เรื่องเล่า๐ใน๐เงาสะท้อน [The Story in The Mirror]

ตอนที่ 14 : ตอนที่ 13 กระจกอีกบาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    21 พ.ค. 59

ตอนที่ 13 กระจกอีกบาน

 

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำการพูดคุยกับคนที่พวกเขาเพิ่งขโมยของมา แต่ถึงกระนั้นเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้เอาผิดพวกตน ลิค, ริก้า, แอชเชอร์ และเจนาสรู้สึกโล่งใจในเวลาเดียวกัน ถึงกระนั้นเรื่องที่บรรณารักษ์หอสมุดกำลังพูดถึงก็เกินกำลังความเข้าใจของพวกเขา

“พวกเธอลองใช้กระจกกันหรือยัง” เวอร์โก้ถาม และเหล่าเด็กๆ ก็ต่างมองหน้ากันด้วยความไม่เข้าใจ


“คุณ...หมายถึง ส่องกระจกอย่างนั้นหรือคะ” ริก้าถาม


“ก็ไม่เชิงเสียทีเดียว เธอรู้หรือไม่ว่า กระจกบานนั้นมีความพิเศษยังไง” เวอร์โก้ชี้ไปที่กระจกที่อยู่ในมือของลิค


“มันทำให้เรามองเห็น” เด็กชายจอมเพี้ยนพึมพำ เวอร์โก้มองเขาด้วยความสนใจ “มันทำให้เราเห็นความทรงจำของตัวเอง”


“แปลว่าเธอได้ลองใช้มันแล้วสิ” เวอร์โก้ถาม


“ครับ”


“นั่นคือ กระจกแห่งความรู้” เด็กทั้งสี่มองหน้ากันเมื่อได้ฟังความดังนั้น มันมีชื่อด้วย ลิคกระซิบกระซาบกับเพื่อนๆ ด้วยความตื่นเต้น ก่อนที่บรรณารักษ์จะพุดต่อ “อย่างที่เธอพูดนั่นแหละลิค เมื่อเธอส่องกระจกแห่งความรู้ เธอจะมองเห็นความทรงจำของตัวเอง หรือพูดให้ถูกก็คือ มันจะสะท้อนความทรงจำที่เธอหลงลืมไปให้กลับมาในหัวชั่วขณะหนึ่ง มันเข้าท่ามากเลยล่ะสำหรับคนที่ร่างกายเริ่มร่วงโรยอย่างฉัน”


เมื่อได้ฟังดังนั้นลิคก็ฉีกยิ้มกว้าง เขาตบมือดัง ขณะที่พูดว่า “ความทรงจำจดจำจิตอดีตเงา นึกคำเค้าถึงสิ่งที่คนหลงลืม ผมว่าแล้วว่ากวีที่อยู่หลังกระจกจะต้องมีความหมายอะไรซักอย่าง มันบอกวิธีใช้ใช่ไหมครับ”


“ใช่แล้ว” เวอร์โก้พยักหน้างึกงัก “และกระจกอีกหกบานที่เหลือก็น่าจะเป็นเช่นนั้น”


“น่าจะ...คุณพูดว่า...น่าจะ ใช่ไหม” เป็นริก้าที่เอ่ยถามขึ้นมาทันทีหลังจากนั้น


“ฉันต้องยอมรับว่า ถึงแม้ฉันจะใช้เวลาช่วงวัยเด็กไปมากกับการตามล่าหาขุมทรัพย์นี้ แต่ฉันไม่เคยพบเจอกระจกเงาบานที่เหลือ”


“แล้วอย่างนั้นเราจะรู้ได้ยังไงกันล่ะว่า กระจกบานต่อไปอยู่ที่ไหน” แอชเชอร์สวนขึ้นมาทันควัน ท่ามกลางความแปลกใจที่จู่ๆ เขาก็เอ่ยขึ้นเพราะเขาแทบจะเป็นคนเดียวในกลุ่มที่ไม่สนใจเรื่องพวกนี้ เด็กชายหันไปมองเพื่อนของตน “ก็จริงไหมล่ะ พวกนายไม่คิดอย่างนั้นหรือไง”


“ก็บทกวีไงเล่า” ลิคตอบ


“แล้วนายรู้ความหมายของมันไหมล่ะ”


“อะแฮ่มๆ” เป็นบรรณารักษ์หอสมุดที่กระแอมไอขึ้นเพื่อยุติการโต้เถียงของเด็กชายสองคน เขาพูดขึ้นมาว่า “แล้วพวกเธอไม่ได้อ่านหนังสือที่ฉันให้ไปอย่างนั้นหรือ มันมีคำแปลบทกวีอยู่ในนั้น”


“เนื้อหาที่เกี่ยวกับบทกวีถูกฉีกทิ้งไปน่ะค่ะ”


“โอ้ ฉันลืมไปเลย”


“ลืมอะไรอย่างนั้นหรือคะ”


“เอ่อ...ฉัน...ฉันเป็นคนฉีกมันทิ้งเองนั่นแหละ” เวอร์โก้สารภาพอย่างกระอักกระอ่วน ขณะที่เด็กทั้งสี่กำลังตะลึงค้างกับความจริงที่ได้ฟัง เรื่องทั้งหมดนี้อยู่นอกเหนือการคาดการณ์ใดๆ ทั้งสิ้น


“แต่คุณยังจำมันได้ใช่ไหม” ลิคถาม


“ดูเธอสนใจเรื่องขุมทรัพย์นักกวีเอามากๆ เลยนะลิค แนล่ะรู้สึกแปลกใจ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ไม่...ฉันจำไม่ได้”


เป็นแอชเชอร์ที่รู้สึกไม่สบอารมณ์เมื่อได้ฟังดังนั้น “คุณจะจำมันไม่ได้ได้ยังไง คุณไม่ใช่หรือที่เป็นคนเขียนมัน” เด็กชายว่า


“ใครบอกพวกเธอกันว่าฉันเป็นคนเขียน” เวอร์โก้เลิกคิ้วขึ้น “ถึงฉันจะเป็นเคยตามล่าหาขุมทรัพย์ก็จริง แต่คนที่ถอดความบทกวีน่ะไม่ใช่ฉัน และมันคงไม่สำคัญว่าคนๆ นั้นจะเป็นใคร เพราะหล่อนไม่ได้อยู่ที่นี่ แล้วมันจะเป็นปัญหาตรงไหนล่ะ เราก็แค่แปลบทกวีอีกรอบเท่านั้นเอง”


เห็นได้ชัดว่า เด็กๆ ตามสิ่งที่บรรณารักษ์พูดไม่ค่อยทันเสียเท่าไหร่นัก เมื่อบรรณารักษ์บอกต่อว่า “ทีนี้ฉันอยากให้พวกเธอเขียนบทกวีของอเล็กซ์ขึ้นมาดูสิ”


“บ้านนายมีกระดาษกับดินสอใช่ไหม” ลิคหันไปถามเจนาสผู้นั่งฟังบทสนทนาอย่างเงียบๆ มาตั้งแต่ต้น

“มีสิ เดี๋ยวฉันเอามาให้”


“เขาดูแปลกๆ ไปนะฉันว่า...” ลิคกระซิบกระซาบกับริก้าเมื่อเจนาสเดินออกไป ซึ่งเธอทำเพียงแค่ยักไหล่ตอบเท่านั้น


เพียงเวลาไม่นานนัก เศรษฐีรุ่นเยาว์ก็นำกระดาษกับดินสอมาให้ เด็กชายจอมเพี้ยนอย่างลิครับมันไปอย่างกระตือรือร้น เขาเขียนบทกวีลงบนกระดาษอย่างรวดเร็ว ไม่มีเพื่อนคนใดเข้าใจความตื่นเต้นที่เอ่อล้นในใจของเขาหรอก และเพราะความตื่นเต้นนั้นเองที่ทำให้เขาเขียนมันออกมาโดยลืมนึกถึงความเป็นจริงในโลกแห่งเงาสะท้อนนี้ ดังนั้น เมื่อเวอร์โก้รับกระดาษนั้นไป เขาจึงมีท่าทีที่ดูประหลาดใจพอสมควร


ความจริงที่ว่า ตัวหนังสือจะต้องกลับซ้ายเป็นขวากลับขวาเป็นซ้ายอย่างไรล่ะ


“คุณเวอร์โก้...มีอะไรหรือเปล่าคะ” ริก้าถาม เมื่อเห็นบรรณารักษ์หอสมุดนิ่งไปพักใหญ่


“พวกเธอ...ไม่ใช่คนที่นี่”


เด็กชายและเด็กหญิงต่างตกใจที่ได้ยินคำพูดเช่นนั้น พวกเขาไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร


“คุณพูดเรื่องอะไรกัน พวกเราไม่...” คำพูดของริก้าต้องหยุดอย่างกะทันหัน เมื่อเวอร์โก้พลิกกระดาษมาให้เด็กๆ ดู ตัวหนังสือที่เขียนชัดอย่างตรงไปตรงมาของลิคนั้นเห็นได้ชัดเจนบนเนื้อกระดาษสีขาว


“ลิค!” เด็กคนอื่นนอกจากเด็กชายจอมเพี้ยนร้องออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน


“ตายล่ะ” และเจ้าตัวก็ได้แต่พูดคำนี้ออกมา


“พวกเธอไม่ก้องกังวลไปหรอก เรื่องนี้ก็ไม่ได้อยู่นอกเหนือความคิดของฉันนัก ต้องยอมรับเหมือนกันว่า พวกเธอออกจะมีนิสัยที่ดูแปลกๆ ไปเสียหน่อย แต่เชื่อฉันเถอะว่า ฉันรู้จักเรื่องราวของโลกแห่งเงาสะท้อนและโลกแห่งความเป็นจริงมากกว่าที่พวกเธอคาดคิดนัก”


สำหรับบรรดาเรื่องไม่คาดฝันทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในวันนี้ เรื่องนี้ดูจะสร้างความประหลาดใจเกิดขึ้นแก่เด็กชุมชนมิเดลตันมากที่สุด


“ยังมีอีกหลายเรื่องให้น่าประหลาดใจ เชื่อฉันสิ” แอชเชอร์พูดกระซิบกับเพื่อน ซึ่งทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วย คงไม่มีอะไรทำให้พวกเธอแปลกใจได้มากกว่านี้อีกแล้ว


“ผมกำลังฝึกเขียนกลับหลังอยู่น่ะครับ” ข้ออ้างแบบข้างๆ คูๆ เช่นนี้ออกจากมาจากปากของใครคนไหนไม่ได้นอกจากลิค เลซิก และคงไม่มีใครเชื่อกับเหตุผลบ้าๆ นี้


“นี่พวกเธอยังไม่เชื่อใจฉันอีกอย่างนั้นหรือ”


เด็กๆ นิ่งเงียบ


“ฉันน่ะรู้จักนิสัยพวกเธอในโลกนี้ดีพอๆ กับรู้จักหนังสือทุกเล่มในหอสมุดเลยล่ะ”


ดูเหมือนเด็กชายและเด็กหญิงจักต้องยอมรับความจริง ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะพูดโกหกอีกต่อไป


“แล้วทีนี้ พวกเราควรทำอะไรต่อไปดีล่ะคะ” ริก้าเป็นคนแรกที่เริ่มต้นถาม


“ก่อนอื่น ฉันอยากให้พวกเธอได้เข้าใจบทกวีในวรรคต่อไปเสียก่อน เธอไม่ต้องเขียนแล้วล่ะลิค ไหนเธอลองพูดบทกวีวรรคแรกมาซิ”


ลิควางปากกาลงด้วยความไม่เต็มใจนัก ก่อนจะทำตามที่ผู้อาวุโสกว่าบอก “เจ็ดจากสิ้นเหลือเพียงเงาสะท้อน”


“ริก้า วรรคต่อไปล่ะ ว่าไง”


“เอ่อ คือเจ็ดนั้น เกลือกกลั้วตัวเป็นหนอน”


“จากสองวรรคนี้พวกเธอน่าจะเข้าใจกันหมดแล้ว วรรคแรกนั้นบอกว่า กระจกเงามีทั้งหมดเจ็ดบาน แต่จริงๆ แล้ว มันคือกระจกบานเดียวที่แตกออกเป็นเจ็ดส่วนต่างหาก ส่วนวรรคที่สอง...”


“หนอนหนังสือ มันหมายถึงหนอนหนังสือ หรือก็คือ บรรณารักษ์ห้องสมุด!” จู่ๆ ลิคก็โพล่งขึ้นมา อะดรีนาลีนในร่างกายของเขาพุ่งพล่านทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องนี้


“ช่ายยย...ใช่ ใช่ และนั่นก็คือ ฉันเอง บทกวีในแต่ละวรรคจะบอกถึงที่ตั้งของกระจก หรือพูดให้ถูกก็คือ บุคคลที่ดูแลกระจกพวกนั้นอยู่ ทีนี้พวกเธอก็น่าจะเข้าใจในความหมายของบทกวีวรรคต่อไปได้ไม่ยาก”


หกในเจ็ด ผู้เป็นเจ้าว่ากล่าวก่อน ผู้เป็นเจ้า...หนูพอจะเข้าใจมันแล้วค่ะ”


“สงสัยเธอจะเพี้ยน เธอหมายความว่ายังไงกัน กระจกบานต่อไปอยู่บนสวรรค์ อยู่กับพระเจ้าอย่างนั้นเหรอ” แอชเชอร์ว่า ก่อนที่เขาจะถูกตอกกลับจนหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย


“เจ้าทึ่ม มันหมายถึงบาทหลวงต่างหากล่ะ ผู้เป็นเจ้าว่ากล่าวกลอน...น่าจะหมายถึงผู้ส่งสาส์นหรือผู้ถ่ายทอดคำพูดของพระผู้เป็นเจ้ามากกว่า ใช่ไหมคะ คุณเวอร์โก้”


“ฉลาดมากเลย ริก้า พอคิดว่าเป็นเธอแล้ว ทำให้ฉันรู้สึกประหลาดใจนะ เอ่อ ฉันหมายถึง เธอในโลกนี้ค่อนข้างขี้อายน่ะ”


“ขอบคุณค่ะ” ริก้ายิ้มอย่างเคอะเขิน


“ฉันว่า พวกเราคงต้องรีบทำเวลาเสียหน่อยนะ” เวอร์โก้ว่าพลางลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ เขามองไปที่เจนาสผู้นิ่งเงียบ และคำพูดต่อมาของเขานั้นสร้างความฉงนให้แก่แก๊งสามซ่าแห่งชุมชนมิเดลตันไม่น้อย “เธอพร้อมที่จะออกไป ใช่ไหม มันคงจะไม่เหมือนกับการเดินทางไปยังหอสมุดชุมชนที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านของเธอหรอกนะ”


ผู้ถูกกล่าวถึงก้มหน้านิ่ง เขาไม่ตอบความอันใดยังความสงสัยสู่เด็กหญิงและเด็กชาย


“คุณพูดถึงเรื่องอะไรกันคะ” ริก้าถาม


“ฉันคิดว่าเดี๋ยวพวกเธอก็คงจะรู้เองเมื่อเดินทางไปถึงที่ที่เรากำลังจะไปกัน”

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13 ความคิดเห็น

  1. #13 1525137938 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2559 / 12:18
    ลุ้นๆ รอๆค่าาา
    #13
    0