ฮูหยิน ช่วยกอดข้าแทนหมอนข้างได้หรือไม่

ตอนที่ 1 : ตอนที่หนึ่ง - คุณหนูสี่แห่งจวนอัครเสนาบดี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 19,270
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,667 ครั้ง
    12 ม.ค. 64

ก็อกๆ

 

"คุณหนูเจ้าคะ ยามเฉินแล้วเจ้าค่ะ" เสี่ยวหนิง สาวใช้ประจำตัวคุณหนูสี่เข้ามาในห้องผู้เป็นนายพร้อมอ่างทองเหลืองและผ้าสะอาด นางเดินไปยังริมกำแพงแล้วเปิดหน้าต่างออก เรียกให้แสงแดดยามเช้าและกลิ่นอายหอมกรุ่นของสายลมเข้ามาภายในห้อง


แสงแดดสาดเข้ามากระทบร่างบางที่นอนขดกอดก่ายหมอนข้างสีแดงอย่างไม่น่าดู เสี่ยวหนิงเปิดม่านออกก็ส่ายหน้า เข้าไปเขย่าปลุกร่างขี้เซาให้ตื่นนอน

 

"คุณหนูเจ้าคะ ตื่นเถิดเจ้าค่ะ นายท่านกับนายหญิงรอรับประทานอาหารกับคุณหนูอยู่นะเจ้าคะ" ได้ยินอีกฝ่ายอ้างถึงบิดามารดาก็บ่นงึมงำ ทำให้เสี่ยวหนิงส่ายหน้าระอากับอาการขี้เซาของเจ้านายยิ่ง "เช่นนั้นข้าจะไปบอกนายท่านกับนายหญิงว่าคุณหนูจะนอนต่อ ไม่รับทานอาหารเช้าร่วมด้วยนะเจ้าคะ"


"โถ่ เสี่ยวหนิง เจ้านี่ชักเหิมเกริมกับข้าขึ้นทุกวันๆเลยนะ" เสียงหวานบ่นงึมงำ เสี่ยวหนิงยิ้มขบขันเมื่อเจ้านายของนางยอมลุกจากที่นอนและเอาหน้าออกจากหมอนข้างได้สักที หากแต่เมื่อคุณหนูของนางนั่งบนเตียง สองมือบางยังคงจับกอดหมอนข้างไว้แน่นราวกับกลัวมันหายอย่างนั้นแหละ


"ก็หากเสี่ยวหนิงไม่อ้างเช่นนี้ คุณหนูของเสี่ยวหนิงจะยอมตื่นหรือเจ้าคะ" สาวใช้แซวยิ้มขบขัน ก่อนเอาผ้าจุ่มน้ำบิดหมาดเข้ามาเช็ดหน้าเช็ดตาให้คุณหนูของนาง เมื่อแล้วเสร็จก็เดินไปเลือกเสื้อผ้าผลัดเปลี่ยนให้เจ้านาย ทั้งกลั้นยิ้มขบขันเมื่อคุณหนูของนางกลับยังอ้าปากหาวนอนอย่างไร้ความเป็นกุลสตรี หากแต่ช่างแสนเป็นธรรมชาติอย่างน่ามอง


"เช่นนั้นคุณหนู เสี่ยวหนิงขอนำเอาหมอนข้างไปตากแดดก่อนนะเจ้าคะ"


"อืม ขอบใจจ๊ะเสี่ยวหนิง"


สาวใช้ยิ้มแก้มปริเมื่อได้รับคำขอบคุณจากผู้เป็นนาย แม้จะได้ยินคำนี้ทุกวัน แต่นางก็รู้สึกปลื้มปริ่มยินดีเป็นยิ่งนัก เพราะไม่มีคุณหนูสูงศักดิ์จากจวนไหนที่พูดขอบคุณสาวใช้เช่นคุณหนูของนางอีกแล้ว


คุณหนูสี่ตระกูลเหิง เหิงเจียวฮวา นางมีพี่ชายสองคนและพี่สาวหนึ่งคน บิดาคืออัครเสนาบดีแห่งฉิน เหิงเฉิงเจียว และมารดาของนางคือฮูหยินรอง หรูเหรินจี้ นางเป็นบุตรีเพียงคนเดียวที่เกิดจากฮูหยินรอง ส่วนพี่ชายพี่สาวทั้งสามเกิดจากฮูหยินใหญ่ แต่นางก็ไม่เคยอิจฉาหรือสนใจเรื่องศักดิ์ฐานะของพี่ทั้งสามที่สูงกว่าเลยสักนิด เพราะนางคิดเสมอว่า นางคือนาง ส่วนใครจะคิดอะไรอย่างไรก็ช่างเขา นางหาได้ใส่ใจไม่


"มาแล้วหรือ ฮวาเอ๋อร์" อัครเสนาบดี เหิงเฉิงเจียว เอ่ยทักบุตรีคนเล็กด้วยรอยยิ้ม แลเห็นดวงตาซบเซาของนางก็ยกยิ้มขบขัน บุตรีคนเล็กของเขาช่างขี้เซาเหลือเกิน เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เด็ก ยิ่งมีนิสัยประหลาดชอบนอนกอดหมอนข้างไม่ยอมปล่อย ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร แต่ท่านอัครเสนาบดีก็ไม่คิดมาก เพราะนอกจากเรื่องนี้แล้ว ลูกสี่ของเขานับว่าเป็นสตรีที่ดีพร้อมไม่แพ้คุณหนูบ้านอื่นเลย


"ขออภัยที่ลูกทำให้รอเจ้าค่ะท่านพ่อ" เจียวฮวาค้อมกายขออภัย "คารวะท่านพ่อ คารวะแม่ใหญ่ คารวะท่านแม่และพี่สามเจ้าค่ะ"


เจียวฮวาไม่ถามหาพี่ชายใหญ่และพี่ชายรอง เพราะรู้ดีว่าทั้งคู่ต่างติดงานราชการ พี่ชายใหญ่ของนางเป็นรองแม่ทัพแห่งฉิน เหิงหลี่เจี้ยน และพี่ชายรองของนาง เหิงหมิงเทียน ก็เป็นเสนาธิการแห่งกองทัพเพื่อช่วยพี่ชายใหญ่อีกแรง และเมื่อครู่นางก็ทราบจากเสี่ยวหนิงแล้วว่าทั้งคู่ติดกิจธุระยามเช้าจึงไม่อาจรับประทานอาหารร่วมได้
 

"มาเถิดเจียวฮวาน้องพี่ ทุกคนหิ้วท้องรอเจ้าเพียงคนเดียว เลิกคารวะแล้วมารับทานอาหารเถิด ก่อนพี่จะกินหัวเจ้าแทน" เหิงอิ๋งซาน บุตรีคนที่สามของตระกูลเหิง พี่สาวของเจียวฮวาแม้เกิดจากคนละมารดา แต่สี่พี่น้องตระกูลเหิงก็รักใคร่กันดี ส่วนวิธีการพูดเช่นนี้เป็นนิสัยของอิ๋งซานมานานแล้ว


พี่สาวของนางเป็นคนใจกล้า คิดเช่นไรก็แสดงเช่นนั้น ตรงไปตรงมาและกล้าหาญ หากแต่ยังคงความเป็นกุลสตรีที่ยอดเยี่ยมเอาไว้เป็นที่น่าเกรงขามต่อบุตรีตระกูลอื่นเสมอ


เจียวฮวายิ้มบาง เดินไปนั่งข้างพี่สาวตน "เจ้าค่ะพี่หญิงใหญ่"


"เอาล่ะ งั้นเราก็เริ่มทานกันเถอะ" ท่านอัครเสนาบดีพยักหน้าให้ภรรยาทั้งสองแล้วคีบอาหารขึ้นมาทานเป็นคนแรก


เมื่อเจ้าบ้านเริ่มทาน คนในบ้านจึงทานได้ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารดูอบอุ่นอย่างที่บ้านอื่นไม่เคยมี ข้ารับใช้ในบ้านเห็นภาพนี้มาอย่างชินชา ฮูหยินใหญ่และฮูหยินรองพูดคุยหัวเราะกันอย่างออกรสออกชาติ บางทีก็คีบอาหารให้กันด้วยความสนิทสนม จนบางทีนายท่านเหิงอดเอ่ยแซวไม่ได้ว่าทั้งสองสนิทกันจนลืมเขาแล้ว ทำเอาฮูหยินทั้งสองหัวเราะคิกคักชอบใจ คีบตักอาหาร กล่าวปลอบสามีเป็นการใหญ่


ส่วนคุณหนูสามและคุณหนูสี่ แม้ทั้งสองจะเกิดจากมารดาคนละคน ที่หากเป็นบ้านอื่นคงแทบจะพูดจาเหยียดกันเป็นว่าเล่น แต่สองพี่น้องคู่นี้กลับสนิทสนมพูดคุยกันราวกับเป็นพี่น้องที่คลานตามกันออกมา คุณหนูสามคีบอาหารให้คุณหนูสี่ ทั้งพูดคุยและชักชวนกันออกไปซื้อเครื่องประดับอีกด้วย


ภาพเหล่านี้คงไม่อาจหาได้จากจวนตระกูลอื่นเป็นแน่แท้


เมื่อทานอาหารเสร็จก็ได้เวลาของหวานปิดท้ายและน้ำชาล้างปาก ของว่างถูกนำออกมาวางให้แก่เจ้านายทั้งสี่ และในตอนนั้นเองที่พ่อบ้านเฉียนเดินเข้ามาพร้อมจดหมายฉบับหนึ่ง


"นายท่าน จดหมายจากจวนท่านเสนาบดีฟู่ขอรับ"


นายท่านตระกูลเหิงชะงักมือเล็กน้อย แต่เพียงครู่เดียวก็กลับสู่ภาวะปกติตามเดิม เหิงเฉิงเจียวหันไปสั่งพ่อบ้านตนให้นำจดหมายไปวางไว้ในห้องทำงาน ตนจะไปอ่านเองหลังจากทานอาหารว่างกับครอบครัวเรียบร้อย


เจียวฮวาสังเกตเห็นท่าทีชะงักเมื่อครู่ของบิดา แม้สงสัยแต่นางไม่คิดสอบถาม อันเรื่องการบ้านงานเมืองล้วนเป็นเรื่องของบุรุษ นางถูกสอนมาเช่นนั้น จึงไม่คิดสอบถามให้วุ่นวายใจบิดา


ครั้นทานอาหารว่างเสร็จเรียบร้อย เจียวฮวาก็กลับไปยังเรือนของตนที่อยู่ห่างไปด้านหลังเรือนใหญ่ใกล้สวน เพราะนางชมชอบเดินเล่นในสวนยิ่งนัก เรือนของนางจึงอยู่ติดกับสวนมากที่สุด


เจียวฮวานอกจากการนอนกอดหมอนข้างแล้ว นางก็มีสิ่งที่ชอบทำคือการอ่านหนังสือ เดินหมาก ปลูกต้นไม้และดอกไม้ ทำให้จวนของนางเต็มไปด้วยดอกไม้ประดับมากมาย พวกมันแข่งกันชูช่ออย่างงดงามตอบแทนเจ้านายที่เลี้ยงดูพวกมันอย่างดี


หญิงสาวเดินสำรวจเหล่าต้นไม้ดอกไม้ที่รักพร้อมกรรไกรตัดแต่งกิ่งประจำตัว โดยมีเสี่ยวหนิงเดินตามพร้อมตะกร้าใบหนึ่งไว้ใส่ใบไม้ที่เริ่มเหี่ยวเฉา ของพวกนี้คุณหนูของนางจะนำไปตากเพื่อเอาไปทำใบชา ใบชาของคุณหนูของนางล้วนออกมารสเลิศทั้งสิ้น แม้ท่านอัครเสนาบดียังบอกว่ารสชาติดีกว่าชาชั้นสูงราคาแพงที่ซื้อมาเสียอีก
 

ดังนั้นทั้งจวนอัครเสนาบดีจึงเปลี่ยนใบชา มาใช้เพียงใบชาของคุณหนูเจียวฮวาเท่านั้น ความรสเลิศนี้คุณหนูไม่ได้มอบให้เพียงคนในครอบครัว แต่ยังเมตตาแก่เหล่าข้ารับใช้ทั้งหมด มอบใบชาสูงค่านี้แก่พวกเขาได้ลองชิมดื่มกันได้ตลอด ทำให้ในจวนอัครเสนาบดีล้วนเคารพตัวคุณหนูเจียวฮวากันทั้งสิ้น

"คุณหนูสี่ นายท่านเรียกหาขอรับ" พ่อบ้านเฉียนเข้ามาหาเจียวฮวา แจ้งข่าวอย่างนอบน้อม หญิงสาวละสายตาจากต้นไม้ตรงหน้าแล้วหันไปยิ้มให้พ่อบ้านเฉียน


"ขอบคุณพ่อบ้านเฉียน บอกท่านพ่อ สักครู่ข้าจะตามไปค่ะ"


พ่อบ้านเฉียนรับคำด้วยรอยยิ้ม คุณหนูสี่ของเขาเป็นสตรีที่เพียบพร้อมยิ่งนัก แม้บ่าวไพร่เช่นเขาก็ยังพูดจาสุภาพด้วย จะให้หาสตรีใดงามใจงามกายไปมากกว่าคุณหนูสี่ของพวกเขาอีกกัน


เจียวฮวาวางกรรไกรตัดแต่งกิ่งไว้บนตะกร้าของเสี่ยวหนิง เมื่อล้างเช็ดมือจนแห้งก็จัดแต่งร่างกายให้สะอาดอีกครั้งแล้วจึงตามพ่อบ้านเฉียนไปพบบิดาที่ห้องทำงาน


"ท่านพ่อ เรียกลูกหรือเจ้าคะ" เจียวฮวาเข้ามาในห้องทำงานบิดา เห็นเขานั่งหน้าเครียดอยู่ที่โต๊ะทำงาน ซึ่งมีจดหมายม้วนหนึ่งกางอยู่ก็ให้สงสัย เมื่อครู่ตอนทานอาหารบิดายังดูสบายๆอยู่เลย แต่กลับเครียดเมื่อเห็นจดหมายฉบับนี้ เกิดเหตุอะไรขึ้นกัน


"ฮวาเอ๋อร์...พ่อ...มีเรื่องต้องบอกเจ้า" มหาเสนาบดีกัดฟันพูดอย่างฝืนใจ "เจ้า...จะต้องแต่งงาน"


"........"


ท่าทีนิ่งเฉยของบุตรีรักทำให้ใจของคนเป็นบิดากระวนกระวายยิ่งนัก เหิงเฉิงเจียวมีบุตรีแค่สองคน เขาตามใจพวกนางมาแต่เด็ก กระนั้นพวกนางก็ยังฉลาดเฉลียวและมีความอ่อนน้อมถ่อมตนทั้งต่อผู้อื่น บิดามารดาและแม้แต่บ่าวไพร่ในจวน หากเป็นคนเก่าแก่พวกนางก็ยังเชื่อฟังอย่างดี
 

ทั้งสองเป็นบุตรีที่เขาภาคภูมิใจอย่างถึงที่สุด จนแม้บุตรีคนโตจะถึงวัยยี่สิบแล้วก็ยังไม่ปรารถนาให้นางออกเรือน มีแม่สื่อแม่ชักมากมายเข้ามาหาเพื่อหาคุณชายที่มีศักดิ์ฐานะสูงส่งทัดเทียมกันให้ตบแต่งกับบุตรีของเขา แต่เขาก็ปฏิเสธทั้งสิ้น แถมลูกหญิงใหญ่ของเขาเองก็พร่ำบอกเช่นกันว่ายังไม่อยากออกเรือน เขาก็ตามใจมาตลอด เช่นเดียวกับบุตรสาวคนเล็กที่เขายังอยากชื่นชมความน่ารักของนางอยู่เช่นนี้ร่ำไป


แต่ว่า...ดูเหมือนสวรรค์จะไม่ปรารถนาให้เป็นเช่นนั้น

"ท่านพ่อ ท่านดูเป็นกังวลยิ่งนัก แท้จริงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เจ้าคะ บอกลูกได้หรือไม่" เจียวฮวาถามบิดาด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นสีหน้าของผู้ให้กำเนิดดูไม่สู้ดีนัก


"มัน...เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน" เจียวฮวาเดินไปรินน้ำชาให้บิดา พร้อมรับฟังเรื่องราวจากปากเขาอย่างเชื่อฟัง


อันว่าเรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อสิบห้าปีก่อนที่ตนเพิ่งเกิดได้เพียงสามหนาว ยามนั้นบิดาตนยังเป็นเพียงเสนาบดีฝ่ายซ้าย อยู่ภายใต้การปกครองของอัครเสนาบดียามนั้น ซึ่งคือ ฟู่เหวินเหยา ทั้งสองได้รับราชโองการให้ร่วมมือกันจัดงานวันคล้ายวันพระราชสมภพของไทเฮา ซึ่งเมื่อจัดการเสร็จสิ้นและงานก็ผ่านไปได้อย่างเรียบร้อยดี ทั้งสองก็ชวนกันไปร่ำสุราฉลองกันเล็กๆเพียงลำพัง


ยามนั้นเมื่อสุราเข้าปาก อดีตอัครเสนาบดีฟู่ก็เริ่มพูดถึงหลานชายทั้งสามของตนและบุตรีทั้งสองของเสนาบดีเหิง


"ท่านเหิง ข้าน่ะมีหลานชายที่น่ารักถึงสามคน...ข้าอยากให้พวกเขาได้แต่งงานกับสตรีที่ดีพร้อม ท่านจะว่าอะไรไหมหากข้าขอหมายตาบุตรีคนเล็กของท่านเอาไว้ให้หลานสามของข้า"


"เอ๋! เอ่อ..." เหิงเฉิงเจียวตกใจพลางครุ่นคิดและลังเล
 

"ฮ่าฮ่า ท่านมิต้องห่วง ข้าจะสั่งกำชับบุตรชายข้าให้ดูแลนางในฐานะสะใภ้อย่างดี มิให้ผู้ใดกล้ารังแกได้แม้จะเป็นหลานข้าเองก็ตาม เพราะบุตรีคนเล็กของท่านน่ารักถูกใจข้ากับฮูหยินยิ่งนัก หากได้นางมาเป็นหลานสะใภ้คงชื่นใจไม่น้อย โปรดยกนางเป็นหลานสะใภ้ข้าเถิด หวังว่าท่านจะไม่ปฏิเสธคำขอร้องข้า"
 

คำกล่าวคล้ายคำบังคับกลายๆนั่นทำให้เหิงเฉิงเจียวหนักใจ จะปฏิเสธก็เกรงใจผู้มีพระคุณที่คอยดูแลเขาเสมอมา จะตอบตกลงหรือก็ลังเลด้วยความหวงแหนบุตรีคนเล็กสุดที่รักที่เพิ่งจะสามขวบอยู่เลย
 

"เอ่อ...แต่บุตรีคนเล็กของข้ามีนิสัยประหลาดนะขอรับ"

 

"นิสัยอะไรหรือ?"


"นางชอบนอนกอดหมอนข้างเป็นอย่างมาก กล่าวได้ว่าหากไร้หมอนข้าง นางจะนอนไม่หลับเลย"


"ฮ่าฮ่าฮ่า เรื่องเล็กน้อยเช่นนั้นท่านใยเอามาใส่ใจ ข้ามิถือสาหรอก"


"...หากท่านอัครเสนาบดีกล่าวเช่นนี้ ข้าก็มิขัดข้อง ให้คุณชายน้อยได้เป็นคู่หมายของบุตรีคนรองของข้าไปก่อน เมื่อถึงเวลาที่นางสมควรออกเรือน หากท่านยังมิลืมเลือน ก็โปรดส่งจดหมายมาหาข้าที่จวนได้เสมอ"


"....เรื่องราวมันก็เป็นเช่นนี้แหละฮวาเอ๋อร์" ท่านอัครเสนาบดีคนปัจจุบัน เหิงเฉิงเจียวกล่าวบุตรีด้วยใบหน้าไม่สู้ดี


"หากเป็นเช่นนั้นแล้วเหตุใดท่านพ่อจึงดูทุกข์ตรมเช่นนี้ล่ะเจ้าคะ"


"ก็คุณชายสามตระกูลฟู่ที่เจ้าจะแต่งงานด้วย เขาเป็นเพียงบัณฑิต แถมมีชื่อเสียงที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ด้วย พ่อเองก็ไม่นึกว่าโตมาแล้วเขาจะเป็นเช่นนี้ หากรู้ว่าเป็นเช่นนี้พ่อจะไม่ให้เจ้าตบแต่งกับเขาเด็ดขาด แต่ว่า...พ่อเองก็...ไม่อาจไม่รักษาสัจจะได้..."
 

เหิงเฉิงเจียวมองบุตรีของตน ดวงตาของชายวัยกลางสบตาไหววูบคล้ายมีความในใจ ความอึดอัดของบิดาแสดงออกมาต่อหน้าบุตรีที่รัก เจียวฮวามองเช่นนั้นก็รับรู้ได้ถึงบางอย่าง นางยิ้มอ่อนโยนแล้วจับมือเหี่ยวย่นของบิดาขึ้นมา
 

"เพื่อรักษาสัจจะของท่านพ่อ ลูกยินดีรับการแต่งงานครั้งนี้เจ้าค่ะ"
 

"ฮวาเอ๋อร์..."


"ว่าแต่ท่านพ่อ...คืนเข้าหอวันแต่งงาน ลูกสามารถนำหมอนข้างเข้าไปด้วยได้หรือไม่เจ้าคะ?"

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.667K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

843 ความคิดเห็น

  1. #801 Duan_1211 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 05:47
    เอ็นดูเหลือเกิน5555
    #801
    0
  2. #794 orn2515 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 / 20:46
    นางติดหมอนข้าง
    #794
    0
  3. #593 พิษวาจา (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2562 / 15:47
    เจ้าค่ะดีกว่ามั้ยคะ???????
    #593
    1
    • #593-1 พิษวาจา(จากตอนที่ 1)
      2 ตุลาคม 2562 / 15:47
      ตรงที่พ่อบ้านเรียกเเล้วตอบ ค่ะ

      อ่ะค่ะ
      #593-1
  4. #559 Jellydolphin (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 14:57
    เอ็นดู ><
    #559
    0
  5. #443 A T O M Y (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 / 09:19
    หมอข้างคือที่หนึ่ง555555
    #443
    0
  6. #270 zezeuiaz (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 / 15:35
    เด็ดขาดมาก แต่งกับใครไม่สน สำคัญที่หมอนข้างไปด้วยหรือเปล่า
    #270
    0
  7. #218 Fah272 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2562 / 18:40
    ขำ หมอนสำคัญกว่าสิ่งใด55
    #218
    0
  8. #200 EPYE (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 เมษายน 2562 / 22:35
    หมอนข้างสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด55555
    #200
    0
  9. #180 abeja2 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 เมษายน 2562 / 14:47

    ขอบคุณครับ

    #180
    0
  10. #152 bambamza1020 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 เมษายน 2562 / 23:37
    น้องน่าเอ็นดูมากกกกกกกกก
    #152
    0
  11. #101 Winnie_Baekky (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 เมษายน 2562 / 11:13
    โอ้ยน้องงงงงงงงง 55555555
    #101
    0
  12. วันที่ 2 เมษายน 2562 / 00:34
    เราว่าคำว่าซบเซาดูไม่ได้สื่อถึงขี้เซาเลยนะคะ ฟังแล้วทำให้ดูไม่ค่อยน่าเอ็นดูเท่าไหร่ อย่างกิจการซบเซาพอฟังแล้วความรู้สึกไปทางลบมากกว่า ยังไงอยากให้ไรท์ลองเช็คดูหน่อยนะคะ
    #82
    1
  13. #71 Easter Eggs (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 เมษายน 2562 / 13:34
    หมอนข้างของข้าาาาาา น้องเอ๊ยย
    #71
    0
  14. #51 งุงิมุมิมงมงมง (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 มีนาคม 2562 / 15:29

    ฮาฮาฮา จะแต่งงานทั้งที ขออะไรไม่ขอ ขอหมอนข้าง คิดได้ไงนี่ ขำกลิ้ง

    #51
    0
  15. #27 Linlij (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 มีนาคม 2562 / 18:10

    น่ารักกก งุ้ยๆ
    #27
    0
  16. #1 Nongnaphat Panpimyai (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 11:21

    โอ้ยยยยย เอ็นดูน้อง555
    #1
    0