะต้องลุกมาช่วยคุณลุงเจ้าของห้องเช่าเตรียมของสำหรับขายน้ำเต้าหู้และปาท่องโก๋ พอช่วงใกล้ๆ จะหกโมงเช้าก็จะตั้งร้านขายที่หน้าตึกแถวของตัวเอง หลังจากนั้นพายุจะรับหน้าที่ปั่นจักรยานไปส่งน้ำเต้าหู้และปาท่องโก๋ตามบ้านต่างๆ ในละแวกนี้ที่สั่งให้ส่งอยู่เป็นประจำ

“พายุ วันนี้บ้านป้าแอ๋วแกบอกไม่ต้องไปส่งนะ” ชายชราร่างท้วมเอ่ยปากกับพายุที่กำลังขึ้นคร่อมจักรยานคู่ใจ

“ครับลุง”

“เอ้อ...เห็นเอ็งขยันแบบนี้แล้วก็อดคิดถึงหลานชายตัวเองไม่ได้ วันๆ เอาแต่นอนอุดอู้ จะช่วยตามันทำมาหากินรึก็ไม่มี” ชายชราส่ายหน้าช้าๆ แล้วจึงเอ่ยต่อ “ทั้งๆ ที่อายุก็เท่ากับเอ็งแท้ๆ”

“ก็ผม...เลือกไม่ได้นี่ครับ” พายุตอบรับยิ้มๆ “ยังไงก็อย่าไปว่าบอลมันเลยครับ วัยรุ่นก็แบบนี้แหละ”

“พูดเหมือนตัวเองไม่ใช่วัยรุ่นอย่างนั้นแหละ”

ชายชราสั่นศีรษะเล็กน้อย แกมองใบหน้าลูกจ้างหนุ่มแล้วก็อดนึกสงสารในชะตากรรมของเขาไม่ได้ ทั้งๆ ที่ก็เป็นคนดีคนนึงแท้ๆ แต่กลับต้องมาทำงานใช้หนี้แทนพ่อตั้งแต่ยังหนุ่ม แถมยังไม่ได้เรียนต่ออีก ช่างน่าสงสารเสียจริง

“ยังไงผมขอตัวก่อนนะครับลุง” พายุยิ้มบาง ก่อนจะแสร้งทำเป็นหลบสายตาของผู้สูงวัยกว่าไปแบบเนียนๆ

...เขาไม่ต้องการให้ใครมองเขาด้วยแววตาแบบนั้น

...ความเห็นใจจากคนรอบข้าง ล้วนเปรียบเสมือนกับการตอกย้ำว่าชีวิตเขานั้น น่าสมเพชขนาดไหน

“โชคดีๆ ระวังด้วยล่ะ”

“ครับ”

พายุรับคำสั้นๆ ก่อนจะปั่นจักรยานออกไปตามทางอย่างที่ทำเป็นประจำทุกวัน แม้จะเหนื่อย หรือเบื่อกับสิ่งที่ทำอยู่แค่ไหน แต่เขาก็ไม่สามารถเลือกได้ หากไม่ทำงาน แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปใช้หนี้? ลำพังแค่ดอกเบี้ยก็แทบจะทบขึ้นมาเท่ากับเงินต้นแล้วด้วยซ้ำ

สายลมยามเช้าพัดปะทะใบหน้าของชายหนุ่มยามที่ปั่นจักรยานแวะส่งน้ำเต้าหู้และปาท่องโก๋ในแต่ละซอย พายุก้มมองนาฬิกาข้อมือตัวเองก่อนจะถอนใจเฮือก วันนี้ร้านอาหารตามสั่งที่เขาต้องเข้าทำงานตอนช่วงเก้าโมงเช้าถึงเที่ยงปิดให้บริการ เพราะเฮียเจ้าของร้านจะพาครอบครัวไปเที่ยวพักผ่อน จึงให้พนักงานในร้านหยุดเป็นกรณีพิเศษ สำหรับคนอื่นอาจจะดีใจที่มีวันหยุด แต่สำหรับตัวเขาเองที่ชินกับการทำงานตลอดทั้งวันแล้วมันเป็นอะไรที่เหมือนกับปล่อยเวลาทิ้งไปอย่างไร้ประโยชน์มาก กว่าจะเข้ากะที่ร้านเบเกอรี่ก็ช่วงบ่ายสอง แล้วเวลาว่างที่เพิ่งได้มานี้เขาจะทำอะไรดีนะ?

พายุคิดในใจไปเรื่อยๆ ในขณะที่ปั่นจักรยานทะลุซอยออกมายังถนนใหญ่ พลันเสียงปะทะดังโครมก็ทำให้ชายหนุ่มถึงกับกำเบรกแน่นด้วยความตกใจ เขาใช้เท้าข้างหนึ่งยันพื้นเอาไว้ในขณะที่สายตามองตรงไปยังภาพอุบัติเหตุตรงหน้า รถยนต์หรูคันหนึ่งจอดแน่นิ่ง ในขณะที่อีกด้านนั้นเป็นร่างของชายคนหนึ่งที่เพิ่งถูกรถคันนี้ชนกระเด็นนอนจมกองเลือด เสียงโหวกเหวกโวยวาย และเสียงกรีดร้องดังระงมไปทั่วบริเวณ พายุเม้มปากแน่น การที่ต้องมาเห็นภาพอุบัติเหตุในเช้าวันใหม่แบบนี้ไม่ได้เจริญตาเจริญใจเลยสักนิด ชายหนุ่มหลับตาลงพลางพยายามไล่ภาพที่ไม่น่าพิสมัยนั้นออกไปจากสมอง ก่อนจะหักหัวจักรยานเพื่อจะเลี้ยวกลับเข้าไปในซอยเดิม

วูบ...

แต่แล้วสัมผัสเย็นประหลาดที่แสนจะคุ้นเคยที่จู่ๆ ก็แผ่วาบออกมากลับทำให้พายุชะงัก ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะหันหน้าไปทางทิศทางที่เขาสัมผัสได้

ไม่มีอะไร?

...จริงเหรอ

พายุขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม เมื่อสายตาปะทะเข้ากับชายร่างใหญ่ ผู้ที่มีผิวขาวซีดและผมยาวสีดำสนิทมัดทิ้งตัวจนถึงบั้นเอว ถ้าเขาจำไม่ผิด ผู้ชายคนนี้เคยมาที่ร้านเบเกอรี่ที่เขาทำงานอยู่ พายุมั่นใจมากว่าเขาไม่มีทางจำพลาด คนที่ลักษณะแปลกๆ แบบนี้ใช่ว่าหาได้ตามท้องถนนซะเมื่อไหร่?

พลันชายหนุ่มคนนั้นที่พายุกำลังลอบมองอยู่ก็หันหน้ามาทางเขา มุมปากเรียวกระตุกยิ้มพร้อมๆ กับไอเย็นยะเยือกที่แผ่เข้ามาปะทะร่างของพายุจนเขาสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ และถ้าตาเขาไม่ฝาดไป พายุคิดว่าตัวเองเห็นดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน พร้อมกับเงาสีดำขนาดยักษ์ด้านหลังที่ดูคล้ายปีกค้างคาวขนาดใหญ่ แม้มันจะเลือนรางคล้ายกับหมอกควัน แต่ไม่ผิดแน่ พายุมั่นใจว่าตอนนี้ตัวเองมีสติเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

หรือว่าต้นตอของความรู้สึกประหลาดทั้งหมดจะมาจากชายคนนี้!?

พายุยังคงมองไปที่ร่างนั้นตาเขม็ง แม้จะรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาเมื่อคิดได้ว่าอีกฝ่ายอาจจะไม่ใช่มนุษย์ปกติ แต่เขาก็ไม่อาจทนฝืนเก็บความสงสัยไว้ในใจได้อีกต่อไป เขาอยากจะรู้ว่าเพราะสาเหตุอะไรกันแน่ที่ทำให้ เจ้าสิ่งนี้ดูจะสนใจตามติดเขาซะเหลือเกิน

“คุณน่ะ!

พายุเอ่ยตะโกนออกไป แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับมามีเพียงแค่รอยยิ้มปริศนาเท่านั้น ก่อนที่ชายคนนั้นจะหมุนตัวเดินหายจากไป ทิ้งให้พายุชะเง้อคอมองหาอย่างหงุดหงิดใจ

จะเป็นตัวอะไรก็ช่าง แต่มาทำให้คนอื่นเขาหวาดระแวงแล้วหายตัวไปแบบนี้มันใช่เรื่องมั้ย?! สู้มาเจอกันซึ่งๆ หน้าไปเลยเขายังจะรู้สึกสบายใจกว่าการที่ต้องมา

คอยนั่งมองซ้ายมองขวาอย่างระแวงแบบนี้ ไม่รอช้า ชายหนุ่มยกเท้าขึ้นปั่นจักรยานมุ่งตรงไปยังที่ที่ชายคนนั้นหายลับไปอย่างรวดเร็ว

เขาเลี้ยวจักรยานเข้ามาในซอยเล็กๆ ซอยหนึ่ง มันเป็นซอยที่เงียบและปราศจากผู้คนสัญจร อาจเป็นเพราะจากสภาพแวดล้อมที่ดูไม่ค่อยน่าปลอดภัยด้วยก็ได้ ที่ทำให้ซอยเล็กๆ แห่งนี้มีเพียงแค่ถังขยะ และเศษลังไม้เก่าๆ กองอยู่ข้างทางเท่านั้น และแม้จะดูเหมือนว่าไม่มีอะไร แต่ความรู้สึกเย็นวูบวาบที่เขาสัมผัสได้ ทำให้ชายหนุ่มมั่นใจเกินครึ่งว่าสิ่งที่เขากำลังตามหานั้นแอบซ่อนตัวอยู่ในบริเวณนี้แน่นอน

“ผมรู้นะว่าคุณอยู่แถวนี้!” หลังจากที่เอาจักรยานพิงไว้กับกำแพงแล้วพายุก็ตะโกนออกมาพลางหันมองไปรอบตัว เขากัดริมฝีปากแน่นเมื่อสิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงแค่ความเงียบ แต่พายุรู้ดีว่าเจ้าของสัมผัสเย็นยะเยือกนั้นยังอยู่แถวนี้ เจ้านั่นยังคงเฝ้ามองเขาจากเงามืดโดยไม่ยอมปรากฏตัวออกมาเสียที “คุณต้องการอะไรกันแน่! แน่จริงก็ออกมาสิ!

วูบ!

สายลมเย็นยะเยือกพัดปะทะใบหน้าอย่างแรงจนพายุต้องหลับตาลงโดยอัตโนมัติ ก่อนที่สัญชาติญาณจะบอกเขาว่าด้านหลังของเขานั้นมี บางสิ่งกำลังจ้องมองเขาอยู่ ไม่รอช้า พายุหันตัวกลับไปมองทันที ก่อนจะพบว่าชายที่เขากำลังตามหานั้น บัดนี้ยืนนิ่งจ้องหน้าเขาด้วยแววตาที่มีประกายสีแดงวาบเป็นระยะอยู่ตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ ไอเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากตัวของเขาคนนั้นทำให้พายุก้าวถอยหลังหนีไปเล็กน้อยอย่างไม่อาจควบคุมได้ จนเมื่อชายหนุ่มหาเส้นเสียงของตัวเองเจอ เขาถึงได้เอ่ยปากถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่ติดจะสั่นพร่าเล็กน้อย

“คุณ...คุณเป็นใคร...” พายุเงียบไปครู่หนึ่ง คิ้วเรียวขมวดมุ่น “...ไม่สิ คุณเป็น อะไรกันแน่!?”

“ช่างน่าปลาบปลื้มใจ ที่คุณอยากจะรู้จักผม”

อคิราห์ยิ้มกว้างในขณะที่ใช้สายตาจ้องพิจารณามนุษย์หนุ่มตรงหน้า แม้ในช่วงแรกเขาจะแปลกใจอยู่บ้างที่พายุแลดูจะรับรู้ได้ถึงตัวตนของเขา แต่กระนั้นมนุษย์ที่มีสัมผัสพิเศษก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไรนัก

“คุณต้องการอะไรจากผม” พายุทำเมินคำกล่าวทักของอคิราห์ ชายหนุ่มจ้องหน้าอีกฝ่ายเขม็งอย่างเค้นคำตอบ

“ตกลงว่าคุณอยากให้ผมตอบคำถามไหนก่อนกันแน่” อคิราห์ยังคงยิ้ม ในขณะที่กล่าวต่อไป “ผมเป็น อะไรหรือ ผม ต้องการอะไร”

“ทั้งสองอย่าง” พายุตอบกลับ พลางพยายามข่มน้ำเสียงตัวเองให้เป็นปกติที่สุด ถึงแม้ว่าในใจจะเริ่มรู้สึกเคืองอีกฝ่ายซะเหลือเกินที่มัวแต่เล่นลิ้นไม่ยอมตอบคำถามของเขาสักที

“แปลกจริง มนุษย์อย่างคุณดูจะไม่กลัวผมเลยนะ” อคิราห์หรี่ตาพลางสาวเท้าเข้ามาใกล้จนพายุรู้สึกได้ถึงไอเย็นยะเยือกจากตัวของอีกฝ่าย “ไม่กลัวผมสักนิดเลยเหรอ เสียใจนะ”

“แน่นอนว่าผมกลัว แต่ผมคิดว่าผมควรมีสิทธิ์รู้ว่า อะไรกำลังก่อกวนผมอยู่ และอะไรที่ว่านั้นก็เอาแต่เลี่ยงคำถามของผม” พายุหรี่ตาลง “คุณคิดว่าไงล่ะ?”

“ก็ได้ๆ” อคิราห์ยกมือขึ้นยอมแพ้ ก่อนจะกล่าวออกมาในที่สุด “ผมไม่ใช่มนุษย์อย่างคุณ”

“เหมือนว่าข้อนั้นผมจะรู้”

“อา...ผมก็แค่ ยมทูตตนนึงที่แวะมาพักร้อนบนโลกมนุษย์ก็เท่านั้นเอง”

“ยมทูต!?”

พายุทวนคำเสียงสูงพลางไล่สายตาพิจารณาร่างสูงใหญ่ตรงหน้า เพราะเหตุนี้สินะพลังงานที่เขาสัมผัสได้จากยมทูตตนนี้จึงแตกต่างไปจากวิญญาณธรรมดาที่เขาเคยเจอ

“เรียกผมว่าอคิราห์เถอะ”

“เมื่อวานก็เป็นคุณใช่มั้ยที่คอยตามผมอยู่ตลอดเวลา คุณต้องการอะไรจากผมกันแน่?”

“สิ่งที่ผมต้องการน่ะเหรอ?” อคิราห์ทวนคำถามนั้นแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ “ใช่แล้ว ผมนี่แหละที่ตามคุณอยู่เมื่อวาน ส่วนสิ่งที่ผมต้องการ อืม...ผมก็แค่สนใจคุณเฉยๆ น่ะพายุ”

“สนใจ? เดี๋ยวก่อนนะ คุณรู้ชื่อผมได้ไง?”

“อย่าลืมสิว่าเมื่อวานผมตามคุณอยู่ทั้งวัน แค่เรื่องชื่อคุณจะไม่รู้ได้ยังไง มันง่ายมากสำหรับผมที่ต้องการรู้อะไรสักอย่าง อา...รวมถึงเรื่องนั้นของคุณด้วย”

“เรื่องนั้น?”

“เรื่องนั้น เรื่องที่ผมสนใจ...” อคิราห์แย้มยิ้มก่อนจะเริ่มเดินวนรอบตัวของพายุ ดวงตาเรียวคมสีน้ำตาลอ่อนจากการปลอมแปลงหรี่มองพายุราวกับกำลังประเมินอะไรสักอย่าง “...คุณโชคร้ายนะว่ามั้ย? ต้องมารับผิดชอบในสิ่งที่ไม่ได้ก่อ จะหนีก็หนีไม่ได้ ทำได้เพียงแค่ก้มหน้ารับชะตากรรม”

“...” พายุได้แต่ยืนนิ่ง เขากำลังพยายามทำความเข้าใจอยู่ว่ายมทูตตนนี้ต้องการสื่ออะไรกับเขากันแน่

“...ไม่เบื่อมั่งหรือไง”

“แล้วจะให้ผมทำยังไง?” พายุแค่นเสียงในลำคอ แล้วตวัดสายตามองสบเข้าไปในดวงตาของยมทูตตรงหน้า “นี่น่ะเหรอสิ่งที่คุณบอกว่าสนใจในตัวผม? ไม่ยักกะรู้ว่ายมทูตสนใจเรื่องเดือดร้อนของมนุษย์แบบนี้”

“มนุษย์มักมีสิ่งน่าสนใจอยู่ในตัวเสมอ คุณไม่คิดอย่างผมงั้นเหรอพายุ”

“สำหรับผม เรื่องเดือดร้อนของคนอื่นคงไม่น่าสนใจนักหรอก”

“ดูๆ แล้วคุณก็ไม่ใช่พวกยอมคนอื่นเหมือนกันนี่นา” อคิราห์เลิกคิ้ว “แล้วทำไมคุณถึงยอมปล่อยในชีวิตตัวเองเป็นแบบนี้ล่ะ? ในเมื่อหากจะสู้ คุณก็คงทำได้”

“ผมตัวคนเดียวจะไปขัดขืนอะไรคนพวกนั้นได้” พายุถอนหายใจ “ผมไม่ได้มีพลังอะไรมากมายเหมือนคุณนะ คุณยมทูต”

“ฮะๆ นั่นสินะ พวกมนุษย์ก็เป็นกันซะแบบนี้ หวาดเกรงต่ออำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่าจนไม่กล้าหาญต่อกร”

“ถ้าคุณจะมาพูดเสียดสีประชดประชันแบบนี้ ผมว่าคุณกลับที่ของคุณไปเถอะ”

คราวนี้พายุเริ่มรู้สึกโกรธขึ้นมาอย่างจริงจังซะแล้ว ยมทูตตนนี้ทำราวกับว่าการแข็งข้อกับคนใหญ่คนโตเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ใครๆ เขาก็ทำกัน แม้ว่าสิ่งที่อคิราห์พูดกับเขามันจะจี้ใจดำอยู่หน่อยๆ จนตัวเขาเองรู้สึกเป็นไอ้อ่อนแอก็เถอะ แต่ในสังคมส่วนใหญ่แล้วมันก็เป็นแบบนี้ไม่ใช่เหรอ คนมีอำนาจและเส้นสายมากกว่ามักอยู่เหนือกลุ่มคนธรรมดาๆ อย่างเขาอยู่เสมอ หากคิดแข็งข้อก็เท่ากับว่าเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุงชัดๆ

การคิดแข็งข้อไม่ต่างกับการทำเรื่องโง่ๆ

“เพราะมนุษย์ส่วนมากคิดแบบคุณไง มันถึงไม่เจริญสักที”

อคิราห์กล่าวออกไปอย่างขัดใจกับความคิดของชายหนุ่ม มนุษย์ที่ไม่มีความทะเยอทะยานหาหนทางใหม่ๆ ให้กับตัวเองแบบนี้ช่างไร้สีสัน จิตวิญญาณของพายุ

ยังคงอ่อนแอเกินไปที่จะคิดสู้กับอำนาจที่มากกว่าตัวเอง ความคิดเรียบง่ายที่แสนบริสุทธิ์ บริสุทธิ์เกินกว่าที่จะสู้กับใครได้ บริสุทธิ์ซะจน...เขาอยากทำให้มันแปดเปื้อนไปด้วยความผิดบาป

พลันความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวของอคิราห์ วันเวลาที่แสนจะน่าเบื่อหน่ายในยมโลกของเขาคงน่าสนใจขึ้นมาไม่น้อยหากได้พายุไปอยู่ด้วย แม้จะเป็นจิตวิญญาณที่อ่อนแอ หากมันกลับต้องตาต้องใจอคิราห์อย่างน่าประหลาด คงน่าสนุกดีไม่น้อยยามที่เขาทำให้พายุแปดเปื้อนไปด้วยบาป เพื่อกลบทับจิตวิญญาณที่แสนอ่อนแอดวงเก่าทิ้งไปซะ

หากแต่อายุขัยของพายุกลับยังไม่ถึงฆาต ซึ่งนั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับเขาสักเท่าไหร่นัก ในเมื่อไม่ถึงฆาตก็ทำให้ถึงฆาตซะ... แต่ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ดวงจิตของพายุต่างหาก มันบริสุทธิ์เกินกว่าที่เขาจะพาอีกฝ่ายไปยัง ที่แห่งนั้นได้ต่างหาก ที่ที่รวมรวมความดำมืดทั้งมวลในโลกใบนี้เข้าไว้ด้วยกัน

...ยมโลก

“งั้นยมทูตผู้สูงส่งอย่างคุณก็ไม่ควรลดตัวลงมาคุยกับมนุษย์ตัวกระจ้อยร่อยที่ไร้ความเจริญซะสิ” พายุตอบกลับแบบประชดประชัน

“คุณอยากหลุดพ้นมั้ยล่ะ?” หากแต่สิ่งที่อคิราห์ตอบเขามากลับเป็นเรื่องอื่นไปเสียอย่างนั้น พายุเงยหน้ามองอีกฝ่ายตาเขม็งก่อนจะเอ่ยถามออกไป

“คุณหมายความว่ายังไง?”

“เมื่อก่อนคุณไม่มีทางเลือก แต่คราวนี้ผมจะหยิบยื่นทางเลือกให้กับคุณเอง...มากับผมสิ ปลดปล่อยดวงวิญญาณของคุณออกจากสิ่งที่เรียกว่าร่างกายแล้วมากับผม เมื่อนั่นคุณจะหลุดพ้นจากทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณไม่ปรารถนามัน”

ยมทูตหนุ่มยิ้มเย็นในขณะที่หยิบยื่นข้อเสนอแห่งความผิดบาปให้กับชายหนุ่ม ข้อเสนอที่ทำเอาพายุจิตใจสั่นไหวยามที่ได้ฟังมัน

...หลุดพ้นจากทุกสิ่งทุกอย่างในตอนนี้ นั่นเป็นสิ่งที่เขาต้องการหรือเปล่านะ?

“ปลดปล่อยดวงวิญญาณของผม? คุณจะสื่ออะไรกันแน่?!

เขาถามถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ในรูปประโยคนั้น แต่อคิราห์ทำเพียงแค่ส่งรอยยิ้มแฝงเลศนัยให้เขาเท่านั้น พายุมองเข้าไปในดวงตาคู่นั้นของยมทูตตรงหน้า แม้อคิราห์จะไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่พายุก็คิดว่าตัวเองรู้ความหมายนั้น ปลดปล่อยวิญญาณออกจากร่างกาย...ด้วยตัวเอง ไม่ได้ต่างอะไรกับคำว่า ฆ่าตัวตาย

“ดูเหมือนคุณจะรู้แล้วนะพายุ ว่าผมต้องการจะบอกอะไรกับคุณ”

“คุณ...ทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร”

“ผมแค่อยากช่วยคุณเท่านั้นเอง” อคิราห์ยักไหล่ แล้วคลี่รอยยิ้มมุมปากยามที่ใช้สายตาจ้องมองใบหน้าสับสนของพายุ

“ช่วยผม? ด้วยการบอกให้ผมฆ่าตัวตายซะเนี่ยนะ?!

“นั่นเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้ดวงวิญญาณของคุณสามารถไปยังที่ที่ผมมาได้”

อคิราห์ยิ้ม การพรากชีวิตตัวเองด้วยน้ำมือของตัวเองเป็นบาปอันใหญ่หลวง มันสาหัสพอที่จะทำให้จิตวิญญาณของคนคนนึงหลงอยู่ในวังวนแห่งความมืดมิดไปตลอดกาล หากพายุทำอย่างที่เขาบอก ดวงวิญญาณของชายหนุ่มก็จะถูกย้อมไปด้วยสีดำแห่งบาปอันแสนหวาน และพร้อมที่จะลงสู่อ้อมกอดของยมโลกตามที่เขาต้องการ

“คุณคงไม่คิดว่าผมจะทำอะไรสิ้นคิดแบบนั้นหรอกนะ”

“งั้นเหรอ?” อคิราห์ยิ้มกว้างเมื่อได้ยินน้ำเสียงของพายุ แม้จะบอกว่าสิ่งที่เขาเสนอเป็นอะไรที่สิ้นคิด แต่น้ำเสียงที่แสดงถึงความลังเลใจนั่นคืออะไรกันนะ “งั้นผมจะ

รอดูนะ ว่าคุณจะทนได้อีกนานแค่ไหน” ยมทูตหนุ่มหัวเราะเสียงเย็น ก่อนที่ร่างกายจะค่อยๆ จางหายจากปลายเท้าไล่ขึ้นมาด้านบนเรื่อยๆ “ทนต่อการโดนซ้อม ทนต่อการใช้ชีวิตอยู่ใต้อำนาจของมนุษย์ด้วยกันเอง...”

พายุยืนนิ่งพลางจ้องมองอคิราห์เขม็ง ตอนนี้เขากำลังตัวสั่นเทาจนรู้สึกได้ แม้จะพยายามไม่ให้ตัวเองรู้สึกหวั่นไหวกับคำพูดของยมทูตตนนี้ หากแต่มันก็ยากเย็นเสียเหลือเกิน ในเมื่อลึกๆ ในใจของเขานั้นปรารถนาที่จะหลุดพ้นจากชีวิตเฮงซวยนี้มาเนินนานแล้ว

จนเมื่อร่างของอคิราห์จางหายจนเหลือเพียงแต่ส่วนหัว ริมฝีปากบางเฉียบของยมทูตหนุ่มก็แสยะยิ้มกว้างอีกครั้ง ดวงตาคมกริบเปลี่ยนจากสีน้ำตาลกลายเป็นสีแดงฉานจับจ้องมาที่ใบหน้าของพายุ และมองลึกเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่มจนเขารู้สึกเย็นยะเยือกไปทั้งร่างกาย อคิราห์ส่งเสียงหัวเราะ ก่อนจะเอ่ยประโยคสุดท้ายออกมา แล้วจางหายไปในที่สุด...

“...ผมจะรอนะ พายุ”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

14 ความคิดเห็น

  1. #2 saccharine. (@miniwhite) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558 / 21:49
    เท่าที่อ่านมา เราว่าพายุเป็นตัวละครที่ค่อนข้างเข้มแข็งพอตัวนะ
    คงไม่คิดจะฆ่าตัวตายง่ายๆ
    ถ้าไม่เจอสถานการณ์ที่หนักหน่วงมากๆ หรือเปลี่ยนชีวิตให้แย่จนเลยความอดทนก็คงยากที่จะไปยมโลก
    คอยติดตามค่ะว่าพายุจะได้ไปหาอคิไหม
    #2
    1