เรื่องเล่า๐ใน๐เงาสะท้อน [The Story in The Mirror]

ตอนที่ 6 : ตอนที่ 5 วอร์เรน เศรษฐีใจบุญแห่งชุมชนมิเดลตัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 66
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    27 ม.ค. 59

ตอนที่ 5 วอร์เรน เศรษฐีใจบุญแห่งชุมชนมิเดลตัน

 


"เจ้าเด็กนรก” วอร์เรนตะโกนไล่หลังไป เขานวดขาเบาๆ การกระโดดหลบตู้เมื่อครู่นี้ ทำให้ขาของเขาพลิก ซ้ำยังไม่มีทีท่าว่าจะหายไปง่ายๆ บัดนี้ ความสนใจของเศรษฐีมุ่งไปที่ลิคเสียหมดสิ้น จนลืมริก้ากับแอชเชอร์ไปโดยปริยาย


กล่าวถึงเด็กหญิงและเด็กชายที่ซ่อนตัวอยู่ในตู้อีกใบ เหตุการณ์ทุกอย่างล้วนอยู่ในสายตาของพวกเขา “ห้องที่ลิคเข้าไปนั่นต้องเป็นห้องเก็บของแน่ๆ” ริก้าเอ่ย


“แล้วถ้าเศรษฐีนั่นเข้าไปในห้อง ลิคก็ไม่มีทางให้หนีแล้วน่ะสิ”


คำพูดของแอชเชอร์ฟังดูมีเหตุผลในระดับหนึ่งเลยทีเดียว และเหตุที่เขาเพิ่งพูดถึงไปก็กำลังจะเกิดขึ้น วอร์เรนเดินโขยกเขยกไปยังห้องเก็บของ เขาบ่นพึมพำอะไรอยู่นาน ก่อนที่จะหายเข้าไปข้างในห้องนั้น มีเสียงดังกุกกักเกิดขึ้น ทว่าหลังจากนั้นไม่กี่วินาที เศรษฐีก็ออกมาจากห้องนั้นซะแล้ว พร้อมสีหน้าที่ดูผสมปนเประหว่างความโกรธกับความแปลกใจ


“ให้ตายสิ เด็กนั่นหายไปไหนกันนะ” เขาพูด และได้สร้างความฉงนให้แก่เด็กทั้งสองเป็นอันมาก


“ลิคไม่อยู่ในห้องอย่างนั้นหรือ” เป็นแอชเชอร์ที่ค่อนข้างตกใจมากกว่า


“เป็นไปไม่ได้หรอก ก็เราเห็นเขาเดินเข้าไปข้างในกับตานี่นา” ริก้าว่า


วอร์เรนเดินไปเดินมาภายในห้อง เขามีท่าทางหัวเสียเป็นอย่างมาก จนกระทั่งเดินไปเหยียบเข้ากับกองจดหมายที่โดนลิคขว้างใส่ก่อนหน้านี้ เขาหยิบมันขึ้นมาดู “นี่มันจดหมายของฉันนี่” ไม่นานนักเศรษฐีก็เบิกตากว้าง เมื่อเห็นชื่อผู้ส่ง “เจนาส...เจนาสส่งมางั้นหรือ นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย” ไม่มีใครแน่ใจได้หรอกว่า กิริยานี้เป็นการแสร้งทำหรือเปล่า แต่ความรู้สึกของวอร์เรนก็คงจะเหมือนกับเด็กทั้งสามตอนพบจดหมายเป็นครั้งแรก


“หรือจะมีใครแกล้งเรา” เขาว่าต่อขณะเก็บจดหมายทั้งหมดขึ้นมาพิจารณา “ไม่แน่อาจจะเป็นฝีมือของเด็กพวกนั้น” เศรษฐีวัยกลางคนยืนหยุดนิ่งเป็นเวลานานสองนาน ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบห้อง แล้วพูดอะไรบางอย่างทำนองว่า “ยังไงซะ พวกแกก็ไม่มีวันหนีออกไปจากคฤหาสน์นี้ได้หรอก” สุดท้ายจึงเดินออกจากห้องโถงหลังไป


“เฮ้อ ไปได้สักที แล้วนี่ เราจะออกไปกันได้หรือยัง” แอชเชอร์ถามเพื่อนหญิง


“ฉันว่าเรารออีกสักพักจะดีกว่า”


เวลาผ่านไปหลายนาที จนเด็กๆ แน่ใจแล้วว่า เศรษฐีจะไม่หวนกลับเข้ามาภายในห้องนี้อีก พวกเขาจึงพากันคลานออกมาจากตู้ด้วยอาการปวดเมื่อยเนื้อตัว “หมอนั่นต้องการทำอะไรกันแน่นะ” เด็กชายว่าขึ้นเป็นคนแรก พลางนวดคลำไปตามแขนและขา


“ค้นหาขุมทรัพย์ล่ะมั้ง”


ริก้าเดินไปยังห้องเก็บของ


แอชเชอร์พูดว่า “นั่นก็อีกหนึ่งปัญหา ตอนนี้ลิคหายไปไหน”


“ฉันว่าเราพบคำตอบแล้วล่ะ”


ตอนแรก แอชเชอร์ก็ไม่เข้าใจอะไรสักเท่าไหร่นัก แต่เมื่อเขาเดินมาสมทบกับริก้าที่ยืนอยู่หน้าห้องเก็บของ ซึ่งประตูห้องเปิดกว้างเอาไว้ ทำให้มองลึกเข้าไปเห็นภายใน ท่ามกลางแสงสลัวๆ ที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่าง ตกต้องกระทบกับพื้นผิวกระจกเงาทรงรีบานกว้างที่ตั้งอยู่สุดห้อง มันดูกลืนไปกับข้าวของอย่างอื่นก็จริง แต่ในขณะเดียวกันมันก็ดูเด่นชัดอย่างยิ่ง


“เธอคิดเหมือนฉันใช่ไหม” เด็กชายเอ่ย


“มันมีอยู่จริง...” แม้แต่ริก้าก็ยังรู้สึกอึ้งไม่แพ้กัน


“กระจกที่เจนาสว่า...ฉันไม่อยากจะเชื่อเลย ลิคหายเข้าไปในโลกนั้นจริงๆหรอ”


“เรายังยืนยันอะไรไม่ได้หรอก” ริก้าก้าวเข้าไปภายในห้องเก็บของนั้น “จนกว่าสิ่งนั้นจะได้รับการพิสูจน์” แล้วเธอก็เดินเข้าไปยืนข้างๆ กระจกเงาบานเก่านั้น “มาสิ แอชเชอร์”


“เอ่อ...ฉันไม่ค่อยแน่ใจสักเท่าไหร่” ในหัวแอชเชอร์เต็มไปด้วยความลังเล ใจหนึ่งคิดว่าการทำอะไรเช่นนี้ ช่างปัญญาอ่อนสิ้นดี แต่ก็ไม่อาจเถียงได้ว่า เรื่องทั้งหมดที่ว่ามาในจดหมายจะไม่ใช่เรื่องจริง และเขายังหาเหตุผลการหายตัวไปของลิคไม่ได้เลย “...เธอแน่ใจจริงๆแล้วหรอ”


ริก้าพยักหน้า ก่อนจะเอื้อมมือดึงเพื่อนชายให้มายืนข้างๆตัว แอชเชอร์จ้องมองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจก ถ้าเกิดเขาสามารถข้ามมิติได้จริงๆ ล่ะ เด็กชายคิด อะดรีนาลีนภายในร่างพลุ่นพล่านอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


เขาหลับตาแน่น ในขณะที่เพื่อนหญิงยื่นมือไปแตะกระจก




 

เด็กชายจอมเพี้ยนอย่างลิค เลซิก ทำได้แต่ยืนนิ่งอยู่หน้ากระจกเงา เขาไม่รู้สึกถึงความแตกต่างอะไรเลย ไม่รู้สึกเหมือนได้ข้ามมิติอะไรมาเลยด้วยซ้ำ ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น “หรือเรื่องทะลุมิติอะไรนี่จะเป็นเรื่องไร้สาระกันนะ” เขาใช้เวลาอยู่นานจึงจับสังเกตอะไรบางอย่างได้ ขณะมองสูงขึ้นไปบนผนัง และพบว่า


ตำแหน่งหน้าต่างเปลี่ยนไป


ซ้ายเป็นขวา ขวาเป็นซ้าย


แม้เขาจะจำหน้าตาและตำแหน่งของห้องไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่ แต่ตอนนี้ก็เริ่มใจชื้นขึ้นมาบ้างแล้วว่า โลกแห่งเงาสะท้อนนั้นอาจจะมีอยู่จริง


ลิคก้าวไปยังประตู เกิดความสับสนอยู่ครู่หนึ่งเกี่ยวกับทิศทางการเปิดของมัน และสังเกตเห็นว่ากลอนอยู่ทางด้านขวามิใช่ทางด้านซ้าย เมื่อเขากลับเข้าสู่ห้องโถงหลังของคฤหาสน์เคอร์เรนซ์ ก็พบว่านอกจากตำแหน่งข้าวของที่สลับกันไปมาแล้ว ทุกอย่างก็ยังคงดูเหมือนเดิม


ทุกอย่างดูเหมือนเดิม แต่ก็ดูต่างออกไป


ลิคก้าวไปหาตู้เก็บของที่ริก้าและแอชเชอร์ซ่อนตัวอยู่เป็นที่แรก เมื่อเปิดออกก็พบว่าไม่มีใครอยู่ในนั้น เป็นหลักประกันอย่างดีถึงการมีอยู่จริงของโลกแห่งเงาสะท้อน


หน้าต่างบานสูงที่เรียงรายบนผนังอีกด้านหันออกไปทิศตะวันออกที่คุ้นเคย แต่มันคงจะเป็นทิศตะวันตกของที่นี่ เขาทอดสายตามองไป เห็นชุมชนมิเดลตันตั้งอยู่เบื้องล่างเนินเขา ถัดออกไปก็เห็นหุบเขาที่ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า คฤหาสน์เคอร์เรนซ์ถือเป็นจุดชมวิวที่ดีทีเดียว ไม่ว่ายามพระอาทิตย์ขึ้นหรือตกด้วยอยู่บนเนินเขา ภาพที่ปรากฏจึงพร้อมตรึงตาตรึงใจทุกคนที่ชมมัน


“งามมากใช่ไหมล่ะ”


แต่แล้วจู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งพูดขึ้น สำเนียงที่ฟังดูคุ้นหู ทำให้ลิครู้สึกตกใจไม่ใช่น้อย เขามองไปยังอีกฝั่งของประตูที่เปิดเข้ามายังห้องโถงนี้ บุคคลที่ยืนอยู่ตรงนั้น ทำเอาใจเขาต้องตกลงไปอยู่ตาตุ่ม


วอร์เรน เคอร์เรนซ์ เศรษฐีจอมละโมบแห่งชุมชนมิเดลตัน!


“คุณ...” ลิคพยายามจะสรรหาคำพูด แต่กลับนึกอะไรไม่ออก


“ไม่ต้องห่วงไปหรอก เธออยู่ชมมันได้จนกว่าจะลับไปทั้งดวงนั่นล่ะ” วอร์เรนว่า ขณะที่เขาเดินมา ถ้อยคำของเขาทำเอาเด็กชายตกใจรอบที่สอง “ฉันไม่รู้เลยว่าเธอมาที่นี่ตอนไหน” ถ้อยคำมันดูสุภาพเกินไป ลิคคิดอย่างสับสน และพยายามหาคำอธิบาย


“หืม ว่าไง” เศรษฐีกระทุ้งถาม เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งไป


นิสัยของทุกคนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน...พวกเขาดูแปลก...พ่อของผมดูเป็นคนที่น่าคบด้วยขึ้นเยอะเลย...เมื่อนึกถึงสิ่งที่เขียนไว้ในจดหมายของเจนาส ก็พอจะเป็นคำอธิบายในสิ่งที่ลิคเผชิญอยู่ได้ในเบื้องต้น นี่ต้องเป็นวอร์เรนในโลกแห่งเงาสะท้อนแน่ๆ


“ผม...ผม...ผมมาตั้งแต่ตอนบ่ายแล้วล่ะครับ” ลิคตอบกลับ รู้สึกแปลกๆ และไม่คุ้นชินเป็นอย่างยิ่งสำหรับการคุยดีๆ กับคนที่เขาเกลียดหน้ามากที่สุด แม้ว่านี่จะเป็นคนละคนกันก็ตาม


“เธอมาหาเจนาสอย่างนั้นหรือ ถ้าใช่ ฉันก็ขอบอกว่า เขาอยู่บนห้องน่ะ”


“งะ...งั้นหรือครับ”


“เธอดูแปลกๆ ไปนะลิค อย่างว่าล่ะนะ เธอคงจะกังวลกับพิธีครบอายุสิบสองในอีกสองวันข้างหน้าใช่ไหมล่ะ ก็ควรอยู่หรอก เพราะตอนฉันเป็นเด็ก ฉันก็รู้สึกกังวลจนทำอะไรไม่ถูกอย่างนี้แหละ” สีหน้าของวอร์เรนขณะพูดดูยิ้มแย้มและมีความสุข


ในขณะนั้น แสงสุดท้ายของวันก็หายไป ท้องฟ้าไล่เฉดสีแดงม่วงและน้ำเงินสวยงาม “ฉันจะพาเธอไปหาเจนาสเอง จะไปไหม”


ลิคไม่ตอบในทันที ความลังเลใจเกิดขึ้น ถ้าหากเขาตอบว่า ไป จะเกิดอะไรขึ้น แล้วเมื่อเจอกับเจนาสจริงๆ เขาควรจะทำยังไงต่อ แต่ถ้าหากตอบว่า ไม่ ก็เหมือนจะเป็นการทิ้งโอกาสไป สาเหตุหนึ่งคือ เขามาที่นี่...ที่ชุมชนมิเดลตันในโลกกระจกเงาสะท้อนนี้ โดยไร้การวางแผนใดๆ โดยสิ้นเชิง และสิ่งที่ต้องการค้นหา ก็ยากราวกับการงมเข็มในมหาสมุทร


“ไปครับ” เขาตอบกลับไปในที่สุด


การยอมรับคนที่มีทุกอย่างทั้งรูปร่างหน้าตาและรสนิยมการแต่งตัว ซึ่งเหมือนกับคนที่เขาไม่ชอบหน้าราวกับเป็นคนคนเดียวกัน (ในเชิงทฤษฎีแล้วก็ควรจะเป็นคนคนเดียวกัน) มีเพียงอย่างเดียวคือ ท่าทางและคำพูดที่ต่างกัน นั่นดูออกจะทำใจยากเสียหน่อย  และคงต้องใช้เวลานานโขเลยทีเดียวกว่าจะทำใจให้ชินได้ เมื่อพวกเขาเดินผ่านโถงทางเดินถึงห้องโถงหน้า เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น


“อ่ะ ขอโทษทีนะ รอฉันสักครู่”


วอร์เรนเดินตรงไปรับโทรศัพท์ “สวัสดีครับ วอร์เรน เคอร์เรนซ์พูดสายอยู่ครับ” ไร้ซึ่งอารมณ์ที่รุนแรง ปราศจากความหงุดหงิดต่อสิ่งรอบข้างตลอดเวลา นี่ไม่ใช่ภาพของเศรษฐีวัยกลางคนที่คุ้นเคยนักในสายตาเด็กชาย “จากมูลนิธิพัฒนาชุมชนและสังคมหรอ...คุณโร้คมีอะไรให้ผมช่วยล่ะ...อืม เรื่องคุณโรซ่าอีกแล้วหรือ...หล่อนก็เป็นแบบนี้มานานแล้วล่ะ ไม่มีอะไรหรอก...โอเค ถ้าเช่นนั้น ผมจะช่วยคุณเรื่องเงินทุนก็แล้วกัน”


“เรื่องอะไรอย่างนั้นหรือครับ” เด็กชายถามขึ้นในทันทีที่อีกฝ่ายวางสาย


“ไม่มีอะไรหรอก แค่มูลนิธิที่จะมาปรับปรุงพัฒนาความเป็นอยู่ในชุมชนของเรา แต่มีปัญหานิดหน่อยเท่านั้นแหละ”


“ปัญหา...”


“คือ คุณโรซ่าไม่ยอมให้มูลนิธิเข้ามายุ่งกับชุมชนเราน่ะสิ แม้ว่าสภาพการเป็นอยู่ตอนนี้จะยากลำบากแค่ไหนก็ตาม”


“ท่านหัวหน้า ทำอะไรอย่างงั้นหรือครับ” เขาไม่เข้าใจในสิ่งที่เศรษฐีพูดเลยแม้แต่น้อย


“อืม ไม่แปลกหรอกนะ เธอยังเด็กเกินไปกว่าจะเข้าใจ แต่สิ่งหนึ่งที่เธอน่าจะรู้ก็คือ คุณโรซ่าค่อนข้างเป็นคนหัวแข็งและอนุรักษ์นิยมเสียหน่อย” วอร์เรนว่า ก่อนจะเดินนำไปยังบันไดที่ทอดขึ้นไปยังชั้นสองของคฤหาสน์ “ตามฉันมาสิ เราจะไปหาเจนาสกัน”


พวกเขาเดินขึ้นบันไดที่มีลักษณะกว้างใหญ่และดูหรูหราเป็นอันมาก ยังดีที่ไม่มีพรมแดงปูลงมาตามแบบฉบับที่คนรวยในเมืองมักจะทำกัน วอร์เรนชวนเด็กชายคุยไปในระหว่างเดิน “รู้อะไรไหม วันนี้เธอดูแปลกมากๆ เลยล่ะ” เขาว่า


“แปลกงั้นหรือครับ”


“ใช่ ปกติเธอเก็บตัวไม่ค่อยออกไปไหนมาไหนนี่นา ถ้าไม่มีริก้ากับแอชเชอร์อยู่ด้วย อีกอย่าง ดูเธอจะพูดมากกว่าปกตินะ ฮ่ะๆ”


คำพูดของเศรษฐีวัยกลางคนทำเอาลิครู้สึกฉงน ก่อนที่เขาจะนึกขึ้นได้ นั่นคงเป็นลักษณะนิสัยของลิค เลซิก ในโลกนี้สินะ


พวกเขาทั้งสองใช้เวลาไม่นานนักก็มาหยุดอยู่หน้าประตูไม้บานหนึ่ง ไม่ว่าจะในโลกจริงหรือโลกแห่งเงาสะท้อน ลิคก็ไม่เคยเข้าห้องของเจนาสเลยสักครั้ง ปกติแล้วตอนเจนาสยังอยู่ เด็กๆ มักจะออกไปเล่นข้างนอกกันเสียมากกว่า ลิคมองประตูบานนั้น ก่อนจะรู้สึกว่าหัวใจตัวเองเต้นโครมคราม เขากำลังจะได้พบหน้าเพื่อนที่ห่างหายกันไปถึงสองปี และเพื่อนที่ใครๆก็นึกว่าตายไปแล้ว!


ก๊อก ก๊อก ก๊อก


“เจนาสอยู่ไหม ลิคมาหาน่ะ” วอร์เรนว่า หลังจากเคาะประตูไป แต่กลับไม่มีเสียงใดตอบรับกลับมา “พ่อขอเข้าไปเลยก็แล้วกันนะ” แล้วประตูก็เปิดออก หลังจากนั้นพวกเขาก็เดินเข้าไปข้างใน


ห้องนอนของเจนาสนั้นดูเรียบง่าย แม้มันจะมีขนาดโอ่อ่ามากก็ตาม ของเล่นสารพัดชนิดถูกเรียงรายไว้บนชั้นและตู้ ผสมกับหนังสือการ์ตูนและนิยายในแบบที่ลิคชอบ ทว่าไม่มีเจ้าของของมันอยู่นั้น เจนาสมิได้อยู่ในห้องนี้ ถึงกระนั้นก็ตาม เศรษฐีดูจะไม่วิตกสักเท่าไหร่


“คงจะไปหาอะไรทานในครัวล่ะมั้ง เธอรอเขาอยู่ในห้องก็ได้นะ ฉันไม่ว่าหรอก”


“อ่ะ ครับ” น้ำเสียงของเด็กชายเต็มไปด้วยแววดีใจ


“แต่เดี๋ยวฉันคงต้องขอตัวไปก่อนล่ะนะ พอดีมีธุระกับมูลนิธิน่ะ จะต้องไปหาคุณโรซ่าด้วย”


ลิคไม่ได้ตั้งใจฟังสิ่งที่อีกฝ่ายพูดเท่าไหร่นัก เขากำลังคิดว่า ตนจะสามารถอ่านนิยายชั้นยอดที่อยู่ในห้องนี้ได้สักกี่เล่มก่อนเจนาสจะมา แล้วกว่าจะรู้สึกตัว วอร์เรนก็เดินลงไปครึ่งบันไดแล้ว “เดี๋ยวครับ!” เขาร้องเรียกเศรษฐีทันควัน


“มีอะไรงั้นหรือ” วอร์เรนเดินกลับขึ้นมาหาลิค


“คือ...ผมมีเรื่องอะไรบางอย่างจะถามน่ะครับ” เด็กชายสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วจึงถามออกไปว่า “คุณวอร์เรนช่วยบอกหน่อยได้ไหมว่า ขุมทรัพย์นักกวีนั้น อยู่ที่ไหน”

 





ริก้าและแอชเชอร์ยืนนิ่งค้างอยู่ประมาณครึ่งนาทีได้ แต่แล้วพวกเขาก็ไม่เห็นว่ามีอะไรเกิดขึ้น หรือมันจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ


“เรื่องตลกงั้นหรือ” แอชเชอร์ว่าก่อนคนแรก “ฉันนึกว่า มันจะมีแสงอะไรออกมาซะอีก อย่าบอกนะว่าเรายังไม่ได้ไปไหน”


“มันไม่ใช่เรื่องตลกหรอก แอชเชอร์” ริก้าพูดขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน เด็กชายหันไปมองเพื่อนและพยายามคิดว่าเธอต้องการสื่อสารอะไรกันแน่ ตอนนั้นเองเขาก็เพิ่งสังเกตถึงตำแหน่งของหน้าต่าง (ความจริงคือ ตำแหน่งของแสงแดดที่ส่องเข้ามา) และไหนจะประตู ทำไมกลอนประตูดด้านในห้องจึงอยู่ทางด้านขวาล่ะ


“ตลกแน่ๆ หรือเราอาจจะไม่ทันสังเกต...มันเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว”


ที่แอชเชอร์ว่าก็อาจมีเหตุผล ริก้าคิด เธอกวาดตาไปทั่วห้อง เพื่อหาสิ่งของบางอย่างที่น่าจะมีตัวอักษรประดับอยู่ แล้วเธอก็เจอถ้วยรางวัลทองเหลืองที่มีฝุ่นจับเขรอะ เธอยกขึ้นมา แล้วเช็ดส่วนฐานของถ้วย ตัวหนังสือบนถ้วยมันชัดเจน และเป็นคำยืนยันที่ดีแก่พวกเขาสำหรับสถานการณ์ในตอนนี้


ตัวหนังสือกลับหลัง...มันย่อมไม่ใช่เรื่องปกติ


“โอเค” แอชเชอร์เอ่ย “เรื่องบ้าๆอย่างนี้เป็นเรื่องจริง ให้ตายเถอะ ฉันอยากจะบ้า”


“ฉันก็รู้สึกไม่ต่างจากนายหรอกน่ะ”


ริก้าตัดสินใจเปิดประตูห้องเก็บของ เธอก้าวเดินอย่างช้าๆ และระมัดระวัง โดยมีแอชเชอร์ตามหลังติดมาไม่ห่าง และขณะที่พวกเขากำลังจะออกไปจากห้องโถงหลังนั้นเอง ก็ปรากฏเงาของใครบางคนขึ้นที่สุดทางเดิน เงานั้นเดินตรงมาเรื่อยๆ พาดผ่านห้องครัว สร้างความตระหนกให้แก่คนทั้งคู่เป็นอย่างมาก


“นั่นใช่ ลิค หรือเปล่า” เด็กชายกระซิบถามเพื่อน และเธอตอบได้แต่เพียงคำว่า “ไม่รู้”


“ใครอยู่ตรงนั้นน่ะ”


เสียงจากเจ้าของเงานั้นพูดขึ้น มันไม่ใช่เสียงของลิค และเด็กทั้งสองก็ตัดสินใจที่จะยืนอยู่นิ่งๆ ท่ามกลางบรรยากาศมืดสลัวของยามเย็น ไม่มีใครพูดอะไรจนกระทั่งเงานั้นมาหยุดยืนอยู่ตรงที่ประตู ร่างของเขาสูงพอๆ กับแอชเชอร์ และแม้ว่าแสงจากข้างนอกจะไม่มาก แต่ก็ทำให้พวกเขาเห็นใบหน้าของกันและกันได้


“ริ...ริก้า แอชเชอร์” ร่างนั้นพูด


ริก้ามองอีกฝ่ายด้วยแววตาหลากหลายความรู้สึก เธอพูดเสียงแผ่วเบาขึ้นมาว่า


“เจนาส”


นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13 ความคิดเห็น

  1. #11 momentzy (@momentzyy) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2555 / 12:21
     สำนวนแบบนี้มีสิบให้ยี่สิบ มีร้อยให้ร้อยยี่สิบ! เอาไปแบบจัดเต็ม!!
    #11
    0
  2. #6 KIDpokerface (@have-a-good-time) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2555 / 16:00
     ให้ความรู้สึกเหมือนอ่านพวก แฮร์รี่ พอตเตอร์เลยค่ะ ไรเตอร์  ไม่ใช่ว่าสำนวนเหมือนนะ แต่แบบ อ่านแล้วมันตื่นเต้น น่าติดตามมากๆเลยค่ะ 
    #6
    0