llเรื่องสั้นll รัตติกร [Yaoi]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 688 Views

  • 6 Comments

  • 45 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    3

    Overall
    688

แนะนำเรื่องแบบย่อๆ

ราเมนทร์เกลียดพระจันทร์ เกลียดตั้งแต่วันที่คนสำคัญในชีวิตจากไปอย่างไม่หวนกลับ แสงจันทร์สลัวราวกับจะเยาะเย้ยเขาผู้สูญเสีย แต่แล้วโชคชะตากลับเล่นตลกส่งรัตติกรเข้ามาในชีวิต รัตติกรที่แปลว่า...พระจันทร์


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
---รัตติกร---

"ผมชื่อรัตต์ ย่อมาจากรัตติกร"

.
.
.

รัตติกรที่แปลว่าพระจันทร์



การสูญเสียคนสำคัญไปอย่างไม่มีวันหวนกลับเมื่อยี่สิบปีก่อนนั้นทำให้ราเมนทร์เหมือนกับขาดอีกครึ่งหนึ่งของชีวิตตนเองไป ในเมื่อคนคนนั้นเป็นเหมือนแสงสว่างในชีวิตของเขา แต่ทันทีที่แสงนั้นดับไป ทุกอย่างก็ไม่อาจสดใสได้ดั่งเดิม

ราเมนทร์จำได้ดีว่าวันนั้นเป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง แสงจันทร์สลัวสาดส่องจนน่าหงุดหงิด อคติผุดขึ้นในใจ ราวกับกำลังเยาะเย้ยในวันที่เขาสูญเสียอีกครึ่งหนึ่งของชีวิต

เขาเกลียด

เกลียดพระจันทร์ที่สุด

เรื่องสั้นเรื่องนี้แต่งขึ้นเพื่อส่งร่วมกิจกรรมกับเพจ "เขียนไหม" ค่ะ หวังว่าทุกคนจะชอบเรื่องราวเศร้าๆ ซึ้งๆ แต่อบอุ่นเรื่องนี้นะคะ ขอบคุณค่ะ

ฝากเพจนักเขียนหน่อยนะคะ เพจแรกเป็นเพจของแจ็คเองค่ะ ส่วนอีกเพจเป็นเพจรวมนักเขียนภายใต้ชื่อกลุ่มเดดไลน์ค่ะ
 



เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 6 ต.ค. 59 / 18:43

บันทึกเป็น Favorite


รัตติกร


เมื่อคืนนั้นที่จันทร์สลัว แสงสีนวลให้ความรู้สึกเย็นเยือกแทนที่จะละมุนตาเหมือนเช่นทุกครั้ง มันเคยอบอุ่นยามพวกเขาทั้งคู่ได้นั่งเคียงกันเหม่อมองท้องฟ้ากว้าง ทว่าทุกสิ่งกลับพังทลายเมื่อคนข้างๆ จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ณ ตอนนั้นเขาได้พบกับอารมณ์อีกรูปแบบหนึ่ง ดวงจันทร์ดวงเดิมแต่ความรู้สึกยามจ้องมองมันกลับแปรเปลี่ยนไป แสงนวลตาเย็นชาจนน่าใจหาย ราวกับกำลังซ้ำเติมต่อเขาผู้ที่เพิ่งเสียคนสำคัญในชีวิตไป

นับตั้งแต่วันนั้น ราเมนทร์ก็กล้าพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเขาเกลียดพระจันทร์...

 

ยี่สิบปีต่อมา...

เสียงเข็มนาฬิกาดังติ๊กต่อกบอกเวลาสามทุ่มสิบห้านาที แต่ว่าห้องสมุดพ่วงกิจการคาเฟ่แห่งนี้กลับยังคงเปิดไฟสว่างจ้า เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงที่เหล่านักเรียนชั้นมัธยมปลายใกล้จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยกันแล้ว เวลาเปิดให้บริการจึงได้ขยายเพิ่มจากสองทุ่มเป็นสี่ทุ่มเพื่อตอบสนองเหล่านักเรียนซึ่งต้องการสถานที่สงบเงียบในการอ่านหนังสือสอบ

เปาะแปะ...เปาะแปะ...ซ่า

ราเมนทร์ในวัยสามสิบห้าปีเหลือบตาขึ้นจากหนังสือในมือหลังจากที่ได้ยินเสียงฝนตกเปาะแปะ ก่อนที่มันจะเริ่มลงเม็ดหนักจนกลบเสียงเพลงสากลที่เขาเปิดคลอเบาๆ อยู่ในร้าน ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่กับสภาพอากาศแปรปรวนของประเทศไทยที่นึกอยากจะแดดออกก็ร้อนแทบละลาย นึกอยากจะฝนตกก็ตกหนักจนน้ำท่วม เขาวางหนังสือที่ตัวเองอ่านลงบนโต๊ะ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเตรียมจะปิดร้าน แม้จะยังไม่ถึงเวลา แต่ความเงียบสงัดภายในร้านก็บอกเขาทางอ้อมว่าตอนนี้คงไม่มีลูกค้าหลงเหลืออยู่แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นราเมนทร์ก็ยังคงเดินตรวจเช็คสภาพภายในร้านอย่างละเอียดซึ่งทำเป็นประจำจนติดนิสัยอยู่ดี

คาเฟ่ด้านล่างเงียบสงัดปราศจากผู้คน ดวงตาเรียวคมภายใต้แว่นตากรอบใสหรี่ลงเล็กน้อย ราเมนทร์เดินขึ้นบันไดเพื่อตรวจสอบชั้นด้านบนซึ่งจัดเป็นส่วนให้อ่านหนังสือ ทันทีที่เขาเห็นหนังสือวางกองบนโต๊ะโดยไม่เก็บเข้าชั้นให้เป็นระเบียบก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เห็นทีคงต้องติดป้ายเตือนจริงจังเสียแล้วสำหรับพวกเด็กไร้ระเบียบอย่างนี้

หลังจากเดินเก็บหนังสือเข้าชั้นเรียบร้อยแล้วชายหนุ่มก็ตรวจตราความเรียบร้อยอีกเล็กน้อยก่อนจะหมุนตัวเดินกลับ ทว่าว่ายังไม่ทันที่จะได้ก้าวลงบันไดไปตามใจคิด สายตาก็เหลือบเห็น อะไรบางอย่าง โผล่ออกมาจากช่องว่างระหว่างชั้นวางหนังสือ และเมื่อพิจารณาดูดีๆ แล้วจึงพบว่ามันคือกระเป๋าเป้สีน้ำตาลเข้ม ดูแล้วน่าจะเป็นของผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

ใครมาลืมไว้หรือไง?

คิดกับตัวเองในใจก่อนจะสาวเท้าเดินเข้าไปใกล้ เห็นทีว่าคงต้องเก็บไว้รอเจ้าของมารับพรุ่งนี้เสียแล้วล่ะมั้ง? ทว่าราเมนทร์กลับต้องเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ เมื่อเจ้าของกระเป๋าที่เขาคิดถึงไปเมื่อครู่ดูจะอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด ที่ว่าใกล้เพราะข้างๆ กระเป๋าใบนั้นคือร่างของผู้ชายคนหนึ่งในชุดนักเรียนโรงเรียนนานาชาติซึ่งเขาพอจะจำได้รางๆ ว่าอยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่นักนั่งเหยียดขาเอนศีรษะพิงชั้นวางหนังสือหลับอย่างสบายอกสบายใจ ราเมนทร์นิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะทรุดนั่งยองๆ แล้วเอื้อมมือไปเขย่าหัวไหล่อีกฝ่ายพร้อมเอ่ยปลุก

“น้องครับ น้องครับ ตื่นได้แล้วครับมานอนอะไรตรงนี้”

“อือ ผมขออีกห้านาทีนะแม่ เดี๋ยวตื่นมาอ่านวิทย์ฯ ต่อ...” น้ำเสียงอู้อี้ถูกส่งตอบกลับมาก่อนที่มือของราเมนทร์จะถูกปัดออกเบาๆ เล่นเอาเจ้าของห้องสมุดคาเฟ่แห่งนี้คิ้วกระตุก

“พี่ไม่ใช่แม่น้องครับ ที่นี่ห้องสมุดคาเฟ่ ไม่ใช่บ้านน้องนะ”

“หือ...” เสียงครางอือดังขึ้นอย่างงุนงง คิ้วเข้มขมวดมุ่นแม้จะยังหลับตาอยู่ ก่อนที่วินาทีต่อมาดวงตาคู่นั้นจะค่อยๆ ฝืนลืมขึ้น ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมึนเบลอจ้องหน้าราเมนทร์อยู่เกือบสามวิก่อนที่มันจะเบิกกว้างด้วยความตกใจ “เฮ้ย! อะ อะไรเนี่ย?!

ราเมนทร์ยังคงมีท่าทีสงบนิ่งแม้ว่าจะโดนเด็กตรงหน้าตะโกนใส่ด้วยความตกใจก็ตาม เขาถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะอธิบายอย่างใจเย็น

“ฝนตก พี่จะปิดร้านเลยขึ้นมาเช็คด้านบนแล้วเห็นน้องนอนหลับอยู่เนี่ย”

“ฮะ ฝนตก?” อีกฝ่ายยิ่งเบิกตากว้างจนตาโตๆ แทบถลนออกมา

“ครับ”

“เวรกรรม แล้วผมจะกลับบ้านยังไงเนี่ย?!

ราเมนทร์มองเจ้าหนุ่มในชุดนักเรียนขยี้หัวตัวเองอย่างบ้าคลั่งแล้วเผลอหลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อย ซึ่งนั่นทำให้คนถูกหัวเราะหน้าบึ้งขึ้นมาถนัดตา เมื่อเห็นดังนั้นเขาเลยแสร้งกระแอมไอแล้วเอ่ยเสนอทางเลือกให้เด็กตรงหน้าไป

“โทรให้ที่บ้านมารับสิ”

“เออว่ะ ผมลืมไปเลย” เจ้าตัวตบเข่าตัวเองฉาดใหญ่ก่อนจะล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมากดโทรออก ทันทีที่ปลายสายกดรับก็รัวใส่จนราเมนทร์ฟังแทบไม่ทัน “ฮัลโหลพี่ มารับผมหน่อยสิ ผมติดฝนอยู่ที่ห้องสมุดคาเฟ่อ่ะ อื้อๆ ตอนนี้พี่เจ้าของร้านอยู่เป็นเพื่อน พอพี่ใกล้ถึงแล้วโทรหาผมนะ ครับๆ สวัสดีครับ”

“พี่จะมารับเหรอ?”

“ครับ แต่ตอนนี้ผมขอรออยู่ที่นี่ก่อนได้ไหมอ่ะ พี่อย่าเพิ่งปิดร้านนะ” ราเมนทร์ชะงักไปเมื่อดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเป็นประกายจ้องมองเขาด้วยแววตาออดอ้อน พลันภาพของใครบางคนก็สว่างทับซ้อนกับเจ้าเด็กในชุดนักเรียนคนนี้ ดวงตาที่เป็นประกายสดใสราวกับคนคนนั้นมาอยู่ตรงหน้า ชายหนุ่มตกอยู่ในภวังค์ความคิดจนเผลอเหม่อมองใบหน้าอีกฝ่ายอย่างลืมตัว จนคนถูกมองต้องเอ่ยเรียกสติ “เฮ้ยพี่ เป็นไรเปล่า ถ้าไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมไปรอที่เซเว่นข้างๆ ก็ได้...”

“...เปล่า ไม่เป็นไร แค่เผลอคิดอะไรนิดหน่อย” ราเมนทร์ตอบกลับ เขาสะบัดหัวเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตาสีดำสนิทปรายตามองลูกค้าหนึ่งเดียวภายในร้านแล้วเอ่ยต่อ “ลงไปหาอะไรอุ่นๆ ข้างล่างดื่มระหว่างรอพี่นายไหมล่ะ หรือจะนั่งรออยู่บนนี้?”

“เครื่องดื่มฟรีป่ะพี่ ถ้าฟรีผมจะลงไป” เอ่ยถามพร้อมยิ้มตาหยีจนราเมนทร์หลุดยิ้มออกมา

“ก็ได้ ถือซะว่าเลี้ยงเด็กเตรียมแอดฯ แล้วกัน ตามมาสิ”

“เย่!

 

กลิ่นโกโก้ร้อนหอมกรุ่นเหมาะกับอากาศเย็นๆ ในยามฝนตกอย่างน่าประหลาดใจ ราเมนทร์ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามกับเจ้าหนุ่มตรงหน้า ดวงตาสีดำลอบพิจารณาใบหน้าและท่าทางของอีกฝ่ายเงียบๆ เด็กนี่รูปร่างสูงโปร่งแต่ติดที่ว่าผอมเกินไปหน่อย ผิวพรรณเหมือนพวกลูกคุณหนู เส้นผมสีดำตัดสั้นรับกับใบหน้าขาวสะอาด ปากเรียวบางดูท่าจะเป็นพวกช่างพูดช่างเจรจา จมูกโด่งพอประมาณ ไม่ถึงกับโด่งมาก ส่วนดวงตาสีน้ำตาลอ่อนนั่นก็ฉายประกายซุกซน และเมื่อราเมนทร์สังเกตดีๆ ก็พบว่าใต้ตาซ้ายของอีกฝ่ายมีขี้แมลงวันเล็กๆ สีน้ำตาลจางซึ่งถ้าไม่ตั้งใจมองดีๆ ก็คงจะไม่เห็น

 

ฉันไม่ชอบมันเลย มันทำให้หน้าฉันหมดหล่อ

ฉันว่ามันเข้ากับนายดีออก

ยังไงฮะ นายอย่ามาพูดดีไปราม สักวันฉันจะไปจี้มันออก

เอาน่า เชื่อฉันสิ ขี้แมลงวันใต้ตาเขาบอกว่ามันทำให้คนมีเสน่ห์เพิ่มขึ้นนะ

ตลกเถอะ...

 

บทสนทนาหนึ่งลอยเข้ามาในหัว แม้จะผ่านมานานยี่สิบกว่าปีแต่ราเมนทร์กลับจำได้ขึ้นใจทุกประโยค ทุกถ้อยคำ ทุกน้ำเสียงและการกระทำ ชายหนุ่มไม่ได้คิดถึงเรื่องพวกนี้มานานแล้ว ทว่าคนตรงหน้ากลับทำให้เขาหวนย้อนอดีตได้ถึงสองครั้งภายในระยะเวลาที่ไล่เลี่ยกัน

“พี่ชื่ออะไรครับ” จู่ๆ เจ้าหนุ่มนี่ก็เปิดบทสนทนาขึ้น เรียกสติที่หลุดลอยกลับสู่อดีตของราเมนทร์คืนมา ชายหนุ่มมองหน้าอีกฝ่ายด้วยสายตาเรียบนิ่งไม่ระบุอารมณ์ก่อนจะเอ่ยตอบกลับไป

“จะถามชื่อคนอื่นต้องแนะนำตัวเองก่อนรู้ไหม” ว่าพลางเหลือบตามองสมุดการบ้านของอีกฝ่ายที่วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้า ลายมือหวัดๆ แต่ราเมนทร์ก็ยังอ่านออกว่ามันเขียนว่า รัตติกร

“ผมชื่อรัตต์ ย่อมาจากรัตติกร”

“ชื่อแปลกดี”

“มันแปลว่าพระจันทร์น่ะพี่” รัตติกรเล่าพลางยิ้มกว้าง “ผมเกิดวันที่พระจันทร์เต็มดวง แม่เลยตั้งชื่อนี้ให้ เจ๋งไปเลยใช่ไหมล่ะ”

“อืม...ความหมายดี”

แน่นอนว่าราเมนทร์ไม่สามารถพูดออกไปได้ว่าเขาเกลียดอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับพระจันทร์

“แล้วพี่อ่ะ ชื่อไรครับ บอกผมได้ยังเนี่ย”

“ราม”

“ย่อมาจากพระรามป่ะ” รัตติกรเอ่ยแซวก่อนจะหัวเราะแล้วกล่าวต่อ “ล้อเล่นนะพี่”

“ไม่เป็นไร” ชายหนุ่มยิ้มอย่างไม่ถือสา เด็กในช่วงวัยอย่างรัตติกรจะมีนิสัยแสบซ่าแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ราเมนทร์ยกแก้วเครื่องดื่มตัวเองขึ้นจิบก่อนจะเอ่ยต่อ “ว่าแต่เราน่ะทำไมไปหลับอยู่ในซอกแบบนั้นฮะ ถ้าพี่ไม่ขึ้นไปดูก่อนปิดร้านจะทำยังไง”

“ก็มันง่วงนี่พี่ ผมน่ะอ่านหนังสือจนนอนดึกติดกันมาสี่วันแล้วนะ” ว่าพลางทำหน้าบูดบึ้งไปพลาง “พอมาเจอแอร์เย็นๆ เพลงเพราะๆ เปิดคลอแบบนี้มันเลยวูบไปจนพี่ปลุกนี่แหละ อืม...ถึงพี่ไม่ปลุกผมก็คงนอนแบบนั้นยันเช้าอ่ะ โทรศัพท์ก็ปิดเสียงเอาไว้ใครโทรมาตามก็คงไม่รู้เรื่องหรอก”

“ดูแลตัวเองบ้าง โหมอ่านหนังสือหนักใช่ว่าจะดีเสมอไปนะ”

“จะให้ทำไงได้อ่ะพี่ ก็คณะที่ผมอยากเข้ามันต้องอ่านเยอะๆ นี่นา”

“นายอยากเข้าคณะไหน?”

“วิศวะ” รัตติกรว่าพลางเบ้ปาก “อยากเข้าจริงๆ ไม่ได้ตามกระแสด้วย”

ประโยคบอกเล่าจากปากของรัตติกรทำให้ราเมนทร์นึกย้อนกลับสู่อดีตอีกครั้ง ตอนนั้นเจ้านั่นก็บอกเขาไว้ว่าอยากเรียนวิศวะ แม้ว่ามันจะเป็นความปรารถนาที่ไม่อาจเป็นจริงเมื่อตัวคนพูดอยู่ไม่ถึงวันนั้นก็ตาม และนั่นก็เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาเลือกสอบเข้าวิศวะแทนรัฐศาสตร์ที่ตัวเองตั้งเป้าเอาไว้ตอนแรก ราเมนทร์ผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะดึงตัวเองกลับสู่ปัจจุบัน ชายหนุ่มกำมือเล็กน้อยแล้วคลายออกเมื่อรู้สึกว่ามันเริ่มสั่น ก่อนจะเอ่ยปากออกไปโดยไม่รู้ตัว

“ถ้าไม่รังเกียจ...”

“โอ๊ะ แป๊บนึงนะ พี่ผมโทรมาล่ะ” รัตติกรเอ่ยขัดเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ตัวเองดัง เขากดรับก่อนจะพูดกับปลายสายอยู่ไม่กี่ประโยคแล้ววาง จากนั้นจึงหันมาทางราเมนทร์ก่อนกล่าวขึ้น “พี่ผมจอดรถรออยู่หน้าร้านแล้วอ่ะ”

“อ้อ...มาสิ เดี๋ยวพี่เดินไปส่งเราแล้วกัน” ราเมนทร์ว่าพลางลุกขึ้นแล้วเดินนำไปหน้าร้าน ฝนยังคงลงเม็ดอยู่ประปราย แม้จะไม่แรงเท่าตอนแรกแต่ก็พอให้ตัวเปียกได้ถ้าเดินฝ่าออกไป ชายหนุ่มเอื้อมหยิบร่มคันหนึ่งซึ่งแขวนอยู่ข้างประตูทางออกแล้วยื่นมันให้รัตติกรที่เดินตามมาด้านหลัง “เอ้านี่ ให้ยืมก่อน เป็นหวัดขึ้นมาล่ะแย่แน่”

“ขอบคุณครับ ไว้เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมเอามาคืนนะ”

“กลับดีๆ โชคดีนะ”

ราเมนทร์เอ่ยคำอวยพรที่เคยพูดติดปากกับใครบางคน ใครบางคนที่โชคร้ายบ่อยๆ จนมาพาลมาบ่นว่าอิจฉาที่เขาโชคดีอย่างนู้นอย่างนี้ จนเขาต้องแบ่งโชคดีของตัวเองให้ผ่านคำอวยพร

...แต่ดูเหมือนว่าเขาจะแบ่งให้เจ้านั่นน้อยไปหน่อย ไม่งั้นตอนนี้ข้างกายเขาคงจะมีใครอีกคนคอยป่วนให้คลายเหงา

“เอ่อ...พี่ราม”

“หืม?” จู่ๆ คนที่ทำท่าจะเดินจากไปหันกลับมาเรียกเขาเสียอย่างนั้น ราเมนทร์เลิกคิ้วมองรัตติกรด้วยความสงสัยก่อนที่อีกฝ่ายจะเอ่ยปากต่อ

“เมื่อกี้พี่มีอะไรจะพูดกับผมเหรอ?”

“อ้อ...” ราเมนทร์เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเอ่ยต่อสิ่งที่พูดค้างเอาไว้ “ถ้าไม่รังเกียจ พี่ติวให้นายได้นะ”

รอยยิ้มสว่างสดใสขัดกับบรรยากาศฝนพร่ำรอบกายทำให้ภายในใจของราเมนทร์รู้สึกเต็มตื้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก และเมื่อประโยคสั้นๆ ถูกส่งออกจากริมฝีปากบาง ราเมนทร์ก็ไม่อาจห้ามตัวเองผุดยิ้มขึ้นมาได้

“งั้นรบกวนด้วยนะพี่ราม พรุ่งนี้เจอกัน ขอบคุณล่วงหน้าครับ”

 

วันเวลาอันแสนน่าเบื่อของราเมนทร์ในวัยสามสิบห้าปีกำลังถูกเติมเต็มโดยเด็กนักเรียนมัธยมปลายวัยสิบแปดที่รู้จักกันโดยบังเอิญ โดยปกติแล้วตอนนี้เขาควรนั่งเฝ้าเคาน์เตอร์หน้าร้านคอยต้อนรับลูกค้า แต่ตอนนี้ชายหนุ่มกลับโยนงานทั้งหมดให้ลูกพี่ลูกน้องซึ่งเป็นหุ้นส่วนร้านรับหน้าที่ แล้วผันตัวมาเป็นติวเตอร์พิเศษให้กับรัตติกรแทน

“ยากอ่ะพี่ ถ้าต้องจำทั้งหมดนี่ผมต้องหัวระเบิดตายแน่ๆ”

“อยากเข้าวิศวะไม่ใช่เหรอ ถ้าไม่พยายามจะทำตามที่ตัวเองฝันได้ไหม?” ราเมนทร์เอ่ยจี้จนรัตติกรหน้ามุ่ยลงไปถนัดตา เห็นแบบนั้นก็อดใจอ่อนไม่ได้ “เอางี้ ลองทำโจทย์ชุดนี้ดูก่อน เสร็จแล้วพี่จะให้พักยี่สิบนาทีแล้วค่อยต่อ ตกลงไหม”

“เลี้ยงโกโก้ผมแก้วนึงด้วยสิ” ดวงตาใสแป๋วจ้องหน้าเขาในขณะที่เอ่ยต่อรอง ราเมนทร์คลี่ยิ้มพลางส่ายหัวเบาๆ ให้เจ้าเด็กที่เพิ่งรู้จักกันคืนเดียวก็ตีเนียนเหมือนสนิทกับเขามานานหลายสิบปี

“ถ้าทำถูกเกิดครึ่งจะเลี้ยงแล้วกัน”

“โหย ยังจะมีข้อต่อรองอีก”

รัตติกรบ่นอุบอิบ แต่ก็ยอมหยิบโจทย์ซึ่งเป็นข้อสอบเก่าของปีที่แล้วขึ้นมาทำตามที่ราเมนทร์บอกอยู่ดี ระหว่างนั้นราเมนทร์ก็คอยมองและเอ่ยแนะแนวทางในจุดที่รัตติกรชะงักค้างเพราะไม่แน่ใจจนกระทั่งเจ้าตัวทำโจทย์เสร็จหมดทั้งชุดจนได้

“โอเค พักได้ จะไปเดินยืดเส้นยืดสายก็ได้แต่ห้ามหนีไปนอน” ราเมนทร์แอบแซวอีกฝ่ายจนรัตติกรหน้ายู่

“ไม่ไปไหนแล้ว อยู่คุยกับพี่รามนี่แหละ”

“ทำไม พี่คุยสนุกเหรอ”

“ไม่รู้สิ แต่เหมือนผมจะถูกชะตากับพี่นะ” รัตติกรขมวดคิ้วในขณะที่สีหน้าฉายแววครุ่นคิด “เหมือนคนรู้จักกันมานานแล้วหายไป พอมาเจอกันอีกครั้งก็ไม่ต้องทำความรู้จักกันใหม่ให้มากมาย อืม...ประมาณนั้นมั้ง”

ประโยคที่รัตติกรพูดมานั้นส่งผลให้ราเมนทร์ชะงัก คำพูดหนึ่งของคนในความทรงจำดังขึ้นในหัวราวกับรู้จังหวะ ทว่าชายหนุ่มกลับปัดมันทิ้ง คำพูดของคนที่ใกล้จะจากไปคล้ายจะเพ้อเสียมากกว่าตั้งใจจะหมายความเช่นนั้นจริงๆ

“งั้นเหรอ...” สุดท้ายก็ได้แต่ตอบรับสั้นๆ กลับไปแทน

“ว่าแต่พี่รามเถอะ พี่จบวิศวะ แต่มาเปิดห้องสมุดเนี่ยนะ?” ดวงตาสีน้ำตาลใสฉายแววอยากรู้อยากเห็นเด่นชัด ดูท่าว่ายี่สิบนาทีต่อจากนี้เขาคงถูกเด็กนี่ซักจนสะอาดแน่ๆ

“ก็นะ...พี่ไม่ได้อยากเรียนวิศวะแต่แรกอยู่แล้ว” เอ่ยมาถึงตรงนี้ดวงตาสีดำสนิทก็หลุบลงต่ำ ราเมนทร์ถอดแว่นออกมาวางบนโต๊ะก่อนจะหลับตาลงช้าๆ

“ทำไมครับ เอ่อ...ผมถามได้ไหมเนี่ย” รัตติกรเอ่ยอย่างกล้าๆ กลัวๆ เมื่อเห็นท่าทีที่แปลกไปของราเมนทร์ เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะหนึ่งก่อนที่ชายหนุ่มจะเงยหน้าขึ้นพร้อมกับส่งรอยยิ้มเศร้าสร้อยให้คนถาม จริงๆ แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนสำหรับราเมนทร์มาก แต่ไม่รู้ทำไมพอรัตติกรถามเขา เขากลับอยากตอบ อยากถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดให้คนตรงหน้าฟัง

“ไม่เป็นไร ถามได้” ชายหนุ่มเอ่ยอนุญาตก่อนจะเริ่มพาตัวเองกลับสู่อดีตอีกครั้ง “พี่มีเพื่อนสนิทอยู่คนนึง เรารู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะบ้านอยู่ข้างๆ กัน เราเป็นมากกว่าเพื่อน มากกว่าพี่น้อง เขาเป็นคนที่รู้ใจพี่มากที่สุดรองจากครอบครัว เจ้านั่นน่ะเป็นคนขี้เล่น ทั้งแสบทั้งซ่าจนพวกผู้ใหญ่ปวดหัว...” เล่ามาถึงตรงนี้ราเมนทร์ก็เผยรอยยิ้มอ่อนโยนเสียจนคนมองใจเต้น

“เอ่อ พี่ราม ถ้าผมละลาบละล้วงเกินไปพี่ไม่ต้องเล่าต่อก็ได้นะ” รัตติกรเอ่ยขึ้นมาเมื่อพอจะเดาเรื่องราวต่อจากนี้ได้

“ไม่เป็นไร พี่บอกแล้วไง” ราเมนทร์เอื้อมมือไปขยี้หัวอีกฝ่ายเบาๆ อย่างเอ็นดู “บางที...บางทีเขาอาจอยากให้พี่เล่าเรื่องของเขาให้นายฟังนะรัตต์”

“งั้นผมจะทำตัวเป็นคนฟังที่ดีแล้วกัน” รัตติกรยิ้ม ดวงตาสีน้ำตาลสดใสเยียวยาหัวใจอันบอบช้ำของคนมองราวกับยาวิเศษ ราเมนทร์สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะเอ่ยต่อ

“เจ้านั่นมีความฝันว่าอยากเรียนวิศวะตั้งแต่เด็กๆ ตามพ่อ แต่แล้ววันหนึ่งร่างกายของเขากลับเกิดอาการแปลกๆ พอไปตรวจก็พบกว่าเจ้านั่นเป็นโรคร้าย...พวกเราพยายามยื้อเขาไว้ แต่สุดท้ายเจ้านั่นก็จากพวกเราไปในวันเกิดอายุครบสิบห้าปีของตัวเอง” ความเงียบโรยรอบตัวคนทั้งคู่ ราเมนทร์สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะผ่อนออกมาช้าๆ ดวงตาสีดำสนิทฉายแววเจ็บปวด “เพื่อนที่ดีที่สุดของพี่ คนที่เป็นมากกว่าพี่น้องของพี่จากพี่ไปทั้งๆ ที่ยังไม่ทันได้ทำตามความฝันของตัวเองด้วยซ้ำ...”

“พี่เลยเรียนวิศวะเพื่อเขา...ใช่ไหมครับ”

“ใช่ พี่เรียนเพื่อเขา” ราเมนทร์ยิ้ม แม้จะเป็นรอยยิ้มแสนเศร้า ทว่าแววตาของชายหนุ่มกลับมั่นคงแน่วแน่ต่อการตัดสินใจครั้งนั้นของตนเอง “ในเมื่อเขาไม่มีโอกาสจะทำตามฝันตัวเอง พี่ก็จะเป็นตัวแทนทำตามความฝันให้เขา”

“เขาคงเป็นคนสำคัญกับพี่มาก”

“สำคัญมาก พี่กล้าพูดอย่างไม่อายปากว่าเขาเป็นครึ่งหนึ่งของตัวพี่”

“น่าอิจฉานะครับ” รัตติกรเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาจนราเมนทร์ต้องถามซ้ำ

“เมื่อกี้ว่าอะไรนะ?”

“ผมบอกว่าพี่คนนั้นเขาน่าอิจฉาจัง” ว่าพลางถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นและใช้ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองหน้าราเมนทร์ “ผมฟังแล้วโคตรอิจฉาเลย แต่ลึกๆ แล้วกลับรู้สึกขอบคุณยังไงไม่รู้...”

“หืม...พี่ว่าพี่ไม่ค่อยเข้าใจที่นายว่าเท่าไหร่นะรัตต์”

“เฮ้อ...ผมก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันพี่” รัตติกรว่าพลางสะบัดหัวเบาๆ “มันสับสนแปลกๆ อ่ะ เหมือนมีสองความรู้สึกในใจ อิจฉาก็อิจฉา จะหาเพื่อนดีๆ แบบพี่สักคนมันยากนะจริงป่ะ แต่อีกความรู้สึกในใจมันขอบคุณที่พี่ทำทุกอย่างเพื่อเพื่อนของพี่ขนาดนั้น บ้าว่ะ ผมไม่ใช่เพื่อนพี่สักหน่อยนี่เนอะ จะไปขอบคุณแทนทำไม สงสัยฟังแล้วอินตามแหงๆ”

“รัตต์...”

“หืม? ว่าไงพี่ราม”

“ก่อนเจ้านั่นจะไป มันบอกพี่ว่า...”

กริ๊งงงง!

เสียงกริ่งที่ราเมนทร์ตั้งเอาไว้ดังขึ้นมาเมื่อครบกำหนดเวลาพักยี่สิบนาที ชายหนุ่มชะงักคำพูดที่กำลังจะเอ่ยออกไปก่อนจะหันไปกดปิดเสียงโทรศัพท์เพื่อไม่ให้มันรบกวนลูกค้าคนอื่นซึ่งนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะใกล้ๆ กัน จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าที่แสดงชัดถึงความอยากรู้อยากเห็นของรัตติกรแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ

“เอาล่ะ ครบยี่สิบนาทีแล้ว มาต่อกันที่บทถัดไปดีกว่า”

“โห่...พี่ราม อย่าทำแบบนี้สิ”

“ไม่ต้องมาโอดครวญ เปิดหนังสือได้แล้วเจ้าเด็กดื้อ”

ราเมนทร์แสร้งตีหน้าดุ ก่อนจะหลุดหัวเราะเมื่อรัตติกรทำหน้ามุ่ยแต่ก็ยอมเปิดหนังสือไปอีกบทหนึ่งตามที่เขาบอกแต่โดยดี เอาเถอะ ติวให้เสร็จก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง ยังไงซะ เขาก็เริ่มจะมั่นใจอะไรบางอย่างขึ้นมาแล้วล่ะ

แม้ว่ามันจะไม่น่าเชื่อเลยก็ตาม...

 

“เฮ้อ...กว่าจะเสร็จ นี่พี่กะสูบวิญญาณผมให้ได้เลยใช่ไหมเนี่ย”

รัตติกรบ่นอุบเมื่อการติวหฤโหดผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เขาลุกขึ้นจากที่นั่งก่อนจะยืดแขนบิดตัวไปมาเพื่อไล่ความปวดเมื่อย เสียงกระดูกลั่นดังกร๊อบแกร๊บตามจังหวะการหมุนตัวเรียกเสียงหัวเราะเบาๆ จากคนอายุมากกว่าได้เป็นอย่างดี

“อะไรกัน เป็นเด็กเป็นเล็กทำมาเป็นกระดูกลั่น”

“ไม่ต้องมาล้อเลยพี่ราม ไม่ใช่เพราะพี่ให้ผมนั่งหลังขดหลังแข็งทำโจทย์มหาโหดนี่เป็นชั่วโมงๆ หรอกเหรอ”

“แค่นี้ยังบ่น ถ้าเจอข้อสอบจริงๆ นายจะไม่ร้องไห้วิ่งออกจากห้องสอบเลยหรือไง”

“ตลกล่ะพี่”

รัตติกรยู่หน้า ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมาเมื่อมันส่งเสียงร้องอยู่ภายในกระเป๋าเขา ชื่อพี่ชายที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอทำให้เจ้าตัวกดรับทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด เขาคุยกับปลายสายอยู่อีกไม่กี่ประโยคก่อนจะกดวางแล้วยัดเก็บเข้ากระเป๋าไปดังเดิม ราเมนทร์ที่ฟังบทสนทนาอยู่ตั้งแต่ต้นจนจบลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วฉวยหนังสือติวของตนเองยัดใส่มือรัตติกรซึ่งรับไปอย่างงุนงง

“พี่มารับแล้วใช่ไหม มา เดี๋ยวเดินไปส่งหน้าร้าน”

“เดี๋ยวๆ หนังสือนี่?”

“เอากลับไปอ่านไง”

“ให้ผมยืมกลับบ้านได้เหรอ”

“ถ้าไม่ให้ยืมพี่จะยัดมันใส่มือเราทำไมฮึ” ราเมนทร์ว่ายิ้มๆ ก่อนจะยกมือขึ้นขยี้ผมรัตติกรเบาๆ ด้วยความเอ็นดู “ตั้งใจอ่านหนังสือสอบ ถ้าสอบติดเดี๋ยวพาไปเลี้ยง”

“เอาจริงดิ”

“จริงไม่จริงวันประกาศผลสอบเดี๋ยวก็รู้”

“โฮ่ พี่รามนี่ใจป้ำน่าดู”

รัตติกรหัวเราะร่าในขณะที่เดินตามราเมนทร์ลงไปยังชั้นล่าง แสงไฟจากรถยนต์คันหรูซึ่งจอดอยู่หน้าร้านจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพี่ชายของเขาเอง รัตติกรหันมาโบกมือบ๊ายบายราเมนทร์ก่อนจะก้าวเดินขึ้นรถไป ทิ้งให้เจ้าของห้องสมุดคาเฟ่มองตามไฟท้ายจนลับสายตา ความเงียบรอบตัวทำให้คำพูดหนึ่งดังแจ่มชัดในความคิด และคราวนี้ราเมนทร์ก็ไม่ได้ใจร้ายปัดมันทิ้งไปเหมือนครั้งก่อน

 

ราม...

อะไร นายจะบอกอะไรฉันเหรอ...

สักวัน...

...

สักวัน...ฉันจะกลับมา...กลับมา หา...นาย อีกครั้ง

 

น้ำเสียงแผ่วเบาตะกุกตะกักในความทรงจำยังคงแจ่มชัด ราเมนทร์จำรายละเอียดในคืนนั้นได้เป็นอย่างดี คืนที่อีกฝ่ายได้จากเขาไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ เขาจำได้แม้กระทั่งเสียงลมหายใจที่ขาดห้วงก่อนจะหายไปตลอดกาล และจำได้อีกว่าวันนั้นเป็นคืนที่พระจันทร์เต็มดวง แสงสีเงินยวงสวยงามราวกับจะเยาะเย้ยเขาที่เพิ่งเสียคนสำคัญไป

ราเมนทร์เงยหน้ามองท้องฟ้ายามราตรี คืนนี้ก็เป็นอีกคืนที่พระจันทร์เต็มดวงทอแสงสว่างนวลตา หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงไม่แม้แต่จะเหลือบมองให้ย้อนคิดถึงคืนวันเก่าๆ แต่ในตอนนี้พระจันทร์กลับทำให้เขาคิดถึงใครอีกคนนอกเหนือจากเพื่อนคนสำคัญในอดีต

 

ผมชื่อรัตต์ ย่อมาจากรัตติกร

มันแปลว่าพระจันทร์น่ะพี่ เจ๋งไปเลยใช่ไหมล่ะ

 

“ใช่...มันเจ๋งไปเลย นายก็คิดอย่างนั้นใช่มั้ยกานต์”

รอยยิ้มบางผุดขึ้นอย่างไม่อาจห้ามได้ หัวใจดวงเดิมซึ่งถูกแช่แข็งมายี่สิบปีเต็มกำลังถูกความอบอุ่นจากแสง รัตติกรดวงใหม่หลอมละลายช้าๆ กระแสอุ่นวาบเต็มตื้นอยู่ภายในอก ราเมนทร์ไม่รู้หรอกว่ารัตติกรคนนี้คือติรกานต์ที่กลับมาทำตามคำสัญญาในวันนั้นหรือไม่ แต่ว่านะ...

“ขอบคุณ”

น้ำเสียงทุ้มเอ่ยออกมาเบาๆ สายลมภายนอกพัดหวีดหวิว ทำหน้าที่ราวกับผู้ส่งสารจากแดนไกล

“ขอบคุณที่กลับมาอีกครั้ง...”

-------------------------------------

แจ็ค ทอร์ค

สวัสดีค่ะ นานๆ ทีจะเขียนเรื่องสั้นแนวๆ นี้ออกมา จริงๆ แล้วเรื่องนี้แจ็คตั้งใจเขียนเพื่อส่งกิจกรรมเรื่องสั้นในเพจ "เขียนไหม" ค่ะ และทางทีมงานบอกว่าสามารถเผยแพร่งานเขียนชิ้นนี้ได้ แจ็คเลยนำมาลงในเด็กดีไว้ให้อ่านกันค่ะ 

แน่นอนว่าถึงแม้เรื่องจะหน่วงๆ หนึบๆ (?) แต่ก็ยังคงคอนเซ็ปกินเด็กเหมือนเดิมนะคะ คราวนี้ล่อละ 35 กับ 18 คุกๆๆๆ กันเลยทีเดียว ไม่สิ พี่รามยังไม่ได้กินน้องรัตต์สักหน่อย แค่เอ็นดูเฉยๆ ยังไม่คุกเนอะๆ อิอิ

ใครชอบแนวนี้คอมเม้นให้กำลังใจกันได้นะคะ ในอนาคตอาจนำมาแต่งเป็นเรื่องยาว แต่ต้องรอดูอีกทีว่าแจ็คขี้เกียจไหม //โดนโบก

ฮ่าๆๆๆ ยังไงก็ขอบคุณที่แวะเวียนมาอ่านหรือมาส่องเพื่อเพิ่มยอดวิวให้แจ็คนะคะ ขอบคุณอีกครั้งค่า

------------

6/10/2016

เข้ามาแก้ไขคำผิดค่ะ

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Jack O Lantern/JackXy Wu จากทั้งหมด 42 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

6 ความคิดเห็น

  1. #6 fuoni3579 (@fuoni3579) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 มีนาคม 2561 / 12:05
    งื้อออออออออ cuteและอบอุ่นมากกกกก♡♡
    #6
    0
  2. วันที่ 9 กันยายน 2559 / 11:44
    มีความละมุนปนกับความหน่วงอยู่ลึกๆ 55555 อ่านแล้วรู้สึกเหมือนอยู่ในนิยายเลย แบบพออ่านแล้วมีความรู้สึกเหมือนตัวละครเลยค่ะ อินจัด 5555
    #5
    1
    • ดีใจที่ชอบนะคะ พยามยามไม่ให้หน่วงมากเท่าไหร่ อยากให้ฟินเบาๆ กับพี่รามน้องรัตต์กันนะคะ 55555
      #5-1
  3. วันที่ 27 สิงหาคม 2559 / 01:59
    นี่ดูเหมือนโลภมาก อยากอ่านเรื่องยาวเลย คือชอบมาก
    #4
    1
  4. #3 rock visual (@kpop-jrock) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2559 / 13:07
    ชอบอ่ะเอามา ทำเรื้อวยาวดิ
    #3
    1
  5. #2 Tanee Lov (@baitong_55) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2559 / 21:06
    ขอเรื่องยาวได้ไหมม
    #2
    1
  6. #1 Baiploo
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2559 / 17:08
    ชอบค่ะ เปิดมาอย่างหน่วง เชียร์แต่งเรื่องยาวเลยค่ะ อยากเห็นพี่รามกินเด็ก =.,=
    #1
    1