เรื่องเล่า๐ใน๐เงาสะท้อน [The Story in The Mirror]

ตอนที่ 9 : ตอนที่ 8 สู่บทกวี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 43
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    5 ก.พ. 59

ตอนที่ 8 สู่บทกวี

 


ไม่ใช่สิ่งที่น่าแปลกใจเลยสำหรับนิทานเรื่อง ขุมทรัพย์นักวี ที่จะเป็นนิทานชั้นยอดเรื่องหนึ่ง มันเป็นที่นิยมมากในหมู่เด็กๆ เด็กวัยกำลังโตมักชอบเรื่องราวที่มีการผจญภัยมากมายเสมอ ยิ่งถ้ามีเรื่องลึกลับปริศนาด้วยแล้ว พวกเขาก็จะเก็บไปคิดหาคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนั้นหลายสัปดาห์เลยทีเดียว


แต่ลิคนั้นต่างออกไป เขาหมกมุ่นและใช้เวลาส่วนใหญ่ในการตามล่าหาคำตอบของปริศนานั้น เด็กๆ ในวัยเดียวกันมักจะมองว่าเด็กชายเป็นคนที่แปลกอยู่เสมอ จึงไม่ค่อยมีใครอยากเล่นหรือพูดคุยกับเขามากนัก ซึ่งนั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับลิค เพราะเขามีริก้ากับแอชเชอร์เป็นเพื่อนสนิท และนั่นก็เพียงพอแล้ว


การเดินทางของคนทั้งสี่ไปยังหอสมุดชุมชนไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะพวกเขาต้องคอยหลบคนที่รู้จักให้มากเท่าที่จะเป็นไปได้ อีกทั้งทิศทางหที่เคยชินในการไปที่นั่นของสามสหายก็ไม่สามารถใช้ได้ในที่นี้


หอสมุดประจำชุมชนเป็นอาคารชั้นเดียวสีขาว มันถูกก่อสร้างขึ้นมาอย่างเรียบง่าย แม้จะไม่ใช่สถานที่ที่ใหญ่โตมากนัก แต่มันก็กว้างขวางทีเดียว หนังสือ เอกสาร รวมถึงจดหมายเหตุต่างๆ ถูกนำมารวมไว้ที่นี่ คนหลายคนในชุมชนรู้สึกแปลกใจทุกครั้งที่สถานที่แห่งนี้สามารถบรรจุแหล่งความรู้เหล่านั้นไว้ได้อย่างเพียงพอ


“โอ้ อย่างกับฉันไม่เคยรู้จักที่นี่มาก่อน” ลิคว่าขึ้น เมื่อพวกเขาหยุดยืนอยู่หน้าหอสมุด


“นั่นไม่ใช่เรื่องแปลก แต่นายจะรู้สึกปวดหัวขึ้นในทันทีที่พบว่าตัวอักษรนับล้านล้านตัวล้วนกลับด้านเสียหมด” เจนาสบอก เมื่อพวกเขาเดินเข้าไปข้างในหอสมุด ภายในยังคงมีทุกอย่างที่มีเค้าหน้าตาเช่นเดิมเช่นที่พวกเขาคุ้นตา ความจริงแล้ว เด็กในชุมชนมิเดลตันมักใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเล่นในสนามเด็กเล่นมากกว่าอ่านหนังสือในห้องสมุดนัก


ในความจริงทางด้านขวา ซึ่งในที่นี้คือทางด้านซ้ายคือโต๊ะทำงานของเวอร์โก้ บรรณารักษ์หอสมุด ปกติแล้วชายวัยกลางคนผู้นี้มักจะมีนิสัยจริงจังกับงาน หน้ากริ้วคิ้วขมวดตลอดเวลาประกอบกับแว่นตารูปครึ่งวงกลมยิ่งทำให้เขาดูจริงจังมากขึ้น ซ้ำมีท่าทีที่ไม่ค่อยเป็นมิตรสักเท่าไหร่นัก ทำให้การที่พวกเด็กๆ ได้เห็นว่า เวอร์โก้ในโลกเงาสะท้อนนั้นส่งยิ้มให้พวกเขา จึงเป็นภาพที่ชวนน่าขนลุกไม่น้อย ซ้ำยังดูผ่อนคลายไม่เข้มงวดกับคนที่เข้ามาในห้องสมุดเท่าไหร่นัก หรือจะเป็นโต๊ะบรรณารักษ์ที่มักจะเป็นระเบียบตลอดเวลา แต่โต๊ะที่พวกเขาเห็นตอนนี้กลับเกลื่อนกราดด้วยเอกสารและหนังสือมากมาย ปากกาลูกลื่นสามสี่ด้ามด้ามวางเกลื่อนอยู่บนนั้น


“เมื่อคิดว่าคนที่เรารู้จักทุกคนจะมีนิสัยที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคนแล้ว สยองแหะ” แอชเชอร์กระซิบมา และคนอื่นๆ ก็พยักหน้าเห็นด้วย


“ตอนแรกที่ฉันมาเยือนโลกนี้ เชื่อเถอะ มันสยองกว่าที่นายคิดเยอะ” เจนาสทำท่าตัวสั่นประกอบ


“แต่ก็ไม่เหมือนสักทีเดียวนะ” ริก้าออกความเห็น พลางชี้ไปที่เวอร์โก้ ซึ่งบัดนี้กำลังก้มหน้าก้มตาอยู่ที่โต๊ะ “ฉันจำไม่ได้ว่า คุณเวอร์โก้เป็นคนชอบส่องระจกตั้งแต่เมื่อไหร่”


ใช่ มีกระจกบานหนึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะตัวนั้น ท่ามกลางเอกสารต่างๆ แต่ดูเหมือนว่ามันจะถูกนำมาเป็นที่ทับเอกสารเสียมากกว่าจะนำมาใช้ส่องหน้า ลิคมองมันด้วยความสนใจ บานกรอบรอบกระจกนั้นถูกสลักเสลาอย่างประณีต และตัวกระจกเองก็ไร้ซึ่งรอยใดๆ เมื่อบรรณารักษ์เงยหน้าขึ้นมา เขาจึงละสายตาไป


“กระจก...” ลิครำพึงออกมาเบาๆ ก่อนที่เจนาสจะพูดขึ้นว่า


“ตอนนี้เราไปหาหนังสือที่เราต้องการกันดีกว่า”


สภาพการณ์ของหอสมุดนั้นเป็นอย่างที่เจนาสกล่าวไว้ตั้งแต่ครั้งแรกที่มาถึง มันเป็นการยากมากนักที่จะมองว่าหนังสือเล่มไหนเป็นเล่มไหน พวกเขาไม่สามารถที่จะอ่านชื่อหนังสือและแปลมันออกได้ในเวลาอันสั้น ถึงแม้จะสามารถเริ่มต้นจากหมวดหนังสือนิทาน แต่การค้นหาก็ยังคงเป็นไปอย่างล่าช้า และภาระส่วนใหญ่ก็ตกอยู่ที่เจนาสคนเดียว


“แค่นิทานเรื่องเดียว ฉันไม่เห็นว่า มันสมควรที่จะถูกบันทึกเป็นรูปเล่ม” แอชเชอร์เอ่ย เมื่อพวกเขาค้นหาไปได้พักใหญ่กับความคืบหน้าที่มีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น “ทำไมเราไม่ไปถามคุณเวอร์โก้ล่ะ”


“แล้วใครล่ะที่จะเป็นคนไปถาม” ริก้าถาม


ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมา ก่อนที่สายตาทุกคู่จะมาบรรจบกันที่ลิค


“ไม่เอาน่า พวกนายก็รู้นี่ว่า คุณเวอร์โก้น่ากลัวจะตายไป”


“ที่นี่ไม่เหมือนกัน นายก็น่าจะได้เห็นตอนเข้ามาแล้วนะว่า คุณเวอร์โก้ในตอนนี้ดูใจดีขนาดไหน” แอชเชอร์กล่าว


“แต่...ถึงกระนั้น คุณเวอร์โก้ก็อาจจะสงสัยได้นะว่า ฉันมีอะไรที่แปลกออกไป ทำไมไม่ให้เจนาสไปแทนล่ะ เขาน่าจะคุ้นเคยกับคนที่นี่ดีกว่าใคร”


“นายเป็นคนที่อยากรู้เรื่องนี้มากที่สุดไม่ใช่เหรอ”


หมดคำแก้ต่างใดๆ โดยสิ้นเชิงสำหรับลิค เลซิก เด็กชายทำหน้าเหยเกอยู่ครู่หนึ่ง เขาส่งสายตาวิงวอนเพื่อนๆ เป็นครั้งสุดท้าย แต่สายตาทั้งสามคู่ที่จ้องตอบกลับมาก็ทำให้รู้ว่าพวกเขาเอาจริง ลิคเดินจากไปอย่างไม่เต็มใจนัก เขาเหลียวหลังมองกลับมาเป็นครั้งคราว เวอร์โก้ในตอนนี้ดูเป็นบรรณารักษ์ที่ไม่มีพิษมีภัยก็จริง แต่ความรู้สึกยามจ้องมองก็เหมือนกับตอนเจอวอร์เรน เคอร์เรนซ์ ในภาคเงาสะท้อนครั้งแรกนั่นแหละ

“คุณเวอร์โก้ครับ”



“มีอะไรให้ช่วยล่ะ...ลิค” เวอร์โก้พูดขึ้น ทำเอาใจเด็กชายใจหายวาบไปครู่หนึ่ง ดูท่าเรื่องที่บรรณารักษ์หอสมุดชุมชนตอนนี้เป็นคนใจดีจะเป็นเรื่องจริง


“พอดี...ผมหาหนังสืออยู่เล่มนึงน่ะครับ แต่หาไม่เจอ ไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน” ลิคพยายามระมัดระวังคำพูดของตนให้มากที่สุด ปัญหาที่สำคัญก็คือ เขาไม่รู้ว่า ตัวเองในโลกเงาสะท้อนนี้เป็นคนเช่นไร และการต้องอยู่กับคนในโลกนี้ยิ่งนานเท่าไหร่ก็ยิ่งจะทำให้ถูกจับผิดสังเกตมากขึ้นเท่านั้น


“หนังสือเรื่องไรล่ะ”


“หนังสือเกี่ยวกับนิทานเรื่อง ขุมทรัพย์นักกวี ครับ”


“หือ” เวอร์โก้เลิกคิ้วเล็กน้อย “ตามฉันมานี่สิ”


ลิคเดินตามเวอร์โก้ลัดเลาะไปตามชั้นหนังสือทางเดียวกับที่เด็กๆ อยู่ เวอร์โก้ส่งยิ้มให้เด็กทั้งสาม และพวกเขาก็ยิ้มตอบ แม้ว่ายิ้มของริก้ากับแอชเชอร์จะดูแปลกๆ ก็ตาม เวอร์โก้ไล่นิ้วไปบนชั้นหนังสืออย่างใจเย็น ราวกับเขารู้ว่า หนังสือทุกเล่มในห้องสมุดนี้อยู่ที่ไหนบ้าง ทว่ามันก็ไม่ได้เป็นที่สนใจของเด็กชายจอมเพี้ยนนัก เมื่อบรรณารักษ์ส่งหนังสือเล่มหนึ่งมาให้


“ขอบคุณครับ” เขาเอ่ยอย่างเร่งรีบ ก่อนจะวิ่งกลับไปหาเพื่อนของตน


“นายเยี่ยมมาก ลิค” เจนาสกล่าวชื่นชม


“ฉันบอกแล้วว่ามันมีอยู่จริงๆ ทีนี้เราก็มาไขปริศนากันได้แล้ว” ลิคไม่ได้สนใจคำพูดของเจนาสเลยแม้แต่น้อย ในหัวของเขาตอนนี้กำลังมีแต่ความลิงโลดใจที่หาหนังสือนิทานพบ ราวกับว่านั่นคือขุมทรัพย์ที่กำลังตามหาอยู่ก็ไม่ปาน


เด็กๆ พากันเดินไปยังโต๊ะไม้ตัวที่ใกล้ที่สุด ก่อนจะกางหนังสือลงบนโต๊ะ


หนังสือนิทานเรื่อง ขุมทรัพย์นักกวี มีการตีพิมพ์หลากหลายฉบับ และแปรเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอเนื้อหาด้านในไปเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลาที่นิทานเรื่องนี้ถือกำเนิดขึ้นในชุมชนมิเดลตัน หนังสือนิทานเรื่องนี้ในปัจจุบันจึงปรากฏในรูปแบบนิทานภาพเพื่อปรับรูปแบบให้ดูเหมาะสมกับเด็ก ถึงกระนั้น เนื้อหาภายในของมันก็แทบจะไม่แตกต่างใดๆ จากที่เหล่าเด็กน้อยเคยได้ฟังมาจากหัวหน้าชุมชน


“นายคิดว่าเราจะหาอะไรเจอจากหนังสือเล่มนี้” แอชเชอร์ถามลิค แต่เขากลับโดนถามกลับมาว่า


“พวกนายไม่คิดกันหรือไงว่า อเล็กซ์เคยมีตัวตนอยู่ที่หมู่บ้านนี้จริงๆ น่ะ”


ทุกคนต่างส่ายหน้า ลิคทำหน้ามุ่ยเล็กน้อยเมื่อพบว่าไม่มีใครสักคนที่คิดเช่นเดียวกับเขา “โอเค ทุกคนฟังฉันให้ดีนะ เรื่องนี้ฉันคิดมาตลอดทาง ทางเดียวที่เราจะหาขุมทรัพย์เจอนั้นเราต้องใช้กระจกเงา”


“ฉันไม่เห็นจะเข้าใจในสิ่งที่นายพูดเลย แล้วกระจกเงา...จากไหนล่ะ ทุกๆ ที่ก็มีกระจกเงากันทั้งนั้นนั่นแหละ” เป็นทีริก้าพูดขึ้นมาบ้าง


“เราคงหมดหวังและหมดหนทางที่จะกลับบ้านกันแล้วล่ะ” แอชเชอร์ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่หลังจากนั้น เจนาสดูเป็นคนเดียวที่รุ้สึกผ่อนคลายกับสถานการณ์นี้ที่สุด เขากวาดสายตามองเพื่อนแต่ละคน แต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา ทำให้บรรยากาศโดยรอบเกิดเป็นความเงียบสงบที่ชวนขนลุก


เจ็ดจากสิ้น เหลือเพียงเงาสะท้อน


แน่นอน นี่เป็นเสียงของลิค และจู่ๆ เขาก็พูดขึ้นมา เด็กทั้งสามคนต่างมองหน้ากันด้วยความฉงน ก่อนจะหันมามองเด็กชายจอมเพี้ยน แอชเชอร์เอ่ยออกมาเบาๆ ว่า “อะไรนะ”


“ก็วรรคแรกของบทกวีในนิทานไง พวกนายน่าจะจำได้สิ ก็อย่างที่ฉันเคยบอก คำใบ้ของปริศนาทุกอย่างมันอยู่ในบทกวี และเงาสะท้อนก็หมายความได้อย่างเดียว ก็คือ กระจกเงา ไม่ใช่หรือไง”


“นายจะแปลมันตรงตัวเกินไปแล้วมั้ง ไร้สาระน่ะ”


“อย่าเพิ่งสิแอชเชอร์ มันก็ไม่แน่เหมือนกัน” ริก้าเอ่ยแย้งออกมา


“นี่...เธอก็เห็นด้วยกับหมอนี่อย่างนั้นเหรอ”


“คิดดูสิ เรื่องที่เรามาอยู่ที่นี่ โลกที่กลับตาลปัตรไปหมดนี่ก็เกินจะเชื่อได้แล้ว แต่มันก็เป็นความจริง แล้วนายก็ลองมาคิดดูนะว่า เราเข้ามาที่นี่ผ่านทาง...เอ่อ...กระจกเงาในคฤหาสน์ของเจนาส ถ้าเราจะกลับไป เราก็ต้องใช้กระจกเงา”


“ถ้าอย่างนั้น ทำไมเราไม่กลับไปที่ห้องเก็บของนั่น แล้วหายเข้าไปในกระจกอีกรอบล่ะ”


“ไม่ได้ ฉันไม่ได้เขียนบอกในจดหมายแล้วอย่างนั้นหรือว่า มันทำไม่ได้น่ะ” เจนาสพูดขึ้นมา ก่อนที่ลิคจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่ดูตื่นเต้นแปลกๆ


“ในที่สุด พวกนายก็เข้าใจในสิ่งที่ฉันพูดแล้วใช่ไหม เรื่องกระจกเงา”


เจ็ดจากสิ้น...” เจนาสพึมพำออกมาเบาๆ ก่อนที่เขาจะเบิกตากว้าง “กระจกเงางั้นหรอ เฮ้ ไม่ใช่ว่า มันมี...”


“นายเข้าใจถูกต้องแล้วล่ะ” ลิคยืนยันสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังคิด เขายิ้มกว้างราวกับเพิ่งได้รับชัยชนะจากการวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก “กระจกเงามีอยู่ทั้งหมดเจ็ดชิ้น”


สิ้นคำพูดของเด็กชายจอมเพี้ยนก็ไม่มีใครพูดอะไรต่อ แม้เด็กๆ จะไขปริศนาของบทกวีได้ส่วนหนึ่ง ทว่าเหมือนพวกเขาเพิ่งจะพบกับทางตันทางใหม่


ริก้าตัดสินใจเอ่ยขึ้นเป็นคนแรก “แล้วเราจะรู้ได้ยังไงล่ะว่า กระจกเงาที่เราต้องหา มันยู่ที่ไหนบ้าง”


ลิคยังคงนั่งยิ้ม เขานั่งโยกเก้าอี้สองขาไปมาอย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะชี้นิ้วตรงไปข้างหน้า ทั้งริก้า แอชเชอร์ และเจนาสจึงหันมองตามกันไป น่าแปลกใจไม่ใช่น้อยที่ตำแหน่งโต๊ะของพวกเขาตั้งอยู่ตรงกับโต๊ะของบรรรารักษ์เวอร์โก้อย่างพอดิบพอดี บรรณารักษ์ชายกำลังก้มหน้าก้มตากับเอกสารบนโต๊ะทำงานของเขาอย่างตั้งใจ และเด็กทั้งสามก็ต้องใช้เวลาครู่ใหญ่เลยทีเดียวกว่าจะรู้ว่า ลิคชี้นิ้วไปยังอะไร


กระจกเงาบานเดียวบนโต๊ะ ซึ่งถูกใช้เป็นที่ทับกระดาษอย่างไร้ค่า เงาสะท้อนของมันส่องเป็นประกายวิบวับภายใต้แสงตะเกียงเหนือโต๊ะ ถึงกระนั้นมันก็ไม่ได้ดูวิเศษอะไร แต่ในความคิดของเหล่าเด็กๆ นั้นสิ กลับคิดว่ามันต้องมีอะไรบางอย่าง


กระจกเงาธรรมดากลับดูไม่ธรรมดาเสียแล้วในตอนนี้


นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13 ความคิดเห็น