ตอนที่ 1 : DAY 0 [rewrite]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 213
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    16 มี.ค. 58

DAY 0

 

กริก…”

เสียงแก้วเซรามิกวางกระทบจานรอง กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นลอยอวนอยู่ทั่วร้านบวกกับเสียงดนตรีเบาๆ ดังคลอเสริมสร้างบรรยากาศอคิราห์ละสายตาจากหนังสือพิมพ์ตรงหน้าก่อนจะเบนหน้าออกไปยังนอกร้านกาแฟที่ตัวเองนั่งอยู่ ชายหนุ่มอ้าปากหาวหวอดอย่างเบื่อหน่ายพลางใช้สายตาจับจ้องเหล่ามนุษย์ที่พาเดินกันขวักไขว่สู้แสงแดดแรงกล้าอยู่ด้านนอก

มนุษย์...จะนิยามว่าอย่างไรดีนะ? สิ่งมีชีวิตที่เต็มไปด้วยกิเลสตัณหา ดิ้นรนและไขว่คว้าเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการแม้ว่าจะต้องทนกับสิ่งที่ไม่ปรารถนา อา...หรือว่าพวกเขาไม่มีทางเลือกกันนะ? อคิราห์ไม่เข้าใจ หรือไม่ก็อาจจะเคยเข้าใจ ในเมื่อครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้วเขาเองก็เคยเป็นสิ่งที่เรียกว่ามนุษย์ แต่ความทรงจำในส่วนนั้นก็เลือนรางไปตามกาลเวลา ณ ขณะนี้เขารู้เพียงแค่ว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของความมืดมิด ผู้รับใช้เจ้าแห่งความมืดที่มีเคียวยาว สัญลักษณ์แห่งการช่วงชิงดวงวิญญาณเป็นอาวุธคู่กาย

...เขาเป็นยมทูต    

ว่าแต่ยมทูตมาทำอะไรที่โลกมนุษย์กันนะ? มาเก็บดวงวิญญาณงั้นเหรอ ถ้างั้นทำไมถึงต้องถึงขั้นปลอมแปลงจำแลงตนมาไม่ต่างจากมนุษย์ธรรมดาด้วยล่ะ? คำตอบของคำถามข้อนี้ไม่ได้ซับซ้อนเท่าที่คิด เขาก็แค่...เบื่อ

เบื่อที่ต้องคอยตามเก็บเหล่าวิญญาณลงยมโลก เบื่อหน้าที่เดิมๆ ที่ไม่มีอะไรใหม่ๆ ให้น่าตื่นเต้นเลยสักนิด เขาปรารถนาเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจใหม่ๆ ที่จะเข้ามาเติมเต็มในชีวิตอันดำมืด อคิราห์ขบคิดเรื่องนี้มานานก่อนจะตัดสินใจยื่นเรื่องขอลาพักร้อนกับทางหัวหน้าสายงานในยมโลก แล้วจึงขึ้นมายังโลกมนุษย์ โลกที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนวุ่นวาย แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ซึ่งในสายตาของอคิราห์นั้นมันคือความบิดเบี้ยวของสังคมที่แสนจะน่าสนใจไม่น้อย

เพล้ง!

เสียงแตกกระจายและเสียงโครมครามเรียกให้สายตาของคนในร้านมองออกไปยังต้นเสียงเป็นสายตาเดียวกัน ข้างนอกนั้นมีชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังถูกกลุ่มนักเลงร่างใหญ่สี่คนรุมซ้อมเสียงดังเอะอะโวยวาย หากแต่กลับไม่มีใครกล้าเอาตัวเข้าไปขวางการทะเลาะวิวาทนั้นเลยสักนิด

...ไม่ใช่เรื่องของเรา ก็อย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมมีความคิดแบบนี้ มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่รักตัวกลัวตาย ใครบ้างจะยอมเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงเพื่อช่วยเหลือคนที่ไม่รู้จัก?

เสี่ยให้เวลาแกอีกสามวันเท่านั้นจำไว้!

หนึ่งในชายร่างใหญ่กล่าวเสียงดัง เขาชี้หน้าชายหนุ่มซึ่งนอนกุมท้องด้วยความเจ็บปวดอยู่บนพื้นก่อนจะหันหลังกลับโดยไม่สนใจสายตาใครเลยแม้แต่น้อย แน่ล่ะ...ก็มีคนใหญ่คนโตหนุนหลังอยู่แบบนี้ยังจะมีอะไรให้ต้องกลัวอีก? กฎหมายงั้นเหรอ...ช่างน่าหัวเราะ!

อคิราห์ผิวปากหวือดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจากการปลอมแปลงตัวตนจับจ้องไปยังร่างของชายหนุ่มซึ่งถูกรุมซ้อมอยู่หน้าร้าน ดูๆ แล้วอายุไม่น่าจะเกินยี่สิบปี ผมสีดำสนิทตัดสั้น ดวงตาสีดำฉายแวบราบเรียบราวกับว่าเมื่อครู่เขาเพียงแค่สะดุดล้มธรรมดาๆ เท่านั้น ใบหน้าคมช้ำจากการถูกต่อย ชายหนุ่มถ่มเลือดออกจากปากแล้วจึงค่อยๆ พยุงตัวเองลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินหนีออกจากตรงนั้นไป

...ทั้งๆ ที่ดูจากหน่วยก้านแล้วก็น่าจะสามารถสู้กับนักเลงพวกนั้นได้ แต่ทำไมไม่ทำกันนะ?

ความสงสัยพลันบังเกิดขึ้นในใจของยมทูตหนุ่ม  เพราะอะไรกันนะที่ทำให้คนคนนี้เลือกที่จะ ยอมเป็นฝ่ายถูกกระทำ ทั้งๆ ที่สามารถโต้ตอบกลับไปได้ หรือเพราะมีปัจจัยอื่นๆ ที่เขาไม่รู้? ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองตามหลังชายหนุ่มคนนั้นไป อคิราห์ผิวปากหวือ พลันดวงตาก็ทอประกายสีแดงสดขึ้นมาแวบหนึ่งก่อนจะจางหายไป

ดูเหมือนว่าเขาจะได้ของเล่นคลายเบื่อชิ้นใหม่ระหว่างเที่ยวเล่นอยู่บนโลกมนุษย์นี้ซะแล้วล่ะ J

 

“ไงพายุ วันนี้ก็โดนมาอีกแล้วล่ะสิท่า”

“งั้นมั้งครับ...”

พายุตอบรับเสียงเรียบก่อนจะเดินไปเก็บจานขนมและแก้วน้ำบนโต๊ะที่ลูกค้าลุกจากไปแล้วมายังหลังร้าน เรื่องที่เขามักจะมีปัญหากับนักเลงทวงหนี้นั้นเป็นที่รู้กันไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นที่ร้านซึ่งเขาทำงานอยู่ หรือแม้กระทั่งในละแวกห้องพักที่เขาเช่าด้วยก็เช่นกัน ทุกคนต่างรู้เรื่องนี้ แววตาสงสารและสมเพชที่ชายหนุ่มได้รับทำให้เขาชินชา แม้จะถูกซ้อม หรือถูกหาเรื่องแทบจะทุกวัน แต่เขาก็ยังคงวางเฉยต่อมันและก้มหน้าก้มตาเก็บเงินใช้หนี้ที่เขาไม่ได้เป็นคนก่อต่อไป

ใช่...หนี้ที่เขาไม่ได้ก่อ หากแต่ผู้เป็นพ่อแท้ๆ ของเขานั้นต่างหากที่เป็นคนสร้างมันขึ้นมา หลังจากนั้นก็ทิ้งเขาไป เหลือไว้เพียงหนี้ก้อนใหญ่ให้เป็นมรดกตกทอดดูต่างหน้า ทำให้เขาต้องลาออกจากมหาวิทยาลัย ทั้งๆ ที่เพิ่งเรียนได้ไม่ถึงปีด้วยซ้ำ ช่างน่าซาบซึ้งใจจริงๆ ยังดีที่ก่อนหน้านั้นเขาทำงานพิเศษอยู่ที่ร้านเบเกอรี่แห่งนี้อยู่พอดี

แต่หลังจากที่เขาลาออกแล้ว ก็ดูเหมือนว่างานพิเศษที่แต่เดิมทำเพียงแค่ที่เดียวคงจะไม่สามารถหาเงินใช้หนี้ได้มากพอกับความต้องการของเขา พายุจึงจำต้องละทิ้งชีวิตวัยรุ่น และหันมาหาสารพัดงานทำโดยที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เพื่อเก็บเงินไปจ่ายดอกเบี้ยที่ดูจะเพิ่มพูนมากกว่าเงินต้นขึ้นทุกๆ วัน จนบางครั้งก็อดคิดไม่ได้ว่าเขาคงจะตายก่อนได้ใช้หนี้จนหมด

ขนาดนักศึกษาที่จบปริญญาตรียังกินเงินเดือนขั้นต่ำได้แค่หมื่นห้า แล้วเขาที่มีวุฒิแค่จบ ม.หก จะมีปัญญาไปทำงานไหนได้อีกกันที่สามารถทำเงินให้เขาได้เยอะๆ? เพราะฉะนั้นทางเลือกเพียงอย่างเดียวของเขาก็คือการทำงานเยอะๆ หลายๆ ที่ แม้จะเหนื่อยจนสายตัวแทบขาดแต่เขาก็ไม่สามารถเลิกได้ หรือหากจะให้เขาหนี? อา...เขาไม่คิดว่าตัวเองจะหนีพ้นหรอกนะ เพราะขนาดพ่อของเขา...พายุมั่นใจมากว่าตอนนี้คนคนนั้นอาจไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้ว

...ผู้อยู่เบื้องหลังคนนั้นมีอิทธิพลมากเกินไป

วาบ...

ความรู้สึกประหลาดแผ่วูบอยู่ด้านหลัง พายุชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองต่อไปเรื่อยๆ คืนนี้เขาต้องเข้าทำงานกะดึกที่ร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งต่อ และคงไม่มีเวลาว่างมากพอจะมาสนใจพลังงานแปลกๆ แถวๆ นี้หรอก ถึงแม้ว่าความรู้สึกในตอนที่เขาสัมผัสพลังประหลาดนี้ได้มันจะเย็นวูบแบบแปลกๆ ต่างจากพวก วิญญาณทั่วไปก็เถอะ...

“เฮ้อ...”

พายุถอนหายใจในขณะที่ใช้ผ้าเช็ดจานอยู่หลังร้าน จะว่ายังไงดี? เขาก็เป็นแค่คนธรรมดาที่สามารถสัมผัสและมองเห็นวิญญาณได้ก็เท่านั้นเอง บ่อยครั้งที่วิญญาณเหล่านี้ปรากฏตัวให้เขาเห็นบ่อยๆ เพื่อขอส่วนบุญ แต่ยิ่งเขามีปฏิกิริยาตอบสนองกลับไปมากเท่าไหร่ก็ดูเหมือนว่าวิญญาณดวงอื่นๆ จะยิ่งเข้าหาเขามากขึ้นเท่านั้น หลังจากที่โดนรบกวนอยู่บ่อยๆ พายุเลยเรียนรู้ที่จะทำเป็นมองเมินผ่าน อะไรๆพวกนั้นไปซะ

“พายุ รับออเดอร์โต๊ะสิบหน่อย”

“ครับพี่เหมียว”

พายุเดินออกมาจากหลังร้านตามเสียงเรียกของพนักงานรุ่นพี่ สองมือหยิบสมุดจดออเดอร์จากกระเป๋าผ้ากันเปื้อนที่สวมทับเครื่องแบบร้านอยู่ แล้วจึงเดินตรงไปยังโต๊ะสิบ

วาบ...

ความรู้สึกประหลาดแผ่วาบมายังตัวเขาทันทีที่หยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะสิบนี้ สัมผัสเย็นวูบวังเวงเหมือนกับตอนที่เขายืนอยู่หลังร้าน พายุเงยหน้าขึ้นจากสมุดจดออเดอร์ และมองตรงไปยังคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ผู้มีผิวสีขาวซีดราวกับว่าตลอดชีวิตนี้ไม่เคยได้พานพบแสงแดดเลยสักครั้ง ผมสีดำสนิทยาวถึงบั้นเอวถูกมัดรวบไว้ด้วยเชือกหนังสีเทา ดวงตาคมกริบสีน้ำตาลอ่อนจ้องมองมาที่เขาด้วยสายตา

แปลกๆ ที่พายุเองไม่อาจหาคำตอบได้ และถ้าเขาตาไม่ฝาด แวบหนึ่งเหมือนว่าเขาจะเห็นดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นทอประกายสีแดงสดขึ้นมา

“รับอะไรดีครับ” หลังจากเรียกสติกลับมาแล้วพายุจึงเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงสุภาพ ชายหนุ่มปริศนาคนนั้นมองหน้าเขาพร้อมกับหลุดยิ้มมุมปากออกมาจนพายุถึงกับงง

“ชาเอิร์ลเกรย์...”

“สักครู่นะครับ”

พายุโค้งให้อีกฝ่ายเล็กน้อยก่อนจะเดินไปส่งออเดอร์ที่หน้าเคาน์เตอร์ร้าน ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติอย่างทุกๆ วันที่มันควรจะเป็น แต่ไม่รู้ทำไม...

...เขาถึงรู้สึกราวกับว่าชีวิตของตัวเองกำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล

 

อคิราห์นั่งเหยียดยาวอยู่บนกิ่งไม้ขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ข้างร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง ผมสีดำสนิทราวกับรัตติกาลปลิวสยายกลืนไปกับความมืดมิดรอบตัว ดวงตาสีแดงสดซึ่งเป็นสีตาที่แท้จริงจับจ้องไปยังร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดพนักงานของร้านสะดวกซื้อกำลังยิงบาร์โค้ด และคิดเงินให้กับลูกค้าอยู่ จากการตามติดชีวิตของเล่นชิ้นใหม่ชิ้นนี้ อคิราห์ก็พบว่าตลอดทั้งวัน เวลาส่วนใหญ่ของพายุหมดไปกับการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กหรือใหญ่ ราวกับว่าชีวิตนี้เขาเกิดมาเพื่อทำงานอย่างเดียวเท่านั้น

ไม่มีการสังสรรค์ในหมู่เพื่อนฝูง

ไม่มีการพักผ่อน

ไม่มีการโอดครวญต่อชะตาชีวิต

...นั่นช่างทำให้เขาหงุดหงิดเสียจริง!

มนุษย์ที่เต็มไปด้วยกิเลส ตัณหา และราคะ ทำไมถึงได้มีชีวิตที่น่าเบื่อและไร้สีสันขนาดนี้กันนะ? เขาอยากจะรู้นักว่าชายคนนี้จะทนกับชีวิตจืดชืดแบบนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน หากมนุษย์ยังมีสิ่งที่เรียกว่าขีดจำกัดอยู่แล้วล่ะก็ เขาก็อยากจะเห็นนักว่าเมื่อชายคนนั้นถึงขีดจำกัดของตัวเอง ปฏิกิริยาที่แสดงออกมาจะเป็นเช่นไร

...นั่นเป็นเรื่องที่เขาหวังจะได้เห็นในอนาคตอันใกล้นี้

 

สัมผัสเย็นวาบแปลกๆ ยังคงรบกวนพายุอยู่ตลอดเวลาจนเขาไม่มีสมาธิทำงาน ชายหนุ่มหันซ้ายแลขวาอยู่เป็นระยะๆ จนเพื่อนที่เข้างานกะเดียวกันอดถามขึ้นมาไม่ได้

“พายุ นายโอเคมั้ย?”

“...อืม ฉันไม่ได้เป็นอะไร”

“แต่ท่าทางนายดู...” พนักงานร่วมกะเงียบไปครู่หนึ่งในขณะที่ใช้สายตาพินิจพิจารณาใบหน้าที่มีรอยฟกซ้ำของพายุ “...นายดูแปลกๆ นะ เหมือนกำลังระแวงกับอะไรบางอย่าง”

“ไม่ต้องห่วง พวกนั้นไม่เข้ามารุมซ้อมฉันในเวลาทำงานหาเงินให้พวกมันหรอก” พายุกล่าวตอบเสียงเรียบ แล้วจึงปรายตามองเพื่อนร่วมงาน “เพราะงั้นนายไม่ต้องกลัวว่าจะโดนลูกหลงหรอกนะ”

“อา...ไม่ได้หมายความแบบนั้นสักหน่อย”

พายุแค่นยิ้ม เขาไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เจตนาของมนุษย์นั้นจะว่ามองออกง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก สิ่งที่ปกปิดมันไว้คือหน้ากากซึ่งสวมเพื่อพรางใบหน้าและความรู้สึกที่แท้จริงเอาไว้ แต่กระนั้นเขากลับมองออก แม้ว่าคำถามที่เอ่ยออกมาจะเหมือนกับว่าเป็นห่วง แต่ลึกๆ แล้วเขารู้ดี รู้ว่าแท้จริงแล้วเพื่อนร่วมงานของเขาคนนี้กลัวว่าตัวเองจะ ซวยไปกับเขาด้วย

วาบ...

กึก!

พายุชะงักมือไปเมื่อสัมผัสเย็นวาบนั้นเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เขาสะบัดหน้ามองไปตามทิศทางที่ตัวเองสัมผัสได้ ก่อนจะพบกับต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาอยู่ข้างร้าน มันเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ยืนต้นอยู่มานาน และตัวเขาเองก็เห็นมันเป็นปกติทุกครั้งที่มาทำงานที่นี่ เห็นชัดได้เลยว่าสาเหตุไม่ได้มาจากต้นไม้ หากแต่เป็นอะไรบางอย่างซึ่งแฝงตัวอยู่บนนั้น

“เฮ้! พายุ เป็นอะไร เหม่ออีกแล้วนะ”

“...เปล่า”

เขาตอบกลับไปโดยที่ยังไม่ละสายตาออกจากต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น ชายหนุ่มหรี่ตาเพ่งฝ่าความมืดไปยังบนต้นไม้ แม้ว่ากิ่งก้านและใบไม้จะหนาทึบ แต่กระนั้นพายุกลับเห็นแสงสีแดงสดดวงเล็กๆ สองดวงสว่างวาบตรงมายังเขา ราวกับว่าพวกมันนั้นจ้องมองเขาอยู่ก่อนแล้ว

“เฮ้!

ไม่มีเวลาให้คิดทบทวนอีกต่อไป ชายหนุ่มผลุนผลันออกจากร้านไปโดยที่ไม่ฟังเสียงเรียกของเพื่อนร่วมงานเลยสักนิด ทันทีที่วิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าต้นไม้ใหญ่ สัมผัสเย็นวาบที่คอยรบกวนเขาอยู่ตลอดเวลาก็ยิ่งทวีความหนาวยะเยือกขึ้นจนพายุขนลุกซู่

“แกเป็นใคร ออกมาเดี๋ยวนี้นะ!

แม้ว่าจะแอบกลัวในสิ่งที่มองไม่เห็น แต่เขาก็ไม่อยากอยู่กับความสงสัยที่มีต่อสัมผัสเย็นประหลาดๆ นั้นอีกต่อไป มันทำให้เขาเสียสมาธิในการทำงาน และรู้สึกอึดอัดอยู่ตลอดเวลา แต่สิ่งที่พายุได้รับกลับมาก็มีเพียงความเงียบเท่านั้น ชายหนุ่มขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกหงุดหงิด ดวงตาสีดำสนิทหยีมองขึ้นไปบนบริเวณที่เขาเห็นแสงสีแดงคู่นั้น

“เฮ้ พายุ”

แรงตบเบาๆ ที่บ่าทำให้พายุสะดุ้งโหยง ชายหนุ่มหันกลับไป ก่อนจะพบว่าเจ้าของแรงตบที่บ่าก็คือเพื่อนร่วมงานกะดึกของเขานั่นเอง

“มาเงียบๆ ตกใจหมด” เขาเอ่ยตำหนิอีกฝ่ายเบาๆ

“นายสิ จู่ๆ ก็วิ่งออกมา ฉันงงไปหมด สรุปแล้วไม่เป็นไรแน่นะ?”

“เปล่าหรอก แค่...เห็นบางคนมาทำลับๆ ล่อๆ อยู่ตรงนี้ เลยคิดว่าอาจจะเป็นโจร แต่เหมือนว่าฉันจะตาฝาดไปเอง” พายุบอกปัด

“งั้นเหรอ...ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็กลับเข้าร้านเถอะ”

“อืม...”

พายุส่งเสียงรับคำในลำคอ ก่อนจะหมุนตัวเดินตามเพื่อนกลับเข้าร้านไป แต่ในขณะที่เขากำลังก้าวเท้ากลับเข้าไปในร้านนั้น สายลมเย็นก็พัดผ่านแผ่นหลังเขาจนพายุขนลุกซู่ ชายหนุ่มหันหลังกลับไปแทบจะในทันที หางตาเขาเห็นเงาดำสายหนึ่งวูบหายไปในตรอกข้างร้าน พร้อมๆ กับความรู้สึกปลอดโปร่งที่เข้ามาแทนที่...เป็นสัญญาณว่าเจ้าสิ่งที่ตามเขามาทั้งวันได้จากไปแล้ว

...จากไปโดยที่เขาไม่รู้สักนิดว่ามันต้องการอะไรจากเขากันแน่

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

14 ความคิดเห็น

  1. #1 saccharine. (@miniwhite) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558 / 21:40
    เปิดเรื่องได้น่าสนใจค่ะ
    เนื้อเรื่องให้ฟิลลิ่งลึกลับ
    แต่พอมานีกดูดีๆ อคินี่แอบน่ากลัวนะ
    ...สตอล์กเกอร์ตัวพ่อชัดๆ /โดนเสย

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2558 / 21:40
    #1
    0