[เรื่องสั้น] Mystery Night #อาจารย์อิลเลียต

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,118 Views

  • 14 Comments

  • 109 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    33

    Overall
    1,118

แนะนำเรื่องแบบย่อๆ

“แต่มีเรื่องเล่าแปลกๆ เกี่ยวกับอาจารย์อิลเลียตอยู่นะ...”


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

ยินดีต้อนรับสู่เซนต์ปิแอร์ หวังว่าเธอจะมีความสุขกับที่นี่นะ


Image result for ห้องโถงยุคอังกฤษ น่ากลัวๆ


“อาจารย์อิลเลียตน่ะ”

“ฮะ?”

“ก็นายมองอาจารย์เขาตาเขม็งขนาดนั้น ไม่ใช่ว่าอยากรู้จักหรือไง?” 

เอริคขมวดคิ้วก่อนจะหันซ้ายหันขวาแล้วกล่าวต่อ

“แต่มีเรื่องเล่าแปลกๆ เกี่ยวกับอาจารย์อิลเลียตอยู่นะ”

“ทำไมเหรอ มีเรื่องอะไร” 

“คืองี้...อาจารย์อิลเลียตเป็นอาจารย์ประจำหอพักชาย รุ่นพี่ของพวกเราเล่าต่อกันมาว่าอาจารย์อยู่ที่นี่มาตั้งแต่โรงเรียนก่อตั้งแน่ะ”

“อยู่มาตั้งแต่โรงเรียนก่อตั้ง?” 

“นายสังเกตเห็นถึงความผิดปกติแล้วสินะ โรงเรียนเราก่อตั้งมาหลายร้อยปีแล้ว...”

เอริคเงียบไปครู่หนึ่ง เขาจ้องเข้าไปในดวงตาของเอเดนแล้วกล่าวต่อด้วยประโยคที่ทำเอาคนฟังขนลุกซู่

.

.

.

“แต่ใบหน้าและรูปร่างของอาจารย์อิลเลียตกลับเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยสักนิด”

-----------------------------------------------------------------------------------------------------


นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องสั้นที่ผ่านประกวดกับ สนพ.ปราสาทสีเงิน และได้ตีพิมพ์รวมเล่มในชื่อเล่ม "เหนือจริง"

เนื่องจากหมดสัญญากับทาง สนพ.แล้ว แจ็คจึงนำมาลงเว็บให้ได้อ่านกันค่ะ

ขอให้สนุกนะคะ

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 26 เม.ย. 62 / 01:56

บันทึกเป็น Favorite


Mystery Night ปริศนาราตรีกาล

 

ยินดีต้อนรับสู่เซนต์ปิแอร์ หวังว่าเธอจะมีความสุขกับที่นี่นะ

เสียงอาจารย์หญิงวัยกลางคนกล่าวกับเด็กหนุ่มที่กำลังเดินตามหลังเธอมาด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย เอเดนเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาน่ารัก เขามีเส้นผมสีทองสว่างรับกับดวงตาสีฟ้าใสให้ความรู้สึกราวกับเทวดา เด็กหนุ่มกวาดสายตามองรอบกายด้วยความสนอกสนใจ ตัวตึกที่เขาอยู่นี้เป็นสถาปัตยกรรมโบราณชวนให้รู้สึกถึงมนต์ขลังและความเก่าแก่ เสียงรองเท้าสองคู่กระทบพื้นดังก้องไปทั่วสถานที่อันเงียบสงบ ก่อนอาจารย์หญิงจะพาเขามาหยุดอยู่ที่หน้าห้องพักห้องหนึ่ง

นี่ห้องของเธอ พักอยู่กับรูมเมตอีกคน

ขอบคุณครับอาจารย์

เอเดนผงกศีรษะ เด็กหนุ่มรับกุญแจห้องจากผู้เป็นอาจารย์ ก่อนจะเคาะประตูเล็กน้อยพอเป็นมารยาทแล้วจึงไขเข้าไปข้างใน ภายในห้องนั้นมีเด็กหนุ่มอีกคนนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียง เขามีดวงตาสีเขียวใสรับกับเส้นผมสีน้ำตาลเข้ม ใบหน้าอ่อนวัยมีรอยตกกระสีน้ำตาลกระจายทั่วโดยเฉพาะบริเวณจมูก เมื่ออีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมาเห็นเขาก็คลี่ยิ้มให้อย่างเป็นมิตรจนดวงตาสีเขียวใสหยีลง

สวัสดี นายมาใหม่สินะ?”

ใช่ ฉันเอเดน นายล่ะ?”

แซค ยินดีที่ได้รู้จักนะเอเดนแซคว่าพลางยื่นมือมาจับมือกับเอเดนแล้วเขย่าเบาๆ ก่อนกล่าวต่อ

นายอยากเดินชมที่นี่หน่อยไหม ฉันพาเดินได้นะ

แน่นอน เจ๋งไปเลยเอเดนยิ้มร่า

หลังจากจัดแจงวางกระเป๋าสัมภาระและจัดเก็บข้าวของส่วนตัวบางส่วนเรียบร้อยแล้ว เอเดนก็เดินตามแซคไปตามโถงระเบียงทางเดินที่เงียบเชียบเสียจนอดเอ่ยปากถามออกไปไม่ได้

“ทำไมที่นี่เงียบจังล่ะ?”

“ส่วนมากจะอยู่กันที่ห้องรวมด้านล่างน่ะ อยากไปไหม จะได้เจอคนอื่นๆ ด้วย” แซคถามพลางเอี้ยวหน้ากลับมามองเพื่อนใหม่เล็กน้อย

“อืม เอางั้นก็ได้”

เอเดนพยักหน้ารับถี่ๆ เมื่อเห็นดังนั้นแซคจึงเปลี่ยนเส้นทางเดินนำเขาไปอีกทางแทน เด็กหนุ่มเดินตามเพื่อนใหม่ไปเรื่อย โดยที่ระหว่างทางนั้นก็มองซ้ายมองขวาด้วยความสนอกสนใจไปตลอดทางจนกระทั่งแซคพาเขามาถึงห้องห้องหนึ่ง เมื่อเปิดเข้าไปก็เจอนักเรียนชายคนอื่นวัยไล่เลี่ยกันกับเขารวมตัวกันอยู่ในห้องนั้น บ้างก็เล่นเกม บ้างก็ดูโทรทัศน์และฟังเพลง วินาทีแรกที่เขาเข้าไปยังไม่มีใครสนใจเขานัก แต่เมื่อแซคตบมือดังๆ เรียกความสนใจ ทุกคนก็พากันชะงักและหันมามองเขาเป็นตาเดียว

“เฮ้ สนใจเพื่อนใหม่กันหน่อยสิ”

“สวัสดี ฉันชื่อเอเดน เพิ่งย้ายเข้ามาน่ะ” เอเดนยิ้มในขณะที่กวาดสายตามองไปทั่วห้อง อดรู้สึกประหม่านิดๆ ไม่ได้เมื่อทุกคนเอาแต่จ้องเขม็งมาที่เขาแบบนี้  

“ไง เอเดน ยินดีที่ได้รู้จักนะ” เสียงหนึ่งเอ่ยตอบรับเขา ก่อนที่คนอื่นๆ จะพากันเดินเข้ามาทักทายเขาจนเอเดนเริ่มรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น เขาจับมือกับเพื่อนใหม่ก่อนจะถูกลากไปร่วมวงสนทนาด้วยในนาทีต่อมา

“นายพักห้องเดียวกับแซคสินะ” เพื่อนคนหนึ่งถามขึ้นมา เอเดนพยักหน้ารับก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นเพื่อนคนนั้นมีท่าทีแปลกออกไปจนอดถามไม่ได้

“ทำไมเหรอ?”

“คือนายรู้หรือเปล่าว่าก่อนหน้านี้น่ะ...”

“เอริค ไม่เอาน่า อย่าทำให้เอเดนกลัวสิ” แซคเอ่ยปรามขึ้นมาจนเอริคชะงักไป เอเดนมองเพื่อนใหม่ทั้งสองคนสลับไปมาด้วยสีหน้าสงสัยแล้วจึงเอ่ยถามออกไปอย่างอดไม่อยู่

“มีอะไรกันเหรอ”

“คือ ก่อนหน้านี้...รูมเมตฉันหายตัวไปน่ะ” แซคยอมตอบออกไปแม้จะมีสีหน้าอึดอัดใจ

“หายตัว?!

“ใช่ หายไป มีใครพบร่องรอยเขาเลยสักนิด ไม่ใช่แค่ฮาน...ฉันหมายถึงรูมเมตคนเก่าของฉันน่ะ แต่ช่วงนี้ก็มีข่าวลือออกมาว่ามีนักเรียนพากันหายตัวไปอย่างลึกลับเกือบทุกอาทิตย์” แซคเอ่ยย้ำ

“แล้วไม่มีใครทำอะไรเลยเนี่ยนะ พวกอาจารย์ไม่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยหรือไง?!” เอเดนเอ่ยออกมาอย่างไม่เข้าใจ

“พวกอาจารย์บอกว่ามันไม่ใช่เรื่องของพวกเรา ถึงนั่นจะเกี่ยวพันกับความปลอดภัยของพวกเราก็เถอะ เฮอะๆ”

เอเดนขมวดคิ้วมุ่น แบบนี้มันแปลกเกินไปแล้ว ทั้งๆ ที่รู้ว่ามีเหตุการณ์ไม่ชอบมาพากลกับนักเรียนในโรงเรียนของตนเองแต่กลับไม่มีการป้องกันหรือแก้ไขที่แน่ชัด แต่อีกเรื่องที่น่าสงสัยก็คือทั้งๆ ที่มีเหตุการณ์แบบนี้แต่ทำไมที่บ้านเขาถึงได้ส่งเขามาเรียนที่นี่กันนะ? ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัวแถมยังไม่ได้รับคำตอบ สุดท้ายแล้วเอเดนจึงได้แต่ส่ายหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านของตัวเองออกไปแล้วจึงเอ่ยกับเพื่อนๆ ต่อ

“ฉันอยากล้างหน้าหน่อยน่ะ ห้องน้ำไปทางไหนเหรอแซค”

“ออกจากห้องนี้เดินตรงไปจนสุดทางแล้วเลี้ยวขวา” แซคว่าก่อนจะกล่าวต่อ

“ให้ไปเป็นเพื่อนไหม?”

“ไม่เป็นไร ใกล้ๆ แค่นี้เอง” เอเดนปฏิเสธเมื่อพอจะจำได้คร่าวๆ ว่าระยะทางไม่ได้ไกลเท่าไหร่นัก อีกอย่างเขาเองก็ไม่อยากจะรบกวนแซคที่เพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่เท่าไหร่ด้วย

“ตามใจ รีบกลับมาแล้วกันจะได้พาเดินดูหอพักต่อ ไม่งั้นพอถึงเวลาอาหารเย็นนายจะอดเที่ยวแน่”

“โอเค”

เอเดนพยักหน้ารับแล้วลุกเดินออกมาจากห้องนั้น ทันทีที่บานประตูห้องปิดลงเด็กหนุ่มก็รู้สึกราวกับว่าตัวเองก้าวเข้ามาสู่อีกสถานที่ บรรยากาศภายนอกเงียบกริบต่างจากภายในอย่างรู้สึกได้ชัดเจน เอเดนก้าวเดินไปตามระเบียงทางเดิน เสียงส้นรองเท้าดังกระทบพื้นเป็นเสียงเดียวที่เขาได้ยินอยู่ในตอนนี้ เด็กหนุ่มสาวเท้าเดินเร็วขึ้นเรื่อยๆ เพราะอยากจะหนีออกจากบรรยากาศเงียบเชียบน่าขนลุกเร็วๆ จนไม่ทันระวังตอนเลี้ยวโค้งและชนเข้าอย่างจังกับใครคนหนึ่งจนตัวเองเซไปข้างหลังและคงจะล้มกระแทกพื้นไปแล้วถ้าไม่ใช่ว่าเอวเขาถูกวงแขนแข็งแกร่งของใครบางคนรวบเอาไว้ได้ทันพอดี

“เป็นอะไรไหม”

น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะแหบห้าวเอ่ยถามเขาเรียบๆ แต่เอเดนกลับไม่สามารถเอ่ยปากตอบอะไรกลับไปเมื่อได้เห็นใบหน้าของคนที่ช่วยเขาเอาไว้ชัดๆ คนตรงหน้าเขาเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ เส้นผมสีน้ำตาลเข้มตัดสั้นถูกหวีเสยไปด้านหลังดูเจ้าระเบียบ คิ้วเข้มพาดเฉียงอยู่เหนือดวงตาสีเทาลึกลับซึ่งถูกกรอบแว่นสายตาสวมทับบดบังเอาไว้ ปลายจมูกโด่งรับกับริมฝีปากหนา ใบหน้าหล่อเหลาคมคายมีไรเคราสีเข้มขึ้นจนถึงแนวสันกรามแกร่ง ภาพลักษณ์ที่หลอมรวมความเคร่งขรึมกับความดิบเถื่อนแทนที่จะขัดแย้งกันแต่ในสายตาของเอเดนนั้นทุกอย่างเข้ากันอย่างไร้ที่ติ เด็กหนุ่มสูดลมหายใจลึกเมื่อดวงตาสีเทาหรี่มองเขานิ่ง ตอนนั้นเองที่เอเดนได้สติ เขาผละตัวออกจากวงแขนแข็งแรงพร้อมกับเอ่ยเสียงตะกุกตะกัก

“ขะ ขอโทษครับ”

“มาใหม่สินะ”

“ฮะ? เอ่อ ครับ” เอเดนพยักหน้ารับอย่างงงๆ เมื่อชายตรงหน้าใช้สายตาแปลกๆ พิจารณามองเขาตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า พลันริมฝีปากก็กระตุกรอยยิ้มปริศนาก่อนจะเดินจากไปโดยไม่ได้เอ่ยอะไรกับเขาอีก สร้างความงุนงงให้กับเอเดนเป็นอย่างมาก แต่สุดท้ายแล้วเด็กหนุ่มก็จำต้องปัดความสงสัยออกจากหัวเมื่อรู้สึกว่าตัวเองออกมานานเกินไปแล้ว

ว่าแต่คนคนนั้นเป็นใครกันนะ?

 

ห้องอาหารรวมในยามเย็นคึกคักไปด้วยเสียงพูดคุยเซ็งแซ่ เอเดนนั่งอยู่ริมโต๊ะติดกับทางเดินร่วมกับเพื่อนใหม่อีกสองคนอย่างแซคและเอริค ในระหว่างที่เขากำลังทานอาหารเย็นนั้นสายตาก็เผลอเหลือบไปเห็นชายคนที่เขาเดินชนอีกฝ่ายที่หน้าห้องน้ำกำลังเดินผ่านห้องอาหารไปอีกทางหนึ่ง ตอนนั้นเองที่เอริคเอ่ยขึ้นมา

“อาจารย์อิลเลียตน่ะ”

“ฮะ?”

“ก็นายมองอาจารย์เขาตาเขม็งขนาดนั้น ไม่ใช่ว่าอยากรู้จักหรือไง?” เอริคขมวดคิ้วก่อนจะหันซ้ายหันขวาแล้วกล่าวต่อ

“แต่มีเรื่องเล่าแปลกๆ เกี่ยวกับอาจารย์อิลเลียตอยู่นะ”

“เอริค ไม่เอาน่า” แซคเอ่ยปราม

“ทำไมเหรอ มีเรื่องอะไร” แต่เอเดนกลับถามอย่างสนใจเสียอย่างนั้น คำปรามของแซคเลยถูกเมินไปโดยปริยาย

“คืองี้...อาจารย์อิลเลียตเป็นอาจารย์ประจำหอพักชาย รุ่นพี่ของพวกเราเล่าต่อกันมาว่าอาจารย์อยู่ที่นี่มาตั้งแต่โรงเรียนก่อตั้งแน่ะ”

“อยู่มาตั้งแต่โรงเรียนก่อตั้ง?” เอเดนทวนคำอย่างไม่เข้าใจก่อนที่วินาทีต่อมาเด็กหนุ่มจะเบิกตากว้างเมื่อพอจะจับประเด็นบางอย่างได้

“นายสังเกตเห็นถึงความผิดปกติแล้วสินะ โรงเรียนเราก่อตั้งมาหลายร้อยปีแล้ว...”

เอริคเงียบไปครู่หนึ่ง เขาจ้องเข้าไปในดวงตาของเอเดนแล้วกล่าวต่อด้วยประโยคที่ทำเอาคนฟังขนลุกซู่

“แต่ใบหน้าและรูปร่างของอาจารย์อิลเลียตกลับเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยสักนิด”

“...อาจจะเป็นแค่เรื่องเล่าหรือเปล่า” เอเดนพยายามหาเหตุผลมาชี้แจง

“ฉันเคยเห็นรูปของอาจารย์อิลเลียตในห้องพักของอาจารย์ตอนแอบโดดเรียน” จู่ๆ แซคก็กล่าวขึ้นมาหลังจากเงียบไปนาน ดวงตาสีเขียวสดจ้องหน้าเอเดนนิ่ง

“มันเป็นรูปอาจารย์อิลเลียตที่ดูเก่ามาก มันเก่าแบบเก่าจริงๆ ไม่ใช่ทำขึ้นมาแน่ๆ ฉันมั่นใจ”

“พวกนายจะบอกฉันว่า...”

“ช่างเถอะ ยังไงเราก็ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนหรอกนะ ยังไงซะโรงเรียนเก่าแก่แบบนี้ก็ชอบมีเรื่องเล่าแปลกๆ อยู่แล้ว อย่าคิดมากเลย” เอริคยักไหล่

 

“แต่ก็มีบางคนเชื่อกันว่าอาจารย์อิลเลียตอาจจะไม่ใช่คน...”

ข้อสรุปที่ออกจากปากของแซคทำให้เอเดนรู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลัง แต่ถึงอย่างนั้นส่วนหนึ่งในใจกลับค้านคำพูดของแซคอยู่ลึกๆ นี่มันยุคสมัยไหนกันแล้ว ยังจะมีความเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจอยู่หรือไง? ความสงสัยผุดขึ้นในใจ และทางเดียวที่จะคลี่คลายมันได้...

คือพิสูจน์!

 

เสียงลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอของแซคเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าอีกฝ่ายนั้นเข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว เอเดนค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงช้าๆ โดยระวังไม่ให้ตัวเองส่งเสียงดังอะไรออกไปจนทำให้แซคตื่น หลังจากหยิบกุญแจห้องและไฟฉายเรียบร้อยแล้วเขาก็พาตัวเองออกมาอยู่ที่ระเบียงทางเดิน ก่อนจะมุ่งหน้าขึ้นไปยังชั้นบนสุดซึ่งเป็นห้องพักของอาจารย์อิลเลียตที่เขาได้เลียบๆ เคียงๆ ถามเอริคมาแล้วโดยที่อีกฝ่ายไม่สงสัยเลยแม้แต่น้อย

บรรยากาศรอบกายในยามดึกเย็นยะเยือกจนเอเดนต้องกระชับเสื้อคลุมตัวหนาที่ดูเหมือนว่าจะไม่ช่วยอะไรเขาเลยสักนิด เด็กหนุ่มย่างเท้าขึ้นตามขั้นบันได และเลือกที่จะไม่ใช้ไฟฉายตามที่ตั้งใจเอาไว้แต่แรก ความมืดรอบกายทำให้เขาเริ่มฟุ้งซ่านแต่กระนั้นก็ไม่อาจถอยหลังกลับในเมื่อมาได้ถึงขนาดนี้แล้ว

ทันทีที่เหยียบย่างขึ้นมาถึงชั้นบนสุดของหอพัก เอเดนก็เห็นแสงไฟเพียงหนึ่งเดียวลอดผ่านช่องด้านล่างของบานประตูห้องหนึ่งออกมา เด็กหนุ่มไม่ต้องเดาก็รู้ได้ทันทีว่านั่นคือห้องของอิลเลียต เขาสาวเท้าตรงเข้าไปใกล้ก่อนจะแนบหูตัวเองลงกับบานประตูนั้นเพื่อฟังเสียงภายใน

“อึก...”

เสียงหอบหายใจแผ่วๆ ดังกระทบโสตประสาท เอเดนขมวดคิ้วก่อนจะรวบรวมสติตั้งใจฟังยิ่งกว่าเดิม ท่ามกลางความเงียบยามราตรีนั้น เขาได้ยินเสียงหนึ่งที่ฟังคล้ายกับกำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่างแต่กลับไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้ ความสงสัยยิ่งพุ่งทะยานขึ้นในจิตใจจนเอเดนตัดสินใจกระทำการบางสิ่งที่อาจเสี่ยงให้เขาถูกหักคะแนนความประพฤติ หรือแย่กว่านั้นอาจถูกไล่ออกหากโดนจับได้

เด็กหนุ่มถอนใบหน้าออกจากบานประตูก่อนจะเอื้อมมือไปจับลูกบิดแล้วหมุนช้าๆ ด้วยกลัวจะเกิดเสียงดัง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโชคเข้าข้างเขาหรืออย่างไร แต่บานประตูกลับถูกเปิดออกได้อย่างง่ายๆ แม้จะสงสัยแต่เอเดนก็ไม่มีเวลามาใส่ใจในเมื่อสิ่งที่สะกิดต่อมสงสัยเขามาตลอดวันคือคนที่อยู่ในห้องนั้นต่างหาก เด็กหนุ่มแง้มบานประตูออกเล็กน้อยแล้วแนบดวงตาเข้ากับช่องว่างนั้น...

พลันดวงตาสีฟ้าใสก็เบิกกว้างเมื่อได้เห็นภาพภายในห้อง!

เขาเห็นอิลเลียต ไม่สิ! ร่างนั้นแม้จะมีเค้าโครงเหมือนกับอิลเลียตแต่กลับไม่เหมือนอาจารย์อิลเลียตที่เขาได้เจอเมื่อกลางวันนี้เลยสักนิด ใบหน้าหล่อเหลากลับเต็มไปด้วยเกล็ดสีดำสนิท ผมสีน้ำตาลเข้มยาวสยาย เล็บยาวสีดำสนิทแหลมคมดั่งใบมีดยาวเฟื้อยออกจากปลายนิ้วทั้งสิบ รูปร่างแสนประหลาดที่ทำเอาเอเดนแทบหยุดหายใจยังไม่เท่ากับร่างอีกร่างหนึ่งที่นอนหายใจรวยรินจมกองเลือดอยู่ที่พื้น

เอริค!

เอเดนปากคอสั่นระริก หัวใจเขาเต้นถี่รัวด้วยความหวาดกลัวต่อภาพตรงหน้า ความรู้สึกสั่งให้เขาหนีไปให้ไกลจากตรงนี้แต่ดูเหมือนร่างกายจะไม่ยอมให้ความร่วมมือเลยสักนิด เด็กหนุ่มได้แต่ยืนสั่นอยู่กับที่พร้อมดวงตาที่เบิกกว้าง เขาเห็นอิลเลียตเดินเข้าไปใกล้ร่างของเอริค ฝีเท้าที่ย่ำลงบนพื้นเจิ่งนองไปด้วยเลือดส่งเสียงเฉอะแฉะตามจังหวะก้าวเดินอย่างน่าสะอิดสะเอียน ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของปีศาจตนนั้นจะเงื้อฝ่ามือข้างหนึ่งขึ้น ปลายเล็บแหลมคมกริบสะท้อนกับแสงไฟในห้องเพียงชั่วเสี้ยววินาทีก่อนที่จะตวัดลงจ้วงแทงเข้ากลางอกของเอริคจนร่างทั่งร่างกระตุกถี่ด้วยความเจ็บปวด เสียงกระอักเลือดดังก้องในโสตประสาทของเอเดน เขาทำได้เพียงแค่มองเพื่อนที่รู้จักกันได้ไม่ทันข้ามวันถูกตัวประหลาดสังหารโดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลยสักนิด

“เฮือก...”

เสียงลมหายใจเฮือกสุดท้ายของเอริคดังก้องภายในความเงียบ ก่อนที่ดวงตาคู่นั้นจะหม่นแสงลง เอเดนกลืนน้ำลายลงคอ เขาพยายามเรียกสติตัวเองที่กระเจิดกระเจิงไปให้กลับเข้าร่าง ตอนนี้แม้แต่หายใจเขายังไม่กล้าจะหายใจแรง นับประสาอะไรกับหัวใจที่เต้นรัวจนเขากลัวเหลือเกินว่าตัวประหลาดในห้องนั้นจะได้ยิน!

เด็กหนุ่มค่อยๆ ก้าวถอยหลังด้วยขาที่สั่นเทา ระยะทางจากหน้าห้องของอิลเลียตถึงบันไดไม่ได้ไกลเลยสักนิดแต่ในความรู้สึกของเอเดนตอนนี้มันช่างห่างไกลเสียเหลือเหลือ เขาสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบบนฝ่ามือชื้นเหงื่อของตัวเอง ในใจภาวนาให้เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นเพียงความฝันที่เมื่อตื่นขึ้นมาทุกอย่างก็จะหายไป แต่แรงเต้นของหัวใจและกลิ่นคาวเลือดที่โชยมาแตะจมูกกลับเป็นหลักฐานยืนยันว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้าของเขานั้นเป็นเรื่องจริง เอเดนได้แต่สวดภาวนาต่อพระเจ้าขอให้รอดพ้นค่ำคืนสยองขวัญคืนนี้ไปได้ด้วยดี

หากแต่...

“ตุบ!

แต่ดูเหมือนว่าพระเจ้าจะไม่รักเขาเท่าไหร่นักเมื่อกระบอกไฟฉายที่หยิบติดมือมาด้วยดันหล่นลงพื้นเสียงดังซะนี่ เอเดนสูดลมหายใจเฮือกเมื่อรู้สึกว่าความเงียบรอบตัวกดดันและบีบรัดเขาแน่นจนแทบหายใจไม่ออก เสียงฝีเท้ากระทบพื้นดังขึ้นเบาๆ ท่ามกลางความเงียบสงัด

แอ๊ด...

บานประตูถูกผลักเปิดช้าๆ ก่อนที่ร่างร่างหนึ่งจะปรากฏสู่สายตาของเอเดน ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้างสั่นระริกยามมองตรงไปยังคน ไม่สิ! ปีศาจตรงหน้า อิลเลียตซึ่งตอนนี้กลับคืนสู่ร่างมนุษย์แล้วมองตรงมาที่เขาด้วยสายตาเรียบนิ่งไม่สื่ออารมณ์ ใบหน้าหล่อเหลาที่เอเดนเคยนึกชื่นชมเต็มไปด้วยหยดเลือดที่สาดกระเซ็น เสื้อเชิ้ตสีดำสนิทชุ่มโชกไปด้วยคราบเลือดในขณะที่มือทั้งสองข้างนั้น...

เอเดนเบิกตากว้างมองเลือดสีแดงสดซึ่งหยดลงจากปลายนิ้วทั้งสิบของอิลเลียตด้วยสายตาตื่นตระหนก เด็กหนุ่มก้าวขาสั่นๆ ของตัวเองถอยหลังแต่กลับแข้งขาอ่อนแรงจนทรุดลงกับพื้น ถึงอย่างนั้นเอเดนก็ยังไม่ยอมแพ้ ความรักตัวกลัวตายผลักดันให้เขาพยายามถัดตัวเองไปกับพื้นเพื่อหนีห่างจากร่างของอิลเลียตที่ย่างเท้าเดินเข้ามาใกล้

“จะหนีไปไหนเสียล่ะ สงสัยไม่ใช่รึ?” เสียงแหบห้าวเอ่ยถามด้วยสำนวนโบราณ ดวงตาสีเทาจ้องมองใบหน้าหวาดหวั่นของเอเดนด้วยสายตาเรียบนิ่ง

“ปะ ปล่อยผมไปเถอะ” เอเดนกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก เด็กหนุ่มส่ายหน้าอย่างหวาดกลัวเมื่อแผ่นหลังของตัวเองชนกับกำแพงเย็นเยียบ อิลเลียตเดินเข้ามาใกล้ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งตรงหน้า กลิ่นเลือดคาวคลุ้งลอยปะทะจมูกจนเอเดนรู้สึกวิงเวียนศีรษะ

“หึหึหึ เด็กน้อย...ไม่มีใครบอกเจ้าหรือว่าความสงสัยจะนำความหายนะมาสู่เจ้า” อิลเลียตกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบห้าวในขณะที่มุมปากกระตุกยิ้มร้ายกาจ

“ผะ ผม...”

ประโยควิงวอนถูกกลืนลงสู่ลำคอเมื่อเอเดนเห็นปลายเล็บแหลมคมงอกยาวขึ้นมาอีกครั้ง หัวใจดวงน้อยเต้นถี่ระรัวจนรู้สึกเจ็บหน้าอกไปหมด อุณหภูมิในร่างกายเย็นวาบคล้ายถูกแช่แข็งยามเมื่อปลายเล็บนั้นแตะสัมผัสเบาๆ ลงบนข้างแก้มเขา เอเดนพยายามส่งสายตาวิงวอน แต่กระนั้นก็ไม่อาจทำให้อิลเลียตละสายตาไปจากใบหน้าของเขาได้ ริมฝีปากหนายังคงยกยิ้ม ดวงตาสีเทาฉายประกายวิบวับในความมืด เอเดนรู้สึกถึงความเจ็บแปลบที่ต้นคอก่อนที่ทุกอย่างจะดับมืดไป!

 

“เอเดน เฮ้!

“เฮือก!

เด็กหนุ่มสะดุ้งโหยงพร้อมกับกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง เอเดนหอบหายใจหนักราวกับเพิ่งไปวิ่งมาราธอนมาจนแซคถึงกับขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ ยิ่งเห็นเพื่อนใหม่หันซ้ายหันขวาด้วยท่าทีตื่นตระหนกก็อดเอ่ยปากถามออกไปไม่ได้

“เป็นอะไรน่ะ?”

“ฉัน ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?!” เอเดนสูดลมหายใจลึก ดวงตาสีฟ้าใสฉายแววงุนงงและสับสนจนแซคประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม

“นายก็ไม่ได้ไปไหนสักหน่อยนี่ เป็นอะไร ฝันร้ายหรือไง?”

ฝัน...งั้นเหรอ?

คำพูดของแซคทำให้เอเดนฉุกคิดขึ้นมา เด็กหนุ่มรวบรวมสติที่กระเจิงกระเจิงเมื่อสักครู่แล้วพิจารณาถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตนเอง เอเดนยกมือขึ้นจับคอตัวเองเบาๆ ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่นเมื่อมันไม่มีร่องรอยหรือบาดแผลอะไรเลยสักนิดทั้งๆ ที่เมื่อคืนเขาแน่ใจมากว่าอิลเลียตใช้ปลายเล็บแหลมปาดคอเขา แต่ว่า...

“อืม...คงฝันร้ายจริงๆ นั่นแหละ”

เอเดนพยักหน้ารับช้าๆ เด็กหนุ่มถอนหายใจเฮือกเมื่อคิดได้ว่าเรื่องทั้งหมดคงเป็นแค่ความฝัน ต้องเป็นเพราะเมื่อวานเอริคเป่าหูเขาเรื่องของอิลเลียตจนเก็บไปคิดแล้วฝันร้ายแบบนี้แน่ๆ

“ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็ไปอาบน้ำเถอะ” แซคโคลงหัวไปทางนาฬิกาบนหัวเตียงแล้วกล่าวต่อ

“ใกล้จะได้เวลาแล้ว นายคงไม่อยากไปสายในเช้าวันแรกหรอกใช่ไหม?”

“โอเค”

 

ชั่วโมงโฮมรูมเต็มไปด้วยเสียงเซ็งแซ่ของเหล่านักเรียนเกรดสิบ เอเดนเดินตามแซคไปนั่งอยู่หลังห้อง ตอนนั้นเองที่เขาเริ่มสังเกตว่าตลอดเช้านี้ตัวเองยังไม่พบกับเอริคเลย สัญญาณเตือนบางอย่างร่ำร้องอยู่ภายในใจของเด็กหนุ่มแต่เอเดนกลับกดมันลงไปลึกสุดของหัวใจ

ไม่หรอก ไม่มีอะไรหรอก...

“เฮ้ แซค นายเห็นเอริคมั่งไหม? หายไปตั้งแต่เช้าแล้ว ไม่รู้ไปไหน” เด็กหนุ่มผมสีแดงคนหนึ่งที่เอเดนจำได้ว่าเป็นรูมเมตของเอริคเดินเข้ามาถามแซคด้วยสีหน้าและท่าทางกังวลอย่างเห็นได้ชัด

“นายเป็นรูมเมตเอริคไม่ใช่เหรอ มาถามฉันจะรู้ไหมเนี่ย?”

“ก็ใช่ แต่พอฉันตื่นเช้ามาก็ไม่เห็นมันแล้ว”

“ลองถามคนอื่นดูหรือยัง?”

“ถามแล้ว แต่ไม่มีใครเห็นเลย ฉันกลัวว่าเอริคจะ...” เด็กหนุ่มผมแดงเริ่มมีสีหน้าซีดเผือด

“นายบอกอาจารย์อิลเลียตหรือยัง?” แซคเอ่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“ทำไมต้องบอก...อาจารย์อิลเลียตด้วยแซค” เอเดนเอ่ยขัดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้อยู่ในโทนปกติ แม้ว่าตอนนี้ฝ่ามือเขาจะเย็นเฉียบและหัวใจเริ่มเต้นถี่ขึ้นมาด้วยความหวาดกลัวก็ตาม

“อาจารย์อิลเลียตเป็นอาจารย์คุมหอพัก ถ้าเกิดมีใครเป็นอะไรจะต้องรายงานอาจารย์เขาโดยตรง” แซคตอบ ก่อนจะหันไปทางรูมเมตของเอริคที่ยืนหน้าซีดอยู่ที่เดิมแล้วกล่าวต่อ

“นายรีบไปบอกอาจารย์ก่อนเถอะ”

“เดี๋ยว!” เอเดนพลั้งปากออกไป และเมื่อสายตาสองคู่หันมามองเขาเป็นเชิงถามเด็กหนุ่มกลับไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้ เขาได้แต่หลุบตาลงต่ำก่อนจะบอกปัดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“ไม่มีอะไร นายรีบไปเถอะ”

“อืม ฝากนายเช็กชื่อให้ด้วยนะ”

“ได้”

แซคพยักหน้ารับแล้วหันมาทางเอเดนที่นั่งเงียบไปอย่างผิดสังเกต

“นายเป็นอะไรหรือเปล่า ท่าทางไม่ดีมาตั้งแต่เช้าแล้วนะ”

“ฉันแค่...”

“ยังคิดมากเรื่องฝันร้ายเมื่อเช้าอยู่หรือไง?”

“อืม...” เอเดนพยักหน้ารับช้าๆ เมื่อไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป แซคตบไหล่เขาเบาๆ ก่อนจะยิ้มและเอ่ยปลอบใจ

“ช่างมันเถอะน่า ความฝันก็เป็นแค่ความฝัน ไม่มีทางเป็นจริงได้หรอก”

“งั้นเหรอ...”

เอเดนได้แต่ขานรับสั้นๆ เพียงแค่นั้นเนื่องจากอาจารย์เดินเข้ามาในห้องเรียนแล้ว เด็กหนุ่มก้มหน้ามองโต๊ะนิ่ง สารพัดความคิดตีกันในหัวจนสับสนไปหมด เอเดนรู้ดีว่ามันเปล่าประโยชน์ที่จะเอาเรื่องไปแจ้งกับอิลเลียต เอริคจะไม่มีวันกลับมาในเมื่อเขานั้นเห็นกับตาว่าอิลเลียตฆ่าเพื่อนคนนี้ไปแล้วเมื่อคืน

อย่างที่แซคบอก ความฝันไม่มีทางกลายเป็นความจริง

แต่ความจริงก็ไม่มีทางกลายเป็นความฝันได้เช่นกัน!

 

ตลอดทั้งวันเอเดนไม่เป็นอันทำอะไร เมื่อใดที่เขาอยู่นิ่งๆ ภายในหัวก็จะเอาแต่คิดฟุ้งซ่านเกี่ยวกับอิลเลียตจนสมาธิไม่อยู่กับการเรียนการสอนเลยสักนิด มีหลายอย่างที่เขาไม่เข้าใจ หากเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนคือความจริงแล้วทำไมแทนที่อิลเลียตจะฆ่าเขาทิ้งแต่กลับพาเขามาส่งที่ห้อง? ไม่กลัวว่าเขาจะเอาเรื่องนี้ไปบอกคนอื่นหรือยังไงกัน เอเดนมีสีหน้าเครียดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

จริงสินะ...ถึงบอกไปใครจะเชื่อ?

แม้ว่าจะมีข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับตัวของอิลเลียตมาตลอดก็ตาม แต่เรื่องนี้มันหนักหนาเกินกว่าที่ใครจะเชื่อโดยไม่เห็นหลักฐานคาตา ซึ่งเขาเองก็ไม่มีปัญญาเอาหลักฐานที่ว่านั้นมาแสดงให้ทุกคนเห็นเสียด้วยสิ จะมีใครรู้ไหมว่าฆาตกรที่เป็นต้นเหตุของการหายตัวไปของเด็กๆ ในโรงเรียนไม่ใช่ใครอื่นไกลแต่เป็นอาจารย์คุมหอพักซึ่งเป็นคนในนี่เอง!

“เอเดน นายจะเหม่ออีกนานไหม?”

เสียงของแซคเรียกให้เอเดนหลุดออกจากภวังค์ความคิดของตนเอง เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองสีหน้าเป็นห่วงของเพื่อนก่อนจะเอ่ยขอโทษเสียงเบา

“โทษทีนะแซค”

“ช่างเถอะ ฉันง่วงแล้วขอไปนอนก่อนนะ ถ้านายจะอ่านหนังสือต่อก็เปิดโคมไฟแล้วกัน” แซคปัดมือไปมาก่อนจะอ้าปากหาวเสียงดัง

“ไม่เป็นไรๆ ฉันไม่มีอารมณ์อ่านแล้วล่ะ นอนเลยแล้วกัน”

เอเดนว่าพลางปิดหนังสือเพื่อยืนยันว่าตนเองก็ชักอยากจะนอนแล้วเช่นกัน เด็กหนุ่มได้ยินเสียงแซคบ่นงึมงำอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ไฟในห้องจะดับลง เขาขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนาและพยายามข่มตาให้หลับ เพียงแต่ว่าเมื่อทุกสิ่งอยู่ในความเงียบสงัด ความคิดในหัวก็เริ่มตีกันจนฟุ้งซ่านอีกครั้ง เหตุการณ์เมื่อคืนยังคงฝังแน่นและหลอกหลอนอยู่ในความทรงจำจนเอเดนไม่สามารถข่มตาหลับลงได้อย่างที่ตั้งใจไว้ เด็กหนุ่มนอนพลิกตัวกระสับกระส่ายไปมาอยู่นานก่อนจะสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงขยับกายจากเตียงข้างๆ

“โทษที ฉันทำนายตื่นเหรอ?”

เอเดนเอ่ยขึ้นมาเบาๆ ท่ามกลางความมืด ดูเหมือนว่าเสียงพลิกตัวไปมาของเขาจะปลุกแซคให้ตื่นเสียแล้ว แต่น่าแปลกที่อีกฝ่ายไม่ได้ขานรับอะไรเขากลับมาสักนิด เด็กหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นแล้วพลิกตัวหันไปทางเตียงของแซค ก่อนจะพบว่าอีกฝ่ายนั้นลุกขึ้นมานั่งอยู่บนเตียงเสียแล้ว

“เฮ้...เป็นอะไรน่ะแซค?”

เขาตะโกนถามแต่คำตอบยังคงเป็นความเงียบเช่นเดิม เด็กหนุ่มเขม้นตามองร่างเพื่อนในความมืด ใจหนึ่งคิดไปว่าบางทีแซคอาจจะละเมอ แต่ไม่รู้ทำไมส่วนลึกๆ ในใจกลับบอกเขาว่ามันไม่ใช่ เอเดนเงียบเสียงลงแล้วจ้องพิจารณาร่างของแซคเงียบๆ เพื่อนเขานั่งนิ่งอยู่นานก่อนที่วินาทีต่อมาจะลุกขึ้นแล้วเดินผ่านหน้าเขาช้าๆ ไปตรงประตูทางออก

“แซค นั่นนายจะไปไหน?!

เอเดนเอ่ยออกไปด้วยความสงสัยระคนตกใจ เขารีบผุดลุกขึ้นแล้วตรงไปยื้อแขนเพื่อนเอาไว้ แต่ทว่าแซคกลับสะบัดเขาหลุดออกได้อย่างง่ายดายด้วยเรี่ยวแรงที่มากกว่าปกติจนผิดสังเกต

ไม่ดีแน่...แบบนี้ไม่ใช่เรื่องดีสักนิด

ลางสังหรณ์ในใจของเอเดนกรีดร้องระงม แซคเปิดประตูออกไปข้างนอกแล้วส่วนเขาได้แต่มองตามออกไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ ความหวาดผวาจากคืนก่อนยังคงฝังแน่นอยู่ในใจ แต่ลึกๆ ก็ไม่สามารถทำใจปล่อยให้แซคออกไปคนเดียวอย่างไม่รู้ชะตากรรมแบบนี้ได้ เอเดนเม้มริมฝีปากแน่นจนรู้สึกเจ็บ เด็กหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะตัดสินใจวิ่งตามอีกฝ่ายออกไปในความมืดยามราตรี!

ระเบียงทางเดินในตอนกลางวันว่าน่ากลัวแล้ว แต่มันกลับน่ากลัวยิ่งกว่าเมื่อเป็นตอนกลางคืน สถาปัตยกรรมโบราณให้กลิ่นอายน่าขนลุกยามที่เอเดนเร่งฝีเท้าก้าวตามให้ทันเพื่อนตนเอง เขาไม่เคยรู้เลยว่าแซคเดินไวขนาดนี้ เผลอเพียงครู่เดียวก็เดินไปถึงบันไดทางขึ้นที่อยู่อีกฟากของระเบียงทางเดินเสียแล้ว เอเดนใจหายวาบเมื่อเห็นว่าทิศทางนั้นคือทิศทางที่ตรงไปยังห้องพักของอิลเลียต

“แซค กลับมา!

เอเดนตะโกนกึ่งกระซิบเรียก เด็กหนุ่มมีสีหน้าแตกตื่นระคนหวาดกลัว คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันแน่นในขณะที่ดวงตาสีฟ้าใสฉายแววสั่นไหว เอเดนรีบสาวเท้าตามติดๆ จนประชิดตัวแซคแล้วรั้งแขนอีกฝ่ายไว้ได้ในที่สุด

“อย่าไปแซค!

“ไม่ได้...ต้องไป” น้ำเสียงเรียบเรื่อยไร้อารมณ์ราวกับเสียงพูดของหุ่นยนต์ดังตอบกลับมา

“เขาเป็นปีศาจ! เขาจะฆ่านาย อย่าไปแซค!

“ถึงเวลาแล้ว...”

เอเดนอยากจะตะโกนออกมาดังๆ เมื่อแซคปัดมือเขาทิ้งอีกครา ท่าทางผิดปกติแบบนี้เห็นทีคงไม่พ้นฝีมือของอิลเลียตเป็นแน่ เขาไม่รู้หรอกว่าทำไมอิลเลียตจะต้องลวงนักเรียนไปฆ่าแบบนี้ แต่เขาจะไม่ยอมให้ปีศาจนั่นทำร้ายเพื่อนเขาอีกคนได้หรอก!

แต่แม้จะคิดเช่นนั้น เอเดนก็ไม่อาจปฏิเสธว่ายิ่งพยายามยื้อยุดแซคเท่าไหร่ก็ยิ่งเข้าไปใกล้ห้องสังหารมากขึ้นเท่านั้น ความหวาดกลัวเริ่มตีตื้นขึ้นแซงความกล้า หลายครั้งที่เอเดนคิดอยากจะปล่อยมือจากแซคแล้วหนีกลับห้องเอาตัวรอดไปคนเดียว แต่กระนั้นจิตฝ่ายดีแสนงี่เง่าก็ยังคงรั้งเขาเอาไว้ที่นี่ แม้ว่าความดีนั้นอาจจะวกกลับมาทำร้ายตัวเขาเองก็ตาม

ทันทีที่ขึ้นมาขึ้นชั้นบนสุด เอเดนก็สังเกตเห็นว่าประตูห้องของอิลเลียตเปิดแง้มเอาไว้อยู่แล้วคล้ายกับจะเชิญชวนให้เข้าไปทักทาย แต่นั่นดูเป็นการเชิญชวนที่เอเดนอยากจะหนีไปให้ไกลแสนไกลถ้าไม่ติดว่าเจ้าเพื่อนบ้าของเขาดึงดันจะขึ้นมาให้ได้นี่สิ

เขาเห็นเอริคตายต่อหน้าต่อตาไปแล้ว และจะไม่ยอมเห็นแซคเป็นอะไรไปอีกคนแน่ๆ

แอ๊ด...

ประตูที่แง้มอยู่เมื่อครู่เปิดอ้าออกจนกว้าง แสงสว่างเลือนรางจากภายในห้องสาดส่องเป็นทางยาวออกมาตามแนวระเบียงทางเดิน เงาดำสายหนึ่งทอดร่างยาวอยู่ตรงหน้า ก่อนที่วินาทีต่อมาจะปรากฏร่างของอิลเลียตในสภาพที่เอเดนถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึกเมื่อได้เห็น

เรือนกายสูงใหญ่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าเขากับแซค ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเกล็ดสีดำสนิทดูน่าพรั่นพรึง และตอนนั้นเองที่เอเดนได้สบเข้ากับดวงตาคู่นั้นชัดๆ ดวงตาสีเทาในร่างมนุษย์แปรเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสดพร้อมกับรูม่านตาเรียวรีคล้ายดวงตาของอสรพิษ และเมื่ออีกฝ่ายยกยิ้มมุมปากพร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำอยู่ในลำคอ เอเดนก็รู้สึกว่าขาตัวเองสั่นระริกจนแทบยืนไม่ไหว

“มาถึงที่แล้วเจ้าคิดว่าจะหนีไปได้งั้นหรือ”

สุ้มเสียงแหบห้าวเอ่ยถามพร้อมสาวเท้าเข้ามาใกล้จนเอเดนผวาเฮือกรีบลนลานรั้งแขนเพื่อนถอยหนีมาด้านหลัง ดวงตาสีฟ้าใสฉายแววหวาดหวั่นเมื่อเหลือบไปเห็นปลายเล็บแหลมคมซึ่งงอกยาวขึ้นเรื่อยๆ และอีกไม่กี่นาทีก็คงจะพร้อมลิ้มรสเลือดเนื้อของพวกเขาเป็นแน่

“อะ ออกไปนะ!” เด็กหนุ่มทำใจดีสู้ เขาตวาดลั่นออกไปแม้ว่าน้ำเสียงจะสั่นเทาจนน่าสมเพช

“เด็กเอ๋ย ช่างไม่รู้อะไรเสียเลย” อิลเลียตกล่าวในขณะที่หยุดยืนห่างจากเอเดนและแซคอยู่หนึ่งช่วงตัว ปีศาจร้ายหรี่ตาจ้องมองร่างของเด็กหนุ่มทั้งสองก่อนจะเบนสายตาไปทางแซคแล้วกล่าวต่อ

“ถึงเวลาเจ้าแล้วแซค มาหาข้า...”

“ถึงเวลาแล้ว...” แซคพึมพำเสียงเบา ดวงตาสีเขียวเลื่อนลอยในขณะที่เริ่มก้าวเดินไปยังอิลเลียตตามเสียงเรียก และแม้ว่าเอเดนจะพยายามฉุดรั้งเพื่อนเอาไว้มากเท่าไหร่ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อเรี่ยวแรงที่น่าตกใจของแซคอยู่ดี

“แซค!

เอเดนได้แต่ร้องตะโกนออกไป เขามองเพื่อนเดินตรงไปหาอิลเลียตด้วยสายตาหวาดผวา เด็กหนุ่มก้าวขาจะตามไปดึงตัวเพื่อนกลับมา แต่ความกลัวในจิตใจกลับเหนี่ยวรั้งเอาไว้ให้เขาอยู่ที่เดิมและได้แต่มอง...

ฉากสังหาร อีกครา...

ปลายเล็บแหลมลากผ่านใบหน้าเลื่อนลอยของแซคลงมายังลำคอ ดวงตาสีเหลืองสดปรายตามองเด็กหนุ่มผมทองเจ้าปัญหาที่ชอบเอาตัวเองมาพัวพันกับเรื่องของคนอื่นด้วยสายตาท้าทายราวกับจะบอกว่าหากแน่จริงก็เข้ามาห้ามเสียสิ แต่เด็กก็ยังคงเป็นเด็กอยู่วันยันค่ำ แม้จะมีความกล้าที่ขึ้นมาถึงที่นี่ แต่กระนั้นก็ไม่มากพอที่จะยอมเสียสละเสี่ยงชีวิตตัวเองเพื่อช่วยใครอยู่ดี

ก็เป็นเสียอย่างนี้ทุกคน...

อิลเลียตละสายตาจากเอเดนแล้วหันกลับมาให้ความสนใจกับแซคที่อยู่ในเงื้อมมือของตนเอง พลันดวงตาสีเหลืองสดก็ฉายประกายกร้าว กรงเล็บแหลมคมกางออกพร้อมปลิดชีวิตเด็กหนุ่มตรงหน้า แต่ในขณะที่ปลายเล็บแหลมห่างจากหน้าอกของแซคเพียงแค่ไม่กี่นิ้ว แรงกระชากจากใครบางคนกลับทำให้ร่างของแซคถอยห่างจากเขาไปเสียได้ อิลเลียตลดกรงเล็บตัวเองลงช้าๆ ในขณะที่หันกลับไปจ้องเอเดนที่สอดมือเข้ามายุ่ง

เด็กหนุ่มคนนั้นสั่นไปทั้งตัว เอเดนรั้งแขนแซคเอาไว้แน่น ดวงตาสีฟ้าใสยังคงฉายแววหวาดกลัวยามมองตรงมาที่เขาอยู่ดี และนั่นเริ่มทำให้อิลเลียตประหลาดใจ กลัว...แต่กลับกล้าเข้ามาขวางเขาเอาไว้อย่างนั้นหรือ?

...น่าสนใจ

มุมปากของปีศาจร้ายยกยิ้ม ดวงตาสีเหลืองสดหรี่ลงเล็กน้อยก่อนที่อิลเลียตจะสาวเท้าเดินเข้าไปใกล้คนทั้งคู่อีกครั้ง ถึงเอเดนจะน่าสนใจมากแค่ไหนแต่สุดท้ายแล้วเขาก็ยังต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้เสร็จสิ้นอยู่ดี

“ยะ อย่าเข้ามา” น้ำเสียงเอเดนแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ ปลายนิ้วทั้งสิบจิกยึดแขนเพื่อนไว้แน่นในขณะที่ดวงตาก็ยังคงจับจ้องไปยังใบหน้าของอิลเลียตโดยไม่หลบ

“เจ้าฝืนไม่ได้หรอก...”

อิลเลียตกล่าวตอบสั้นๆ ก่อนจะกระชากร่างของแซคออกมาจากการเกาะกุมของเอเดนจนเด็กหนุ่มผวาเฮือก ดวงตาสีฟ้าใสเบิกโพลงยามจ้องมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าด้วยความรวดเร็วจนเขาไม่มีเวลาที่จะขวางทันเสียงด้วยซ้ำ!

สวบ!

ปลายเล็บแหลมคมแทงทะลุหน้าอกของแซคไปด้านหลัง เด็กหนุ่มผู้โชคร้ายผวาเบิกตาโพลง ร่างนั้นสั่นกระตุกอยู่สองสามทีก่อนจะแน่นิ่งไปในคราวเดียวโดยที่อิลเลียตไม่ต้องลงมือซ้ำให้เปลืองแรง กรงเล็บแหลมถูกกระชากกลับโดยเจ้าของ ปล่อยให้ร่างไร้ลมหายใจทรุดลงไปกองแน่นิ่งอยู่บนพื้น เลือดสีแดงฉานเอ่อทะลักเจิ่งนองในขณะที่หยดเลือดจากกรงเล็บแหลมก็หยดลงบนพื้นเป็นทางยาวเมื่ออิลเลียตละความสนใจจากแซคและก้าวเดินไปหาเอเดนซึ่งยังคงช็อกค้างเบิกตาโพลงตัวสั่นงันงกอยู่กับพื้น

“ไม่ ปะ ปล่อยผมไปเถอะ...” น้ำเสียงสั่นเอ่ยกระท่อนกระแท่นจนฟังแทบไม่ได้ศัพท์ เอเดนเบียดแผ่นหลังแนบชิดกับกำแพงเย็นเยียบ ดวงหน้าหวานเงยขึ้นสบกับใบหน้าของปีศาจร้ายอย่างเว้าวอน

“จริงๆ มันยังไม่ถึงเวลาของเจ้าหรอกนะเอเดน แต่ในเมื่อเจ้ารนหาที่เอง ข้าก็จะลัดคิวให้...” อิลเลียตกล่าวในขณะที่ริมฝีปากกระตุกรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

“ไม่ อย่า...” เด็กหนุ่มส่ายหน้าไปมาอย่างน่าสงสาร หากแต่กิริยาท่าทางนั้นไม่ได้ทำให้อิลเลียตเปลี่ยนความคิดได้เลยแม้แต่น้อย ปีศาจหนุ่มยิ้มหวานในขณะที่กรงเล็บแหลมสั่นระริกเมื่อกำลังจะได้ออกปฏิบัติภารกิจอีกครั้ง

“ข้าลัดคิวให้เจ้า เจ้าควรขอบคุณข้านะเด็กน้อย”

“อย่า ขอร้อง ปล่อยผมไปเถอะ” ถ้อยคำวิงวอนสั่นพร่า เอเดนในตอนนี้ทำได้เพียงแค่เอ่ยปากร้องขอความเห็นใจจากปีศาจร้ายตรงหน้า แม้ว่าความหวังที่จะรอดชีวิตนั้นแสนริบหรี่ก็ตาม

 “คิวพิเศษ สำหรับคนพิเศษ...”

นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่อิลเลียตกล่าวกับเขา ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะเข้ามาประชิด เอเดนรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดอยู่ข้างแก้ม ร่างกายของเขาสั่นเทาอย่างที่ไม่อาจห้ามได้ เด็กหนุ่มหลับตาลงทั้งๆ ที่ความหวาดกลัวยังคงกัดกินหัวใจ ในเมื่อหนีไม่ได้เขาเองก็ไม่รู้จะทำเช่นไรนอกจากยอมรับชะตากรรมและโทษความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองที่เสี่ยงเล่นกับไฟจนโดนเผาไหม้ในท้ายที่สุดนี้

“อึก!

ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วอณูความรู้สึก เอเดนสัมผัสได้ว่าร่างกายตัวเองสั่นกระตุกและเย็นลงเรื่อยๆ ดวงตาเขาหรี่ปรือลงและก่อนที่ทุกอย่างจะมืดสนิท ใบหน้าหล่อเหลาของอิลเลียตในร่างมนุษย์คือสิ่งสุดท้ายที่เขาเห็นรวมถึง...

...รอยยิ้มปริศนาซึ่งเขาคงไม่อาจหาคำตอบให้กับตัวเองได้อีกต่อไป

 

“...เดน”

เสียง...ใคร?

“...เอเดน”

เรียกเขา...ทำไม?

“เอเดน!

ดวงตาสีฟ้าใสเผยอลืมขึ้นช้าๆ ก่อนจะหลับลงเมื่อแสงสว่างจากภายนอกที่ไม่ได้เห็นมาเนิ่นนานส่องเข้าดวงตา เด็กหนุ่มหลับตาอยู่เช่นนั้นสลับกับกะพริบตาถี่ๆ จนดวงตาคู่สวยสามารถปรับตัวกับแสงภายนอกได้สำเร็จ เพดานสีขาวเป็นสิ่งแรกที่ปรากฏสู่สายตาของเอเดน เด็กหนุ่มจ้องมันนิ่งอยู่เช่นนั้นด้วยความมึนงง

นี่เขาอยู่ที่ไหนกัน?

“เอเดนฟื้นแล้ว เอเดนฟื้นแล้ว!” เสียงสั่นเครือของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านข้างเรียกให้ผู้ที่นอนอยู่บนเตียงหันกลับไปมองช้าๆ

“...คริสเต็น?” เอเดนเอ่ยชื่ออีกฝ่ายออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้งจนตัวเองอดตกใจไม่ได้ วินาทีนั้นเองที่เอเดนตระหนักว่าตัวเองกระหายน้ำมากแค่ไหน

“น้ำ...ขอน้ำหน่อย”

“ระ รอแป๊บนึงนะ พี่จะหยิบให้เดี๋ยวนี้แหละ”

หญิงสาวที่ชื่อว่าคริสเต็นรีบละล่ำละลักบอกเสียงสั่น เธอใช้มือที่สั่นเทาด้วยความดีใจรินน้ำเปล่าจากเหยือกใส่แก้วใบใสแล้วค่อยๆ ประคองร่างน้องชายตัวเองขึ้นดื่ม เอเดนดื่มน้ำอย่างกระหาย หลังจากที่ดื่มจนหมดแก้วโดยใช้เวลาไม่ถึงนาทีเขาถึงได้สังเกตว่าร่างกายตัวเองตอนนี้ไร้เรี่ยวแรงแปลกๆ เมื่อก้มมองดูก็เห็นว่าแขนขาตัวเองซูบผอมลงอย่างน่าตกใจ

“นี่มัน...อะไรกันคริส?”

เอเดนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงงุนงง เขาเงยหน้ามองผู้เป็นพี่สาวซึ่งพยายามกลั้นน้ำตาแห่งความดีใจเอาไว้จนดวงตาสีฟ้าใสไม่ต่างจากน้องชายแดงก่ำไปหมด

“ที่นี่ที่ไหน เกิดอะไรขึ้น ทำไม...”

“เรื่องนั้นช่างมันก่อน ตอนนี้พี่ต้องเรียกหมอมาดูอาการนายก่อน ขอบคุณพระเจ้าในที่สุดนายก็ฟื้นสักที”

เอเดนได้แต่มองอาการดีใจของคริสเต็นด้วยความงงงวย ก่อนที่อีกไม่กี่นาทีต่อมาจะมีทีมแพทย์เข้ามาตรวจอาการเขาในห้องพักจนวุ่นวายไปหมด เด็กหนุ่มได้แต่นั่งนิ่งจนการตรวจเบื้องต้นผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ตอนนั้นเองที่ประตูห้องพักของเขาถูกเปิดเข้ามาก่อนที่เสียงแหลมสูงที่เอเดนคุ้นเคยจะดังมาก่อนที่เขาจะเห็นเจ้าตัวเสียอีก

“เอเดนลูก ขอบคุณพระเจ้าที่ลูกปลอดภัย!

“แม่ครับ?” เขาเอ่ยออกไปได้แค่นั้นก่อนจะเงียบไปเมื่อเห็นผู้เป็นแม่ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนไม่กล้าเอ่ยถามอะไรขึ้นมาตอนนี้ เขารอ รอจนอีกฝ่ายหยุดร้องแล้วถึงได้กล้าเอ่ยปากออกมาอีกครั้ง

“นี่มัน...เกิดอะไรขึ้นกันแน่ครับ?”

“ลูกจำไม่ได้เหรอ”

“ไม่ครับ” เอเดนส่ายหน้าช้าๆ ดวงตาสีฟ้าใสฉายแววสับสนอย่างไม่เสแสร้ง

“เมื่อสองเดือนก่อนนายไปทัศนศึกษากับทางโรงเรียนจำได้ไหม...” คริสเต็นเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาแทน เธอจ้องหน้าน้องชายตัวเองนิ่ง

“แต่รถบัสที่นายไปเกิดอุบัติเหตุพุ่งชนทางกั้นจนตกลงไหล่เขา...”

หญิงสาวเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับกระซิบ

“มีนายรอดอยู่คนเดียวเอเดน แต่ก็บาดเจ็บสาหัส กู้ภัยพานายส่งโรงพยาบาลได้ทันเวลาแต่สมองนายได้รับการกระทบกระเทือนจนกลายเป็นเจ้าชายนิทรา”

เอเดนเงียบไปเมื่อได้ฟังเช่นนั่ง เด็กหนุ่มเบิกตาค้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ พลันภาพเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ก็ผุดวาบเข้ามาในหัวเป็นฉากๆ ภาพเขากับกลุ่มเพื่อนๆ ที่โรงเรียนตอนอยู่ในรถบัส เด็กนักเรียนต่างพากันร้องเพลงสนุกสนานเฮฮา เอเดนหลับตาลงช้าๆ เมื่อภาพสุดท้ายที่เขาจำได้คือแรงกระแทกหนักๆ เสียงร้องเพลงกลายเป็นเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบไป

แค่นั้นเหรอ?...

“โอ๊ย!” เอเดนยกมือขึ้นกุมศีรษะเมื่อรู้สึกปวดจี๊ดจนหน้าเหยเก ทำให้ผู้เป็นแม่และพี่สาวรีบผุดลุกขึ้นรุมล้อมเขาทันทีด้วยความตกใจ

“เอเดนเป็นอะไรลูก!

“เอเดน นายเจ็บตรงไหน พี่จะเรียกหมอ!

“มะ ไม่ครับ...พอนึกถึงเรื่องก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุผมก็รู้สึกปวดหัวนิดหน่อย ขอผมนอนพักสักแป๊บน่าจะดีขึ้น” เด็กหนุ่มส่ายหน้าปฏิเสธ เขาขบฟันแน่นก่อนจะฝืนฉีกยิ้ม แม้ว่ารอยยิ้มนั้นจะดูอ่อนแรงมากก็ตามที

ไม่หรอก...เขาโกหก

“เอางั้นเหรอ...”

“ครับ แม่กับพี่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ผมไม่เป็นไรแล้ว” เอเดนเอ่ยปลอบแม้ภายในใจจะยังคงหวั่นเมื่อความทรงจำส่วนหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวก็ตาม

“งั้นพักผ่อนเยอะๆ นะลูก เดี๋ยวแม่กับคริสจะไปคุยกับคุณหมอเรื่องเคสของลูกก่อน”

“ครับแม่”

เอเดนรับคำสั้นๆ เขามองตามจนคนทั้งสองเดินออกนอกประตูห้องไป ตอนนั้นเองที่เด็กหนุ่มถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เขาหลับตาลงช้าๆ ก่อนจะเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองในใจ หากนี่คือความจริง หากเรื่องที่เขาเกิดอุบัติเหตุจนกลายเป็นเจ้าชายนิทราไปสองเดือนเต็มเป็นความจริง งั้นเรื่องราวเหล่านั้นล่ะ? โรงเรียนประจำที่ให้กลิ่นอายลึกลับ แซค เอริค และอาจารย์คนนั้น ไม่สิ...ปีศาจตนนั้น ปีศาจที่ชื่อว่าอิลเลียต ทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องราวในความฝันที่เขาจินตนาการขึ้นเองในช่วงที่ไม่ได้สติงั้นเหรอ แต่ถ้ามันเป็นความฝัน มันก็ช่างเป็นความฝันที่สมจริงเสียเหลือเกิน

เอเดนเผลอเลื่อนมือขึ้นมาแตะกลางหน้าอกตัวเอง ความเจ็บปวดจากปลายเล็บแหลมและกลิ่นคาวเลือดยังคงตราตรึงในความทรงจำ ส่งผลให้กายผอมบางสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว เด็กหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก เอเดนพยายามปลอบใจตัวเองไม่ให้คิดมาก เพราะยังไงซะมันก็แค่ความฝันเท่านั้น เขาไม่จำเป็นต้องกลัวความฝันที่ไม่สามารถหลุดออกมาทำอันตรายเขาได้ เว้นเต่ว่า...

...นั่นจะไม่ใช่ความฝัน

 

ความมืดยามราตรีมาพร้อมกับความเงียบสงัด โดยเฉพาะสถานที่อย่างโรงพยาบาลด้วยแล้วแทบจะไม่มีเสียงใดๆ เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อยเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนผู้ป่วย ในห้องห้องหนึ่ง เอเดนนอนหลับสนิทอยู่บนเตียง ลมหายใจเด็กหนุ่มเข้าออกสม่ำเสมอเป็นสัญญาณว่าเขากำลังหลับลึก ลึกเสียจนไม่รู้เลยว่าบัดนี้มีใครอีกคนลอบเข้ามาในห้องของตนเอง

“หึ...”

เสียงหัวเราะเบาๆ ดังแผ่วในความมืด เงาร่างสูงใหญ่ยืนตระหง่านอยู่ข้างเตียงของเอเดน แม้ว่าร่างกายที่แท้จริงของเด็กหนุ่มตรงหน้าเขาจะซูบผอมผิดไปจากความทรงจำในอีกห้วงมิติ แต่กระนั้นก็ไม่อาจลบล้างความพึงพอใจที่เขามีต่อเอเดนได้ ชายปริศนาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียง ฝ่ามือใหญ่หยาบกร้านแตะลงเบาๆ บนผิวแก้มนิ่มอย่างถือวิสาสะ พลันมุมปากก็กระตุกยิ้มที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่

“เอเดน...” เสียงแหบต่ำเอ่ยเรียกชื่อผู้ที่หลับสนิทอยู่บนเตียง ในขณะที่ปลายนิ้วก็ยังไม่หยุดลูบไล้ผิวแก้มของอีกฝ่าย จนกระทั่งเด็กหนุ่มสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาในที่สุด ดวงตาสีฟ้าใสปรือปรอยด้วยความง่วง เขาเพ่งมองในความมืดอยู่เพียงครู่ก่อนจะเบิกตากว้างและส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจเมื่อเห็นเงาร่างใหญ่ของใครบางคน

“ปะ ปีศาจ!!!

“ชู่...” อิลเลียตยกปลายนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากตนเองด้วยสีหน้ากึ่งขำกึ่งชอบใจ ดวงตาสีเทาลึกลับจ้องใบหน้าตื่นตะลึงปนหวาดกลัวของเอเดนแล้วจึงเอ่ยต่อ

“ถ้าเจ้าไม่เงียบล่ะก็ ข้าจะเชือดคอเจ้าซะ...”

คำขู่นั้นดูจะได้ผลดีเมื่อเอเดนรีบหุบปากฉับแถมยังถดตัวหนีไปไกลจากเขา แม้ว่าพื้นที่ของเตียงจะไม่ค่อยอำนวยสักเท่าไหร่ก็ตาม ดวงตาสีฟ้าใสมองใบหน้าของปีศาจที่เคยคิดว่ามีเพียงในฝันด้วยแววตาหวาดกลัว กายผอมบางสั่นไหวอย่างน่าสงสารเสียจนอิลเลียตชักจะรู้สึกว่าตัวเองทำเกินกว่าเหตุไปซะอย่างนั้น อิลเลียตถอนหายใจพลางยื่นมือออกไปหมายจะปลอบ แต่นั่นกลับทำให้เอเดนยิ่งมีสีหน้าเหมือนจะร้องไห้ออกมาไม่วินาทีใดก็วินาทีหนึ่งน่ะสิ

“ยะ อย่าเข้ามานะ...” เอเดนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ดวงตายังไม่ละไปจากใบหน้าหล่อเหลาของอิลเลียตแม้แต่น้อยเนื่องจากกลัวว่าหากเผลอละสายตาเพียงนิด อีกฝ่ายจะพุ่งเอาเล็บแหลมมาแทงตนเองเหมือนในฝันน่ะสิ

“...ข้าไม่ทำร้ายมนุษย์” อิลเลียตเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่เหมือนกับว่าแค่นั้นจะยังไม่พอให้เอเดนไว้ใจได้ เขาถอนหายใจแล้วเอ่ยขยายความ

“ข้าไม่ใช่ปีศาจ ข้าคือผู้ชำระวิญญาณในโลกหลังความตาย”

“ผะ ผู้ชำระวิญญาณ?”

“เป็นผู้ที่คอยส่งต่อวิญญาณที่ถึงฆาตให้กับยมทูต” อิลเลียตเอ่ย เขาจ้องหน้าเอเดนแล้วยกยิ้มเล็กน้อยในขณะที่กล่าวต่อ

“และคอยจัดการส่งวิญญาณที่ยังไม่ถึงฆาตกลับคืนสู่กายเนื้อ...โรงเรียนที่เจ้าเห็นนั่น จะว่าเป็นมิติที่เอาไว้กักดวงวิญญาณเยาวชนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะก็ไม่ผิดนัก ถึงวิธีส่งกลับจะน่ากลัวไปหน่อยแต่ก็ไม่ได้ส่งผลร้ายต่อกายเนื้อนี่นะ”

“ละ ละ แล้วมาหา ผะ ผมทำไม” เอเดนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก เขามองหน้าอิลเลียตด้วยสายตาหวาดระแวงที่ปิดไม่มิด

“ในเมื่อคุณ...บอกว่าผมยังไม่ถึงฆาต งั้นก็ ก็...หมดหน้าที่คุณแล้วนี่”

“ก็ใช่...” อิลเลียตหัวเราะหึหึจนเอเดนผวาเฮือก และยิ่งผวาหนักกว่าเดิมเมื่ออิลเลียตที่ควรจะนั่งอยู่เฉยๆ กลับลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วโน้มตัวลงมาใกล้เขาจนใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันเพียงฝ่ามือกั้น ฝ่ามือใหญ่ทั้งสองข้างเท้าไว้กับเตียงนอนจนคล้ายกับว่าเอเดนถูกกักอยู่ในกรงขังอ้อมแขนแกร่ง อิลเลียตคลี่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วกล่าวต่อเสียงเบา

“แต่ข้าดัน...ติดใจเจ้าเข้าให้เสียแล้วเด็กน้อย”

“ติด...ติดใจ?” เอเดนเอ่ยทวนอย่างไม่เข้าใจ

“ไม่มีวิญาณตนใดกล้าเข้ามาขวางเวลาที่ข้าจะชำระดวงวิญญาณสักตน” อิลเลียตเอ่ยยิ้มๆ ก่อนจะยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้เอเดนจนเด็กหนุ่มต้องย่นคอหนี

“แต่เจ้ากลับกล้าเข้ามาขวางข้าเพียงเพราะเป็นห่วงเพื่อน ทั้งๆ ที่ตัวเจ้าเองก็หวาดกลัวข้าไม่ใช่น้อย นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ข้าเริ่มสนใจเจ้าขึ้นมา เจ้า...พิเศษกว่าใครที่ข้าเคยพบ”

“เอ่อ ขอบคุณ...ครับ” เด็กหนุ่มเอ่ยรับอย่างไม่แน่ใจนัก เหมือนอิลเลียตจะชมเขาหรือเปล่า นั่นใช่เรื่องดีใช่ไหมเนี่ย?

ไม่สิ! ตอนนี้เขาควรจะกลัวมากกว่าไม่ใช่เหรอ?!

“เพราะงั้นข้าถึงตามเจ้ามาถึงนี่ไงล่ะเด็กน้อย” อิลเลียตเอ่ยสรุปแต่ก็ยังไม่ยอมเคลื่อนใบหน้าตนเองออกไปเสียทีจนเอเดนรู้สึกอึดอัด แม้ว่ารูปร่างอีกฝ่ายตอนนี้จะไม่ได้น่ากลัวเหมือนตอนครั้งล่าสุดที่อิลเลียตแทงเขาด้วยปลายเล็บแหลมก็ตาม

“เอ่อ เอาเป็นว่าผมรับรู้แล้วกัน ยังไงก็ขอบคุณที่ชอบ งะ งั้นคุณจะออกไปได้หรือยังครับ”

“ใครบอกว่าข้าจะมาแค่นี้” อิลเลียตหัวเราะหึหึ ดวงตาสีเทาฉายประกายระยิบแม้จะอยู่ในความมืด

“งั้นคุณต้องการอะไร ระ หรือว่า...!” เอเดนเบิกตากว้างแล้วถดตัวถอยหนีไปจนชิดหัวเตียง ริมฝีปากบางสั่นระริกยามเอื้อนเอ่ยสมมุติฐานของตนเองออกมา

“พะ เพราะคุณถูกใจผม คุณเลยจะมาฆ่าเอาวิญญาณผมไปใช่ไหม?! มะ ไม่เอานะ! ผมยังไม่อยากตาย!

“บางทีเจ้านี่ก็ช่างจินตนาการเสียจริง” อิลเลียตกล่าวเชิงประชด ก่อนฝ่ามือใหญ่ข้างหนึ่งจะยื่นไปแตะใบหน้าเอเดนเบาๆ แต่กลับทำให้อีกฝ่ายหลับตาปี๋ตัวสั่นเทาอย่างน่าสงสาร

“ข้าไม่ทำร้ายเจ้าหรอก อย่ากังวลไปเลย แค่...”

“อะ อะไร...”

“แค่จะตีตราเล็กๆ น้อยๆ”

“ตะ ตราอะไร?!

อิลเลียตเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เมื่อเอเดนเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ชายหนุ่มออกแรงเชยคางเอเดนให้เงยขึ้นเล็กน้อยแล้วยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้จนชิด ใกล้จนสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิจากตัวของอีกฝ่ายรวมถึงแรงเต้นของหัวใจซึ่งเต้นถี่รัวด้วยความหวาดหวั่น พลันใบหน้าคมเข้มก็โน้มลงประทับริมฝีปากเบาๆ ที่หน้าผากมน ตามมาด้วยปลายจมูก และจบลงที่กลีบปากบางที่ยังคงสั่นระริก

สัมผัสครั้งแรกแผ่วเบาราวกับต้องการปลอบประโลม ก่อนที่มันจะร้อนแรงและเรียกร้องมากขึ้นเรื่อยๆ จนเอเดนไม่อาจต่อต้าน คล้ายกับว่าภายในหัวเขากลายเป็นสีขาวโพลน เด็กหนุ่มรู้สึกได้ถึงกระแสความอุ่นวาบบนกลีบปากตนเองก่อนที่วินาทีต่อมาอิลเลียตจะผละออกไปและมองหน้าเอเดนด้วยสายตาของผู้ชนะ

“ร่างกายเจ้าเป็นของข้า”

“มะ หมายความว่าไง...”

“รวมถึงวิญญาณของเจ้าด้วย”

“ผะ ผมไม่เข้าใจ...”

อิลเลียตไม่ได้กล่าวตอบอะไรออกไป ชายหนุ่มผละตัวออกมายืนอยู่ข้างเตียงของเอเดนแล้วทอดสายตามองร่างซูบผอมของเด็กหนุ่มซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอเมื่อครั้งเป็นเจ้าชายนิทรา พลันริมฝีปากหยักก็กระตุกรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ความปรารถนาในตัวเอเดนพลุ่งพล่านจนไม่อาจควบคุมได้ แต่ในเมื่อร่างกายของอีกฝ่ายยังไม่พร้อมอิลเลียตก็บอกกับตัวเองว่าควรจะรอไปอีกนิด เพราะอย่างไรเสียเอเดนก็ไม่มีทางหนีเขาได้พ้น

“เจ้าไม่มีทางหนีข้าพ้นนับแต่นี้...”

ร่างกายของอิลเลียตค่อยๆ สลายกลายเป็นกลุ่มควันสีดำ เอเดนเบิกตามองภาพนั้นด้วยสายตาตื่นตระหนก และก่อนที่กลุ่มควันจะสลายหายไปจนหมดเด็กหนุ่มก็ได้ยินประโยคสุดท้ายที่ทำเอาเขาหนาวสั่นไปทั้งหัวใจ!

“...และตลอดไป!”

-------------------------------

แจ็ค ทอร์ก 

ก็จบแบบนี้แหละค่ะ ที่เหลือไปจิ้นกันต่อเอง ถ้าว่างๆ ไอเดียมาอาจเอามาทำต่อเป็นเรื่องยาวค่ะ ถ้าชอบก็คอมเม้นเป็นกำลังใจให้ได้นะคะ หรือติดแท็ก #อาจารย์อิลเลียต ก็ได้ค่ะ ขอบคุณค่า

 

 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Jack O Lantern/JackXy Wu จากทั้งหมด 43 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

14 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 15 พฤษภาคม 2562 / 07:30
    เรื่องยาวววว งือออ
    #14
    0
  2. #13 stalkerno7♡ (@alwayslumin) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 / 01:24
    สนุกกกกก สนุกๆมากๆเลยค่ะ แงงงง
    #13
    0
  3. #12 Siriphat3116 (@Siriphat3116) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 / 10:27
    แงงงง ชอบมากเลย
    เป็นเรื่องยาวเถอะนะพลีสสสสสส
    #12
    0
  4. #11 papangpaii (@leepang) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 / 01:21
    ชอบค่ะ งื้ออออ
    #11
    0
  5. วันที่ 5 พฤษภาคม 2562 / 22:14
    สนุกมากเลยค่ะ ตอนแรกคิดว่าจะเป็นนิยายผีแล้ว 😂😂 อยากให้แต่งต่อจังเลยค่ะ 💓💓
    #10
    0
  6. วันที่ 4 พฤษภาคม 2562 / 06:11
    เปลี่ยนใจทำเป็นเรื่องยาวไหม ชอบอะ
    #9
    0
  7. #8 410ne- (@410ne-) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 เมษายน 2562 / 04:06
    ชอบจ้ะ อยากอ่านเรื่องยาว หาแนวแบบนี้ยากอ่ะ(หรือฉันหาไม่เจอเอง)
    #8
    0
  8. วันที่ 28 เมษายน 2562 / 14:58
    แงงงงงง น่าอ่านมากกกดดด ไรท์มาอัพต่อน้าๆๆๆๆๆๆ
    #7
    0
  9. #6 Mistyblack (@Mistyblack) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 เมษายน 2562 / 17:40
    กรี๊ดดดด อยากอ่านต่อออ
    #6
    0
  10. วันที่ 6 กรกฎาคม 2561 / 00:31
    สนุกมากเลย ชอบกลิ่นอายบรรยากาศของโรงเรียนที่บรรยายมามากเลย มันทำให้เราเกิดภาพในหัวขึ้นมาแบบชัดเจน รู้สึกหนาวเย็นไปกับตัวละคร โอ้ยยยยนน เราชอบการบรรยายปนวนี้มากกกกกกเลยยยยยยน คนเขียนแต่งดีมากกกกกกกกกก ตอนจบนี่ทำให้เราอยากอ่านต่อมากๆเลย คงจะดีถ้าเอาแต่งต่อเป็นเรื่องยาว สุดท้ายก็ขอบคุณคนเขียนที่สร้างผลงานดีๆมาให้ได้อ่าน เป็นกำลังใจให้ในการแต่งนิยายดีๆออกมาเยอะๆเลย ขอบคุณค่ะ<3
    #5
    0
  11. วันที่ 30 พฤษภาคม 2561 / 23:26
    สนุกกกกก ขอเรื่องยาววววว ชอบบยบบบ ลุ้นจนกลั้นหายใจ555
    #4
    0
  12. วันที่ 19 พฤษภาคม 2561 / 22:54
    เเต่งเรื่องยาวน้าา พลีสสสสส
    #3
    0
  13. #2 ChompunutEksuk (@ChompunutEksuk) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 เมษายน 2561 / 15:08
    อยากให้เป็นเรื่องยาวจังเลยย
    #2
    0
  14. วันที่ 16 เมษายน 2561 / 05:10
    ความหลอนๆปนหวานๆนี้มันคืออะไรกันนน!? > < สนุกมากคร๊าบบบบ ตอนแรกคิดว่าไม่ฉากหวานๆ แต่ตอนนี้อยากจิ้นต่อออแล้ว
    #1
    0